สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 111 ฮ่า ๆ! สนุกจริง ๆ ด้วย!

    ไป๋จิ้งเหวินมองเขาอย่างไม่แน่ใจ ก่อนหันไปทางลู่เหยียนหนิงราวกับต้องการคำยืนยัน


    ลู่เหยียนหนิงกลับไม่มีท่าทีแปลกใจ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ


    “เขาพูดจริง”


    ลู่ชิงถานมองเขาอย่างสงสัย


    “แล้วข่าวร้ายเล่าเจ้าคะ?”


    “อ๋อ เรื่องนั้น...”


    ยูรันถอนหายใจอย่างผิดหวัง


    “ศิษย์พี่เย่ยังจมอยู่ท่ามกลางกองนารีภายในหอนางโลม พร้อมกับนายน้อยตระกูลเสิ่นและนายน้อยตระกูลจง”


    หนานอวี้หรี่ตามองเขา


    “เดี๋ยวก่อน ข่าวร้ายที่แท้จริงของเจ้าคืออะไร?”


    ยูรันถอนหายใจยาวกว่าเดิม


    “ข่าวร้ายคือข้าอุตส่าห์คิดแผนตอบโต้ เตรียมบทการแสดง และจัดตำแหน่งให้ทุกคนยืนดูศิษย์พี่เย่กระอักเลือดเอาไว้แล้ว”


    “แต่คืนนี้พวกเราต้องระเบิดโกดัง หากเขามัวแต่กอดสตรีอยู่ในหอนางโลม พวกเราคงไม่ได้ชมละครตามที่วางแผนไว้”


    “ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”


    ทุกคนมองยูรันอย่างไร้คำพูด


    หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง


    “สุดท้ายข่าวร้ายของเจ้าก็คือ ไม่ได้เห็นเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดอีกแล้วสินะ!”


    “ใช่สิ”


    ยูรันตอบอย่างจริงจังราวกับสูญเสียโอกาสสำคัญ


    “พวกท่านไม่เสียดายกันบ้างหรือ? ข้าอุตส่าห์วางแผนเอาไว้หมดแล้ว ทั้งบทพูด ตำแหน่งยืน และจังหวะเปิดเผยความจริง สุดท้ายกลับไม่ได้ใช้สักอย่าง”


    เขาถอนหายใจ


    “คราวก่อนแค่ลู่ชิงถานบอกว่าเป็นคนรักคนที่สอง เขายังกระอักเลือดออกมาตั้งสามคำ หากคราวนี้รู้ว่าแผนทั้งหมดถูกพวกเรามองออกตั้งแต่แรก อย่างน้อยต้องได้สักห้าคำ”


    ไป๋หลิงกล่าวอย่างเย็นชา


    “ข้าไม่ได้อยากเห็นเขากระอักเลือดสักนิด”


    ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน


    ไป๋หลิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ


    “แต่หากกระอักเพราะรู้ว่าแผนต่ำช้าของตนล้มเหลว... ข้ายอมรับว่าคงน่าดูอยู่บ้าง”


    ยูรันดีดนิ้วดังเป๊าะ


    “เห็นไหม? ทุกคนเสียดายเหมือนข้า”


    ไป๋จิ้งเหวินกวาดตามองผู้คนรอบโต๊ะด้วยสีหน้าสับสน


    “เดี๋ยวก่อน นี่พวกเจ้าเคยรวมตัวกันแอบดูเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดมาแล้วหรือ?”


    ยูรัน หนานอวี้ ไป๋หลิง ลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน และองครักษ์จางพยักหน้าพร้อมกัน


    “เคย”


    ยูรันเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนตบมือเรียกความสนใจ


    “เอาละ ถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวข้าจะพาทุกคนขึ้นไปข้างบน”


    เขาหันไปมองลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน


    “ต้องรีบหน่อย หากดึกกว่านี้จะไม่ดีต่อสุขภาพของท่านแม่ลู่กับท่านแม่ไป๋ พวกท่านเป็นคนธรรมดา ไม่ควรอดนอนนานเกินไป”


    จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปยังองครักษ์จาง ซึ่งเป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกัน


    “ส่วนตาแก่จาง... ช่างเถอะ”


    องครักษ์จางคิ้วกระตุกทันที


    “เดี๋ยวก่อนขอรับ ข้าเองก็เป็นคนธรรมดาและอายุมากแล้วเหมือนกัน เหตุใดคุณชายจึงไม่เป็นห่วงสุขภาพข้าบ้าง?”


    “ท่านเป็นบุรุษก็อดทนเอาหน่อยสิ”


    “มันเกี่ยวกับการเป็นบุรุษด้วยหรือขอรับ?!”


    “เกี่ยวสิ เรื่องนี้ข้าสองมาตรฐานอยู่แล้ว”


    องครักษ์จางอ้าปากค้าง แต่กลับไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งได้


    ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินหันหน้าหนีอย่างแนบเนียน ทว่ามุมปากของทั้งสองกลับยกขึ้นเล็กน้อย


    ลู่ชิงถานมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความสงสัย


    “ท่านพี่บอกว่าจะพาขึ้นไปข้างบน หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”


    “ก็พาทุกคนขึ้นไปพร้อมกันนี่แหละ ออกมายืนกลางลานก่อน”


    แม้ยังไม่เข้าใจ แต่ทุกคนก็เดินตามเขาออกไปอย่างเชื่อฟัง


    ยูรันสะบัดมือเบา ๆ ม่านพลังโปร่งใสพลันแผ่ขยายออก ก่อนโอบล้อมทุกคนเอาไว้ภายใน


    “ยืนให้มั่นนะ”


    สิ้นเสียง ร่างของทุกคนก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง


    วูบ!


    ยูรันหยุดม่านพลังไว้กลางอากาศ ก่อนก้มลงมองเมืองเบื้องล่างอย่างประเมินระยะ


    “ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าระเบิดจะพุ่งขึ้นมาสูงเพียงใด คิดว่าสูงเท่านี้น่าจะพอแล้ว”


    ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน


    หนานอวี้ถามด้วยสีหน้าแข็งค้าง


    “เจ้าไม่แน่ใจ แล้วเหตุใดไม่พาพวกเราขึ้นไปให้สูงกว่านี้อีก?”


    “หากสูงเกินไปจะมองไม่เห็นชัดสิ ข้าอุตส่าห์ตั้งใจทำมากนะ”


    “นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก!”


    ระหว่างที่ทั้งสองกำลังโต้เถียง ลู่ชิงถานเหลือบมองความสูงเบื้องล่าง ก่อนขยับเข้าไปกอดแขนยูรันอย่างแนบเนียน


    “ท่านพี่ ที่นี่สูงมากเลยเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกกลัวเล็กน้อย ขอกอดแขนท่านเอาไว้ได้หรือไม่?”


    “ได้สิ ระวังอย่ามองลงไปมากแล้วกัน”


    ลู่ชิงถานยิ้มออกมาทันที ก่อนกอดแขนเขาแน่นกว่าเดิม


    ลู่เหยียนหนิงมองบุตรสาวของตนด้วยสายตาว่างเปล่า


    [ลูกคนนี้ช่างแสดงได้เก่งเสียจริง...]


    [ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าไม่เคยเห็นนางกลัวความสูงแม้แต่ครั้งเดียว]


    หนานอวี้จิ๊ปากอย่างไม่พอใจ


    “ชิ ลำเอียงเสียจริง...”


    ไป๋หลิงกลับไม่ได้สนใจเรื่องความลำเอียงของยูรัน นางก้มลงมองใต้ฝ่าเท้าของตนด้วยความสงสัย


    ทั้งที่ไม่มีพื้น ไม่มีเรือเหาะ และไม่มีกระบี่บินรองรับ แต่ความรู้สึกใต้ฝ่าเท้ากลับมั่นคงไม่ต่างจากยืนอยู่บนพื้นดินจริง ๆ


    “ศิษย์น้อง นี่คือวิชาอะไร?”


    นางลองใช้ปลายเท้ากดลงไปเล็กน้อย พื้นที่ว่างเปล่าใต้เท้ากลับรองรับน้ำหนักเอาไว้โดยไม่มีการสั่นไหว


    “ข้ารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนพื้น ทั้งที่พวกเราอยู่กลางอากาศ”


    ไป๋หลิงหันมองยูรันด้วยสายตาประหลาดใจ


    “เจ้าอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ไม่น่าจะสามารถพาคนจำนวนมากเหาะขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ ขนาดข้าอยู่ขอบเขตแก่นทองคำ หากต้องการบินยังต้องอาศัยกระบี่บินเลย”


    “อ๋อ วิชานี้เรียกว่าเหยียบเวหา”


    ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ


    “เป็นวิชาที่ทำให้เดินบนอากาศได้เหมือนเดินอยู่บนพื้นดินนั่นแหละ”


    “เหยียบเวหา...”


    ไป๋หลิงทวนชื่อวิชา ก่อนก้มมองใต้ฝ่าเท้าตนเองอีกครั้ง


    “แต่ต่อให้เจ้าเดินบนอากาศได้ แล้วพวกข้าเล่า? ในที่นี้ยังมีคนธรรมดาอยู่ตั้งหลายคน”


    “ข้าดัดแปลงวิชาเล็กน้อย”


    ยูรันยกเท้าขึ้นแตะอากาศเบา ๆ ระลอกพลังโปร่งใสพลันแผ่ขยายออกไปโดยรอบ


    “เดิมทีเหยียบเวหารองรับเพียงผู้ใช้ ข้าจึงขยายอาณาเขตของมันออกมา แล้วเชื่อมทุกคนเข้ากับพลังของข้า”


    “ตราบใดที่ยังอยู่ภายในเขตนี้ พวกท่านก็สามารถยืน เดิน หรือนั่งบนอากาศได้เหมือนอยู่บนพื้น ต่อให้เป็นคนธรรมดาก็ไม่ตกลงไปหรอก”


    ไป๋หลิงอึ้งไปทันที


    “เจ้าดัดแปลงวิชาบินให้กลายเป็นพื้นที่ซึ่งพาคนธรรมดาขึ้นมายืนกลางอากาศได้ แล้วเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ดัดแปลงเล็กน้อย’ หรือ?”


    “อืม”


    ยูรันพยักหน้า


    “แค่ขยายพื้นที่รองรับออกมาเท่านั้น ไม่ได้ยากอะไร”


    ยูรันเหลือบมองไป๋หลิง ก่อนถามขึ้น


    “หรือว่าศิษย์พี่รองอยากเรียน?”


    ไป๋หลิงหันกลับมาทันที


    “เจ้าจะสอนข้าหรือ?”


    “เรื่องนั้นค่อยว่ากันหลังจากดูดอกไม้ไฟเสร็จแล้ว”


    ยูรันหยิบป้ายขนาดเท่าฝ่ามือออกมาหลายอัน ก่อนแจกให้ทุกคนคนละหนึ่งชิ้น


    บนป้ายแต่ละอันมีปุ่มนูนขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง ส่วนด้านหลังสลักภาพโกดังซึ่งเชื่อมโยงกับพวงน้อยหน่าคนละแห่ง


    หนานอวี้พลิกป้ายในมือไปมาอย่างสนใจ


    “แค่กดตรงนี้ก็ระเบิดแล้วหรือ?”


    “ถูกต้อง กดเพียงครั้งเดียวก็พอ อย่ากดย้ำ เดี๋ยวเจ้าของโกดังจะคิดว่าพวกเราโกรธแค้นพวกเขามากเกินไป”


    ทุกคนรับป้ายมาถือเอาไว้


    ยูรันยกป้ายของตนขึ้นสูง


    “ข้าจะเริ่มให้ดูก่อนนะ”


    เขาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนตะโกนออกมาจนเสียงดังก้องไปทั่วท้องฟ้า


    “ศิลปะมันคือการระเบิดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”


    กริ๊ก!


    นิ้วของยูรันกดลงบนปุ่มกลางป้าย


    ชั่วขณะต่อมา แสงสว่างพลันปะทุขึ้นจากโกดังแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง


    ตู้ม!


    เสียงระเบิดดังกึกก้องจนพื้นดินทั่วเมืองสั่นสะเทือน เปลวเพลิงและกลุ่มควันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง


    ผู้คนซึ่งอยู่บนพื้นด้านล่างมองเห็นเพียงโกดังที่เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน แรงทั้งหมดถูกค่ายกลกักเอาไว้ภายในขอบเขต จึงไม่มีบ้านเรือนโดยรอบได้รับความเสียหาย


    แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของคนซึ่งยืนอยู่เหนือเมืองกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง


    เปลวเพลิงซึ่งพุ่งขึ้นมาถูกค่ายกลเปลี่ยนเป็นเส้นแสงนับพัน ก่อนแผ่ขยายออกเป็นลวดลายดอกไม้ขนาดมหึมา กลีบแสงสีแดงทองเบ่งบานอยู่เหนือเมือง ท่ามกลางประกายระยิบระยับซึ่งร่วงหล่นลงมาราวกับฝนดาวตก


    ทุกคนอ้าปากค้างพร้อมกัน


    ยูรันกางแขนออก ก่อนหัวเราะอย่างมีความสุข


    “ฮ่า ๆ! เป็นอย่างไร ระเบิดของข้าสวยใช่หรือไม่?”


    เขาหันกลับมามองทุกคน


    “ยังรออะไรกันอยู่ กดระเบิดสิ!”


    หนานอวี้ได้สติเป็นคนแรก ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น


    นางชูป้ายขึ้น ก่อนตะโกนตามสุดเสียง


    “ศิลปะมันคือการระเบิด!”


    กริ๊ก!


    ตู้ม!


    โกดังขนาดใหญ่ทางทิศเหนือระเบิดขึ้นทันที เส้นแสงสีแดงพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ก่อนแตกกระจายออกเป็นรูปวิหคเพลิงกางปีก


    “ฮ่า ๆ! สนุกจริง ๆ ด้วย!”


    ลู่ชิงถานรีบกดป้ายในมือเป็นคนต่อมา


    กริ๊ก!


    ตู้ม!


    ตามมาด้วยลู่เหยียนหนิง ไป๋หลิง และองครักษ์จาง


    กริ๊ก! กริ๊ก! กริ๊ก!


    ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!


    เสียงระเบิดดังขึ้นจากหลายพื้นที่ทั่วเมืองอย่างต่อเนื่อง เปลวเพลิงหลากสีพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนเปลี่ยนเป็นลวดลายดวงดาว เสี้ยวจันทร์ และดอกไม้นานาชนิด


    สุดท้าย เหลือเพียงไป๋จิ้งเหวินที่ยังไม่ได้กดป้าย


    นางก้มมองปุ่มตรงกลาง ก่อนนึกถึงคำสั่งเสียของมารดา


    “กดให้เต็มแรง ถือว่าเสียงระเบิดเหล่านั้นเป็นเสียงส่งวิญญาณของแม่”


    ไป๋จิ้งเหวินเงยหน้ามองดวงดาวดวงใหม่บนฟากฟ้า


    “ท่านแม่ โปรดดูให้ดีนะเจ้าคะ”


    นิ้วของนางกดลงไปอย่างหนักแน่น


    กริ๊ก!


    ตู้ม!


    เสียงระเบิดครั้งสุดท้ายดังกึกก้องกว่าครั้งใด


    เปลวเพลิงจากโกดังหลักของตระกูลเสิ่นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนเชื่อมต่อกับลวดลายทั้งหมดซึ่งปรากฏอยู่ก่อนแล้ว งดงามมาก

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    481K 312
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271