เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 137 ภารกิจลุล่วง

    บนร่างกายของหลงเฉินมีกระแสไฟฟ้าสีแดงเป็นประกายวับวาบ  และเมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นเปลวไฟสีแดงอยู่บนผิวหนัง


    หลังจากผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนี  พลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงได้บ่มเพาะร่างกายและผสานเข้ากับพลังปราณแท้จริงของเขา


    หลังจากผสานผลึกแก้วไปยี่สิบห้าชิ้น  ร่างกายของหลงเฉินก็แข็งแกร่งทนทานขึ้นอย่างมาก  เมื่อเทียบกับทักษะการบ่มเพาะร่างกายระดับลึกล้ำขั้นกลาง  ร่างกายของเขาก็ยังนับว่าน่าอัศจรรย์มากทีเดียว 


    ด้วย [กายาเพลิงอัสนี] อันทรงพลัง  หลงเฉินก็เริ่มต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์ได้อย่างน่าทึ่ง


    ทางฝั่งของหม่าเทียนหยาง  เขาใช้ฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมเพื่อหลบหลีกหมีปีศาจยักษ์ก่อนที่จะหาโอกาสโจมตี อย่างไรก็ตาม การต่อสู้นั้นแตกต่างกับหลงเฉินเมื่อเขาใช้ร่างกายทั้งหมดรวมทั้งพละกำลังอันดุดันของตนเองต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์


    หากใครได้ยินว่าหลงเฉินต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องคิดว่าหลงเฉินคงเสียสติไปแล้วอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหม่าเทียนหยางและทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างรู้ดีว่าเขาไม่ได้เสียสติ และเขาก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่อย่างใด หมีปีศาจยักษ์ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดจนต้นไม้ที่อยู่โดยรอบสั่นไหวไปตาม ๆ กัน


    แม้แต่เด็กสองคนที่เคยเอ่ยวาจาโอ้อวดก่อนหน้านี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย


    การต่อสู้ของหลงเฉินน่าพรั่นพรึงมากเสียจนไม่มีใครในกลุ่มของพวกเขาสามารถทำได้เช่นนั้น  เพราะพวกเขาคงถูกขยี้จนร่างแหลกเหลวภายในชั่วขณะ


    “โชคดีจริง!”


    เด็กหญิงหลายคนเฝ้าภาวนา  ความรู้สึกซึ่งมีต่อหลงเฉินที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของพวกนางกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  เวลานี้เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าหม่าเทียนหยางเลย  และยังดูผ่อนคลายกว่ามาก


    หม่าเทียนหยางสบโอกาสและมองหลงเฉินด้วยความตกตะลึง


    ‘ข้าโชคไม่ดีที่ต้องมาเจอกับหมีปีศาจยักษ์ถึงสองตัว แต่ข้าก็ยังมีโชคที่ได้มาเจอสหายอย่างหลงเฉิน  จะว่าไปแล้ว โชคของข้าก็ไม่เลวนัก และดูเหมือนจะได้กำไรเสียด้วย!’


    ก่อนหน้านี้เขาดูตึงเครียด  ทว่าเวลานี้เขากลับผ่อนคลายลงและจดจ่ออยู่กับคู่ต่อสู้


    ‘ช่างเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจจริง ๆ แต่ข้าจะแพ้พี่หม่าไม่ได้’


    หลังจากต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์ได้สักพักหนึ่งจนมันบาดเจ็บสาหัส  หลงเฉินก็เริ่มหมดความสนใจ


    ทันใดนั้น เขาก็ถอยมาตั้งหลัก  หมีปีศาจยักษ์รู้สึกว่าเขากำลังจะหลบหนี  มันจึงร้องคำรามขึ้นทันที  ทว่าทันใดนั้นเอง  ขณะที่หลงเฉินถอยหลังไปหลายก้าว พลังปราณในร่างของเขาก็ปะทุขึ้นพร้อมเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เขาร้องตะโกนและเหวี่ยงหมัดไปข้างหน้า  แล้วผืนพสุธาก็เริ่มสั่นสะเทือน!


    “[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] --- [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี]!”


    ภาพของหมัดนั้นดูราวกับดวงอาทิตย์สีดำที่พุ่งเข้าใส่ร่างมหึมาของหมีปีศาจยักษ์จนมันร้องโหยหวนดังลั่นและกระเด็นออกไป  มันพุ่งไปยังบริเวณที่พวกเด็ก ๆ อยู่ 


    เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นไปทั่ว


    เด็ก ๆ กลุ่มนั้นกรีดร้องและวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทางก่อนที่ร่างของหมีจะร่วงหล่นลงบนพื้นด้วยเสียงอันดัง


    เมื่อทุกคนหันไปมองด้วยความสะพรึงกลัว  พวกเขาก็เห็นรูขนาดใหญ่ที่ท้องของมัน  อวัยวะภายในถูกทำลายด้วยการโจมตีของหลงเฉิน หมีปีศาจยักษ์ที่เคยน่ากลัวบัดนี้ได้ตายลงแล้ว


    หลงเฉินรีบพุ่งเข้ามา และโบกมือครั้งหนึ่งก่อนจะเก็บซากหมีปีศาจยักษ์เข้าไปในถุงมิติด้วยท่าทางอันสง่างาม พวกเด็ก ๆ ต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความงุนงงและทำอะไรไม่ถูก


    “อะไรกัน? พวกเจ้าจะขโมยผลพลอยได้จากการต่อสู้ของข้ารึอย่างไร?”


    หลงเฉินร้องถามด้วยความฉุนเฉียว


    “ไม่หรอก... ไม่หรอก...”


    พวกเขารีบถอยหลังไปหลายก้าวอย่างลนลานเพราะความกลัว  แม้แต่พี่เป่ยและพี่ตงที่เคยคุยโวโอ้อวดก่อนหน้านี้ก็อยากจะแทรกแผ่นดินหนีหลังจากตระหนักว่าหลงเฉินนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกตนหลายเท่า


    “ค่อยยังชั่ว...”


    หลงเฉินยิ้มและมุ่งหน้าไปทางหม่าเทียนหยางที่กำลังต่อสู้


    หม่าเทียนหยางและหมีปีศาจยักษ์อีกตัวได้เห็นชัยชนะของหลงเฉิน  เขาตกใจอย่างมาก ในขณะเดียวกันเจ้าหมีปีศาจยักษ์ก็สังเกตเห็นซากของตัวเมียที่พ่ายแพ้ให้แก่หลงเฉิน  มันร้องคำรามอย่างฉุนเฉียวเมื่อร่างของตัวเมียถูกเก็บเข้าไปในถุงมิติ


    ‘เจ้าสัตว์อสูรนั่นคลุ้มคลั่งไปแล้ว’


    หม่าเทียนหยางตระหนักว่านี่คือโอกาสของเขา


    “พี่หม่า การพนันครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายชนะ เอาเหล้าชั้นยอดมาให้ข้าเสียดี ๆ มิเช่นนั้นข้าจะไม่ไว้หน้าท่านจริง ๆ ด้วย”


    ขณะที่หม่าเทียนหยางกำลังต่อสู้  หลงเฉินก็หยอกล้อเขาอยู่ไกล ๆ 


    หม่าเทียนหยางฝืนยิ้มแทนคำตอบ ก่อนหน้านี้ เขาสามารถปฏิเสธคำขอของหลงเฉินซึ่งมีอายุน้อยกว่าได้  แต่ถึงกระนั้น  เวลานี้หลงเฉินและตัวเขาต่างคุ้นเคยกันมากกว่าเดิม  และด้วยความแข็งแกร่งของหลงเฉินเขาจึงตระหนักได้ว่าพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกัน  หม่าเทียนหยางรู้ดีว่าของล้ำค่าทั้งหมดคงจะตกเป็นของหลงเฉินอย่างเสียมิได้


    เพราะเขายังทำได้เพียงสร้างความรำคาญให้กับหมีปีศาจยักษ์ตัวนี้เท่านั้น


    หม่าเทียนหยางเชี่ยวชาญเรื่องความเร็วและการลอบโจมตี  เขาจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของหมีปีศาจยักษ์เหล่านี้  และนับเป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเขาในการรับมือกับพวกมัน นอกจากนี้ มันยังสูญเสียจิตวิญญาณในการต่อสู้ไปแล้ว  ไม่นานนักมันก็กลายเป็นเพียงซากศพอยู่ใต้ฝ่าเท้าของหม่าเทียนหยาง


    “ไอ้เจ้าหมีบ้านี่  เหตุใดต้องเลือกเวลานี้เพื่อมีคู่ด้วยนะ? เจ้าเกือบทำให้ข้าตายเสียแล้วไหมล่ะ!”


    เขาเตะร่างหมีหลายทีและเตรียมจะเก็บร่างของมัน  และขณะที่กำลังจะเก็บร่างของมันเข้าไปในถุงมิติเช่นเดียวกับหลงเฉิน  จู่ ๆ หลงเฉินก็ร้องถาม


    “พี่หม่า  นอกจากวิญญาณอสูรและผลึกอสูรแล้ว ท่านต้องการสิ่งใดจากมันอีกหรือไม่?”


    “ไม่เอาหรอก เนื้อหนัง กระดูก และขนของมันไม่ค่อยมีค่านัก”


    หม่าเทียนหยางตอบ


    “ถ้าเช่นนั้นมอบให้ข้าได้หรือไม่  ข้าเอามันไปใช้ประโยชน์ได้”


    หม่าเทียนหยางพยักหน้า  แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าหลงเฉินต้องการมันไปเพื่ออะไร  ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามและสกัดวิญญาณสัตว์อสูรและผลึกอสูรออกมา  จากนั้นหลงเฉินก็เก็บร่างของมันไป


    ‘ร่างของหมีปีศาจยักษ์พวกนี้มีเลือดมากกว่าสัตว์อสูรกร่อนจิต  ทั้งสองตัวเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่  และน่าจะมากพอให้ข้าเพิ่มพลังได้’


    ยิ่งระดับพลังสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้พลังปราณมากขึ้น  เวลานี้หลงเฉินบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์แล้ว  แต่การจะบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีได้นั้น  สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ยังถือว่าไม่เพียงพอ  และหมีปีศาจยักษ์สองตัวนี้คงพอทำให้เขาได้อิ่มท้องเท่านั้น


    ‘อยากรู้นักว่าสัตว์อสูรต้องแข็งแกร่งเพียงใดเมื่อข้าบรรลุถึงระดับแก่นสวรรค์หรือเหนือกว่า...’


    ขณะที่หม่าเทียนหยางและหลงเฉินจัดการกับผลึกอสูร  เมื่อนั้นเองที่พวกเด็ก ๆ กล้าเข้ามาใกล้ ทว่าพวกเขาไม่กล้าสบตาหลงเฉิน อย่างมากก็เหลือบมองเขาเพียงครู่หนึ่งและรีบหันหนีด้วยความกระอักกระอ่วน


    “หลังจากผ่านประสบการณ์อันตรายครั้งนี้มาได้  มันย่อมเป็นเรื่องดีหากพวกเจ้าจะผูกมิตรไว้บ้าง มานี่สิ นี่คือพี่หลง ลองเรียกชื่อเขาสิ”


    หม่าเทียนหยางหาใช่คนโง่  เขาจะไม่สังเกตเห็นท่าทีดูถูกเหยียดหยามเด็กเหล่านี้มีต่อหลงเฉินได้อย่างไร?  เวลานี้พูดได้ว่าหลงเฉินตบหน้าพวกเขาฉาดใหญ่   เขาจึงใช้โอกาสนี้ทำให้พวกเขาต้องชดใช้


    ‘หากข้าไม่ให้บทเรียนแก่พวกเขาบ้าง  พวกเขาก็จะคิดว่าตนเองสูงส่งไปตลอด’


    หม่าเทียนหยางคิดในใจ


    แม้จะไม่เต็มใจ  แต่พวกเขาก็เรียก ‘พี่หลง’ ตามคำสั่งของหม่าเทียนหยาง เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินถูกเรียกเช่นนี้  เขาจึงรู้สึกดีไม่น้อย


    เมื่อจัดการหมีปีศาจยักษ์เรียบร้อยแล้ว  ประสบการณ์ครั้งนี้จึงถือว่าลุล่วงด้วยดี  หม่าเทียนหยางจึงเตรียมตัวกลับและหลงเฉินก็พยักหน้าเห็นด้วย  จากนั้นเขาก็มองออกไปในระยะไกลและเอ่ยขึ้น


    “พวกที่ทำตัวน่าสงสัยอยู่ตรงนั้น ไม่คิดจะออกมาหน่อยรึ?”


    หม่าเทียนหยางและคนอื่น ๆ ต่างผงะไปและไม่แน่ใจว่าหลงเฉินพูดถึงสิ่งใด  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเห็นว่ามีคนสองคนกำลังเดินลงมาจากเนินเขา  พวกเขาจึงรู้ว่ามีคนเฝ้ามองพวกเขาอยู่


    สองคนนั้นคือหลิวหลิงและท่านลุงหยานนั่นเอง


    ขณะที่หลงเฉินต่อสู้อยู่กับหมีปีศาจยักษ์และทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว  ทั้งสองซึ่งอยู่ใกล้ ๆ จึงรีบมาที่นี่จนได้เห็นหลงเฉินจัดการกับหมีปีศาจยักษ์อย่างรวดเร็ว


    ก่อนหน้านี้หลิวหลิงวางแผนจะให้ท่านลุงหยานสั่งสอนหลงเฉินหรือแม้แต่สังหารเขาในมิติห้วงนภาแห่งนี้  อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นกลับเป็นเหมือนกับคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่นางอย่างรุนแรง


    ระหว่างทาง  ท่านลุงหยานเอ่ยขึ้น


    “หลิงเอ๋อร์ หลงเฉินสามารถจัดการหมีปีศาจยักษ์ได้อย่างง่ายดาย  ข้าไม่แน่ใจว่าข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้หรือไม่”


    หากแม้แต่ท่านลุงหยานยังพูดเช่นนั้น  หลิวหลิงจึงรู้สึกไร้ทางสู้   อย่างไรก็ตาม  เมื่อนึกถึงเฟิงอู่เทียนที่บรรลุถึงระดับแก่นปฐพีและได้เข้าเหล่าคนใน  นางจึงมีความมั่นใจมากขึ้น


    ‘ท่านลุงหยานอาจจะล้มเจ้าไม่ได้  แต่หากเป็นพี่อู่เทียนละก็ เขาต้องเล่นงานเจ้าได้แน่ ๆ ทันทีที่ข้าออกจากมิติห้วงนภา ข้าจะไปหาเขา!’


    เมื่อหลงเฉินตะโกนเรียก หลิวหลิงจึงคิดเช่นนี้ในใจ


    “พวกท่านวางแผนอะไรอยู่ถึงได้มาคอยสอดแนมเราอยู่ตรงนั้น?  หรือว่าต้องการจะขโมยผลพลอยได้ของพวกเรา?”


    หลงเฉินตะโกนออกไปโดยไม่ลังเล


    “ก็แค่สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่  ข้าจะเอาไปเพื่ออะไรมิทราบ?”


    เมื่อเห็นถึงสายตาดุดันของหลงเฉิน  นางจึงรู้สึกไม่พอใจนัก


    “เช่นนั้นแล้วท่านต้องการสิ่งใดกันล่ะ?  พี่หม่าของข้ารึ?  พี่หม่าน่ะหล่อเหลาเอาการและคงไม่อยากเจอคนอัปลักษณ์อย่างเจ้าหรอก  ล้มเลิกความคิดเสียดีกว่า  พี่หม่า พวกเราไปกันเถอะ ไม่เช่นนั้นคนอัปลักษณ์ผู้นี้จะเริ่มกวนใจท่านแน่ ๆ!”


    หลงเฉินเยาะเย้ย  เขาดึงหม่าเทียนหยางและจากไปทันที


    พวกเด็ก ๆ สังเกตเห็นหลิวหลิงที่ใกล้จะระเบิดเพราะความโกรธ  หลังจากมองหน้ากันพวกเขาก็จากไปโดยเร็ว


    “หลงเฉิน  เจ้ามันคนทุเรศ!  ข้าขอให้เจ้าตายอย่างน่าอนาถ!”


    หลิวหลิงโกรธเสียจนอยากจะร้องไห้  นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้


    “ท่านลุงหยาน  ข้าจะไปหาพี่อู่เทียน พวกเราต้องพบเขาให้ได้!”


    อีกด้านหนึ่ง หลงเฉินเดินออกไปไกลก่อนที่หม่าเทียนหยางจะตบหัวเขาและเอ่ยอย่างกึ่งหยอกกึ่งตำหนิ


    “น้องชาย เจ้าจะเลือกผู้หญิงคนใดก็ได้  แต่อย่าลากพี่หม่าไปเกี่ยวและทำให้ข้าอับอายเช่นนี้สิ!”


    “แหวะ... ข้าไม่เลือกนางหรอก  แต่ท่านก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี  ไปกินเหล้ากันดีกว่า!”


    “เจ้าว่าอย่างไรนะ?  ข้ารู้จักผู้หญิงมากกว่าเจ้าเสียอีก เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘การทะเลาะกันคือวิธีแสดงความรักอย่างหนึ่ง’ หรือไม่ล่ะ? นั่นไม่ใช่สถานการณ์ระหว่างเจ้ากับนางรึ?”


    หลงเฉินหัวเราะแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ


    เพราะผู้ที่เขาทะเลาะด้วยความสนุกคือหลิงซีต่างหาก


    *****************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน