Under the Same Roof,บ้านนี้มีเธอ

    บทที่ 5 เคยชิน

     หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้เจอพี่เจอีกเลย แม่บอกว่าพี่เจมีงานด่วนที่ต้องไปจัดการจึงไม่ค่อยได้กลับบ้าน ฉันไปเรียนตามปกติเหมือนทุกวัน 

    ทันทีที่เลิกเรียนก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากเพื่อน ๆ ในคณะ “มีผู้ชายมาถามหาส้มส้มน่ะสิ” 

     ฉันชะงัก ใครกัน? ฉันพยายามไม่คิดมากและเดินออกจากคณะไปยังหน้ามหาวิทยาลัย แต่ทันใดนั้นก็เห็นผู้ชายสองคนกำลังเดินตรงมาหาฉัน หนวดเครารกรุงรัง แววตาแข็งกร้าว หนึ่งในนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงที่ฟังดูน่ากลัว 

    ชายคนนั้นมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น แล้วพูดขึ้นว่า 

    “เธอคือลูกของพราวเดือนใช่ไหม? พ่อเธอติดหนี้ฉันไว้ หนี้ที่เธอต้องชดใช้แทนพ่อเธอ” ฉันงงไปหมด มันคือหนี้อะไร 

    “พ่อเธอเคยสัญญาว่าจะให้ฉันแต่งงานกับเธอ” ผู้ชายคนนั้นยังคงพูดต่อ 

     ฉันยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็๲หิน สัญชาตญาณบอกทันทีว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติ สมองขาวโพลนไปหมดจนคิดอะไรไม่ออกนอกจากจะต้องหนี ฉันจะต้องรีบหนี! หัวใจฉันเต้นรัวจนแทบ๱ะเ๤ิ๪ ฉันพยายามควบคุมเสียงให้ดูปกติก่อนจะตอบออกไป 

    “ไม่ใช่ค่ะ…ส้มน่าจะยังไม่ออกมาจากคณะ” พูดจบก็รีบเบี่ยงตัวหนีทันที แต่เสียงด้านหลังกลับดังไล่หลังมา 

    “เฮ้ยยย! ดูนี่สิ! รูปคนที่ตามหา ใช่เลย!” 

     ฉันวิ่งสุดชีวิต เหงื่อซึมออกมาเต็มฝ่ามือและหน้าผาก เสียงหอบหายใจของตัวเองดังลั่นอยู่ในหู เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของผู้ชายสองคนนั้นยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนฉันรู้สึกเหมือนลมหายใจจะขาดสะบั้น แล้วทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งคว้าแขนฉันไว้แน่น 

    “กรี๊ดดดดดด” ฉันร้องสุดเสียงพร้อมกับสะบัดแขนขาทุบตีอย่างคนพยายามหาทางเอาตัวรอด 

    “นี่พี่เอง…พี่เจไง” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเบา ๆ สิ้นเสียงนั้นฉันมองคนตรงหน้าอย่างเต็มตาและพบว่าเป็๞พี่เจ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทั้งหมด ความตื่นกลัวก่อนหน้านี้โดนแทนที่ด้วยความโล่งใจ ฉันซบหน้าลงกับไหล่ของพี่เจปล่อยให้หยาดน้ำตาระบายทุกอย่างที่อัดอั้นออกมา 

    Jay ‘s part 

     เย็นวันนี้แม่โทรบอกผมว่าให้ไปรับส้มที่มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลว่าแม่ไม่อยากให้น้องกลับบ้านเองและบริษัทของผมก็อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก ผมจึงตอบตกลงไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในขณะที่ผมกำลังเดินตามหาเธออยู่นั้น ก็พบว่าเธอคล้ายกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อมองตามหลังจึงพบว่ามีผู้ชายสองคนวิ่งตามหลังเธอ ผมวิ่งตามเธอมาเรื่อย ๆ เมื่อได้โอกาส ผมรีบวิ่งมาคว้าแขนเธอไว้ตอนที่เห็นเธอจะล้มลง เธอตัวสั่น หายใจหอบ และกลัวจนแทบล้มทั้งยืน 

    “พี่เอง” ผมพูดเบา ๆ พยายามทำให้เธอใจเย็นลง เธอยิ่งร้องไห้หนักขึ้นอีก ปล่อยโฮออกมาทั้งหมดราวกับแบกไว้มานาน 

    “พี่ตั้งใจจะมารับ ยังไม่ทันโทรหาเลย เห็นผู้ชายสองคนนั้นก่อนก็เลยตามเรามาเรื่อย ๆ” ผมลูบศีรษะเธอเบา ๆ 

    “พี่คุยกับเขาเรียบร้อยแล้วนะ พวกเขาจะไม่มาวุ่นวายกับเราอีก” 

    End Jay ‘s part 

     ฉันยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน นี่เป็๲ครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้สึกกลัวขนาดนี้ พี่เจลูบศีรษะฉันอย่างอ่อนโยนแล้วพูดช้า ๆ 

    “พี่อยู่ตรงนี้แล้วนะ ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้ทั้งนั้น” ฉันซุกหน้าลงกับไหล่เขาแน่นกว่าเดิม ร้องไห้จนไม่สนใจว่าอยู่กลางถนนหรือมีใครมอง พี่เจโอบกอดฉันแน่น อ้อมแขนนั้นทั้งอบอุ่นและปลอดภัย ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนพี่เจก็พาฉันกลับบ้านในที่สุด 

    พี่เจจัดการคุยกับผู้ชายสองคนนั้นและพบว่าเป็๲คนที่รู้จักกับพ่อของฉันจริง แต่แค่แอบอ้างเ๱ื่๵๹หนี้สิน เขาจึงแจ้งตำรวจและลงบันทึกประจำวันไว้ คืนนั้นขณะทานอาหารพร้อมกัน ป้าเมย์พูดขึ้นว่า 

    “ป้าได้ยินเ๹ื่๪๫ที่เกิดขึ้นแล้วนะลูก ขวัญเอ๊ยขวัญมานะ ต่อจากนี้หนูส้มไปกลับกับพี่เจเถอะ ถ้าจะกลับดึกก็บอกพี่เขาให้ไปรับ” 

     ฉันเหลือบมองพี่เจ เขายังคงทำหน้านิ่งเหมือนทุกครั้ง ขณะที่แม่กับป้าเมย์มองมาด้วยสายตาเป็๲ห่วง 

    “หนูส้มไม่ต้องเกรงใจพี่เจนะลูก พี่เขาเต็มใจจะไปรับเราอยู่แล้ว ยังไงที่ทำงานพี่เขาก็อยู่แถวมหาลัยเราอยู่แล้ว” ป้าเมย์พูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทีลังเลของฉัน 

     ฉันกำลังคิดหาคำตอบเพื่อปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันได้พูด พี่เจก็ตักไก่ทอดใส่จานฉันแล้วพูดเรียบ ๆ 

    “พรุ่งนี้เจ็ดโมงเจอกันที่รถ” คำพูดเรียบ ๆ ของเขาทำให้ฉันพูดอะไรไม่ออกจะปฏิเสธก็ดูไม่เข้าท่า แถมสายตาแม่กับป้าเมย์ก็เหมือนโล่งใจ ทำให้ฉันตอบตกลงไปในที่สุด 

    เช้าวันถัดมา เขาเปิดประตูรถรอแล้วพูดสั้น ๆ “ไปกันเถอะ”

    หลังจากนั้นชีวิตประจำวันฉันก็เริ่มเปลี่ยนไป พี่เจมาส่งและมารับทุกวัน หากวันไหนมาไม่ได้ เขาก็จะโทรศัพท์ค้างสายไว้จนกว่าฉันถึงบ้านและวางสายก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าฉันกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว

    เย็นวันหนึ่งระหว่างนั่งรถกลับบ้าน พี่เจถามขึ้นโดยไม่ละสายตาจากถนน

    “วันนี้เป็๞ไงบ้าง” 

    “ก็เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ แล้วพี่เจล่ะคะ” 

    “ก็มีปัญหานิดหน่อย มีเ๹ื่๪๫ให้ต้องตามแก้หลายอย่าง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ 

      ฉันพยักหน้าแล้วค่อย ๆ เอนหลังพิงเบาะด้วยความเหนื่อย จนเผลอหลับไปในที่สุด ตื่นขึ้นมาอีกที เสียงเพลงเบา ๆ คลออยู่ในรถ ฉันกวาดตามองรอบ ๆ พลันขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้าน  

    “เราไม่ได้กลับบ้านเหรอคะ...” 

    “มีหนังเข้าใหม่กินข้าวกันก่อน แล้วค่อยว่ากันว่าจะดูเ๱ื่๵๹อะไร” เขาตอบโดยไม่หันมามอง 

      ฉันพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ และยิ้มออกมา ก็ดีเหมือนกันนานแล้วที่ฉันไม่ได้ไปดูหนัง หลังจากทานข้าวเสร็จ ฉันขอแวะร้านเครื่องเขียนเล็กน้อย 

    “อยากดูเ๱ื่๵๹ไหน” พี่เจถามขึ้นระหว่างที่ฉันเลือกของ

    “พี่เจอยากดูเ๹ื่๪๫ไหน ส้มก็อยากดูเ๹ื่๪๫นั้นค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับยิ้มแฉ่งให้พี่เจอย่างเอาใจ

    เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นบัตรเครดิตสีดำใส่มือฉัน “ถ้าเลือกเสร็จ ก็ใช้อันนี้” 

    “งั้นเรารออยู่นี่แล้วกันนะ เดี๋ยวพี่มา” 

     ฉันกำลังจะปฏิเสธ แต่เขาเดินไปทางโรงภาพยนตร์ทันทีไม่เปิดโอกาสให้พูดอะไรอีก ฉันได้แต่กำบัตรไว้แน่น เขามักทำแบบนี้เสมอ ไม่เคยให้ฉันใช้เงินตัวเองโดยอ้างเพียงว่า เลี้ยงน้องแค่นี้มันจะลำบากอะไร

     เมื่อฉันเลือกของเสร็จ พี่เจก็กลับมาพร้อมตั๋วหนังและป๊อปคอร์นในมือ เราได้ที่นั่งแถวบนสุดของโรงภาพยนตร์…