เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ตอนที่ 165 ทูตศักดิ์สิทธิ์


    ตอนที่ 165


    ทูตศักดิ์สิทธิ์


                   


                    เสวี่ยหมิงที่ลืมเรื่องของยาถอนพิษที่ตัวเองหลอกหลิงจือเอาไว้เสียสนิท ส่วนเรื่องขอบใจเสวี่ยหมิงก็นึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องราวใด


     


                    ...ดีละในเมื่อยัยจิ้งจอกมี่เจินใช้ลูกไม้ส่งมอบของล่าช้า เราก็จะอาศัยเรื่องยาถอนพิษจากลูกศิษย์ของนางนี่ละมาเล่นงานนาง


     


                    "แน่นอน เรื่องขอบคุณข้าคงไม่ต้อง แต่เรื่องยาถอนพิษในเมื่อข้ายังไม่ได้รับขนหางของหงส์อัคคีตามที่ตกลงกัน เช่นนั้น ข้าก็จะยังไม่มอบยาถอนพิษให้กับเจ้า"


     


                    ...อืม เสวี่ยหมิงข้าไม่รู้จะบอกเจ้าเช่นไรดีว่าตั้งแต่ที่กลับมาและให้อาจารย์ตรวจสอบดู ข้าก็รู้แล้วว่ายาพิษที่เจ้ามอบให้ข้านั้นมันไม่ใช่ของจริง แต่ที่ข้ามานั้น...


                    "อืม แล้วข้าต้องทำเช่นไร เจ้าถึงจะ..."


     


                    "ไม่ต้องพูดแล้ว หากเจ้าอยากได้ยาถอนพิษ ก่อนอื่นเจ้าจงตอบคำถามข้ามาก่อนว่าเรื่องทูตศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ามันคืออะไร"


     


                    "อืม...ทูตศักดิ์สิทธิ์คือตัวแทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ปกครองดินแดนทางใต้ไม่เพียงปกครองสำนักหงส์อัคคี แต่ยังรวมถึงสำนักขนาดใหญ่ของเขตแดนทางใต้ทั้งหมด"


     


                    "หา นี่มีสำนักที่ยิ่งใหญ่กว่าสำนักหงส์อัคคีอีกเหรอเนี่ย"


     


                    "..."หลิงจือพยักหน้ารับ


     


                    "แล้วเจ้าบอกข้าได้ไหมว่าพวกเขามาทำอะไรที่สำนักของเจ้า"


     


                    "ทุกสามปี ทูตศักดิ์สิทธิ์จะเดินทางมาคัดเลือกผู้คนที่มีอายุตั้งแต่ 15 - 20 ปี กลับไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำการทดสอบบางอย่าง ซึ่งข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดในเบื้องลึก"


     


                    "อืม ในเมื่อเจ้าบอกว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์เป็นเจ้าของเขตแดนนี้ แต่ทำไมจึงมาเลือกผู้คนเพียงแค่ที่สำนักหงส์อัคคีกัน"


     


                    ครานี้หลิงจือส่ายศีรษะปฏิเสธ "ไม่ใช่เจาะจงเลือกผู้คนของสำนักหงส์อัคคี แต่สำนักหงส์อัคคีเพียงถูกใช้เป็นสถานที่ในการคัดเลือกในทุกครั้งเท่านั้น ซึ่งในวันงานอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ จะมีค่ายสำนักมากมายเดินทางมาที่สำนักหงส์อัคคีเพื่อรอต้อนรับทูตศักดิ์สิทธิ์"


     


                    "เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบใจเจ้ามาก ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว"


     


                    "เออ..ข้า"


     


                    "..." เสวี่ยหมิงไม่ได้ตอบคำหรืออยู่รอฟังสิ่งที่หลิงจือจะเอ่ยต่อหันหลังเดินกลับเข้าห้องพักปิดประตูตอกย้ำเส้นแบ่งระหว่างทั้งสองให้ห่างออกไป


    .


    .


                    หลังจากได้ข้อมูลเรื่องทูตศักดิ์สิทธิ์มาจากหลิงจือ เสวี่ยหมิงก็เลียบเคียงถามผู้คนอีกมากหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยใช้ข้ออ้างว่าอยากเปิดหูเปิดตา เพราะมันไม่เคยพบเห็นเรื่องราวใหญ่โตและคับคั่งไปด้วยยอดฝีมือเช่นที่กำลังจะเกิดขึ้นมาก่อน แต่จุดหมายที่แท้จริงของเสวี่ยหมิงนั้นมีเพียงแค่คิดหาแผนการรีดไถ่ขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยจากสำนักหงส์อัคคีให้ได้นั่นเอง


     


                    เวลาผ่านไปรวดเร็วราวสายลมที่พัดผ่านร่าง เสวี่ยหมิงนั่งนิ่งอยู่บนเนินเขาเตี้ยของสำนักหงส์อัคคี แผ่พุ่งพลังจิตวิญญาณสำรวจดูผู้คนที่ค่อย ๆ ทยอยกันเดินทางมายังสำนักหงส์อัคคีกันอย่างคับคั่ง


     


                    ...ดูจากผู้ฝึกตนวัยเยาว์ที่มาแล้วระดับพลังฝีมือส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าศิษย์หลักของสำนักหงส์อัคคี จะมีก็แค่ไม่กี่สำนักที่ดูจะสูสีกับศิษย์สืบทอด แม้เราจะไม่รู้ว่าการทดสอบของทูตศักดิ์สิทธิ์คืออะไร แต่หากเป็นการวัดฝีมือกันละก็...


     


                    เสวี่ยหมิงเดินทางมานั่งดูผู้คนที่เนินเตี้ยอยู่สามวันจนวันสุดท้ายในที่สุดก็ถึงเวลาที่คณะทูตศักดิ์สิทธิ์จะเดินทางมาถึง แม้เสวี่ยหมิงจะอยากที่จะชมดูเช่นเดิม แต่ดูเหมือนวันนี้พิธีต่าง ๆ จะถูกจัดที่ลานรับรองกว้างขวางของเขตชั้นกลาง และสำนักหงส์อัคคีไม่อนุญาตให้ศิษย์คนใดออกไปเดินเตร็ดเตร่ไร้ระเบียบในเขตรอบนอก ทำให้เสวี่ยหมิงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เพราะงานในวันนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตามาจากทุกสารทิศ การที่เสวี่ยหมิงจะแทรกตัวปะปนเข้าไปยังเขตชั้นกลางพร้อมกับคณะของผู้คนจากสำนักอื่น ๆ จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นนัก


    .


    .


                    ทูตศักดิ์สิทธิ์เดินทางมาถึงแล้ว !!!


                    เสียงขานดังเอ่ยขึ้น ทำให้ผู้คนจากสำนักต่าง ๆ ทยอยกันลุกยืนเพื่อต้อนรับการมาถึงของคณะทูตศักดิ์สิทธิ์


     


                    เสวี่ยหมิงหยี่ตาจนเล็กเรี่ยวจ้องมองไปยังคณะทูตซึ่งเป็นหญิงสาวรูปร่างอ่อนช้อยงดงามหลายสิบคน ทุกคนสวมหมวกปิดหน้าพร้อมใส่ชุดคลุมยาวสีแดงเพลิงซึ่งแตกต่างกันด้วยลวดลายบนเนื้อผ้าเท่านั้น สายตาของเสวี่ยหมิงกวาดไล่ไปตั้งแต่หัวขบวนจนถึงบุคคลซึ่งเดินรั้งท้าย


     


                    เมื่อพลังจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงสัมผัสได้กับผู้คนที่ดูจะมีพลังสูงส่งที่สุด เสวี่ยหมิงก็ต้องสูดหายใจลึกเข้าไป เพราะคนผู้นี้ถึงกับปลดปล่อยพลังลมปราณที่ทำให้บรรยากาศรอบ ๆ ตัวบิดเบี้ยว ซึ่งเสวี่ยหมิงเองที่นั่งอยู่ห่างไกลยังได้รับผลกระทบจากพลังที่แผ่พุ่งออกมาของนาง


     


                    แต่ในระหว่างที่เสวี่ยหมิงกำลังตะลึงกับพลังที่มากล้น ที่ด้านหลังของหญิงสาวผู้นี้กลับปรากฏหญิงสาวร่างบอบบางชดช้อยสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเดินตามหลังนางเข้ามา แม้ระดับพลังของเด็กสาวที่ตามหลังมาจะไม่ได้น่ากลัวเท่ากับหญิงสาวด้านหน้า แต่ดูจากอาภรณ์เลิศหรู และลวดลายที่ประดับไว้ด้านเส้นไหมทองคำถักทอเป็นรูปวิหคเพลิง เสวี่ยหมิงก็พอจะเดาได้ว่าผู้ที่เดินรั้งท้ายคือผู้ที่มีอำนาจสูงที่สุดในคณะทูตศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้อย่างแน่นอน


     


                    เมื่อคณะทูตศักดิ์สิทธิ์เดินมาจนถึงลานโล่งยกพื้นด้านหน้า เหล่าองค์รักษ์และผู้ติดตามต่างก็แยกย้ายกันออกไปยังสองฟากด้านข้าง เหลือเก้าอี้ตรงกลางที่จัดโดดเด่นเอาไว้สองตัวเท่านั้น เมื่อคณะทูตศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ตำแหน่งที่จัดไว้ให้แล้ว มี่เจินก็ออกมาทำหน้าที่กล่าวต้อนรับ พร้อมมอบของกำนัลซึ่งก็คือขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยจำนวนมาก ซึ่งทำให้เสวี่ยหมิงจ้องมองดูด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เพราะข้อแรกสิ่งที่มี่เจินกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องจริง ส่วนข้อที่สองเสวี่ยหมิงจะไปทวงถามสิ่งของจากหญิงสาวที่มีระดับพลังเป็นปริศนาผู้นั้นได้อย่างไรกัน


     


                    "ขอบใจเจ้าสำนักมี่เจินในน้ำใจครั้งนี้มาก"หญิงสาวปริศนาเอ่ยตอบเมื่อรับของกำนัลมาจากมี่เจิน "ข้าไป๋เหอฟ่าน...ในฐานะผู้นำคณะทูตจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบปะกับทุกท่าน" เสียงของไป๋เหอฟ่านแม้หวานซึ้งแต่แฝงด้วยพลังอำนาจมากล้น "ตามที่ทุกท่านเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าทุกสามปีดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะจะคัดเลือกหนุ่มสาวอายุสิบห้าถึงยี่สิบปีเพื่อไปเข้าร่วมฝึกฝนกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ และหากมีผลงานโดดเด่นก็จะได้รับโอกาสให้เข้าเป็นศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะอีกด้วย"ไป๋เหอฟ่านหันมาพยักหน้าให้กับมี่เจินซึ่งดูเหมือนว่าทั้งสองจะคุ้นเคยกันดีอยู่ก่อน "แต่ในรอบนี้นั้นแตกต่าง เพราะไม่เพียงแค่การฝึกฝนหนึ่งปีเต็มที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะจะมอบให้กับผู้ผ่านการคัดเลือก..."ครานี้เป็นรอบของหญิงสาวที่เสวี่ยหมิงมองว่าน่าจะมีตำแหน่งสูงที่สุดยืนขึ้นหลังจากที่ไป๋เหอฟ่านผายมือส่งให้ "ทุกท่านคงเห็นแล้วว่าครานี้ที่ข้ามานั้นได้มาพร้อมกับบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่ง...บุคคลที่จะนำความรุ่งโรจน์มาสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะในอนาคต...เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะ ที่จะถือกำเนิดเพียงหนึ่งคนในรอบหนึ่งพันปีเท่านั้น"


     


                    สิ้นคำกล่าวเสียงฮือฮาก็ดังไปทั่ว เจ้าสำนักหลายคนรู้ดีถึงตำนานของธิดาแห่งวิหคเพลิงอมตะ แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นด้วยตาตนเองมาก่อน ทำให้หลายคนอดใจไม่ไหวเร่งใช้พลังจิตวิญญาณตรวจสอบพลังของหญิงสาวผู้นี้ แต่ดูเหมือนว่าพลังจิตวิญญาณเพียงแค่ระดับเชื่อมฟ้าดินของพวกมันจะไม่อาจผ่านม่านพลังป้องกันของไป๋เหอฟ่านไปได้เลยแม้แต่คนเดียว...ยกเว้นบุคคลที่ลอบปะปนเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต...เสวี่ยหมิง


     


                    เสวี่ยหมิงย่นคิ้วเข้าหากัน


                    ...เพียงแค่พลังระดับเชื่อมฟ้าดินขั้นกลางเท่านั้น...ทำไม


     


                    บังอาจยิ่งนัก เจ้าหนูสกปรกจงเปิดเผยตัวตนออกมาซะ !!!


                    เสียงตวาดดังลั่นพร้อมพลังกระชากดึงมหาศาลฉุดร่างเสวี่ยหมิงให้ลอยไร้การควบคุมพุ่งตรงไปยังแทบเท้าของไป๋เหอฟ่านในพริบตา


    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน