หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้เจอพี่เจอีกเลย แม่บอกว่าพี่เจมีงานด่วนที่ต้องไปจัดการจึงไม่ค่อยได้กลับบ้าน ฉันไปเรียนตามปกติเหมือนทุกวัน
ทันทีที่เลิกเรียนก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากเพื่อน ๆ ในคณะ “มีผู้ชายมาถามหาส้มส้มน่ะสิ”
ฉันชะงัก ใครกัน? ฉันพยายามไม่คิดมากและเดินออกจากคณะไปยังหน้ามหาวิทยาลัย แต่ทันใดนั้นก็เห็นผู้ชายสองคนกำลังเดินตรงมาหาฉัน หนวดเครารกรุงรัง แววตาแข็งกร้าว หนึ่งในนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงที่ฟังดูน่ากลัว
ชายคนนั้นมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น แล้วพูดขึ้นว่า
“เธอคือลูกของพราวเดือนใช่ไหม? พ่อเธอติดหนี้ฉันไว้ หนี้ที่เธอต้องชดใช้แทนพ่อเธอ” ฉันงงไปหมด มันคือหนี้อะไร
“พ่อเธอเคยสัญญาว่าจะให้ฉันแต่งงานกับเธอ” ผู้ชายคนนั้นยังคงพูดต่อ
ฉันยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็หิน สัญชาตญาณบอกทันทีว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติ สมองขาวโพลนไปหมดจนคิดอะไรไม่ออกนอกจากจะต้องหนี ฉันจะต้องรีบหนี! หัวใจฉันเต้นรัวจนแทบะเิ ฉันพยายามควบคุมเสียงให้ดูปกติก่อนจะตอบออกไป
“ไม่ใช่ค่ะ…ส้มน่าจะยังไม่ออกมาจากคณะ” พูดจบก็รีบเบี่ยงตัวหนีทันที แต่เสียงด้านหลังกลับดังไล่หลังมา
“เฮ้ยยย! ดูนี่สิ! รูปคนที่ตามหา ใช่เลย!”
ฉันวิ่งสุดชีวิต เหงื่อซึมออกมาเต็มฝ่ามือและหน้าผาก เสียงหอบหายใจของตัวเองดังลั่นอยู่ในหู เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของผู้ชายสองคนนั้นยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนฉันรู้สึกเหมือนลมหายใจจะขาดสะบั้น แล้วทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งคว้าแขนฉันไว้แน่น
“กรี๊ดดดดดด” ฉันร้องสุดเสียงพร้อมกับสะบัดแขนขาทุบตีอย่างคนพยายามหาทางเอาตัวรอด
“นี่พี่เอง…พี่เจไง” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเบา ๆ สิ้นเสียงนั้นฉันมองคนตรงหน้าอย่างเต็มตาและพบว่าเป็พี่เจ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทั้งหมด ความตื่นกลัวก่อนหน้านี้โดนแทนที่ด้วยความโล่งใจ ฉันซบหน้าลงกับไหล่ของพี่เจปล่อยให้หยาดน้ำตาระบายทุกอย่างที่อัดอั้นออกมา
Jay ‘s part
เย็นวันนี้แม่โทรบอกผมว่าให้ไปรับส้มที่มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลว่าแม่ไม่อยากให้น้องกลับบ้านเองและบริษัทของผมก็อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก ผมจึงตอบตกลงไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในขณะที่ผมกำลังเดินตามหาเธออยู่นั้น ก็พบว่าเธอคล้ายกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อมองตามหลังจึงพบว่ามีผู้ชายสองคนวิ่งตามหลังเธอ ผมวิ่งตามเธอมาเรื่อย ๆ เมื่อได้โอกาส ผมรีบวิ่งมาคว้าแขนเธอไว้ตอนที่เห็นเธอจะล้มลง เธอตัวสั่น หายใจหอบ และกลัวจนแทบล้มทั้งยืน
“พี่เอง” ผมพูดเบา ๆ พยายามทำให้เธอใจเย็นลง เธอยิ่งร้องไห้หนักขึ้นอีก ปล่อยโฮออกมาทั้งหมดราวกับแบกไว้มานาน
“พี่ตั้งใจจะมารับ ยังไม่ทันโทรหาเลย เห็นผู้ชายสองคนนั้นก่อนก็เลยตามเรามาเรื่อย ๆ” ผมลูบศีรษะเธอเบา ๆ
“พี่คุยกับเขาเรียบร้อยแล้วนะ พวกเขาจะไม่มาวุ่นวายกับเราอีก”
End Jay ‘s part
ฉันยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้สึกกลัวขนาดนี้ พี่เจลูบศีรษะฉันอย่างอ่อนโยนแล้วพูดช้า ๆ
“พี่อยู่ตรงนี้แล้วนะ ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้ทั้งนั้น” ฉันซุกหน้าลงกับไหล่เขาแน่นกว่าเดิม ร้องไห้จนไม่สนใจว่าอยู่กลางถนนหรือมีใครมอง พี่เจโอบกอดฉันแน่น อ้อมแขนนั้นทั้งอบอุ่นและปลอดภัย ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนพี่เจก็พาฉันกลับบ้านในที่สุด
พี่เจจัดการคุยกับผู้ชายสองคนนั้นและพบว่าเป็คนที่รู้จักกับพ่อของฉันจริง แต่แค่แอบอ้างเื่หนี้สิน เขาจึงแจ้งตำรวจและลงบันทึกประจำวันไว้ คืนนั้นขณะทานอาหารพร้อมกัน ป้าเมย์พูดขึ้นว่า
“ป้าได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นแล้วนะลูก ขวัญเอ๊ยขวัญมานะ ต่อจากนี้หนูส้มไปกลับกับพี่เจเถอะ ถ้าจะกลับดึกก็บอกพี่เขาให้ไปรับ”
ฉันเหลือบมองพี่เจ เขายังคงทำหน้านิ่งเหมือนทุกครั้ง ขณะที่แม่กับป้าเมย์มองมาด้วยสายตาเป็ห่วง
“หนูส้มไม่ต้องเกรงใจพี่เจนะลูก พี่เขาเต็มใจจะไปรับเราอยู่แล้ว ยังไงที่ทำงานพี่เขาก็อยู่แถวมหาลัยเราอยู่แล้ว” ป้าเมย์พูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทีลังเลของฉัน
ฉันกำลังคิดหาคำตอบเพื่อปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันได้พูด พี่เจก็ตักไก่ทอดใส่จานฉันแล้วพูดเรียบ ๆ
“พรุ่งนี้เจ็ดโมงเจอกันที่รถ” คำพูดเรียบ ๆ ของเขาทำให้ฉันพูดอะไรไม่ออกจะปฏิเสธก็ดูไม่เข้าท่า แถมสายตาแม่กับป้าเมย์ก็เหมือนโล่งใจ ทำให้ฉันตอบตกลงไปในที่สุด
เช้าวันถัดมา เขาเปิดประตูรถรอแล้วพูดสั้น ๆ “ไปกันเถอะ”
หลังจากนั้นชีวิตประจำวันฉันก็เริ่มเปลี่ยนไป พี่เจมาส่งและมารับทุกวัน หากวันไหนมาไม่ได้ เขาก็จะโทรศัพท์ค้างสายไว้จนกว่าฉันถึงบ้านและวางสายก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าฉันกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว
เย็นวันหนึ่งระหว่างนั่งรถกลับบ้าน พี่เจถามขึ้นโดยไม่ละสายตาจากถนน
“วันนี้เป็ไงบ้าง”
“ก็เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ แล้วพี่เจล่ะคะ”
“ก็มีปัญหานิดหน่อย มีเื่ให้ต้องตามแก้หลายอย่าง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ
ฉันพยักหน้าแล้วค่อย ๆ เอนหลังพิงเบาะด้วยความเหนื่อย จนเผลอหลับไปในที่สุด ตื่นขึ้นมาอีกที เสียงเพลงเบา ๆ คลออยู่ในรถ ฉันกวาดตามองรอบ ๆ พลันขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้าน
“เราไม่ได้กลับบ้านเหรอคะ...”
“มีหนังเข้าใหม่กินข้าวกันก่อน แล้วค่อยว่ากันว่าจะดูเื่อะไร” เขาตอบโดยไม่หันมามอง
ฉันพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ และยิ้มออกมา ก็ดีเหมือนกันนานแล้วที่ฉันไม่ได้ไปดูหนัง หลังจากทานข้าวเสร็จ ฉันขอแวะร้านเครื่องเขียนเล็กน้อย
“อยากดูเื่ไหน” พี่เจถามขึ้นระหว่างที่ฉันเลือกของ
“พี่เจอยากดูเื่ไหน ส้มก็อยากดูเื่นั้นค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับยิ้มแฉ่งให้พี่เจอย่างเอาใจ
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นบัตรเครดิตสีดำใส่มือฉัน “ถ้าเลือกเสร็จ ก็ใช้อันนี้”
“งั้นเรารออยู่นี่แล้วกันนะ เดี๋ยวพี่มา”
ฉันกำลังจะปฏิเสธ แต่เขาเดินไปทางโรงภาพยนตร์ทันทีไม่เปิดโอกาสให้พูดอะไรอีก ฉันได้แต่กำบัตรไว้แน่น เขามักทำแบบนี้เสมอ ไม่เคยให้ฉันใช้เงินตัวเองโดยอ้างเพียงว่า เลี้ยงน้องแค่นี้มันจะลำบากอะไร
เมื่อฉันเลือกของเสร็จ พี่เจก็กลับมาพร้อมตั๋วหนังและป๊อปคอร์นในมือ เราได้ที่นั่งแถวบนสุดของโรงภาพยนตร์…