เพราะการที่ตนต้องหลบหนีจากการไล่ล่าของสัตว์อสูรตนนี้ในคราที่แล้ว ทำให้เกิดบางสิ่งที่รบกวนภายในจิตใจจูเยว่จึงต้องการทำให้มัน รับรู้ถึงความรู้สึกสิ้นหวัง ดั่งเช่นที่เขาได้รับ
แต่ลี่อินนั้นหาได้ทราบในสิ่งที่เขาคิดเพราะจูเยว่ได้ปิดกั้นความคิดของตนภายในดวงจิตเพื่อไม่ให้นางสามารถรับรู้ถึงมันได้ ทำให้นางต้องกรีดร้องออกมาด้วยความกังวลใจ
“ถึงเจ้าอยากตาย!ก็อย่าได้นำชีวิตของข้า ไปเสี่ยงด้วย!”
เมื่ออาชาเกราะทมิฬได้ยินในสิ่งที่มนุษย์ผู้นั้นกล่าวออกมาจึงไม่สามารถที่จะระงับโทสะของมันเอาไว้ได้ เพราะมันถึงขั้นสังเวยพลังชีวิตกลับยังกล้าที่จะดูแคลน อาชาเกราะทมิฬจึงยิ่งรีดเค้นพลังออกมาจนถึงขีดสุดแล้วปลดปล่อยออกไปอย่างเต็มกำลัง!
ปรากฏเป็นเส้นแสงสีขาวที่ราวกับกิ่งไม้แห้งนับร้อยสายได้เริ่มหลอมหลวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นลำแสงสายฟ้าขนาดใหญ่พร้อมกับส่งเสียงร้องแสบแก้วหูดังก้องไปทั่วผืนป่า เมื่อมันถูกปลดปล่อยออกมาได้พุ่งตรงไปยังจูเยว่อย่างรวดเร็ว สร้างรอยไหม้ทิ้งไว้บนพื้นดินในเส้นทางที่มันพาดผ่าน
จูเยว่เริ่มหมุนเวียนลมปราณเวทย์ภายในร่างขึ้นมาร่างเงาวิหคเพลิงปรากฏขึ้นบริเวณด้านหลังเหนือศรีษะแต่เพียงแค่เริ่มปลดปล่อยระดับพลัง จากทักษะกายวิหคเพลิงเท่านั้นมันได้สร้างแรงกดดันลงไปยังพื้นดิน ทำให้บริเวณรอบตัวของจูเยว่ยุบตัวและแตกร้าวออกไป คล้ายถูกหินก้อนใหญ่หล่นทับ ซึ่งแตกต่างจากยามที่ปลดปล่อยทักษะก่อนหน้าอย่างไม่สามารถเทียบได้
ขณะที่พลังสายฟ้าสายกำลังพุ่งเข้ามาถึงตัวจูเยว่ได้มองออกไปไปยังเส้นแสงสีขาว ด้วยดวงตาที่ไร้ความรู้สึกเขาเพียงยกมือขวาขึ้น แล้วจึงกางออกไปยังบริเวณด้านหน้าเพื่อรับมันคล้ายสิ่งที่พุ่งมานั้น เป็นเพียงเศษหินก้อนหนึ่ง หาใช้สายฟ้าที่ทรงอำนาจอย่างที่ตาเห็น
เปรี้ยงงง!!!!
เสียงสายฟ้าเข้าปะทะกับฝ่ามือของจูเยว่ดังสนั่นขึ้นมาแต่เมื่อมันมาถึงบริเวณที่เขายืนอยู่ กลับหยุดลงบริเวณเบื้องหน้าทันทีราวกับปะทะเข้ากับกำแพงเหล็กหนาที่ไม่มีวันถูกทำลายพร้อมเสียงแหลมของสายฟ้าที่ค่อยๆสงบลง
เมื่อสิ้นพลังทำลายที่อาชาเกราะทมิฬได้โจมตีออกร่างของจูเยว่ได้กลายเป็นภาพเงาเลือนรางพร้อมพุ่งตัวออกไปโจมตียังสัตว์อสูรเบื้องหน้าอีกครั้ง แต่การโจมตีครั้งนี้เป็นการโจมตีที่ได้ใช้ออกด้วยทักษะโจมตีกายวิหคเพลิง!
เปรี้ยง!!!!!!
หมัดที่จูเยว่โจมตีออกไปปะทะเข้ากับร่างของอาชาเกราะทมิฬอย่างรุนแรง ส่งร่างมันให้ลอยกระเด็นพุ่งตรงเข้าไปภายในถ้ำที่มันอาศัย พร้อมเสียงร่างสัตว์อสูรที่กระแทกเข้ากับพื้นดินได้ดังก้องขึ้นมาจากภายในส่วนลึกของถ้ำ
แต่จูเยว่หาได้ตามเข้าไปโจมตีสัตว์อสูรตนนั้นต่อแต่อย่างใด แต่กลับยกมือขวาขึ้นมาแล้วจ้องมองสำรวจไปยังฝ่ามือของตน พร้อมกับย่นคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย
“ทักษะโจมตีของสัตว์อสูรตนนี้...ช่างรุนแรงกว่าที่ข้าคาดคิดเอาไว้ ถึงกับสามารถทิ้งบาดแผลไว้บนร่างของข้าได้”
ในตอนแรกเขาคาดว่าทักษะโจมตีที่มันปลดปล่อยออกมา จะไม่สามารถสร้างบาดแผลใดๆให้แก่ตนได้แม้แต่น้อยเพราะด้วยพลังของลมปราณเวทย์ ยามใช้ออกทักษะกายวิหคเพลิงมันควรมีพลังเทียบเท่ากับระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 7! ซึ่งเขาไม่ได้ใช้เวทย์กายาทองคำออกมาเพราะคิดว่าเกินความจำเป็น แต่มันกลับสร้างบาดแผลยาวประมาณ 1 ชุ่น บริเวณกลางฝ่ามือของตน และเมื่อสังเกตที่บาดแผลมันมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย เพียงไม่กี่หยด
“เอ๋?!!”
เสียงของลี่อินที่พึ่งรู้สึกตัวดังขึ้นนางตกตะลึงจนแทบสิ้นสติไปชั่วขณะ ถึงแม้คิดว่า เขาอาจมีโอกาสที่จะเอาชีวิตรอดมาได้แต่หาใช่ในสภาพที่ไร้บาดแผลใดๆเช่นนี้
ขณะลี่อินที่ยังคงรู้สึกตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดกลับถูกเสียงของจูเยว่ปลุกให้นางฟื้นคืนสติขึ้นมานางจึงหันมาสำรวจบาดแผลที่เขาเอ่ยถึงเมื่อครู่ แต่เมื่อได้เห็นบาดแผลนางจึงไม่สามารถอดทนกับสิ่งที่เขาได้กล่าวอีกต่อไป!
“บาดแผลเพียงเท่าแมวข่วน!เจ้ากลับบอกว่ารุนแรงกว่าที่เจ้าคิด!!” ลี่อินได้แต่ภาวนาให้เจ้าบุรุษผู้นี้บาดเจ็บสาหัสเจียนตาย!จะได้ไม่สามารถกล่าวคำพูดที่อวดดีเช่นนี้ ออกมาได้อีก!
ตอนนี้จูเยว่เริ่มเดินเขาไปภายในถ้ำโดยไม่ได้สนใจฟังเสียงของลี่อิน เพราะเมื่อเขาส่งเวทย์ค้นหาออกไปจึงรับรู้ได้ว่าอาชาเกราะทมิฬยังไม่ตายแต่เหลือพลังชีวิตอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและตัวเขายังสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตเล็กๆที่อยู่ใกล้มัน
เมื่อเดินเข้าไปภายในถ้ำพบบริเวณพื้นดินที่มีรอยแตก จากการที่สัตว์อสูรตนนั้นกระแทกลงไป พร้อมทั้งรอยเลือดที่ลากเป็นทางยาวนับหลายสิบจั้งเมื่อตามรอยเลือดไป จึงพบสัตว์อสูรตนดังกล่าวนอนแน่นิ่ง ในสภาพเลือดไหลท่วมทั่วตัวพร้อมทั้งลมหายใจที่โรยรินเสมือนใกล้สิ้นชีวิตได้ทุกขณะ
แต่เมื่อมองไปยังร่างที่อยู่ข้างๆมันพบว่ามีสัตว์อสูรตัวน้อยสีดำ ลักษณะเดียวกับอาชาเกราะทิมฬซึ่งแลดูน่ารักพยายามเอาศรีษะดันขึ้นลงไปยังร่างที่แน่นิ่งนั้นจูเยว่คาดว่ามันคงเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ภายในไข่ใบที่ตนเห็นยามที่ลอบเข้ามาที่นี่ครั้งแรก
แม้เพียงชั่วครู่ที่ภายในจิตใจเขาเกิดสั่นไหว กับภาพที่ปรากฏตรงหน้า แต่จูเยว่ได้เก็บความรู้สึกเหล่านั้นลงไปแล้วจึงเดินเข้าไปหามันเงียบๆ แต่ในขณะที่เตรียมตัวจะลงมือสังหารเสียงของลี่อินกลับดังขึ้นมา
“เจ้าช่างเลือดเย็นยิ่งนัก!กลับจะสังหารมารดา ของสัตว์อสูรที่น่ารักตนนี้ได้ลงคอหากมันไม่มีมารดาคอยช่วยเหลือ ลูกสัตว์อสูรตนนี้ คงต้องตายลงไปอย่างแน่นอน!” เพราะอาชาเกราะททิฬ หาได้มีความแค้นอันใดต่อนางทำให้เมื่อนางมองไปยังภาพเบื้องหน้า อดไม่ได้ที่จะหวนรู้สึกคิดถึงบิดามารดาของนางที่ไม่ได้พบมาเป็นเวลาเนิ่นนาน
เมื่อจูเยว่ได้ยินในสิ่งที่นางเอ่ยจึงสามารถเข้าใจในสิ่งที่นางต้องการได้ทันที มุมปากได้ถูกยกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกล่าวถามนางกลับไปในดวงจิต ซึ่งเขาเพียงคิดขึ้นมาในใจ หาได้เปล่งเสียงออกมา
“เจ้าอยากให้ข้าทำเช่นไร?” เมื่อเห็นนางมีอารมณ์ความรู้สึกต่อภาพเบื้องหน้าหากเขาสามารถทำให้นางพอใจได้ อาจลดความโกรธแค้นของนางลงได้บ้างซึ่งคงเป็นประโยชน์มากกว่า ที่จะลงมือสังหารมันลงไป เพราะถึงอย่างไรสัตว์อสูรตนนี้ก็มิสามารถทำอันตรายตัวเขาได้อีก
แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวถามของจูเยว่ลี่อินกลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
“ทำเช่นไร?จะทำอย่างไรได้ในตอนนี้! เจ้าลงมือจนมันเกือบจะสิ้นลมหายใจหากระดับพลังของข้าไม่ถูกระงับไว้... คงพอที่จะช่วยชีวิตมันได้ แต่นี่!ถึงแม้เจ้าจะอนุญาตให้ข้าช่วยเหลือ แต่ด้วยเพียงระดับหลอมกายาขั้นที่ 1ข้าไม่สามารถช่วยมัน ให้พ้นจากความตายได้…”