ระยะเวลาสามวันผ่านไปไวเหมือนเพียงกะพริบตา
เมื่อวันที่สามมาถึงภายในเมืองต้าโจวก็มีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้น สายตาของผู้มีอิทธิพลจำนวนมากต่างจ้องมองมาที่จวนต้าโจวอย่างพร้อมเพียง
เพราะพวกเขาต่างทราบดีว่าวันนี้เป็นการสอบวัดระดับสำนักของจวนต้าโจว
แน่นอน ถ้าเป็นแค่การสอบวัดระดับสำนักธรรมดาย่อมไม่ดึงดูดความสนใจมากมายเช่นนี้ แต่การสอบครานี้กลับเป็นการต่อสู้กันระหว่างจวนฉีอ๋องและราชสำนักต้าโจว
ใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าจวนฉีอ๋องอยากได้จวนต้าโจวมานานแล้ว พวกเขาพยายามแทรกซึมทุกวิถีทางจนส่งผลถึงเวลานี้ ขอเพียงแค่สำนักอี่ได้รับอันดับหนึ่งในการสอบปีนี้อีกครั้ง สวีหงของจวนฉีอ๋องก็จะเข้าแทนที่ฉู่เทียนหยางแล้วกลายเป็นเจ้าเมืองแห่งจวนต้าโจว
พอเป็นเช่นนี้ จวนต้าโจวก็จะเปลี่ยนกลายเป็นจวนต้าฉีอย่างลับๆ
สิ่งนี้กระทบราชสำนักเป็นอย่างมาก เพราะอธิบายได้ว่าในการต่อสู้ระหว่างสองจวนนี้จวนฉีอ๋องจะค่อยๆ ได้เปรียบจนอิทธิพลอื่นไขว้เขวอย่างไม่ต้องสงสัย จากนั้นจวนฉีอ๋องก็จะทำลายราชวงศ์ต้าโจวจนเสื่อมสลายไป
ดังนั้นการสอบวัดระดับสำนักของจวนต้าโจวรอบนี้ จึงเรียกได้ว่าสั่นสะท้านไปถึงตำแหน่งราชวงศ์
เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ต้องพูดออกมาก็เข้าใจกันเป็นอย่างดี
...
สำนักเจี่ย จวนต้าโจว
เมื่อโจวหยวนก้าวเข้าสำนักเจี่ยอีกครั้งเขาก็เห็นศิษย์สำนักเจี่ยมองกลับมาทันที จากนั้นก็มึนงงกับเสียงปรบมือที่ดังก้อง
“พวกเจ้าทำอะไรกัน?” โจวหยวนถามด้วยความเคลือบแคลง
ซูโย่วเวย ซ่งชิวสุ่ย หยางไจ้ และคนอื่นๆ ต่างยิ้มต้อนรับ แล้วพูดว่า “นี่ไม่ใช่กำลังขอบคุณท่านอยู่รึ หากไม่ใช่ว่าท่านเอาชนะสำนักอี่และเอาเวลาการฝึกหนึ่งชั่วยามในน้ำตกอวี้หลิงมาได้ การสอบวัดระดับสำนักรอบนี้สำนักอี่คงติดขัดไม่น้อย”
โจวหยวนได้ยินก็อดยิ้มไม่ได้ “ดูท่าภายในระยะเวลาสั้นๆ นี้พวกเจ้าจะยกระดับได้ไม่น้อยเลยทีเดียว?”
“พวกเราสามคนเปิดลมปราณเส้นที่หกได้แล้ว” ซูโย่วเวยเม้มปากแล้วหัวเราะ
หยางไจ้ก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ต้องขอบคุณเวลาการฝึกในน้ำตกอวี้หลิงที่มากมายเช่นนี้ ไม่อย่างนั้น เกรงว่ายังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนพวกเราถึงจะเปิดลมปราณเส้นที่หกได้”
โจวหยวนตกตะลึง ดูท่าเวลาหนึ่งชั่วยามในการฝึกน้ำตกอวี้หลิงจะสร้างประโยชน์ได้ไม่น้อย
“แล้วสำนักอี่เป็นเช่นไรบ้าง? พวกเขาเหลือการฝึกแค่ครึ่งชั่วยามในน้ำตกอวี้หลิง ความก้าวหน้าตลอดสองเดือนนี้คงไม่มากกระมัง?” โจวหยวนกล่าวด้วยความสนใจ
ซ่งชิวสุ่ยครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ช่วงนี้บรรยากาศสำนักอี่หม่นหมอง ดูขุ่นเคืองฉีเยวี่ยไม่น้อย”
สองชั่วยามที่พวกเขามีในการฝึกน้ำตกอวี้หลิงอยู่แล้ว แต่ฉีเยวี่ยกลับพ่ายแพ้จนจำใจเสียเวลาไปถึงสามในสี่ ช่องว่างทิ้งห่างเพียงนี้จะให้ทนได้อย่างไร? ต่อให้เป็นฉีเยวี่ยพวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่โกรธแค้นอยู่ในใจ
“หากพวกเจ้าคิดว่าสำนักอี่เสียหายไปหนึ่งชั่วยามครึ่งแล้วพลังจะถดถอย เช่นนั้นย่อมคิดผิดมหันต์” ขณะที่พวกเขากำลังสนทนาจู่ๆ ก็มีเสียงดังแว่วเข้ามา
โจวหยวนและคนอื่นกวาดสายตาไปมองก็เห็นฉู่เทียนหยางยืนเอามือไพล่หลัง ใบหน้าเคร่งเครียดเดินเข้ามา
“ท่านเจ้าสำนัก!” ทุกคนต่างทำความเคารพ
ฉู่เทียนหยางโบกมือรับ มองโจวหยวนแวบหนึ่งแล้วพูดช้าๆ ว่า “เท่าที่ข้าทราบมา ในช่วงสองเดือนนี้ฉีเยวี่ยแอบพาศิษย์สำนักอี่ที่จะเข้าร่วมการสอบวัดระดับสำนักไปที่จวนฉีอ๋อง”
“หือ?” โจวหยวนได้ยิน แววตาก็จริงจังขึ้นมา แล้วพูดว่า “เขาคิดใช้ทรัพยากรหยวนในจวนฉีอ๋องทุ่มกำลังในการฝึกหรือ?”
ฉู่เทียนหยางสีหน้าตึงเครียดแล้วพยักหน้า การกระทำของฉีเยวี่ยชั่วร้ายยิ่งนัก แต่เขาก็พูดอะไรไม่ได้ ถึงอย่างไรการฝึกฝนของแต่ละคนผู้อื่นก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่ากล่าวอันใดอยู่แล้ว
อำนาจเงินของจวนฉีอ๋องสมบูรณ์พร้อม ต้องการฝึกกี่คนก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ฉีเยวี่ยทำเช่นนี้ทำให้ศิษย์สำนักอี่คนอื่นต่างไม่พอใจจากความไม่เป็นธรรม ดังนั้นช่วงนี้สำนักอี่จึงขุ่นเคืองฉีเยวี่ยเป็นอย่างมาก แต่ถูกสวีหงข่มขู่เอาไว้
“ดังนั้นพวกเจ้าก็อย่าได้พอใจในการเปิดลมปราณเส้นที่หกไป ฉีเยวี่ย ตอนนี้เปิดลมปราณที่เจ็ดแล้ว!” ฉู่เทียนหยางพูดเสียงเคร่ง
ศิษย์สำนักเจี่ยต่างเงียบลง แววตาปรากฏความกังวล ฉีเยวี่ยกดดันสำนักเจี่ยของพวกเขามากเกินไป แม้ก่อนหน้านี้โจวหยวนจะเอาชนะฉีเยวี่ยที่น้ำตกอวี้หลิงมาได้ครั้งหนึ่ง แต่ก็แค่การประลองแข่งขันความอดทนรูปแบบหนึ่งเท่านั้น การสอบวัดระดับสำนักรอบนี้กลับต้องอาศัยพละกำลังอย่างแท้จริง
ทุกคนต่างกระสับกระส่ายร้อนรน จากนั้นสายตาบางคู่ก็หันไปมองยังโจวหยวนอย่างพร้อมเพรียง หนึ่งปีมานี้คนที่ทำให้คนอย่างฉีเยวี่ยพ่ายแพ้ได้ก็มีแค่โจวหยวนนี่แหละ ดังนั้นพวกเขาจึงคาดหวังบางอย่างจากโจวหยวน
“เจ้าสำนักอย่าได้กังวล ฉีเยวี่ยนั่น ข้าจะจัดการเอง” โจวหยวนมองไปยังฉู่เทียนหยาง ยิ้มให้แล้วกล่าว
ฉู่เทียนหยางพยักหน้า แต่ในสายตายังมีความกังวล ครานี้ไม่ใช่การประลองเหมือนในน้ำตกอวี้หลิงตอนนั้น
แต่ขณะนี้เขาก็เข้าใจว่าไม่ควรทำร้ายขวัญกำลังใจของทุกคน จึงโบกมือทันที แล้วพูดว่า “หากเตรียมพร้อมแล้วก็ตามข้าไปลานสอบเถอะ”
สิ้นเสียงเขาก็หันหลังกลับ ทางด้านหลังมีโจวหยวน ซูโย่วเวย และศิษย์สำนักเจี่ยเดินตามติด
...
ลานสอบวัดระดับสำนักตั้งอยู่ทางฝั่งทิศเหนือของสำนักศึกษาต้าโจว
ลานกว้างขนาดใหญ่มหึมา กลางลานกว้างมีเวทียกสูงห้าแห่งตั้งตระหง่าน เวทีสูงเหล่านี้ถูกเรียกว่าเวทีประลองสำนัก
ในยามนี้มีผู้คนหนาแน่นบริเวณรอบลานกว้าง ศิษย์ของจวนต้าโจวแทบจะทุกคนมารวมตัวอยู่ในที่แห่งนี้ กระทั่งในเมืองต้าโจวก็มีคนไม่น้อยมารับชม
เสียงพูดคุยดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
โจวหยวนและศิษย์สำนักเจี่ยมาถึงในลานกว้าง สายตาของเขามองไปยังเวทีสูงทั้งห้า แล้วหยุดลงที่เวทีที่สูงสุด เวทีที่สูงที่สุดนี้เรียกว่า ‘เวทีผู้นำสำนัก’
สำนักที่ได้รับอันดับหนึ่งของทุกปีจะปักธงสำนักของพวกเขาไว้ด้านบน
เวลานี้บนเวทีผู้นำสำนัก มีตัวอักษร ‘อี่’ ตัวใหญ่อยู่บนธงที่พลิ้วไสวไปมา
“เวทีผู้นำสำนักนั่น สำนักเจี่ยของพวกเราสูญเสียไปสองปีแล้ว” ฉู่เทียนหยางที่อยู่ด้านข้างพึมพำเบาๆ แทบจะเป็นความเจ็บปวดในใจของศิษย์สำนักเจี่ย เพราะสิ่งนี้เป็นเกียรติยศสำหรับพวกเขา แต่สองปีนี้กลับถูกสำนักอี่ครอบครอง ทำให้ผู้นำสำนักไม่เป็นจริงตามชื่อ
โจวหยวนเม้มปาก แววตาน่าเกรงขาม การสอบปีนี้ หากสำนักอี่ยังคิดครอบครองเวทีผู้นำสำนักอีก เกรงว่าคงต้องถามหมัดของโจวหยวนเสียก่อน
ท้องฟ้าสว่างสดใส ผู้คนรายล้อมลานสอบวัดระดับสำนักจนแออัดไปทั่ว
“ฮ่องเต้ ฮองเฮาเสด็จแล้ว!”
จู่ๆ เสียงแผดร้องก็ดังขึ้น แลเห็นโจวฉิง ฉินอวี้ รวมไปถึงเยาเยาปรากฏตัวอยู่กลางลานสอบวัดระดับสำนัก จากนั้นนั่งลงบนเก้าอี้สูง
การสอบครานี้สำคัญยิ่งนัก ดังนั้นกระทั่งโจวฉิงก็ยังนั่งไม่ติดจนต้องมาดูด้วยตัวเอง
“ฉีอ๋องมาแล้ว!”
หลังจากโจวฉิงมาไม่นานก็มีเสียงแผดร้องดังอีกครั้ง แลเห็นอีกฝั่งมีกลุ่มคนเดินออกมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของคนนับไม่ถ้วน
โจวหยวนจ้องมองคนที่เดินมาหน้าสุด ที่ตรงนั้นมีชายวัยกลางคนสวมชุดลายงูดูน่าเกรงขาม ใบหน้าเยือกเย็น แววตาเปล่งประกาย แรงอาฆาตส่งออกมาจนทุกคนไม่กล้ามอง
“ฉีอ๋อง ฉียวน...” โจวหยวนมองดูคนผู้นี้ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ชายผู้นี้เป็นมะเร็งร้ายแรงของต้าโจว และเป็นเสี้ยนหนามในต้าโจวที่ต้าอู่วางไว้
ฉีอ๋องมีพลังอยู่ในสภาวะเบิกเนตร เป็นผู้แข็งแกร่งชั้นยอดของต้าโจว
“ดูท่าการสอบวันนี้ฉีอ๋องจะให้ความสำคัญไม่น้อย” ฉู่เทียนหยางพูดอย่างเย็นชา
บนเวทีสูง ฉียวนยิ้มคำนับให้โจวฉิง ไม่ได้มีท่าทีดังเช่นที่ขุนนางควรปฏิบัติ
โจวฉิงสีหน้านิ่งเฉย พยักหน้าเล็กน้อย ความสัมพันธ์ระหว่างฉีอ๋องกับราชสำนักเห็นได้ว่าตึงเครียดเพียงใด
ตึ้ง! ตึ้ง!
พอโจวฉิงและฉียวนปรากฏ บรรยากาศบนลานกว้างก็ร้อนระอุขึ้นทันที จากนั้นมีเสียงระฆังดังกังวานก้องทั่วฟ้าดิน
“การสอบวัดระดับสำนัก เริ่มได้!”