หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 9
พิธีบรรพชนและเงาดอกเหมย
สามวันหลังจากรัชทายาทเสด็จมาที่ตำหนักอวี้หลัน วังหลวงก็ประกาศพิธีบวงสรวงบรรพชนประจำฤดูเหมันต์
ตามธรรมเนียม เชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ต้องเข้าร่วมพิธีที่วัดบรรพชน แม้องค์ชายสามจะยังถูกกักบริเวณ แต่ฝ่าากลับมีพระบัญชาใหม่ให้เขาเข้าร่วมได้เป็กรณีพิเศษ เพื่อแสดงความสำนึกต่อความผิดที่ทำให้หอเก็บบันทึกเก่าเกิดเหตุไฟไหม้
เมื่อฝูอันอ่านถ้อยคำในพระบัญชา สีหน้าของเขาก็ยิ่งซีด "นี่เหมือนเชิญพระองค์ออกจากกรง เพื่อให้คนทั้งวังเห็นว่าพระองค์เป็ผู้ต้องสงสัยพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลือง จัดแขนเสื้อสีดำขอบเงินของตนอย่างใจเย็น "ไม่ใช่แค่ให้คนทั้งวังเห็น แต่ให้คนที่้าฆ่าข้ารู้ว่า วันนี้ข้าต้องปรากฏตัวในที่เปิด"
เซวียนอี้ยืนอยู่ด้านหลัง "กระหม่อมจะไม่ห่างจากพระองค์"
"สามก้าว"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ถ้าคนเยอะเกินไป สองก้าว"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ถ้ามีใครยื่นชาให้ข้า…"
"กระหม่อมจะปัดทิ้งก่อนถึงมือพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง "ครั้งนี้ข้าอนุญาต"
ฝูอันยืนอยู่ด้านข้าง เห็นทั้งสองพูดคุยกันเช่นนี้แล้วรู้สึกทั้งหนักใจและโล่งใจในเวลาเดียวกัน หนักใจเพราะศัตรูอยู่ทุกที่ โล่งใจเพราะองค์ชายสามที่เคยยืนอยู่ลำพังในวังหลวง บัดนี้ไม่เดียวดายอีกแล้ว
พิธีบรรพชนจัดขึ้นในโถงใหญ่ของวัดบรรพชน เชื้อพระวงศ์ ขุนนางใหญ่ และข้าราชบริพารชั้นสูงต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้า กลิ่นธูปอบอวลไปทั่วโถง เสียงระฆังทองดังเป็จังหวะต่ำกังวาน
ฮ่องเต้ประทับอยู่ด้านหน้า พระพักตร์สงบนิ่งยากคาดเดา ฮองเฮาประทับอยู่ด้านข้าง อาภรณ์หงส์สีทองเข้มงดงามจนแสบตา รอยยิ้มของนางอ่อนโยนเหมือนเดิม รัชทายาทยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าซีดเซียวกว่าครั้งก่อน แต่ยังพยายามยืนให้มั่นคง
และอีกด้านหนึ่ง องค์ชายรองหลี่เฉิงอันยืนมองหลี่เฉิงเยว่ด้วยรอยยิ้มบาง องค์ชายรองเป็โอรสของฮองเฮาคนปัจจุบัน รูปงาม อ่อนโยน มีชื่อเสียงว่ารู้จักวางตัวและเป็ที่รักของขุนนางฝ่ายใน แต่ดวงตาของเขาไม่อ่อนโยนเหมือนรอยยิ้ม หลี่เฉิงเยว่รู้ดีว่าคนที่อ่อนโยนเกินไปในวังหลวง มักซ่อนคมมีดไว้ลึกที่สุด
เมื่อหลี่เฉิงเยว่เดินเข้าสู่โถงบรรพชน เสียงกระซิบเงียบลงทันที ทุกสายตามองมาที่เขา — องค์ชายผู้ถูกกักบริเวณ องค์ชายผู้ทำให้หอเก็บบันทึกเกิดเพลิงไหม้ องค์ชายผู้มีทหารเอกชายแดนยืนตามหลังไม่ห่าง
หลี่เฉิงเยว่ไม่สนใจสายตาเ่าั้ เขาเดินไปคำนับฮ่องเต้ "ถวายบังคมฝ่าา"
ฮ่องเต้มองเขาอยู่นาน ดวงตาของพระองค์ลึกและเหนื่อยล้า "ลุกขึ้น"
เสียงนั้นไม่ดัง แต่ทำให้ทั้งโถงเงียบสนิท หลี่เฉิงเยว่ลุกขึ้น ชั่วขณะหนึ่งสายตาของพ่อลูกสบกัน เขาพยายามค้นหาความจริงในดวงตาของฮ่องเต้ แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงความเหนื่อยล้า ความระแวง และบางอย่างที่คล้ายความเสียใจ
เสียใจหรือ ต่อการสูญเสียอดีตฮองเฮาหลิน ต่อการปล่อยให้เขาถูกทำให้ลืม หรือต่อการที่เขาเริ่มจำได้
พิธีเริ่มขึ้น เสียงสวดของเ้าพิธีดังคลอไปกับควันธูป หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ในแถวองค์ชาย เซวียนอี้ยืนห่างออกไปในตำแหน่งองครักษ์ แต่ยังอยู่ในระยะสองก้าวครึ่ง สายตาของเขามองไปรอบโถงตลอดเวลา ทุกเสา ทุกเงา ทุกมือที่ขยับผิดจังหวะ
ระหว่างถวายสุราแด่ป้ายบรรพชน ขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถาดถ้วยสุรา ถ้วยหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้าหลี่เฉิงเยว่ เซวียนอี้ก้าวเข้ามาเล็กน้อย แต่มือของหลี่เฉิงเยว่แตะถ้วยก่อน เขายกขึ้นสูดกลิ่น ไม่มีกลิ่นยา แต่ในวังหลวง สิ่งที่ไร้กลิ่นอาจอันตรายที่สุด
ขณะนั้น เสียงองค์ชายรองดังขึ้นเบา ๆ "น้องสาม ระวังเกินไปหรือไม่ ต่อหน้าบรรพชน ยังกลัวว่าผู้ใดจะทำร้ายเ้าอีกหรือ"
หลายคนหันมามอง หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง "พี่รองพูดราวกับในวังหลวงไม่เคยมีคนตายต่อหน้าบรรพชน"
องค์ชายรองชะงักไปเล็กน้อย ฮองเฮาหันมามอง หลี่เฉิงเยว่เทสุราลงบนพื้นหน้าป้ายบรรพชนอย่างสง่างาม "ข้าเพียงเคารพผู้ตายมากกว่าผู้เป็บางคนเท่านั้น"
คำนี้เบามาก แต่ได้ยินชัดทั้งแถวเชื้อพระวงศ์ รัชทายาทหลุบตาลงซ่อนรอยยิ้มบาง ฮองเฮายังคงยิ้ม แต่นิ้วที่จับลูกประคำหยกแน่นขึ้น
หลังพิธีถวายสุราสิ้นสุด เ้าพิธีประกาศให้เชื้อพระวงศ์แต่ละพระองค์นำธูปไปปักยังแท่นบูชาสายตระกูลของตน นี่คือจังหวะที่ผู้คนเคลื่อนไหวมากที่สุด และเป็จังหวะที่เซวียนอี้ระวังที่สุด
หลี่เฉิงเยว่เดินไปยังแท่นบูชาสายอดีตฮองเฮาหลิน ตามธรรมเนียม เขาไม่ควรยืนตรงนี้ เพราะชื่อของเขาถูกบันทึกเป็โอรสของพระสนมซู แต่วันนี้เขาก้าวมาหยุดตรงหน้าป้ายิญญาของหลินฮองเฮาอย่างตั้งใจ
เสียงกระซิบดังขึ้นทันที ฮองเฮาหรี่ตา ฮ่องเต้มองเขานิ่ง หลี่เฉิงเยว่จุดธูปสามดอก แล้วคำนับช้า ๆ ไม่มีใครกล้าห้าม แม้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขากำลังคำนับในฐานะใด — องค์ชาย โอรส หรือคนที่เพิ่งค้นพบว่ามารดาของตนถูกลบออกจากชีวิต
เมื่อเขาปักธูปลงในกระถาง แสงบางอย่างสะท้อนจากฐานแท่นบูชา หลี่เฉิงเยว่ชะงัก ตรงฐานไม้ใต้กระถางธูปมีรอยไหม้เก่าจาง ๆ เป็รูปดอกเหมย — ไฟเคยแตะต้อง แต่เผาไม่ไหม้ เขานึกถึงประโยคในบันทึกทันที
เซวียนอี้เองก็เห็น ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยวหนึ่ง หลี่เฉิงเยว่ทำเหมือนถอยออกจากแท่นบูชา แต่ปลายนิ้วของเขาสอดเข้าใต้ฐานไม้ มีช่องเล็ก ๆ ซ่อนอยู่จริง ด้านในว่างเปล่า ไม่มีราชโองการลับ แต่มีเศษผ้าขาวไหม้ครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ เขาดึงมันออกมาอย่างแเี แล้วเก็บไว้ในแขนเสื้อ
ทว่าในจังหวะนั้น เสียงขององค์ชายรองก็ดังขึ้น "น้องสามทำสิ่งใดใต้แท่นบูชาหลินฮองเฮาหรือ"
ทุกสายตาหันมาทันที เซวียนอี้ขยับเข้าใกล้ หลี่เฉิงเยว่ยืนตรงอย่างสงบ "เก็บธูปที่ตก"
องค์ชายรองยิ้ม "เช่นนั้นหรือ ข้ากลับเห็นเหมือนเ้าหยิบของบางอย่าง"
หลี่เฉิงเยว่สบตาเขา "พี่รองสายตาดีเกินไป หรือจ้องข้ามากเกินไป"
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบโถง องค์ชายรองยังยิ้ม "ข้าเพียงเป็ห่วง พักนี้เ้าถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุไฟไหม้หอเก็บบันทึก หากวันนี้มีของจากแท่นบูชาหายไปอีก เกรงว่าจะไม่ดีต่อชื่อเสียงเ้า"
ฮองเฮาเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล "เฉิงเยว่ หากเ้าไม่ได้หยิบสิ่งใด ก็ให้คนตรวจดูเสีย จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิด"
กับดักถูกวางไว้ต่อหน้าทุกคน หลี่เฉิงเยว่รู้ทันทีว่าพวกเขา้าค้นตัวเขา หากพบเศษผ้านั้น เขาจะถูกกล่าวหาว่าขโมยของจากแท่นบรรพชน หากปฏิเสธ เขาจะถูกหาว่ามีพิรุธ
แต่ก่อนเขาจะตอบ เซวียนอี้ก็ก้าวออกมา "กระหม่อมเป็ผู้หยิบพ่ะย่ะค่ะ"
ทั้งโถงเงียบลง หลี่เฉิงเยว่หันไปมองเขาทันที เซวียนอี้คุกเข่าลง "เมื่อครู่กระหม่อมเห็นเศษผ้าไหม้ตกอยู่ใต้แท่น เกรงว่าจะไม่เหมาะสมต่อพิธี จึงเก็บไว้เองพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ชายรองยิ้มกว้างขึ้น "ทหารเอกผู้นี้กล้ายอมรับดี เช่นนั้นนำออกมาให้ดูสิ"
เซวียนอี้ล้วงเศษผ้าชิ้นหนึ่งออกจากแขนเสื้อ เป็เศษผ้าไหม้จริง แต่ไม่ใช่ชิ้นที่หลี่เฉิงเยว่เก็บไว้ เป็เศษผ้าที่เขาเตรียมไว้ั้แ่เมื่อคืนเพื่อใช้พันอุปกรณ์ในกระเป๋าเล็ก ด้านในไม่มีตัวอักษรใด มีเพียงรอยไหม้เก่า
องค์ชายรองสีหน้าแข็งไปชั่วครู่ ฮองเฮามองเซวียนอี้ด้วยสายตาเย็นวาบ หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเรียบ ๆ "ทหารของข้ารู้กาลเทศะมากกว่าที่บางคนคิด"
ฮ่องเต้ที่เงียบมาตลอดตรัสขึ้นในที่สุด "พอได้แล้ว" เสียงของพระองค์ทำให้ทุกคนก้มศีรษะ "พิธีบรรพชนไม่ใช่ที่ถกเถียงกัน"
ฮองเฮายิ้มบาง "ฝ่าาตรัสถูกแล้วเพคะ"
พิธีดำเนินต่อ แต่หลังจากนั้นบรรยากาศทั้งโถงก็ไม่เหมือนเดิมอีก
เมื่อพิธีสิ้นสุด เชื้อพระวงศ์ทยอยออกจากโถง หลี่เฉิงเยว่เดินออกมาพร้อมเซวียนอี้ เมื่อพ้นสายตาคนจำนวนมาก เขาเอ่ยเสียงต่ำ "ใครอนุญาตให้เ้าออกหน้ารับแทนข้า"
เซวียนอี้ตอบอย่างสงบ "หากค้นพระองค์ จะเสียเปรียบมากกว่า หากค้นกระหม่อม ยังอ้างได้ว่าเป็ความผิดของทหาร"
"เ้าก็เลยทำให้ตนเองเป็เป้าแทน?"
"ครั้งนี้ไม่ใช่การเอาชีวิตไปบังพ่ะย่ะค่ะ เป็การใช้ตำแหน่งของกระหม่อมรับแรงกระแทก"
หลี่เฉิงเยว่หยุดเดิน หันมองเซวียนอี้ "เ้าคิดคำอธิบายเก่งขึ้น"
"กระหม่อมเรียนจากพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่ควรตำหนิ แต่กลับพูดไม่ออก เพราะเขารู้ดีว่าหากเมื่อครู่เซวียนอี้ไม่ออกหน้า สถานการณ์อาจเลวร้ายกว่านี้ "คราวหน้า บอกข้าก่อน"
"หากมีเวลา กระหม่อมจะบอกพ่ะย่ะค่ะ"
"เซวียนอี้"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เ้ากำลังกวนข้าหรือไม่"
ทหารหนุ่มเงียบไปนาน "กระหม่อมมิกล้า"
หลี่เฉิงเยว่มองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินต่อ แต่ความตึงเครียดในอกกลับคลายลงเล็กน้อย
เมื่อกลับถึงตำหนักอวี้หลัน หลี่เฉิงเยว่รีบเปิดเศษผ้าขาวไหม้ที่ได้จากแท่นบูชา บนผ้านั้นมีตัวอักษรเล็ก ๆ เขียนด้วยหมึกสีจาง ถูกไฟเผาไปบางส่วน แต่ยังอ่านได้
ราชโองการลับถูกย้ายก่อนคืนไฟไหม้ ผู้ถือกุญแจคือคนที่ทุกคนคิดว่าตายแล้ว
ด้านล่างมีสัญลักษณ์ดอกเหมยขาว
"คนที่ทุกคนคิดว่าตายแล้ว?" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
ฝูอันหน้าซีด "หรือหมายถึงอดีตฮองเฮาหลิน…"
หลี่เฉิงเยว่ส่ายหน้า "มารดาข้าตายแล้วจริง อย่างน้อยศพของนางถูกบันทึกไว้"
"แต่บันทึกอาจถูกปลอม" เซวียนอี้เอ่ย
หลี่เฉิงเยว่นิ่งไป — ถูกต้อง ในวังหลวงไม่มีสิ่งใดปลอมไม่ได้ แม้แต่ชาติกำเนิดขององค์ชายยังถูกเปลี่ยน ศพของอดีตฮองเฮาอาจไม่ใช่นางก็ได้ หรือคนที่ถูกคิดว่าตายแล้วอาจเป็ผู้อื่น — ทหารยาม นางกำนัล หมอหลวง หรือเด็กคนหนึ่งจากกองไฟ
ขณะนั้นเอง ฝูอันเหมือนนึกบางอย่างออก "องค์ชาย เมื่อครู่กระหม่อมนึกได้ว่า คืนไฟไหม้ตำหนักเย็น มีรายชื่อผู้ตายสามคน นางกำนัลสองคนและทหารยามหนึ่งคน แต่ในบันทึกที่กระหม่อมแอบสืบ มีนางกำนัลคนหนึ่งชื่อซู่เหลียน นางเคยเป็คนสนิทของหลินฮองเฮา"
"ซู่เหลียน?" หลี่เฉิงเยว่ทวนชื่อ
ชื่อนี้ทำให้ภาพบางอย่างวาบขึ้นในหัว มือของหญิงสาวที่ลูบผมเขา เสียงนุ่มนวล "องค์ชายน้อย อย่าร้องเพคะ ซู่เหลียนอยู่ตรงนี้"
เขายกมือกดขมับ เซวียนอี้รีบเข้ามาใกล้ "องค์ชาย"
"ข้าจำชื่อนี้ได้"
"แต่บันทึกระบุว่านางตายในกองไฟพ่ะย่ะค่ะ ศพถูกเผาจนจำหน้าไม่ได้" ฝูอันรีบพูด
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้าขึ้น "เช่นนั้นนางอาจเป็คนที่ทุกคนคิดว่าตายแล้ว"
"หากนางยังมีชีวิต นางอยู่ที่ใด" เซวียนอี้ถาม
คำตอบมาถึงเร็วกว่าที่คาด คืนนั้นมีจดหมายเล็ก ๆ ถูกเสียบไว้กับลูกธนูที่ปักบนต้นเหมยหน้าตำหนักอวี้หลัน เซวียนอี้เป็คนพบก่อน บนกระดาษมีตัวอักษรเพียงบรรทัดเดียว
หากอยากพบนางกำนัลซู่เหลียน จงมาที่ศาลาร้างริมสระบัวหลังตำหนักเย็น ยามจื่อ
ไม่มีลงชื่อ ไม่มีตราดอกเหมยดำ แต่ที่มุมกระดาษมีสัญลักษณ์ดอกเหมยขาวเล็ก ๆ
หลี่เฉิงเยว่มองกระดาษในมือ เซวียนอี้เอ่ยทันที "อาจเป็กับดัก"
"แน่นอน" หลี่เฉิงเยว่พับจดหมายเก็บไว้
"พระองค์ยังจะไป?"
"หากคนที่ทุกคนคิดว่าตายแล้วถือกุญแจราชโองการลับ เราไม่มีทางเลือกมากนัก"
"กระหม่อมไปคนเดียวได้" เซวียนอี้มองเขา
หลี่เฉิงเยว่ปรายตามอง "เ้าลืมคำสั่งสามก้าวแล้วหรือ"
"สถานที่นั้นอันตราย"
"ข้ารู้"
"องค์ชาย…"
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา "เซวียนอี้ เมื่อสิบห้าปีก่อน เ้าพาข้าออกจากไฟเพียงลำพัง เพราะข้าไม่มีทางเลือก" เขาเอ่ยช้า ๆ "แต่ตอนนี้ข้ามีทางเลือก และข้าเลือกจะเดินไปกับเ้า ไม่ใช่ให้เ้ารับทุกอย่างแทนข้า"
เซวียนอี้นิ่งงัน คำพูดนั้นเหมือนปลดโซ่บางอย่างในอกเขา เขาไม่คุ้นกับการถูกเลือก ยิ่งไม่คุ้นกับการถูกเลือกให้ยืนเคียงข้าง ไม่ใช่ยืนบัง
นานมากกว่าเขาจะก้มศีรษะลง "กระหม่อมจะพาพระองค์ไป และพาพระองค์กลับมา"
"เราจะกลับมาด้วยกัน" หลี่เฉิงเยว่ตอบเสียงเบา
คืนนั้น ยามจื่อยังไม่ทันมาถึง เงาดอกเหมยดำก็เริ่มเคลื่อนไหวอยู่หลังตำหนักเย็น และในศาลาร้างริมสระบัว หญิงคนหนึ่งในผ้าคลุมเก่ากำลังนั่งรออยู่ใต้แสงจันทร์
บนข้อมือของนาง มีรอยแผลไฟไหม้เป็รูปจันทร์เสี้ยว ร่องรอยเดียวกับที่หลี่เฉิงเยว่เคยเห็นในความฝัน
นางเงยหน้าขึ้นมองหิมะที่เริ่มโปรยลงมาอีกครั้ง แล้วพึมพำเบา ๆ
"องค์ชายน้อย…ในที่สุดพระองค์ก็จำทางกลับมาได้แล้ว"