ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 340 : ศรัทธาหล่อหลอมจิต

จารึกที่ 340 : ศรัทธาหล่อหลอมจิต : ค่ายกลปฐมกาลเปิดมรรคาเบิกเนตรเซียนมนุษย์


หยาดพิรุณเต๋าสีทองคำที่กลั่นตัวจากราชโองการสวรรค์ซึ่งถูกย้อนศรทำลายโครงสร้าง ค่อยๆ พลัดโรยลงมาชโลมทั่วทั้งขอบเขตขุนเขานับพันลี้ของสำนักหมื่นอักขระ ผืนน้ำในทะเลสาบหมึกวารีที่เคยเดือดพล่านด้วยโทสะแห่งทัณฑ์สวรรค์ บัดนี้สงบนิ่งราบเรียบประดุจกระจกเงาบานยักษ์ ทว่าประกายน้ำกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาเงินยวงอันลึกล้ำ ทุกหยดน้ำอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายปราณปฐมกาลที่เอ่อล้นขึ้นมาจากแก่นภพใต้ดิน พลังงานเหล่านั้นซึมซับเข้าสู่รากฐานของผืนแผ่นดินเกิด ก่อเกิดเป็นม่านหมอกมงคลห้าสีลอยล่องอบอวลไปทั่วทุกตำหนักและหอคัมภีร์


ช่วงเวลาที่หมู่ดาราลอยเด่นประดับขอบฟ้าอันมืดมิด บรรยากาศภายในสำนักกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงัดอันลึกซึ้ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงและศรัทธาอันแรงกล้า บรรดาศิษย์รุ่นเยาว์และผู้อาวุโสนับหมื่นคนบนผืนดินต่างนั่งขัดสมาธิซึมซับหยาดพิรุณสัจธรรมอย่างสงบ ตบะบ่มเพาะที่เคยติดขัดอยู่เนิ่นนานถูกทลายลงทีละชั้นประดุจทำนบที่พังทลาย ทุกคนต่างรู้แจ้งในมรรคาของตนอย่างก้าวกระโดด ราวกับได้ร่วมประจักษ์ในการปฏิวัติลิขิตฟ้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกเซียน


ณ บนดาดฟ้าของมหานาวาปราณสูญตาที่ลอยลำอย่างสง่างามอยู่เหนือผืนน้ำ ท่วงท่าของสรรพสิ่งรอบด้านยังคงนิ่งสงบ ทว่าสถานการณ์ของเด็กหนุ่มผู้ถือพู่กันกลับไม่ได้ราบรื่นดั่งภาพลักษณ์อหังการที่ปรากฏแก่สายตาภายนอก


อาเจียนั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้มอยู่กึ่งกลางดาดฟ้าเรือ ใบหน้าอันสลักเสลาของเขาซูบซีดไร้สีเลือด หยาดโลหิตสีข้นยังคงเกาะกรังอยู่ที่ทวารทั้งเจ็ดและรอยขาดวิ่นของอาภรณ์สีเทา ลมหายใจเข้าออกเชื่องช้าทว่าขาดช่วงเป็นระยะ ภายในจุดตันเถียนของเขา ทารกวิญญาณสูญตาที่เพิ่งจะฝืนรับภาระกลืนกินและสลายโครงสร้างราชโองการสวรรค์ระดับเซียนอมตะขั้นสูงสุด บัดนี้มีรอยร้าวลึกนับพันสายพาดผ่านประดุจเครื่องเคลือบที่พร้อมจะแตกสลาย พลังงานเจตจำนงของราชันย์เซียน 仙王 (เซียนหวัง) ที่ถูกดูดซับเข้ามายังคงดิ้นรนปั่นป่วนอยู่ในห้วงจิตวิญญาณ พยายามจะฉีกกระชากภาชนะที่ต่ำชั้นกว่าให้กลายเป็นผุยผง


"อาเจีย... เพ่งสมาธิเข้าสู่ส่วนลึก อย่าให้อำนาจลบเลือนของสวรรค์ครอบงำวิญญาณเต๋าของเจ้า!"


มู่เฉิน ก้าวเดินเข้ามาทรุดกายลงนั่งเบื้องหลังศิษย์รักอย่างเร่งด่วน ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลอันสมบูรณ์แบบของท่านสะบัดพลิ้ว แผ่พุ่งกลิ่นอายปราณเซียนแท้ที่เก่าแก่และหนาหนักประดุจมหาบรรพต ฝ่ามืออันหยาบกร้านทว่าอบอุ่นของปรมาจารย์ผู้เฒ่าทาบลงบนแผ่นหลังของอาเจีย ถ่ายทอดตบะความรู้ชั้นสูงเข้าช่วยจัดระเบียบเส้นชีพจรที่บิดเบี้ยว แววตาของผู้อาวุโสที่เปรียบประดุจบิดาบังเกิดเกล้าเต็มไปด้วยความรวดร้าว ห่วงใย และเอ็นดูอย่างที่สุด ทว่าน้ำเสียงกลับเด็ดขาดทรงภูมิเพื่อประคองจิตสำนึกของศิษย์มิให้จมดิ่งลงสู่ความตาย


วูบ!


แสงสีเงินฉายสว่างวาบขึ้นจากด้ามพู่กันหยกดำ พร้อมกับร่างเล็กจ้อยขององค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ที่กระโจนพรวดออกมาลอยตัวอยู่บนอากาศธาตุ ใบหน้างดงามสลักเสลาของนางบึ้งตึง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม หยาดน้ำตาวิญญาณคลอเบ้าด้วยความห่วงใยระคนโกรธเกรี้ยว นางนั่งคุกเข่าลอยอยู่ตรงหน้าของอาเจีย สองมือเล็กๆ ประสานอินควบคุม "ชั้นหนังสือวิญญาณ" ภายในแกนพู่กันอย่างสุดกำลัง เพื่อช่วยบีบอัดและจัดหมวดหมู่ข้อมูลสมการปฐมกาลที่พุ่งทะลักเข้ามา


"เจ้าคนบ้าระห่ำ! เจ้าเจ้านายงี่เง่า!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงใสแจ๋วทว่าสั่นเครือ "ข้าบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าฝืน! รหัสลับของราชโองการสวรรค์มันหนาหนักเกินกว่าตบะขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มของเจ้าจะรับไหว หากข้าไม่รีบใช้ตาข่ายวิญญาณระดับตำนานช่วยซับแรงกระแทกและกักเก็บเจตจำนงลบเลือนนั่นไว้ในห้วงลึก ป่านนี้ทั้งจุดตันเถียนของเจ้าและตัวพู่กันของข้าคงกลายเป็นผงธุลีไปแล้ว! หัดรู้จักประมาณตนและถนอมชีวิตตนเองเสียบ้าง!"


แม้จะถูกดุด่า ทว่าอาเจียไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ จิตสำนึกของเขาดำดิ่งอยู่ภายใน "ชั้นหนังสือวิญญาณ" ของตนเองอย่างเยือกเย็น ในห้วงแห่งความจริงอันเงียบสงัด เขาไม่ได้ใช้ตรรกะแห่งความโลภเพื่อช่วงชิงพลัง ทว่าเขากำลังใช้สติปัญญาอันล้ำเลิศเพื่อ "วิจัยและค้นพบข้อบกพร่อง" ในการทดลองผสานอักขระคราก่อน


"ความล้มเหลวของข้า... เกิดจากการที่ข้าใช้ สมอแห่งเต๋า (道锚) เป็นเพียงจุดตรึงพิกัดภายนอก" อาเจียวิเคราะห์โครงสร้างภายในห้วงจิตสำนึกอย่างสุขุม "เจตจำนงของราชันย์เซียนคือ 'กฎเกณฑ์แห่งการปฏิเสธ' หากข้าใช้ความว่างเปล่าไปผลักดันหรือครอบงำมันตรงๆ มันย่อมเกิดแรงต้านทานทวีคูณ ทางเดียวที่จะสยบสัจธรรมที่แข็งกระด้าง คือการทำให้สมอแห่งเต๋าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรอยร้าวในทารกวิญญาณ... เปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นข้อกำหนดใหม่!"


เด็กหนุ่มเริ่มกระบวนการฝึกฝนและขัดเกลาตนเองท่ามกลางวิกฤตเฉียดตาย เขาควบคุมอักขระหลิง 零 (หลิง) อักขระสูญตาอันเป็นตัวแทนของต้นกำเนิดจากความไม่มีสู่ความมี ให้เคลื่อนตัวเข้าประทับลงตรงรอยแตกร้าวทุกสายบนทารกวิญญาณสูญตาแทนการใช้น้ำหมึกปราณภายนอก เขานำเอาเศษเสี้ยวสมการปฐมกาลชั้นที่เจ็ดที่เพิ่งถอดรหัสได้ มาถักทอเชื่อมประสานเส้นชีพจรเต๋าที่ฉีกขาดทีละเส้นอย่างเชื่องช้าและอดทน


ประสบการณ์จริงของการเผชิญหน้ากับความตายและความล้มเหลวครั้งนี้ กลายเป็นตัวกระตุ้นขั้นสุดท้ายที่เปลี่ยนให้รากฐานของเขาจากผู้ตีความอักขระ ยกระดับขึ้นสู่สถานะของ **"ผู้กำหนดอักขระ"** อย่างแท้จริง!


เวลาผ่านไปราวสองก้านธูป... แสงสีทองคำม่วงที่เคยปะทุวิปริตอยู่ใต้ผิวหนังของอาเจีย ค่อยๆ ถูกความว่างเปล่าสีเทาเงินยวงสยบและกลืนกินอย่างหมดจด ลวดลายอักขระบรรพกาลซึมลึกเข้าสู่กระดูกและเส้นโลหิตอย่างเสถียรภาพ ร่างกายที่เคยบอบช้ำกลับคืนสู่ความคงที่และทรงพลังยิ่งกว่ากาลก่อน กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาหนักอึ้งประดุจผืนแผ่นดินและเปิดกว้างประดุจผืนนภา


"ฟู่..."


อาเจียระบายลมหายใจขุ่นมัวระลอกสุดท้ายออกมา ยาวเหยียด เปลือกตาของเขาขยับเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาแห่งความว่างเปล่าประดุจห้วงอวกาศจับจ้องไปยังมู่เฉินและองค์หญิงน้อย เขารีบประสานมือคารวะอาจารย์อย่างนอบน้อมและนุ่มนวล "ศิษย์ทำให้อาารย์ต้องลำบากแล้วขอรับ บบาดแผลในจุดตันเถียนได้รับการจัดระบบโครงสร้างใหม่เรียบร้อยแล้ว แข็งแกร่งพอที่จะรองรับการทะลวงผ่านขอบเขตพลังในวันหน้า"


มู่เฉินระบายลมหายใจยาว ลูบเครายาวด้วยความโล่งใจและเอ็นดู แววตาเต็มไปด้วยความปีติ "เจ้าทำได้ดีมาก ศิษย์โง่เขลา... การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นปัญญาขัดเกลาเต๋าเช่นนี้ มีเพียงผู้ที่เข้าใจแก่นแท้ของหมื่นอักขระเท่านั้นที่กระทำได้ พักผ่อนประคองร่างเถิด หลังบ้านของพวกเราปลอดภัยแล้ว"


องค์หญิงน้อยสะบัดหน้าหนี แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ร่างเล็กสลายกลายเป็นละอองแสงไหลกลับเข้าสถิตในด้ามพู่กันหยกดำ ทว่าครานี้นางไม่ได้หลับใหล นางเพียงกบดานอยู่ภายในเพื่อเตรียมพร้อมสนับสนุนเขาในทุกเสี้ยวลมหายใจ "หึ! คราวหน้าคราวหลังห้ามทำผิดสัญญาอีกล่ะ ไม่งั้นข้าจะไม่ยอมเปิดพื้นที่ว่างภายในพู่กันช่วยเจ้าซ่อมแซมสมการแน่!"


ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ที่เฝ้าดูอยู่รอบด้านต่างระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก เจตจำนงกระบี่และเพลิงอัคคีของพวกเขาลดทอนความตึงเครียดลง


"กลไกฟ้าของแผ่นดินเปลี่ยนไปแล้ว อาเจีย..." เฟิงอี้หรานเอ่ยพลางทอดสายตามองลงไปยังทะเลสาบหมึกวารีเบื้องล่าง "ดูเหมือนว่า คนของสำนักเบื้องบนกำลังก้าวเดินมาหาพวกเรา"


สิ้นคำกล่าวของดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิง ผิวน้ำที่ใจกลางทะเลสาบพลันแหวกออก เผยให้เห็นเงาร่างของกลุ่มคนถือพู่กันเหาะเหินทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ นำทัพโดยชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีครามลวดลายอักขระโบราณ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่าเปี่ยมด้วยความสุขุมลึกล้ำรอบกายแผ่รัศมีตบะขอบเขตเซียนมนุษย์ (Human Immortal) ขั้นสูงสุดออกมาอย่างเด่นชัด เขาคือ 'เหยียนเหวินชาง' เจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักหมื่นอักขระ พร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดอีกนับสิบท่าน


ทันทีที่สายตาของเหยียนเหวินชางและเหล่าผู้อาวุโสจับจ้องมายังมหานาวาปราณสูญตา และมองเห็นร่างเนื้ออันสมบูรณ์แบบของมู่เฉิน ผู้ตั้งตระหง่านอยู่บนหัวเรือ... ร่างกายของพวกเขาก็พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาทุกคู่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ!


"นั่นมัน... มหานาวาในบันทึกโบราณ! และกลิ่นอายปราณเซียนแท้ดั้งเดิมนั่น..." เหยียนเหวินชางพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุม เขาพลิกฝ่ามือเรียกม้วนภาพวาดโบราณของปฐมบรรพชนออกมากางเทียบดูในทันที ภาพของมู่เฉิน ศิษย์คนสุดท้ายผู้สืบทอดเจตจำนงเมื่อหนึ่งพันปีก่อน สอดประสานตรงกับบุรุษผู้เฒ่าเบื้องหน้าอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!


"ท่านบรรพชนมู่เฉิน! เป็นท่านจริงๆ... ท่านยังคงมีชีวิตเนื้อหนังอยู่!"


เหยียนเหวินชางและเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดทั้งหมด ไม่รอช้า พากันทรุดตัวลงคุกเข่ากลางอากาศธาตุ ประสานมือคารวะมู่เฉินด้วยความเคารพยำเกรงอันสูงสุด น้ำตาแห่งความปีติเอ่อคลอในดวงตาทุกคู่ "ศิษย์รุ่นหลังเหยียนเหวินชาง พร้อมด้วยอาวุโสทั้งหมด ขอคารวะท่านบรรพชน! ปาฏิหาริย์สวรรค์ส่องแสง คืนรากฐานปฐมกาลและปลดปล่อยดวงวิญญาณใต้ดินในครานี้... เป็นฝีมือของท่านบรรพชนใช่หรือไม่ขอรับ!"


มู่เฉินทอดมองภาพลูกหลานผู้สืบทอดเบื้องหน้าด้วยความสะท้อนใจและเมตตาอันลึกซึ้ง ท่านยืดกายตรง ไพล่มือไว้เบื้องหลังอย่างสง่างาม ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำของท่านกลับราบเรียบและชี้ตรงไปยังเด็กหนุ่มอาภรณ์เทาข้างกาย "เหวินชาง... พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าล่มสลายกลายเป็นวิญญาณหลับใหลอยู่ในพู่กันมานานนับพันปี หากปราศจากสติปัญญาและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของศิษย์รักของข้าผู้นี้... ข้าคงไม่มีวันได้รับร่างเนื้อกลับคืนมา และคุกนรกสวรรค์ใต้ดินก็คงไม่มีวันถูกรื้อถอน ปาฏิหาริย์ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้รับ... กำเนิดมาจากปลายพู่กันของเขา!"


คำประกาศของมู่เฉินส่งผลให้สายตาทุกคู่ของเหล่ามหาเซียนเบื้องบน หันมาจับจ้องที่ร่างของอาเจียเป็นตาเดียว ทุกคนต่างตกตะลึงจนพากันกลั้นลมหายใจ พวกเขาไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยว่า เด็กหนุ่มในขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มธรรมดาคนหนึ่ง จะสามารถแบกรับกรรมหนักและรื้อถอนวิธานคุกสวรรค์ระดับราชันย์เซียนลงได้เยี่ยงไร


อาเจียไม่ได้แสดงท่วงท่าหยิ่งผยอง หรือแผ่รังสีอำนาจเพื่อกดขี่ครอบงำผู้ใด ทว่าเขาก้าวเดินออกมายืนที่กราบเรืออย่างถ่อมตน ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้ารันทดใจ แววตาสะท้อนภาพความทุกข์ยากของสำนัก ทอดถอนใจยาวด้วยความสมเพชต่อชะตากรรม น้ำเสียงของเขาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเรียบเรื่อยทว่าเสียดแทงลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณของผู้ฟังทุกคน


"ท่านเจ้าสำนัก... เหล่าผู้อาวุโสทุกท่าน..." อาเจียประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ผู้น้อยอาเจีย มิได้กระทำการสิ่งใดเพื่อหวังชื่อเสียงหรือโอ้อวดความอหังการ ทว่าสิ่งที่ข้าลงมือทำลึกลงไปใต้ฝ่าเท้าของพวกท่าน... เป็นเพราะความรับผิดชอบและสายใยผูกพันต่อสายเลือดแห่งมรรคาอักขระที่ถูกสวรรค์จอมปลอมขูดรีดมานานนับพันปี บรรพชนของพวกเราถูกล่ามโซ่ตรวนทรมานเพื่อนำพลังงานมาสะกดข่มลูกหลานตนเอง ช่างเป็นภาพโศกนาฏกรรมที่รันทดใจยิ่งนัก... วันนี้ข้าเพียงนำความจริงที่เที่ยงแท้กลับคืนสู่เหย้า นำเสียงสะท้อนที่ถูกสั่งใบ้ให้กลับคืนสู่ปากของมวลมนุษย์เท่านั้น การฟื้นฟูสำนักหมื่นอักขระในครานี้... มิใช่เพื่อความยิ่งใหญ่ทางอำนาจ ทว่าเพื่อทวงคืนอิสรภาพที่เที่ยงธรรมให้แก่สรรพชีวิตในวัฏสงสาร!"


วาจาที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมอันสูงสุดและอุดมการณ์ในการปกป้องผู้คน ดังกังวานก้องสะท้อนเข้าไปในหัวใจของเหยียนเหวินชางและอาวุโสทุกคน! พวกเขาไม่ได้มองเห็นพ่อค้าหน้าเลือดในคราบเซียน ทว่าพวกเขามองเห็น "ผู้กำหนดกฎแห่งอักขระ" ผู้มีจิตใจเที่ยงตรงประดุจไม้บรรทัดสวรรค์ ความเลื่อมใสศรัทธาอันบริสุทธิ์เอ่อล้นขึ้นมาในอกของมหาเซียนทุกคนจนพากันก้มศีรษะคารวะเด็กหนุ่มอย่างจริงใจ


"คำสอนของท่านอาเจีย... ช่างลึกซึ้งและโปร่งเบายิ่งนัก ศิษย์รุ่นหลังขอน้อมรับปณิธานนี้ด้วยชีวิต!" เหยียนเหวินชางเอ่ยเสียงสั่นด้วยความศรัทธา


ทว่า ท่ามกลางความปีติของการเชื่อมต่อรากฐาน... อาเจียกลับไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แววตาเจ้าเล่ห์และสุขุมของเขาฉายวาบขึ้นเมื่อจับสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวภายนอกขอบเขตสำนัก


"ท่านเจ้าสำนัก... วิกฤตการณ์ที่แท้จริงเพิ่งจะเปิดฉากขึ้นเท่านั้นขอรับ" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ "วิหารเทพอนันตกาลสูญเสียดวงเนตรทัณฑ์สวรรค์และคุกสะกดข่มใต้ดินไป พวกมันย่อมไม่อาจปล่อยให้สำนักหมื่นอักขระของพวกเราเติบโตขยายอำนาจได้ตามอำเภอใจ ในไม่ช้า... พวกมันต้องส่งกองทัพเทวะและตัวตนที่น่ากลัวระดับราชันย์เซียนลงมาปิดล้อมเพื่อกวาดล้างพวกเราอย่างแน่นอน เดิมพันของศึกคราหน้า มิใช่เพียงความอยู่รอดของบุคคล ทว่าคือชะตากรรมของสำนักและโลกเซียนดินแดนเบื้องล่างทั้งหมด!"


คำเตือนของอาเจียทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลงฉับพลัน ผู้อาวุโสหลายท่านเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด


"หากศัตรูเอาจริงและยอมละทิ้งความหยิ่งยโส... ค่ายกลป้องกันธรรมดาย่อมไม่อาจต้านทานได้นาน" มู่เฉินกล่าวเสริมเตือนสติ แววตาเคร่งครัด "เราต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ ขัดเกลารากฐานและจัดเตรียมยุทธวิธีให้รัดกุมที่สุด"


"ผู้น้อยมีแผนการควบคุมสถานการณ์แล้วขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก แววตาฉายประกายความเจ้าเล่ห์ลึกล้ำประดุจนักปราชญ์ผู้มองเห็นหมากทุกตาบนกระดานเอกภพ "แก่นภพปฐมกาลที่ข้าเชื่อมต่อไว้ใต้ก้นทะเลสาบ อัดแน่นไปด้วยสสารหมึกดั้งเดิม ข้าจะใช้เวลาช่วงนี้ นำเอาความรู้สมการปฐมกาลที่กักเก็บไว้ในร่าง มา 'สร้างสรรค์และทดลองสลักจารึกย้อนศรสวรรค์' ครอบทับค่ายกลป้องกันของสำนักทั้งหมด!"


เด็กหนุ่มหันไปหาเฟิงอี้หรานและฉินมู่หลาง "พี่มู่หลาง อี้หราน... ข้าต้องการให้พวกท่านร่วมมือกับข้า นำเอาเจตจำนงกระบี่และเพลิงอัคคีบรรพกาลที่เพิ่งได้รับการยกระดับ มาเป็น 'ตัวแปรข่มขวัญ' ในสมการค่ายกลชิ้นใหม่ ข้าจะเปลี่ยนทางเข้าสำนักให้กลายเป็นเตาหลอมกฎเกณฑ์ ทันทีที่กองทัพสวรรค์ล่วงล้ำเข้ามา... พวกมันจะได้ลิ้มรสสัจธรรมของพวกมันเองที่ถูกย้อนศรกลับไปทำลายล้างรากฐานเต๋าของตนเอง!"


วาจาอันแยบคายและแผนการเอาชนะด้วยสติปัญญาของอาเจีย สร้างความฮึกเหิมให้แก่ทุกคนบนเรือและเหล่าอาวุโสอย่างถึงที่สุด! พวกเขาไม่ได้ก้าวเดินด้วยความตื่นตระหนก ทว่ากำลังเดินหน้าเข้าท้าทายสงครามแห่งสัจธรรมอย่างทรงศักดิ์ศรี


กาลเวลาในโลกเซียนไหลเวียนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว อาเจียจมดิ่งลงสู่โหมดของการค้นคว้าและวิจัยวิถีอักขระอย่างเต็มรูปแบบ เขาใช้เวลาทุกเสี้ยวลมหายใจ นั่งบำเพ็ญอยู่ริมทะเลสาบหมึกวารี ตวัดพู่กันนิรันดร์จารึกสมการปฐมกาลลงบนศิลาปราณหยกดำเพื่อทดลองผสานพลังงาน ทุกความล้มเหลวที่เกิดจากการตีกลับของพลังงานเจตจำนงราชันย์เซียนในร่าง ถูกเขาใช้สมอแห่งเต๋าบีบอัดและปรับแก้โครงสร้างจนเสถียรภาพขึ้นตามลำดับ รากฐานเต๋าของเขาก้าวหน้าขึ้นในทุกย่างก้าว วิวัฒนาการสู่การเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ที่ไร้เทียมทาน


สงครามกวาดล้างจากวิหารเทพอนันตกาลกำลังคืบคลานเข้ามาประดุจเงามืดขนาดยักษ์ ทว่าสำนักหมื่นอักขระในบัดนี้ มิใช่เปลือกนอกที่อ่อนแออีกต่อไป ทว่ามันคือป้อมปราการเหล็กกล้าที่อัดแน่นไปด้วยปราณปฐมกาลดั้งเดิมและปัญญาอันลึกล้ำของผู้ถือพู่กันแห่งมรรคา!


กงล้อแห่งลิขิตฟ้าเปิดฉากการผกผันแล้ว และบทต่อไปของการเผชิญหน้าที่จะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกเซียนดินแดนเบื้องล่างและสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างสง่างามและทรงอำนาจอันที่สุด!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน