หยางหนิงยังคงประหลาดใจอยู่เห็นคนนำทางคนๆ หนึ่งมายังโถงบรรพชน คนๆ นี้อายุแค่สามสิบกว่าเท่านั้น สวมใส่ชุดยาวผ้าไหมท่าทางก็ดูสง่ามีราศีมาก แต่ว่าสีหน้าดูซีดเซียว ขณะที่กำลังเดินหยางหนิงเห็นเขาเดินแบบล่องลอยมาก สายตาก็เหมือนไม่ค่อยมีสติก็รู้ว่าร่างกายของเขาไม่ค่อยแข็งแรง
อู่เซียงโหวเข้ามายังโถงบรรพชนเหลือบไปมองหยางหนิง ถอดหมวกออก แล้วทำความเคารพ แล้วรีบหันตัวไปถามพ่อบ้านชิวว่า “ไท่ฟูเหรินรับแขกไหม?”
“เรียนท่านอู่เซียงโหว ไท่ฟูเหรินไม่ค่อยสบายไม่รับแขกมาหลยวันแล้ว” พ่อบ้านชิวพูดด้วยความเคารพมากๆ “เชิญท่านโหวไปรับน้ำชาที่ห้องหย่าทิงดีกว่า”แล้วเหลือบมามองหยางหนิง พลางกวักมือ เพื่อให้หยางหนิงตามมาด้วย
อู่เซียงโหวเอามือไขว้หลังเอาไว้ แล้วไอ พ่อบ้านชิวก็เลยนำทางออกจากโถงบรรพชนไป
“นี่คืออู่เซียงโหว?”หยางหนิงเพิ่งได้สติ แล้วหันไปถามต้วนชางไห่ “เราหมั่นหมายกับทางเขาหรือ?”
ต้วนชางไห่พยักหน้าแล้วพูดว่า “อู่เซียงโหวกับองครักษ์เสื้อแพรเหมือนกันเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลบรรดาศักดิ์ใหญ่ของต้าฉู่ สืบทอดตำแหน่งรุ่นสู่รุ่นการแต่งงานครั้งนี้ ท่านเหล่าโหวกับท่านอู่เซียงเหล่าโหวเป็นคนกำหนดเอาไว้”
“เป็นอย่างนี้นี่เองท่านอู่เซียงเหล่าโหวสิ้นบุญแล้วหรือ?” หยางหนิงถาม
เขาเห็นอู่เซียงโหวอายุเพิ่งจะสามสิบต้นๆก็ได้สืบทอดตำแหน่งโหวแล้ว งั้นแสดงว่าท่านอู่เซียงเหล่าโหวก็น่าจะสิ้นบุญไปแล้ว
ต้วนชางไห่ตอบว่า “ใช่ท่านอู่เซียงเหล่าโหวสิ้นไปหลายปีแล้ว สิ้นหลังเหล่าโหวของเราสองปีเท่านั้นท่านโหวทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมตายกันมาตอนมีชีวิตอยู่”
หยางหนิงกำลังจะถามต่อ ต้วนชางไห่รีบพูดขึ้นมาว่า “ซื่อจื่อ อย่าเสียเวลาอยู่เลย อู่เซียงโหวไปที่ห้องหย่าทิงแล้วเขามาเพื่อพบท่าน ท่านรีบไปดีกว่า คิดว่าเขาน่าจะมีอะไรพูดกับท่านนะ”
หยางหนิงรู้สึกหงุดหงิด คิดไม่ถึงจู่ๆ ก็มีว่าที่พ่อตาโผล่ออกมาอีกทำได้เพียงแค่ลุกขึ้น แล้วเดินออกไป เห็นพ่อบ้านชิวพาอู่เซียงโหวออกไปไม่ไกล แล้วหันกลับมาดูเป็นพักๆเห็นหยางหนิงเดินตามมา พ่อบ้านชิวก็ค่อยๆ ผ่อนความกังวลลง
ขณะที่หยางหนิงเข้าไปที่ห้องหย่าทิงอู่เซียงโหวก็นั่งวางมาดใหญ่โตอยู่ในห้องแล้ว พ่อบ้านชิวให้คนยกน้ำชามาให้แล้วยืนอยู่ข้างๆ แล้วกวักมือให้หยางหนิงมา
หยางหนิงทำได้แค่เดินเข้ามาอู่เซียงโหวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ก็ไม่ได้มองไปที่หยางหนิง ในมือถือหยกขาวสลักรูปปี่เซยะเป็นหยกเนื้อดี ใสจนสามารถมองทะลุหยกได้ อู่เซียงโหวเล่นหยกปี่เซยะพลางถาม โดยไม่เงยหน้ามามองว่า “กลับมาได้อย่างไร? ได้ยินมาว่าถูกจับตัวไปท่ามกลางความวุ่นวายไม่ใช่หรือ?”
หยางหนิงฟังจากน้ำเสียงที่อ่อนปวกเปียกของเขาแล้วก็แน่ใจว่าร่างกายของเขาจะต้องแย่เอามากๆถึงแม้เขาจะรู้ว่ากฎของพวกชนชั้นสูงนั้นมีเยอะมาก แต่ก็ไม่รู้ว่ามันมีอะไรบ้างกำลังคิดอยู่ว่าจะตอบเขาดีไหม พ่อบ้านชิวที่ยืนอยู่ข้างก็หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่าขึ้นมาว่า “ท่านโหว ซื่อจื่อท่านกลับมาหลายวันแล้ว คนมีบุญ ก็ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยอยู่แล้ว”
“คนมีบุญงั้นหรือ?” อู่เซียงโหวเงยหน้าขึ้นมา แล้วมองไปที่หยางหนิง ยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า “ทำไมข้าถึงมองไม่เห็นว่าเขามีบุญเลยเล่า?ส่วนโหงวเฮ้ง เจ้าดูหน้าเขาสิมีแต่ความหมองหม่น หากโหงวเฮ้งเป็นแบบนี้สวรรค์คงไร้ความสามารถเกินไปแล้ว”
พ่อบ้านชิวตะลึงไป เขาคิดไม่ถึงว่าอู่เซียงโหวจะพูดแบบนี้
ถึงแม้หยางหนิงจะเป็นผู้น้อยแถมยังเป็นว่าที่ลูกเขยของเขา มันเป็นเรื่องของช่วงเวลาก่อนที่หยางหนิงจะได้สืบทอดตำแหน่งโหวสำเร็จไม่ว่าอย่างไร อู่เซียงโหวก็ไม่ควรทำแบบนี้ต่อหน้าเขา
“ท่านโหวกล่าวถูกต้องท่านพ่อสิ้นบุญไป หากหน้าตาของข้ายินดีปรีดาอยู่ งั้นก็คงแปลกเหมือนเจอผี” หยางหนิงโกรธมาก เขาแทบไม่มองอู่เซียงโหวเลย “หากคนมีบุญแต่เป็นคนเสื่อมโทรมก็ยังสามารถดูได้จากหน้าตา”
ถึงแม้เขาจะพูดแบบนี้ออกมาแต่ในใจของเขาคิดว่า เจ้านี่หน้าตาดูโทรมๆ อ่อนแอ แทบจะเทียบไม่ได้กับคนมีบุญเขาหรอก
อู่เซียงโหวตกใจไม่น้อยเขาคิดไม่ถึงว่าหยางหนิงจะพูดแบบนี้ออกมา เขาเงยหน้ามองไปที่หยางหนิง ยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า“มีอารมณ์เหมือนกันนี่”
ตอนนี้เองก็มีคนนำชามาเติมให้อู่เซียงโหวยกชาขึ้นมาจิบ จิบไปเพียงหนึ่งคำก็ต้องบ้วนทิ้ง แล้วด่าว่า “นี่มันชาอะไรกัน? คนกินได้หรือ?” เขาวางกระแทกถ้วยชาลงอย่างแรงน้ำชากระเด็นไปทั่ว เปียกโต๊ะไปหมด พ่อบ้านชิวรีบพูดขึ้นมาว่า “ยังไม่รีบเก็บกวาดอีก”ก่อนจะมองไปที่อู่เซียงโหวแล้วพูดว่า “ท่านโหว ปกติท่านชอบดื่มชาอวิ๋นอูแต่สงสัยวันนี้คงไม่ถูกปาก”
“ชาอวิ๋นอู?” อู่เซียงโหวพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดีว่า “ชาอวิ๋นอูต้องใช้น้ำฝนมาชงเจ้าใช้น้ำอะไร? นี่บ้านจวนโหวนะเรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้กันหรืออย่างไร? พ่อบ้านชิวคนในจวนอย่างพวกเจ้า ตั้งแต่เจ้านายยันลูกน้องไม่มีกฎเกณฑ์อะไรกันเลยหรืออย่างไร ฉีหุ้ยจิ่งดูคนไม่เป็นจะเลือกคนทั้งทีเลือกแต่คนไม่ได้เรื่องมา แบบนี้จะไปทำอะไรได้ แค่น้ำชาถ้วยเดียวยังชงให้ดีไม่ได้ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ เดี๋ยวไว้ข้ากลับจวนไปจะส่งคนที่ชงชาเก่งๆ มาให้”
พ่อบ้านชิวรีบยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าน้อยสั่งสอนไม่ดีเองต่อไปจะระวังกว่านี้”
จริงๆ หยางหนิงคิดจะสวนกลับไป แต่คิดๆ ดูแล้วทะเลาะกับเขาเพระชาถ้วยเดียวมันไม่จำเป็นก็เลยทนไว้
อู่เซียงโหวเล่นหยกขาวปี่เซยะของเขาต่อไปแล้วถามว่า “ไท่ฟูเหรินป่วยเป็นอะไรกันแน่? หนักมากไหม?วันนี้ที่ข้ามา ข้าต้องการพบนาง”
“ลำบากท่านโหวที่เป็นห่วงแต่ว่าไท่ฟูเหรินสั่งไว้ว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ก็ไม่พบเป็นการชั่วคราว” พ่อบ้านชิวพูดอีกว่า “หากท่านโหวจะพบไท่ฟูเหรินจริงๆเกรงว่าอาจจะต้องรอไปก่อนอีกหลายวัน”
“แล้วตอนนี้จวนโหวของพวกเจ้าใครดูแลเรื่องภายใน?” อู่เซียงโหวพูดขึ้น “อย่าบอกนะว่าฮูหยินสาม?เป็นถึงจวนโหว แต่ให้ผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นนายใหญ่ของจวน หากเรื่องนี้แพร่ออกไปมิกลายเป็นเรื่องตลกหรือ?” เขาขยับร่างกายให้อยู่ในท่าที่สบายก่อนจะมองไปยังพ่อบ้านชิวแล้วพูดว่า “ตระกูลฉีของพวกเจ้าไม่มีผู้ชายที่รับหน้าที่ได้เลยหรืออย่างไร?”
หยางหนิงฟังมาถึงตรงนี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
หยางหนิงเห็นบรรดาคนในตระกูลฉีมาหมดแล้วรู้ว่าตอนนี้ชายที่เป็นชายชาตรีที่ทำหน้าที่ได้จริงๆ นั้นยังไม่มี
หากว่าอู่เซียงโหวดูถูกชายในบ้านตระกูลฉีหยางหนิงก็ไม่ได้คัดค้านหรือปฏิเสธเลย แอบจะเห็นด้วยกับเขาด้วยซ้ำแต่อู่เซียงโหวดันดูถูกกู้ชิงฮั่นอย่างออกนอกหน้า ทำให้เขาหงุดหงิดอย่างมาก
เขารู้ดีว่าตอนนี้กู้ชิงฮั่นอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากผู้หญิงคนหนึ่ง ดูแลจวนโหวทั้งหมด มันไม่ง่ายเลย อู่เซียงโหวคนนี้ยืนพูดโดยที่เขาไม่ปวดเอวมันก็มหัศจรรย์มากแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ปฏิเสธไปตรงๆแต่ก็ส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นกลับไปแทน
เสียงหัวเราะเยือกเย็นนั้นเขาตั้งใจให้อู่เซียงโหวได้ยินเมื่ออู่เซียงโหวได้ยินก็เหลือบไปมองหยางหนิง เขายิ้มเยาะแล้วพูดว่า “เจ้าหัวเราะเยาะอะไร? เจ้าคิดว่าข้าพูดผิดงั้นหรือ?”
หยางหนิงไม่มองเขา ไม่สนใจด้วย
“ไม่ผิดจากที่คิดเลย” สีหน้าของอู่เซียงโหวรู้สึกเหมือนว่าจะโกรธ “เคยได้ยินเขาบอกกันว่าตระกูลฉีเลี้ยงคนโง่บ้าไว้คนหนึ่งดูท่าตอนนี้ก็ไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไร” จากนั้นก็หันไปพูดกับพ่อบ้านชิวว่า “จริงสิในวังหลวงส่งคนมาหรือยัง? องครักษ์เสื้อแพรของพวกเจ้าสิ้นบุญไปฝ่าบาทไม่มีทางไม่มีราชโองการอะไรลงมา”
พ่อบ้านชิวตอบอย่างเขินๆ ว่า “เรียนท่านโหวจนถึงตอนนี้... ถึงตอนนี้ ในวังหลวงยังไม่ส่งใครมาเลย”
“อีกไม่กี่วันก็จะเคลื่อนศพแล้วนะยังไม่ส่งคนมาอีกหรือ?” อู่เซียงโหวสายตาลอกแลก “จงอี้โหวกับจินเตาโหวมาแล้วหรือยัง?”
“จินเตาโหวมาตั้งแต่วันแรกที่ตั้งป้ายแล้ว” พ่อบ้านชิวพูด “จงอี้โหว... จงอี้โหวส่งคนมาแล้วเช่นกัน”
“ส่งคนมา?”อู่เซียงโหวยกมือขึ้นมาลูบไปที่หนวด “เจ้าหมายความว่าตัวของจงอี้โหวเองไม่มางั้นหรือ?”
พ่อบ้านชิวพูดว่า “ท่านจงอี้โหวไม่ได้มาด้วยตัวเองอาจจะ... อาจจะมีธุระอะไรก็ได้”
“มีธุระหรือ?” อู่เซียงโหวยิ้มแล้วพูดว่า “ตั้งแต่ตั้งป้ายจนถึงวันนี้ก็สิบกว่าวันแล้วจวนของจงอี้โหวไม่ได้ห่างจากที่นี่หมื่นแปดพันลี้เสียหน่อย จะมีธุระอะไรได้?” เขานั่งตัวยืดตรง แล้วเก็บหยกขาวปี่เซยะ ไอสองที แล้วพูดว่า “พ่อบ้านชิวในเมื่อไท่ฟูเหรินไม่อยู่ ข้าเองก็ไม่ได้มีเวลามาบ่อยๆ ฝากข้อความไปบอกไท่ฟูเหรินที”
“เชิญท่านโหวสั่งมาได้ข้าน้อยจะทำตามที่บอกอย่างเต็มที่!”
อู่เซียงโหวพูดว่า “ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรอย่างอื่นเรื่องการแต่งงานของเราทั้งสองตระกูล”
“เอ๋?” พ่อบ้านชิวรีบพูดขึ้นมาว่า “ท่านโหว ขออภัยที่ข้าน้อยต้องพูดตามตรงท่านแม่ทัพยังไม่ได้เคลื่อนศพเลย คิดว่า...คิดว่าในตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะพูดเรื่องนี้”
อู่เซียงโหวพูดว่า “ข้ารู้ว่ามันไม่เหมาะที่จะพูดตอนนี้แต่ว่าหากปล่อยนานไป ยื้อกันอยู่แบบนี้ต่อไปมันคงไม่ค่อยดี”
พ่อบ้านชิวพยักหน้า “อายุของท่านซื่อจื่อก็ถึงวัยที่ต้องแต่งงานแล้ว ไท่ฟูเหรินเองก็น่าจะมีการเตรียมการเอาไว้ในใจบ้างแล้ว”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” อู่เซียงโหวยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “องครักษ์เสื้อแพรของพวกเจ้าเพิ่งจะสิ้นไปจะแต่งงานได้อย่างไร? มีที่ไหนพ่อเพิ่งตายไปก็เตรียมแต่งลูกชายเลย?”
“ท่านโหวกล่าวถูกต้องแล้วงั้นความหมายของท่านโหวคือ?”
อู่เซียงโหวไอแห้งๆ สองที อ้าปาก แล้วก็หยุดพูดไปสีหน้าท่าทางเหมือนจะทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดว่า “ข้าคิดว่า การแต่งงานของสองตระกูล จะต้องมองในระยะยาว”
“มองระยะยาว?”พ่อบ้านชิวตกใจ แสดงท่าทีไม่เข้าใจ แล้วถามด้วยความระมัดระวังว่า “ท่านโหวความหมายของท่านคือ... ความหมายของท่าน ข้าน้อยไม่ค่อยเข้าใจหรือว่าเพราะงานศพของท่านแม่ทัพ อยากจะเลื่อนงานแต่งงานออกไปงั้นหรือ?”
“พ่อบ้านชิว ท่านเองก็แก่แล้ว ไม่รู้หรือว่าพ่อแม่ตาย ตั้งไว้ทุกข์สามปี เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ซื่อจื่อของพวกเจ้าภายในสามปีนี้แต่งงานไม่ได้” อู่เซียงโหวพูด “ยังไม่เข้าใจความหมายของข้าอีกหรือ?”
“ท่านโหวอยากจะยกเลิกการแต่งงานงั้นหรือ?” ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงๆ หนึ่งดังมาจากด้านนอก หลังจากนั้นก็เห็นกู้ชิงฮั่นเดินเข้ามาในห้อง
อู่เซียงโหวหันหน้าไปมองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“ฮูหยินสาม…!”พ่อบ้านชิวรีบเดินไปต้อนรับ กำลังจะพูด กู้ชิงฮั่นก็ยกมือห้ามไว้แล้วค่อยๆ เดินขึ้นหน้าไป สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้ยินว่าท่านโหวมาแต่น้ำชาที่ยกมาให้ไม่ถูกปากท่านโหว ก็เลยอยากจะมาขอคำชี้แนะจากท่านโหวสักหน่อยว่าชาประเภทไหนกันถึงจะถูกปากถูกใจท่าน”
อู่เซียงโหวไอแล้วพูดว่า “ชาแบบไหนก็ช่างมันเถอะ ที่มาในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมาเพื่อชิมชาในจวนของพวกเจ้า”
“ท่านโหวไม่เอาความ แต่เราจะไม่ระวังไม่ได้”กู้ชิงฮั่นยังคงยิ้มอยู่ “แต่ก่อนตอนท่านโหวมาในจวนก็ใช้ชาอวิ๋นอูรับรองท่านตลอดในจวนคนที่ดื่มชาประเภทนี้มีน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็เก็บไว้ให้ท่านโหวกับแขกคนสำคัญทั้งนั้นแต่วันนี้ท่านโหวกลับเปลี่ยนรสชาติไป หากไม่ถามให้เข้าใจต่อไปเราก็ไม่รู้ว่าจะต้องรับรองท่านอย่างไรดี”