“ท่านพี่! หยุดนะ!” หลีอิ้งเย่วรีบวิ่งเข้ามาห้ามหลีห่าวอี้ที่กำลังฟาดไม้ลงบนหลังลูกชายตัวดีไม่หยุด
“มันเื่อะไรกัน ทำไมท่านต้องลงไม้ลงมือด้วย...เจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก”หลีอิ้งเย่วหันไปปลอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ทำไมไม่ถามลูกชายตัวดีของเ้า ว่าเขาไปก่อเื่อะไรไว้!”
“ใครจะไปรู้ว่าคนอย่างเหมยฮวาจะไปรู้จักคนอย่างตระกูลหลี่”
“อะไรนะ เหมยฮวาทำอะไรลูก?”
“เ้าควรถามว่าเขาทำอะไรเหมยฮวามากกว่า”
“ท่านพี่หมายความว่ายังไงอย่ามาใส่ร้ายลูกนะ”
“เ้ายังไม่รู้เื่อะไรก็เข้าข้างลูกชายตัวดีของเ้าถ้ารู้ว่าลูกชายเ้าไปกล่าวหาคุณหนูหลี่ว่าเป็อนุบิดาตัวเอง กล่าวหาเหมยฮวาว่าเป็อนุท่านหลี่ต่อหน้าครอบครัวพวกเขาเ้ายังจะเข้าข้างเขาอยู่ไหม!ยังไม่พอ ลูกชายเ้ายังกล้าข่มขู่คุณหนูหลี่อีก!”
“ต้องเป็เหมยฮวาที่ใส่ร้ายอี๋เจ๋อ”
“หลีอิ้งเย่ว!!” หลีห่าวอี้ะโเสียงดังจนคนในห้องสะดุ้งโหยง
“เ้ารักลูกชายเ้าข้าไม่ว่าแต่เ้าปิดหูปิดตาเอาแต่โทษคนอื่น มองไม่เห็นว่าเขาทำอะไรผิด เหมยฮวาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเรามีสัญญาค้าข้าวกับร้านหลี่ฟู่ ถ้าไม่มีนางช่วยพูด อย่าได้คิดว่าท่านหลี่จะต่อสัญญาอีก!!”
“ทำไมนางจะไม่รู้...”
“งานในร้าน เ้าห้ามนางไม่ให้ยุ่งบัญชีในบ้านไม่ให้ทำ แล้วนางจะรู้ได้อย่างไร!?” หลีห่าวอี้แย้งขึ้นก่อน
“....”
“ท่านพ่อเอาแต่โทษข้าทำไมไม่โทษนางบ้าง หากนางบอกข้าเร็วกว่านี้ข้าคงไม่พูดเช่นนั้น”
“เพราะนิสัยเ้าเป็แบบนี้ไงข้าถึงปล่อยวางไม่ได้ นางบังคับให้เ้าพูดหรือไง นางอยู่ของนางดี ๆ มีแต่พวกเ้าที่วิ่งเข้าไปหาเื่นางนางจะรู้จักกับใคร ทำอะไรมันก็เื่ของนางจำไม่ได้หรือไงว่าพวกเ้าสองคนตัดขาดกันไปแล้ว!”
“นางมาเกี่ยวอะไรด้วย”
“สวีเหมยฮวาคือคู่ค้าคนสำคัญของร้านหลี่ฟู่คำพูดนี้ท่านหลี่พูดออกมาเอง หากนางไม่ปฏิเสธป่านนี้สัญญาค้าข้าวคงตกอยู่ในมือนางไปแล้ว”คิ้วหลีอิ้งเย่วขมวดเข้าหากัน
“คนอย่างนางรู้จักทำการค้าได้ยังไง?”
“ได้หรือไม่ มันก็เป็ไปแล้วการที่ท่านหลี่ฟังคำขอร้องของนาง แปลว่านางมีความสำคัญกับตระกูลหลี่ไม่น้อย”
“ครั้งหน้าหากข้าเผลอล่วงเกินตระกูลหลี่อีกท่านพ่อไปบอกนางให้ช่วยพูดได้นี่ขอรับ ไม่เห็นต้องกังวลเลย” หลีห่าวอี้มองลูกชายตาค้างเขาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่านั้นคือสิ่งที่หลีอี๋เจ๋อพูดออกมา
“เ้ากับนางเป็อะไรกัน ตระกูลหลีมีบุญคุณอะไรกับนางทำไมนางต้องมารับผิดชอบการกระทำของเ้า”
“....” หลีอี๋เจ๋อตอบไม่ได้หลีอี๋เฉินปรายตามองพี่ชายอย่างสมเพช
“นิสัยอย่างเ้าหากไม่กลับตัวสักวันเ้าจะตายเพราะการกระทำของตัวเ้าเอง”
“ท่านพี่พูดเหมือนอี๋เจ๋อไม่ใช่ลูกชายท่าน”หลีอิ้งเย่วต่อว่าสามีด้วยความน้อยใจ
“เพราะข้าเห็นเขาเป็ลูกข้าถึงได้เตือน ส่วนเ้าอย่าเอาแต่เข้าข้างจนแยกถูกผิดไม่ออก อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเ้ากำลังโทษสวีเหมยฮวา”
“หรือไม่ใช่?”
“บอกข้าสักข้อสิว่านางทำอะไรให้พวกเ้า ครั้งก่อนเป็เ้ากับฮ่วนผิงที่ไปด่านางก่อนครั้งนี้ลูกชายเ้าไปหาเื่นางก่อน นางถูกพวกเ้าทำให้อับอายถึงสองครั้งมีครั้งไหนที่นางเป็ฝ่ายมาหาเื่พวกเ้าก่อน”
“..ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่มีนางพวกเราคงไม่เดือดร้อนเช่นนี้”
“ถ้าไม่มีพ่อนาง ก็ไม่มีตระกูลหลีมาจนถึงทุกวันนี้เหมือนกัน!” หลีห่าวอี้มองลูกชายกับฮูหยินนิ่งเฉย
“......” สองแม่ลูกต่างเงียบเมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ที่ไม่อาจหาเหตุผลโต้แย้งได้
“บุญคุณชีวิตข้าทดแทนไม่ได้ ลูกชายกับฮูหยินข้ายังทำผิดต่อลูกสาวเขาตายไปข้าคงไม่มีหน้าไปเจอสวีเฉียนฟาน” หลีห่าวอี้ลุกเดินออกจากห้องโถงไปไม่สนใจสองแม่ลูกที่นั่งอยู่บนพื้น
“พี่ใหญ่อย่าหาว่าข้ายุ่งไม่เข้าเื่ แต่อย่างที่สวีซือซงพูดท่านไม่คู่ควรกับพี่สาวเขาเลยสักนิด” พูดเสร็จหลีอี๋เฉินเดินตามหลังบิดาออกไปปล่อยให้มารดากับพี่ชายะโด่าทออยู่ด้านหลัง
“ท่านพ่อจะไปไหนหรือขอรับ”
“หมู่บ้านเกาเซิง”
“ข้าขอไปด้วยคนขอรับ”
“อือ” สองพ่อลูกเดินออกจากบ้าน ดีที่หลีอี๋เซ่ออยู่สำนักศึกษาไม่อย่างนั้นเขาคงได้ปวดหัวหนักกว่านี่แน่
สองพ่อลูกตระกูลหลีมาถึงบ้านสวีหลังพวกเขาเกือบชั่วโมงสวีเหมยฮวาแปลกใจไม่น้อยที่เห็นหลีห่าวอี้มาหาถึงบ้านทว่าไม่ได้เกินความคาดหมายนัก
“ท่านหลีมาหาพวกเรามีอะไรหรือ”สวีฝูหรงมองแขกสีหน้าบึ้งตึง
“ข้าอยากขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน”
“ลูกชายท่านกับฮวาเอ๋อร์ตัดขาดกันไปแล้วทำไมยังมาสร้างความวุ่นวายให้พวกเราอีก ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้หรือ?”
“ข้าได้เอ่ยห้ามไปแล้ว...”
“คนไม่ชอบหน้ากัน ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลแต่นี่พวกเขากลับคอยตามรังควานไม่เลิก สร้างความอับอายให้แก่ฮวาเอ๋อร์ไม่จบไม่สิ้นข้าสูญเสียสามี ลูกสาวข้าสูญเสียลูก แต่ลูกชายกับฮูหยินท่านกลับทำตัวเหมือนเป็ฝ่ายถูกกระทำคอยหาเื่ครอบครัวเราไม่จบไม่สิ้น ข้าขอถามหน่อย พวกเราทำอะไรผิดต่อตระกูลหลีของท่านกัน”หลีห่าวอี้พูดไม่ออก หลีอี๋เฉินรู้สึกอับอายจนไม่กล้าสบตาเ้าบ้าน
“ท่านหลีครั้งนี้ถือว่าข้าตอบแทนบุญุคุณที่ท่านดีกับข้า ครั้งหน้าข้าคงช่วยอะไรท่านไม่ได้”สวีเหมยฮวากุมมือมารดาแน่น ส่วนสวีซือซงนั่งฟังไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำเวลานี้เขาแยกแยะไม่ได้เพราะความโกรธบังตา เป็การดีกว่าหากเขานั่งฟังเฉย ๆ
“คำขอโทษ วันนี้ข้าจะรับไว้อย่างที่ฮวาเอ๋อร์พูด ครั้งหน้า...หากฮูหยินกับลูกชายท่านไม่ยอมเลิกรา ข้าจะลากพวกท่านลงมาอับอายด้วยกันลองดูสิว่า พวกเราหรือตระกูลหลีกันแน่ที่จะเสียหาย”
“ท่านแม่...”
“ถือว่าข้าเตือนแล้ว” สวีฝูหรงปรายตามองลูกสาว นางลุกขึ้นเดินเข้าห้องฉงฉงรีบตามไปดูแล
“ข้าขอโทษจริง ๆ” หลีห่าวอี้เอ่ยขอโทษอีกครั้ง
“ท่านหลี ในเมื่อข้าตัดขาดจากตระกูลหลีแล้วข้าไม่ควรยุ่ง แต่การกระทำของคุณชายใหญ่จะทำให้ตระกูลหลีเดือดร้อนเข้าสักวัน”
“ข้ารู้ ขอบใจมากที่ยังยอมพบพวกเราข้าไม่รบกวนแล้ว”
“ขอบคุณมากขอรับ”สวีเหมยฮวาเดินมาส่งพวกเขาหน้าบ้าน พลางถอนหายใจออกมา
วันถัดมา ครอบครัวสวียังคงเดินทางไปร้านอาหารหลี่ฟู่เช่นเดิมวันนี้นางสอนทำซอสหอยนางรม หอยนางรมทรงเครื่อง ยำหอยนางรม ผัดฉ่าหอยนางรม ข้าวอบหอยนางรม
“ข้าเห็นเครื่องปรุงบางอย่างไม่เหมือนที่เรามีเลยอันนี้ด้วยกลิ่นหอมต่างจากซีอิ๊วหรือซอสหอยนางรม” หลี่หย่วนเจ๋อชี้ไปที่น้ำปลา
“อันนั้นคือน้ำปลาเ้าค่ะ กลิ่นและรสชาติต่างจากซีอิ๊วสามารถใช้เกลือแทนกันได้”
“ไม่มีวิธีทำหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีทำค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาหมักนานเป็ปีกว่าจะนำมาใช้ได้เ้าค่ะ”
“งั้นหรือ...มีขายหรือไม่ข้าจะขอซื้อพร้อมกับน้ำพริกเผาด้วย อันนี้ด้วย” สวีเหมยฮวามองตามมือมันคือมิรินที่นำมาทำข้าวอบหอยนางรมนั้นเอง
“ได้เ้าค่ะ ท่านหลี่เขียนรายการที่อยากได้มาข้าจะคิดราคาส่งให้”
“ว่าไปแล้วเ้าไปเอาอาหารทะเลนอกฤดูมาจากไหนหรือ?”หลงจู้กงแอบเหลือบมองสีหน้าสวีเหมยฮวา
“ข้าบอกไม่ได้เ้าค่ะ” สวีเหมยฮวาตอบไปตามปกติหลี่ซวงอี้สบตาสามีส่ายหัวเตือนอีกฝ่ายไม่ให้ถามต่อ
ต้นฤดูใบไม้ผลิ คือ่ฤดูที่วุ่นวายไม่ว่าจะเป็กิจการร้านค้าหรือว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไปทุกคนต่างมีหน้าที่ตัวเอง บ้านสวีคือหนึ่งในนั้น สวีเหมยฮวายังคงเดินทางเข้าเมือง เพื่อมาสอนทำอาหารให้ร้านหลี่ฟู่ตลอดเวลาครึ่งเดือนและแบ่งเวลาเตรียมการเพาะปลูกไปด้วย
หลี่หย่วนเจ๋อถูกชะตากับสวีเหมยฮวาอย่างมากพอได้คุยปรึกษาในหลาย ๆ ด้าน หลี่หย่วนเจ๋อได้รู้ว่าอีกฝ่ายมีความชำนาญทำการค้าไม่น้อยสัญญาหลายฉบับได้ถูกลงนามการซื้อขาย
สวีเหมยฮวาให้สิทธิ์การขายสินค้าบางชนิดต่อร้านหลี่ฟู่ส่วนนางรับส่วนแบ่งรายได้อย่างน้ำปลา น้ำพริกเผาเป็ต้น สำหรับซอสหอยนางรม สิทธิ์ขาดอยู่ที่ร้านหลี่ฟู่เพียงผู้เดียวนางไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เมื่อควรถึงแก่เวลาครอบครัวตระกูลหลี่ได้เดินทางกลับเมืองหลวง หลี่หย่วนเจ๋อได้สั่งสินค้าจำนวนมาก จนต้องจ้างสำนักคุ้มภัยให้คุ้มครองเพราะข้าวของมีมากกว่าห้ารถม้า ไม่รวมรถม้าของตัวเอง
นอกจากนี้สวีเหมยฮวายังมอบโสมดองน้ำผึ้งให้อีกฝ่ายเป็ที่ระลึกหลี่หย่วนเจ๋อยิ้มไม่หุบเมื่อได้รู้ว่าโสมในน้ำผึ้งมีอายุกว่า 100 ปี กำชับหลงจู้กงให้ดูแลครอบครัวสวีเป็อย่างดีไม่ว่านาง้าอะไรให้รีบบอก เขาจะรีบจัดส่งมาให้อย่างรวดเร็ว
──────???? ──────
รถม้าคันใหญ่วิ่งผ่านประตูเมืองเฉียงฉู่พร้อมทหารคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่งดึงดูดสายตาชาวเมืองให้มองตามหลัง เสียงเอ่ยถามดังขึ้นไปตลอดเส้นทางกระทั่งขบวนทหารไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวนเ้าเมือง
“หรือว่าคนที่มาคือรองแม่ทัพไป๋?” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
“เ้ารู้จักหรือ?”
“ข้าไม่ได้รู้จักข้าได้ยินมาจากนายท่าน ปลายฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว รองแม่ทัพไป๋ได้ลาออกจากตำแหน่งนะสิ”
“แบบนี้เรียกรองแม่ทัพไม่ได้แล้วนี่ทำเขาถึงลาออกล่ะ?”
“ได้รับาเ็อะไรสักอย่างนี้แหละ ข้าไม่แน่ใจเหมือนกัน”
“ทหารพิการใช้งานไม่ได้อยู่สนามรบไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”เสียงนั้นไม่ได้เบาแต่ไม่ได้ดังมาก แต่สำหรับคนฝึกวรยุทธย่อมได้ยินคำพูดทุกคำไม่มีตกหล่น
“ได้ยินว่ารองแม่ทัพคนนี้เก่งกาจมาก”
“ท่านแม่รู้จักหรือเ้าคะ?”
“ท่านพ่อลูกเคยเล่าให้ฟังคุณชายใหญ่ไป๋ออกรบตอนอายุ 15 นับแล้วปีนี้เขาน่าจะอายุ 24-25 ได้มั้ง”
“อ้อ...ท่านแม่แวะดูเครื่องประดับหน่อยดีไหมเ้าคะ?” สวีเหมยฮวารับฟังผ่านหูไม่ได้ใส่ใจเพราะเื่คนอื่นไม่ได้เกี่ยวกับนาง
“ลูกอยากได้หรือ?”
“ข้าไม่อยากได้แต่จะซื้อให้ท่านแม่ต่างหากฉงฉงถึงวัยปักปิ่นแล้วด้วย ข้าเลยอยากซื้อให้นางสักชิ้นเ้าค่ะ”
“จริงด้วยแม่ลืมเื่นี้ไปเลย”สองแม่ลูกแวะร้านขายเครื่องประดับเลือกปิ่นปักผมที่เหมาะสำหรับฉงฉง
“นั่น...อดีตลูกสะใภ้ตระกูลหลีไม่ใช่หรือ?”
“ข้าคิดว่าใช่นะเมื่อก่อนนางไม่ได้สวยขนาดนี้นี่”
“ข้าได้ยินว่านางขอหย่าสามีเองเลยไม่ใช่หรือต่อให้ตอนนี้นางอยากกลับไปตระกูลหลีคงไม่มีใครเอาแล้วล่ะข้าได้ยินว่าตระกูลหลีกำลังจัดงานแต่งงานใหญ่โตให้ลูกสะใภ้คนใหม่”
“โง่จริง ๆ อยู่สุขสบายไม่ชอบเป็ข้าไม่มีทางหย่าเด็ดขาด”
“นินทาข้าพอหรือยัง?” สวีเหมยฮวาหันกลับมามองด้านหลังคนที่กำลังนินทาอยู่สะดุ้ง
“พวกเราไม่ได้นินทาเสียหน่อยพวกเราพูดความจริงต่างหาก” สวีเหมยฮวาพิจารณาดูแล้ว คนพวกนี้คงเป็คุณหนูตระกูลไหนสักตระกูลแน่นอน
“คุณหนูในห้องหออย่างพวกท่าน นอกจากจับกลุ่มนินทาคนอื่นแล้วทำอะไรเป็บ้าง”
“เ้ากล้าด่าข้า!”
“ที่เ้ายังกล้านินทาข้าเลย เวลาถูกคนอื่นว่าทำไมยอมรับไม่ได้”
“เชอะ! เ้าก็แค่ผู้หญิงถูกหย่า ยังมีหน้ามาอวดเก่ง ไร้ยางอาย!” สวีเหมยฮวาอดหัวเราะไม่ได้
“แค่หย่าทำไมข้าต้องอาย แค่ผู้ชายคนเดียวทำไมข้าต้องสนใจด้วยไม่ทราบเอาเวลาที่นินทาคนไปทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นก่อนไหม ค่อยมาว่าคนอื่น”
“เ้า!”
“ดูสิ เถียงไม่ได้ก็เ้า เ้าพวกคนรวยพูดเป็อยู่คนเดียวหรือไง น่ารำคาญ...ท่านแม่พวกเราไปซื้อร้านอื่นเถอะเ้าค่ะ”
“แม่นาง...ช้าก่อนแม่นาง”เ้าของร้านเรียกร้อนรนเมื่อเห็นเงินลอยหายไปในอากาศเครื่องประดับที่พวกนางเลือกเมื่อครู่มีค่าหลายสิบตำลึงทีเดียว
“ไม่ทราบว่าคุณหนูทั้งสองจะรับผิดชอบยังไง”
“เกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วยนางไม่ซื้อก็เื่ของนางสิ พวกเรากลับกันเถอะ ร้านที่รับลูกค้าไม่เลือกเช่นนี้ ข้าไม่อยากเข้าเหมือนกัน”เ้าของร้านได้แต่สาปส่งคุณหนูทั้งสองตามหลัง
──────???? ──────
“อาการลูกชายข้าเป็อย่างไรบ้าง”เ้าเมืองไป๋เทียนถามอู่จุนเหลียน อดีตหมอหลวงที่ลาออกมาเปิดโรงหมอตัวเอง และตอนนี้เขาทำหน้าที่เป็อาจารย์ไป๋หลิน
“เรียนท่านเ้าเมือง แม้เส้นเอ็นขาซื่อจื่อไม่ได้ขาดแต่ขาได้รับความเสียหายอย่างหนักรักษาล่าช้า คงต้องใช้เวลานานในการรักษาให้กลับมาเป็ปกติขอรับ”
“แปลว่ามีทางเป็ไปได้ใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่อยากให้ความหวังในสิ่งที่ไม่อาจยืนยันได้ขอรับ”
“ท่านไม่ต้องกังวลไปข้าแค่ถามดูเผื่อมีทางเป็ไปได้”
“ข้าทราบขอรับ”
“ยังไงฝากท่านสอนเสี่ยวหลินด้วย”
“ท่านเ้าเมืองโปรดวางใจได้ ข้าจะสอนคุณชายรองอย่างเต็มความสามารถข้าขอตัวขอรับ” หลังอู่จุนเหลียนเดินออกไป เ้าเมืองไป๋เทียนลุกออกจากห้องเดินไปทางเรือนลูกชาย
“เดินทางไม่ลำบากใช่หรือไม่”
“ข้าไม่ได้ลำบากขอรับ”
“ไม่ต้องห่วงพ่อจะหาทางรักษาขาลูกให้ได้”
“ข้ารู้ว่าขาของข้าไม่สามารถกลับมาเดินได้ปกติท่านพ่อไม่ต้องลำบากก็ได้”
“พ่อไม่ได้ลำบาก”
“ขนาดหมอหลวงยังรักษาไม่ได้ท่านคิดว่าในโลกนี้มีคนอื่นที่สามารถรักษาได้ด้วยหรือขอรับ?”
“มันก็ไม่แน่เราแค่ยังหาไม่เจอเท่านั้น จริงสิ...พรุ่งนี้พ่อพาไปทานอาหารที่ร้านหลี่ฟู่ดีหรือไม่”
“ได้ยินน้องสามบอกว่า อาหารที่นั่นอร่อยกว่าที่เมืองหลวงเสียอีก”
“เ้าเด็กคนนั้นเห็นแก่กินมีอะไรที่เขาชอบแล้วบอกว่าไม่อร่อยบ้าง”
“มีอาหารที่เขาชอบเพิ่มมาหนึ่งอย่างก็ดีแล้วไม่ใช่หรือขอรับ”
“ดีมันก็ดีอยู่หรอก แต่เล่นไปที่นั่นทุก5-6 วัน คิดเป็เงินแล้ว เขาใช้จ่ายไปไม่น้อยเลยนะ”
“ราคาอาหารแพงมากหรือขอรับ?”
“อาหารอย่างอื่นราคาปกตินั่นแหละแต่อาหารที่เรียกว่าหมูกระทะชุดหนึ่ง 5 ตำลึงทอง ซื้อเนื้อผักเพิ่มได้จานหนึ่งก็ตกอยู่ที่ 1-2 ตำลึงเงิน”
“ฝ่าาประทานรางวัลให้ข้ามาไม่น้อย ค่าใช้จ่ายน้องๆ ข้ารับผิดชอบเองขอรับ”
“พ่อพูดให้เ้าฟังเฉย ๆไม่ได้อยากให้เ้าช่วยเสียหน่อย”
“คุยธุระกันอยู่หรือ?” ไป๋เฟินเย่วเดินเข้ามาในห้องไป๋อวี๋
“พี่ใหญ่!” ไป๋ฉีวิ่งเข้ามากอดพี่ชายแน่น
“พูดไม่ทันขาดคำ...ฮูหยินมีอะไรหรือ?”
“ข้านึกได้ว่ามียานวดแก้ปวดอยู่เลยเอามาให้ลูกใช้ดู เผื่อจะช่วยลดปวดลงได้”
“ข้ามีอยู่แล้วท่านแม่เก็บไว้ใช้เถอะขอรับ” ไป๋อวี๋ปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ลองใช้ดูก่อน ไม่ชอบค่อยเอามาคืน”
“ยานวดตลับนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนฮูหยินไปเอามาจากไหน?” เ้าเมืองไป๋เทียนยื่นมือไปรับตลับยานวดบนฝามีสัญลักษณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ตอนข้าแวะไหว้พระเกิดสะดุดหกล้มขึ้นมา คนที่เข้ามาช่วยมอบยาตลับนี้ให้ รักษาอาการปวดได้ดีมาก”
“ท่านแม่มอบให้ ลูกก็ลองนำไปใช้เถอะ”
“ขอบคุณท่านแม่”
“เสี่ยวฉีให้พี่ใหญ่ได้พักผ่อน ไปเข้าครัวกับแม่ดีหรือไม่”
“ดีขอรับ พี่ใหญ่รอข้านะ ข้าจะไปทำของอร่อยๆ มาให้”
“พูดเหมือนตัวเองทำอาหารเป็อย่างนั้นแหละ”เ้าเมืองไป๋เทียนอดแหย่ลูกชายคนเล็กไม่ได้
“ข้าชิมเก่งขอรับ” คำตอบของเขาสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ทุกคนในห้องนอกห้องได้เป็อย่างดี ไป๋อวี๋มองรอยยิ้มบิดามารดา เขาห่างบ้านไปนานบรรยากาศเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่

ตราดอกเหมยบนตลับยา