ขบวนม้าห้าตัวเคลื่อนเข้าใกล้กำแพงเมือง จึงเริ่มเห็นผู้คนสัญจรหนาตา ชาวเมืองที่เดินทางเข้าออกหันมามองกลุ่มม้าของชนชั้นสูงด้วยความสนใจ
จู่ๆ พ่อค้าที่กำลังรอเข้าเมืองก็อุทานออกมา “นั่นคุณหนูสี่ตระกูลหวังไม่ใช่หรือ เหตุใดนางจึงมาพร้อมฮั่นหวางได้”
เสียงพูดของเขาไม่ดังมาก หากกระจายออกไปในวงกว้าง ชาวบ้านที่รอผ่านประตูเมืองต่างได้ยินกันไม่ได้น้อยทุกคนจึงหันไปมอง
บุรุษที่ขี่ม้านำอยู่ด้านหน้าสุด ก็คือฮั่นอ๋องจริงๆ ด้านหลังคือสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนนางหนึ่ง และสาวใช้สองคนพร้อมด้วยองครักษ์สองนาย เป็นขบวนเดินทางที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างมาก
“เหตุใดพวกเขาจึงมาด้วยกันได้ ดูสนิทสนมไม่น้อยจริงๆ”
คนหนึ่งเดินม้านำอยู่ด้านหน้าไกลโข ไม่รู้ดูอย่างไรจึงมองว่าพวกเขาสนิทกัน แต่การเดินทางที่มีผู้ติดตามน้อยเช่นนี้ หากไม่สนิทสนมกันจริงๆ คุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนคงไม่ออกมาข้างนอกทั้งมีเพียงสาวใช้ติดตามแค่สองคนกระมัง
สายตาของชาวเมืองทำให้มือที่จับสายบังเหียนของจูเกาเซวียนกำแน่น เขาลูบหยกพกโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าแววตาเหล่านั้น ก็คือสายตาของซูอันหนิง เขาเร่งม้าเดินห่างออกมาจากขบวนมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอใกล้ถึงประตูเมืองก็หันไปส่งเหอไห่และจางเจี้ยน
“พวกเจ้าไปส่งคนเจ็บ ข้าจะล่วงหน้ากลับจวนก่อน”
พูดจบก็ชักม้ากลับแล้วควบเข้าเมืองไปทันที หวังเถียนเถียนอ้าปาก แต่ยังไม่ทันเอ่ยคำพูดฮั่นอ๋องก็จากไปไกลแล้ว มือที่จับสายบังเหียนม้ากำแน่นจนสั่นเกร็ง
นางหลุบตาลง ยกมือขึ้นแตะแผลแล้วไอออกมาเบาๆ มองดูแล้วราวกับซีซือกุมหทัย
กลับถึงจวน จูเกาเซวียนก็รีบเรียกองครักษ์มาสอบถามทันที
“วันนี้หวางเฟยทำอะไรบ้าง”
องครักษ์รายงานอย่างคล่องแคล่ว “เรียนหวางเย่ ช่วงสายหวางเฟยรับรองแขกจากจวนสกุลเซียว หลังจากฮูหยินเซียวจากไป หวางเฟยก็เริ่มทำบางอย่างพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมไม่ทราบว่าคืออะไร แต่ดอกเหมยในสวนถูกเก็บไปเกลี้ยงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนคิ้วกระตุก สายตาเหลือบมองผ่านหน้าต่างออกไป ยังไม่หมดฤดูเหมยบาน ต้นเหมยด้านนอกยามนี้กลับเหลือแต่กิ่งโกร๋นๆ เสียแล้ว
เขาหลับตาลงยกมือขึ้นนวดขมับมุมปากกลับยกขึ้นน้อยๆ
“มีอะไรอีก”
“หวางเฟยให้คนไปซื้อเครื่องหอมหลายชนิดมา กระหม่อมไปตรวจใบส่งของ มีรายการตามนี้พ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนรับมาอ่าน เขาเอียงคอครุ่นคิด...นางจะทำเครื่องหอมหรือ หรือจะขายเครื่องหอมกัน
ชายหนุ่มเอนหลังพิมพนักเก้าอี้ โบกมือสองทีองครักษ์ก็ประสานมือแล้วถอยออกไป
ใกล้ตรุษจีนแล้ว อีกไม่นานก็จะครบปีที่แต่งกันแล้ว เขากลับยังไม่เคยให้อะไรนางเลย ยามนี้ยังมาห่างเหินกันเพราะเรื่องอะไรก็ไม่รู้ หลายวันแล้วที่ไม่ได้กินข้าวด้วยกัน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาจะทำให้ให้นางเปิดใจได้อย่างไร จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้กระมัง
จูเกาเซวียนมองไปทางกำแพงกั้นเรือนครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
“อันหนิงชอบอะไรนะ นางชอบหาเงินแต่ถ้ามอบเงินให้ก็ดูไม่จริงใจเอาเสียเลย นางชอบสวมอาภรณ์งดงาม แต่อาภรณ์ร้านใดเล่าจะงามเท่าของที่นางทำขึ้นมาเอง”
เขานึกถึงภรรยาตัวเอง นึกภาพนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า วิเคราะห์ไปทีละส่วน คิดไปคิดมาใบหน้ากลับร้อนผ่าว
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นส่งเสียงเรียกดังลั่น “จางเจี้ยน!”
เสียงองครักษ์เฝ้ายามหน้าห้องหนังสือดังขึ้น “จางเจี้ยนไม่อยู่ขอรับ”
จูเกาเซวียนลืมไปชั่วขณะว่าตนเองให้จางเจี้ยนไปส่งคุณหนูหวัง เขาจึงลุกขึ้นเดินออกมาจากห้อง “ข้าจะไปข้างนอก หากหวางเฟยส่งคนมา...”
คำพูดท้ายประโยคขาดหายไป องครักษ์ทำหน้ากระจ่างแจ้งรีบประสานมือกล่าว “หวางเย่โปรดวางใจ หากสาวใช้เรือนชั้นในมาขอเข้าเฝ้า กระหม่อมจะให้พวกนางกลับไปอย่างแน่นอน”
ฮั่นอ๋องสะดุ้งมององครักษ์ตาขุ่น “ห้ามเสียมารยาทกับคนของหวางเฟย ระหว่างที่ข้าไม่อยู่หากมีคนของเรือนชั้นในมาก็บอกว่าให้รอข้าจะรีบกลับ”
องครักษ์ตกใจรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ...แล้วถ้าหวางเฟยมาเล่าขอรับ”
จูเกาเซวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาเหม่อไปเล็กน้อย แววตาค่อยๆ อ่อนโยนลง มุมปากคลี่ออกนิดๆ เหมือนกดไว้ไม่มิด
“หากหวางเฟยมา” เสียงของเขาเบา นุ่มนวล ราวกับว่ากำลังเอ่ยคำพูดกับพระชายาด้วยตัวเอง “หากนางมาก็ให้เข้าไปรอในห้องหนังสือ”
พูดจบฮั่นอ๋องก็เดินจากไป องครักษ์ยังอ้าปากค้าง มองตามแผ่นหลังกว้างไปจนลับตา
อีกสองวันก็จะถึงวันวันตรุษจีน ซูอันหนิงจึงทุ่มเทเวลาไปกับการคุมบ่าวให้ผลิตน้ำมันหอมและของขวัญที่จะส่งเข้าวังหลวง ทุกอย่างจึงเสร็จเรียบร้อยทันเวลา
“แล้วจะบรรจุใส่อะไรดีเจ้าคะ” ชางอิงเงยหน้าขึ้นมากะพริบตาถาม
ซูอันหนิงยิ้มพลางเย็บเสื้ออย่างตั้งใจ “เซียวฮูหยินรับอาสาไปจัดการเรื่องผลิตกล่อง วันนี้น่าจะนำมาส่งแล้วละ พวกเจ้าเก็บธูปใส่หีบไว้ก่อน ตอนบรรจุให้ทำในห้องอุ่นนะ”
ไม่นานสาวเรือนหน้าเดินเข้ามา ยอบกายแล้วจึงรายงาน “เซียวฮูหยินมาแล้วเจ้าค่ะ”
ซูอันหนิงไปพบแขกที่โถงรับรองเช่นเดิม เซียวฮูหยินให้บ่าวยกกล่องไม้หลายขนาดซึ่งลงรักเขียนลายวิจิตรมาวางกลางโถง
“นี่คือกล่องที่หวางเฟยต้องการเพคะ บางกล่องบุแพรนุ่ม บางกล่องไม่มี ทำตามแบบที่ท่านต้อง”
ซูอันหนิงลูบกล่อง สัมผัสพื้นผิวที่เรียบลื่นเป็นมันเงา “งามมาก นี่ทำออกมาได้ตามที่ข้าอยากได้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย”
เซียวฮูหยินยิ้มกว้าง ก้มลงเปิดผากล่อง “ส่วนด้านในนี้ก็คือกระปุกกระเบื้องขาวสำหรับใส่น้ำมันหอมเพคะ”
ซูอันหนิงหยิบกระปุกขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมาดู เนื้อกระปุกไม่บางเท่าถ้วยชา แต่ไม่หนาจนขาดความงาม ด้านข้างมีอักษรนูนปิดทอง ‘เหมยเซียง’ และรูปดอกเหมยสีชมพูอมแดงถูกวาดไว้อีกด้าน
นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ข้าชอบ”
“หวางเฟยชอบก็ดีแล้วเพคะ หม่อมฉันยังกังวลว่าจะไม่ดีพอให้นำขึ้นถวาย”
ซูอันหนิงเงยหน้าขึ้นมองเซียวฮูหยินถามยิ้มๆ “ท่านรู้ด้วยหรือว่าข้าจะนำขึ้นถวาย ไม่ใช่ทำเป็นตัวอย่างขายให้ท่าน”
เซียวฮูหยินโบกมือ ส่ายหน้าปฏิเสธพลันวัน “เดาเอาเจ้าค่ะ นี่ใช่จริงๆ หรือเจ้าคะ”
“ใช่แล้วล่ะ ข้ายังไม่หายดีจึงไม่อาจไปร่วมงานในวังได้ จึงต้องมีของขวัญส่งเข้าไปแทน”
นางวางกระปุกลง หันมาสบตาเซียวฮูหยินแฝงความนัย “หากในวังชอบ...ย่อมเป็นเรื่องดี”
เซียวฮูหยินยกมือขึ้นมาปิดริมฝีปากยิ้ม “แบบนี้ดีเยี่ยมไปเลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ หากสตรีในวังชอบแม้จะไม่มีคำสั่งซื้อ แต่เราสามารถใช้เรื่องนี้เป็นจุดขายได้เหมือนกัน”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
สตรีต่างวัยทั้งสองมองตากันแล้วต่างก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
“แล้วกล่องแบนๆ นี้เอาไว้ใส่อะไรหรือเจ้าคะ” เซียวฮูหยินถาม เมื่อบ่าวยกกล่องอีกแบบขึ้นมาให้ตรวจ
“กล่องใส่ธูปหอม หวางเย่ต้องลมเย็นเรื้อรังเพราะข้า จึงได้คิดทำธูปหอมขึ้นมาโดยเฉพาะ เอาไว้จุดในห้องหนังสือ จึงได้ทำเผื่อถวายฝ่าบาทด้วย”
เซียวฮูหยินทอดถอนใจ ทว่ารอยยิ้มกลับค่อยๆ จางลง
พระชายารักและใส่ใจฮั่นอ๋องเพียงนี้ เห็นทีข่าวลือข้างนอกนั่นจะเป็นเรื่องจริง ถุงอุ่นมือหนังกวางเคยทำให้สามีทั่วทั้งเป่ยจิงอิจฉาฮั่นอ๋องมาคราหนึ่งแล้ว หากมีธูปวางขายอีก ถ้าคนซื้อรู้ที่มาของสินค้าจะไม่อิจฉาจนตาแดงฉานเชียวหรือ
น่าเสียดาย...
เฮ้อ!
“เซียวฮูหยินถอนหายใจเรื่องใดหรือ”
เซียวฮูหยินสะดุ้ง ใบหน้างุนงงไม่เข้าใจ
ซูอันหนิงหัวเราเบาๆ “เมื่อครู่ท่านบอกว่าน่าเสียดาย...เสียดายอะไรหรือ”
เซียวฮูหยินเบิกตากว้างยกมือขึ้นปิดปาก “ไม่มีอะไรเพคะ แต่ข่าวลือไม่มีมูลเท่านั้น”
คำว่าข่าวลือทำให้รอยยิ้มของซูอันหนิงจางลง
“ข่าวลืออะไรหรือ”
“ไม่มีเพคะ เมื่อครู่หม่อมฉันแค่ใจลอยไปชั่วขณะ” นางนิ่งไปครู่หนึ่ง มองสีหน้าพระชายาฮั่นอ๋องแล้วก็เข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายต้องไม่เชื่อคำพูดตนเองเป็นแน่
แต่จะให้นางพูดออกมาทั้งที่ไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง เซียวฮูหยินขอไม่เอ่ยถึงมันจะดีกว่า
“เอ่อ...เช่นนั้น หม่อมฉันยังมีธุระอีก ขอตัวลาเพคะ”
ซูอันหนิงทำท่าจะรั้งไว้ แต่คล้ายมีเรื่องรบกวนจิตใจ สุดท้ายนางก็เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น
เซียวฮูหยินไปแล้ว พระชายาจึงหันไปทางชางอิง “มีข่าวลืออะไรอยู่ข้างนอกหรือ”
ชางอิงส่ายหน้าเร็วหวือราวกับกลองป๋องแป๋ง “ไม่มีเจ้าค่ะ ไม่มีจริงๆ”
ซูอันหนิงหรี่ตา เอ่ยถามเสียงแข็ง “หรือเจ้าจะให้ข้าออกไปหาข่าวเองข้างนอกนั่น รีบเล่ามา”
ชางอิงหน้ามุ่ย ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางหม่าหมัวมัว
“หวางเฟยเพคะ นี่ก็จะเลยเวลาเอนกายพักผ่อนตอนบ่ายแล้ว กลับกันเถิดเจ้าค่ะ” หม่าหมัวมัวเปลี่ยนเรื่อง
ซูอันหนิงจึงหันไปมองหน้าบ่าวแต่ละคน ไม่มีใครกล้าสบตานางตรงๆ สักคน “ข่าวลือคงเกี่ยวกับข้าสินะ”
ลี่หนานเม้มริมฝีปากไม่กล้าตอบรับ ซูอันหนิงเลื่อนสายตาไปทางชางอิง “อาจจะไม่เกี่ยว”
หลายวันก่อนร้านรุ่ยจิ่งฟางเพิ่งนำบัญชีมาให้นางตรวจรับรอง ยอดขายสูงมาก เช่นนั้นข่าวลือคงก็ไม่ได้โจมตีนางกระมัง หากเป็นเรื่องดีคนเหล่านี้คงไม่ตั้งใจปิดบังนางเพียงนี้
“เกี่ยวกับหวางเย่สินะ”
เสียงสูดหายใจดังขึ้นเบาๆ แต่เพราะโถงเงียบมาก ซูอันหนิงจึงได้ยินอย่างชัดเจน
“เขาทำเรื่องเลวร้ายอะไรอีกหรือ”
“ไม่ใช่เลยเพคะหวางเฟย เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริงแน่นอนเจ้าค่ะ” ลี่หนานรีบแก้ต่างแทนฮั่นอ๋องเสียงสั่น
ซูอันหนิงกำมือแน่น ข่าวฉาวของจูเกาเซวียนนางได้ยินได้ฟังมาไม่น้อยแล้ว มันจะยังมีข่าวลือใดที่นางจะฟังไม่ได้อีก เรื่องแต่งในนิยายถึงอย่างไรก็แค่เรื่องแต่ง ทุกคนจึงไม่ได้ตั้งใจปิดบังนาง
เช่นนั้นข่าวลือหนนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือแล้วสินะ
ซูอันหนิงลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยเสียงเย็น “เตรียมรถม้า ข้าจะออกไปสืบข่าวเอง”
ชางอิงถลามาคุกเข่าลงกอดขาผู้เป็นนายไว้ “อย่าเจ้าค่ะ...บ่าวพูด...บ่าวจะพูดเอง”
“พูดมา”
ชางอิงสูดหายใจลึก น้ำเสียงแผ่วเบา “มีคนเห็นหวางเย่ขี่ม้าร่วมทางมากับคุณหนูสี่จวนรองแม่ทัพหวัง ฟังคำเล่าลือพูดเกินจริงเสียราวกับทั้งคู่สนิทสนมกันมาก แต่...แต่ หวางเฟยไม่ต้องเชื่อหรอกเพคะ เหมือนข่าวลือก่อนหน้านี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องจริงอย่างแน่นอน”
ในอกของซูอันหนิงบีบรัด ปลายนิ้วกระตุกเบาๆ นางนิ่งเงียบไม่ขยับอยู่นาน กระทั่งรู้สึกแสบในตาจึงกะพริบตาถี่
“ข้าเข้าใจแล้ว” นางพูดเสียงเบา “ไม่เห็นต้องปกปิดข้า ข่าวลือแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย”
เขาจะแต่งสตรีเพิ่มเข้ามากี่คน ข้าทำใจไว้ตั้งนานแล้ว ถึงอย่างไรวันนั้นต้องมาถึง
“ให้คนมายกกล่องเข้าไป เร่งมือบรรจุของ”
กล่าวจบนางก็ก้าวออกจากโถงรับรองราวกับคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง ท่าทางเข็มแข็งที่แสดงออกมาตลอดกลับปริร้าวลงเสียแล้ว