ตอนที่ 1
ฉินเยว่ฉี
“เยว่ฉุน ๆ เยว่ฉุนตัวเหม็น เ้าเยว่ตัวฉุน ๆ มาแล้ว พวกเราหนีเร็ว”
เด็กหญิงฉินเยว่ฉี วัย 11 ปี เดินเข้าโรงเรียนด้วยสีหน้าเฉยเมย ไร้ความสนใจกลุ่มเด็กที่ล้อเลียนเธอ เสียงคิกคักรอบกายดังให้ได้ยินไม่ขาด เด็กหญิงยังคงนิ่งเฉย
เื่แค่นั้นจะทำอะไรเธอได้ ?
“เฮ้! ยัยเยว่ตัวเหม็น อย่ามาทำเป็ไม่สนใจนะ”
นี่ต่างหาก...ของจริง
พวกเด็กหญิงตัวน้อยที่เพิ่งวิ่งหนีไปเมื่อครู่ เมื่อไม่ได้รับปฏิกิริยาตอบกลับใด ๆ จากเยว่ฉีก็พากันมารุมล้อมเธอ หลี่หลินซื่อซึ่งเอ่ยเรียกเยว่ฉี ใช้มือคว้าผมเปียที่เยว่ฉีถักด้วยตัวเองลวก ๆ กระตุกดึงไม่เบานักอยู่หลายที
ยางรัดผมเส้นบางเปื่อยยุ่ย บ่งบอกอายุการใช้งานขาดออกจากกันอย่างง่ายดาย เส้นผมยาวแห้งกร้านไร้สิ่งผูกมัดร่วงลงระใบหน้าตามแรงโน้มถ่วง
“อี๋ หลินซื่อ เธอไปจับทำไม สกปรก!”
กลุ่มเด็กหญิงที่กลุ้มรุมเริ่มแตกฮืออีกครั้ง
เยว่ฉีหน่ายใจกับละครฉากนี้เต็มที รีบเดินจ้ำมุ่งหน้าไปยังห้องเรียน
แต่เธอก็รู้ดี ว่าละครบทนี้จะจบลงได้ก็ต่อเมื่อถึงฉากที่เ้าของบทละครพอใจเท่านั้น และเธอไม่ใช่เ้าของบทที่ว่านั่น
ซ่า!
ั้แ่เส้นผมจรดปลายเท้าของเยว่ฉีเปียกโชกไปด้วยน้ำสีดำกลิ่นน่าสะเอียน
“เป็ไงเยว่ฉุนของเราสะอาดขึ้นบ้างแล้วหรือยัง”
เยว่ฉีเพียงยกมือข้างหนึ่งขึ้นสะบัดแล้วปาดหยดน้ำให้พ้นดวงตา และก้าวเดินต่อไป เมื่อเห็นเยว่ฉียังนิ่งเฉย จากเสียงเยาะหยันเมื่อครู่กลายเป็เสียงกราดเกรี้ยว
“นี่! อย่าเมินนะ นังเด็กไม่มีพ่อ สกปรกโสโครก!” ดวงตาเยว่ฉีวาววับขึ้นจนคนพูดแอบใจหายวาบ แต่ยังทำเก่ง ด้วยรู้ดีว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า “มองทำไมฮะ แกก็รู้นี่ เพราะว่าแกมันก็แรดเหมือนแม่แกไง ก็แม่แกมันท้องไม่มีพ่อ อีกหน่อยแกก็คงท้องไม่มีพ่อเหมือนแม่แกนั่นแหละ ว้าย!”
หลี่หลินซื่อถูกเยว่ฉีผลักให้พ้นทางจนล้มไปกองกับพื้น เพื่อนบางคนรีบเข้าไปประคอง ในขณะที่บางคนพุ่งฝ่ามือเข้าหาร่างกายเธอ
“นางบ้านี่! อีเด็กไม่มีพ่อ อะ อ้ายย เืด”
ไม่ว่าจะเื่อะไร เยว่ฉีปล่อยผ่านให้ได้หมด แต่เมื่อมารดาผู้น่าสงสารที่แม้การช่วยเหลือตัวเองยังเป็เื่ยากถูกพาดพิง เยว่ฉีรู้สึกว่ามันอยุติธรรมเกินไป และหลี่หลินซื่อก็รู้ว่าจะทำให้เธอร่วมเล่นละครด้วยได้อย่างไร
"หลินซื่อเป็ยังไงบ้าง"
"ยัยนี่ กล้าดียังไงมาผลักหลินซื่อ"
ฝ่ามือทั้งหมายเริ่มรุมทึ้งหนักขึ้นเมื่อเพื่อนพวกเธอส่งเสียงร้องไม่พอใจ
“นังเด็กเหลือขอ คุกเข่าลงไปเดี๋ยวนี้ ถ้าแกไม่กราบขอโทษจนกว่าฉันจะพอใจ อย่าหวังว่าเื่นี้จะจบ!”
ในสังคมที่คนแตกต่างกลับกลายเป็แปลกแยก การกลั่นแกล้งกลายเป็เื่ขำขัน ต่อให้ต่อสู้ขัดขืนอย่างสุดกำลัง แต่คนที่คล้ายจะมีแค่ตัวเองและไม่มีทางให้เลือกมากนัก ย่อมไม่อาจทำอะไรได้ แค่ปกป้องตัวเองและคนสำคัญให้มีลมหายใจเหลือจนถึงวันต่อไปก็เป็เื่ยากเย็นมากแล้ว
ดวงหน้าขาวผ่องจิ้มลิ้มของหลี่หลินซื่อเคลื่อนเข้ามาใกล้ มุมปากยิ้มเยาะ สนุกสนานกับการต้อนอีกฝ่ายให้จนมุม ปากสีหวานเข้ากันดีกับใบหน้าน่ารักเอ่ยด้วยประโยคที่ดูขัดกับภายนอกของเธอ
“ทำไมทำตาน่ากลัวแบบนั้นละจ๊ะเยว่ฉี ถ้าเธอไม่อยากขอโทษ ก็ไม่เป็ไรนะ แต่เธอก็เห็นว่าฉันาเ็ คงจะต้องเรียกร้องค่าเสียหายบ้างเล็กน้อย แต่แม่เธอจะมีจ่ายหรือเปล่าน้า” ใบหน้าน่ารักนั่นขยับเข้ามาใกล้อีก “แล้วถ้าที่บ้านฉันรู้ เื่เงินช่วยเหลือรายเดือนจากบ้านฉันนั่นก็...”
เยว่ฉีอยากให้ละครเื่นี้จบลงเสียที
“แม่จ๊ะ ฉันกลับมาแล้ว”
ฉินเยว่ฉีรีบวิ่งเข้าไปประคองร่างของมารดาที่พยายามจะใช้แขนเพียงข้างเดียวของร่างกายซึ่งยังขยับได้พาตัวเองเข้ามาหาเธอ
“อือ อา”
“จ่ะแม่ ฉันอยู่นี่”
เยว่ฉียิ้มบางให้กับเสียงต้อนรับและริมฝีปากบิดเบี้ยวที่พยายามแย้มยิ้มด้วยความยินดีของผู้เป็มารดา แต่เมื่อดวงตาฝ้าฟางมองเห็นคราบน้ำสกปรกกว่าที่ควรบนเสื้อผ้าลูกสาวเธอเริ่มกระวนกระวาย
“แม่ ใจเย็น ๆ ไม่มีอะไรหรอก ดูนี่ดีกว่า ฉันซื้อข้าวสารมาด้วยนะ แล้วก็มีหมูด้วย วันนี้ทำข้าวต้มหมูกันดีไหม วันนี้ต้นเดือนไง ฉันไปรับเงินช่วยเหลือมา ไม่ได้ไปทำงานหรอกน่า ไม่ต้องห่วง” เยว่ฉีกำลังร่ายเมนูมื้อเย็นของสองแม่ลูก ก่อนจะเห็นความกังวลในดวงตาอีกฝ่าย จึงรีบร้อนอธิบาย “แม่ไปนอนเถอะ ข้าวเสร็จเดี๋ยวฉันรีบมา” กวาดตามองเศษผ้าจากการตัดเย็บของแม่กระจายเต็มพื้นแล้วทอดถอนใจ ก่อนเอ่ยปาก “แล้วที่พื้นนั่นเดี๋ยวฉันมาเก็บเอง”
เยว่ฉีมองข้าวไม่กี่กำมือในถุงและเศษหมูสีคล้ำอย่างว่างเปล่า อาหารไร้คุณภาพพวกนี้แลกมาด้วยศักดิ์ศรีของเธอ แต่จะสำคัญอะไรในเมื่อพวกมันสามารถทำให้เธอและแม่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้
มือผอมแห้งเคี่ยวข้าวต้มในหม้ออย่างเหม่อลอย
วันนี้พวกเธอมีข้าวกิน
เยว่ฉีไม่เข้าใจนักว่าทำไมเธอจะต้องอดหลายมื้อกินไม่เต็มมื้อ ยอมถูกทุบตี เพียงเพื่อจะมีชีวิตอยู่อย่างทรมานแบบนี้ แต่แม้ไม่เข้าใจ เยว่ฉีก็ยังคงกัดฟันอดทนมีชีวิตต่อไป
เพราะมารดาผู้ให้กำเนิด
แม่ผู้น่าสงสารของเธอ ร่างกายซึ่งไม่อาจเคลื่อนไหวได้ปกติ แขนข้างเดียวที่ยังคงขยับได้ไม่อาจชดเชยอวัยวะส่วนอื่นได้ทั้งหมด ทั้งที่ลำบากแสนเข็น ด้วยมือข้างนั้นกลับ้าจะใช้มันอุ้มชูเธออย่างดีที่สุด
เพราะเธอหรือเปล่านะแม่ของเธอถึงได้ดิ้นรนจะมีชีวิตต่อไปถึงเพียงนั้น
แล้วถ้าไม่มีเธอล่ะ ?
คิดไปเรื่อยเปื่อย แต่เยว่ฉีก็เข้าใจ ว่าเพราะพวกเธอมีกันและกัน มีชีวิตเพื่อกันและกัน และไม่อาจแยกจากกัน
เธอเพียงต้องมีชีวิตต่อไป
.
.
.
แต่ไม่ใช่ในวันนี้
วันที่ฉินเยว่ฉีเป็ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี
วันที่มารดาผู้ให้กำเนิดซึ่งต่อสู้มาอย่างยาวนานของเธอล่วงลับ
วันที่เธอกำลังยืนอยู่บนหน้าผาสูงชัน
ไม่เหลือเหตุผลอะไรให้เธอต้องอดทนอีกต่อไปแล้ว แม้จะขวนขวาย ไขว่คว้าทุกอย่างเต็มกำลังของเธอ ฉินเยว่ฉีในวันนี้ก็ยังคงเป็แค่พนักงานธรรมดา ไร้ความสำคัญในเมืองใหญ่แห่งนี้
และทุกสิ่งก็ไร้ความหมายสำหรับเธอ
เยว่ฉีมองกระแสน้ำเชี่ยวกรากเบื้องล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จบแล้วสินะ
ก้าวเข้าใกล้จนปลายเท้าััความเวิ้งว้างด้านล่าง ลมพัดแรงจนแน่ใจว่าหากไม่ขืนตัวไว้ คงล่วงหล่นไปอย่างง่าย
และตอนนี้ เยว่ฉีไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องขืนยื้อไว้อีกแล้ว
จบเสียที...