บนร่างกายของหลงเฉินมีกระแสไฟฟ้าสีแดงเป็นประกายวับวาบ และเมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นเปลวไฟสีแดงอยู่บนผิวหนัง
หลังจากผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนี พลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงได้บ่มเพาะร่างกายและผสานเข้ากับพลังปราณแท้จริงของเขา
หลังจากผสานผลึกแก้วไปยี่สิบห้าชิ้น ร่างกายของหลงเฉินก็แข็งแกร่งทนทานขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับทักษะการบ่มเพาะร่างกายระดับลึกล้ำขั้นกลาง ร่างกายของเขาก็ยังนับว่าน่าอัศจรรย์มากทีเดียว
ด้วย [กายาเพลิงอัสนี] อันทรงพลัง หลงเฉินก็เริ่มต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์ได้อย่างน่าทึ่ง
ทางฝั่งของหม่าเทียนหยาง เขาใช้ฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมเพื่อหลบหลีกหมีปีศาจยักษ์ก่อนที่จะหาโอกาสโจมตี อย่างไรก็ตาม การต่อสู้นั้นแตกต่างกับหลงเฉินเมื่อเขาใช้ร่างกายทั้งหมดรวมทั้งพละกำลังอันดุดันของตนเองต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์
หากใครได้ยินว่าหลงเฉินต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องคิดว่าหลงเฉินคงเสียสติไปแล้วอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหม่าเทียนหยางและทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างรู้ดีว่าเขาไม่ได้เสียสติ และเขาก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่อย่างใด หมีปีศาจยักษ์ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดจนต้นไม้ที่อยู่โดยรอบสั่นไหวไปตาม ๆ กัน
แม้แต่เด็กสองคนที่เคยเอ่ยวาจาโอ้อวดก่อนหน้านี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย
การต่อสู้ของหลงเฉินน่าพรั่นพรึงมากเสียจนไม่มีใครในกลุ่มของพวกเขาสามารถทำได้เช่นนั้น เพราะพวกเขาคงถูกขยี้จนร่างแหลกเหลวภายในชั่วขณะ
“โชคดีจริง!”
เด็กหญิงหลายคนเฝ้าภาวนา ความรู้สึกซึ่งมีต่อหลงเฉินที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของพวกนางกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลานี้เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าหม่าเทียนหยางเลย และยังดูผ่อนคลายกว่ามาก
หม่าเทียนหยางสบโอกาสและมองหลงเฉินด้วยความตกตะลึง
‘ข้าโชคไม่ดีที่ต้องมาเจอกับหมีปีศาจยักษ์ถึงสองตัว แต่ข้าก็ยังมีโชคที่ได้มาเจอสหายอย่างหลงเฉิน จะว่าไปแล้ว โชคของข้าก็ไม่เลวนัก และดูเหมือนจะได้กำไรเสียด้วย!’
ก่อนหน้านี้เขาดูตึงเครียด ทว่าเวลานี้เขากลับผ่อนคลายลงและจดจ่ออยู่กับคู่ต่อสู้
‘ช่างเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจจริง ๆ แต่ข้าจะแพ้พี่หม่าไม่ได้’
หลังจากต่อสู้กับหมีปีศาจยักษ์ได้สักพักหนึ่งจนมันบาดเจ็บสาหัส หลงเฉินก็เริ่มหมดความสนใจ
ทันใดนั้น เขาก็ถอยมาตั้งหลัก หมีปีศาจยักษ์รู้สึกว่าเขากำลังจะหลบหนี มันจึงร้องคำรามขึ้นทันที ทว่าทันใดนั้นเอง ขณะที่หลงเฉินถอยหลังไปหลายก้าว พลังปราณในร่างของเขาก็ปะทุขึ้นพร้อมเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เขาร้องตะโกนและเหวี่ยงหมัดไปข้างหน้า แล้วผืนพสุธาก็เริ่มสั่นสะเทือน!
“[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] --- [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี]!”
ภาพของหมัดนั้นดูราวกับดวงอาทิตย์สีดำที่พุ่งเข้าใส่ร่างมหึมาของหมีปีศาจยักษ์จนมันร้องโหยหวนดังลั่นและกระเด็นออกไป มันพุ่งไปยังบริเวณที่พวกเด็ก ๆ อยู่
เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นไปทั่ว
เด็ก ๆ กลุ่มนั้นกรีดร้องและวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทางก่อนที่ร่างของหมีจะร่วงหล่นลงบนพื้นด้วยเสียงอันดัง
เมื่อทุกคนหันไปมองด้วยความสะพรึงกลัว พวกเขาก็เห็นรูขนาดใหญ่ที่ท้องของมัน อวัยวะภายในถูกทำลายด้วยการโจมตีของหลงเฉิน หมีปีศาจยักษ์ที่เคยน่ากลัวบัดนี้ได้ตายลงแล้ว
หลงเฉินรีบพุ่งเข้ามา และโบกมือครั้งหนึ่งก่อนจะเก็บซากหมีปีศาจยักษ์เข้าไปในถุงมิติด้วยท่าทางอันสง่างาม พวกเด็ก ๆ ต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความงุนงงและทำอะไรไม่ถูก
“อะไรกัน? พวกเจ้าจะขโมยผลพลอยได้จากการต่อสู้ของข้ารึอย่างไร?”
หลงเฉินร้องถามด้วยความฉุนเฉียว
“ไม่หรอก... ไม่หรอก...”
พวกเขารีบถอยหลังไปหลายก้าวอย่างลนลานเพราะความกลัว แม้แต่พี่เป่ยและพี่ตงที่เคยคุยโวโอ้อวดก่อนหน้านี้ก็อยากจะแทรกแผ่นดินหนีหลังจากตระหนักว่าหลงเฉินนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกตนหลายเท่า
“ค่อยยังชั่ว...”
หลงเฉินยิ้มและมุ่งหน้าไปทางหม่าเทียนหยางที่กำลังต่อสู้
หม่าเทียนหยางและหมีปีศาจยักษ์อีกตัวได้เห็นชัยชนะของหลงเฉิน เขาตกใจอย่างมาก ในขณะเดียวกันเจ้าหมีปีศาจยักษ์ก็สังเกตเห็นซากของตัวเมียที่พ่ายแพ้ให้แก่หลงเฉิน มันร้องคำรามอย่างฉุนเฉียวเมื่อร่างของตัวเมียถูกเก็บเข้าไปในถุงมิติ
‘เจ้าสัตว์อสูรนั่นคลุ้มคลั่งไปแล้ว’
หม่าเทียนหยางตระหนักว่านี่คือโอกาสของเขา
“พี่หม่า การพนันครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายชนะ เอาเหล้าชั้นยอดมาให้ข้าเสียดี ๆ มิเช่นนั้นข้าจะไม่ไว้หน้าท่านจริง ๆ ด้วย”
ขณะที่หม่าเทียนหยางกำลังต่อสู้ หลงเฉินก็หยอกล้อเขาอยู่ไกล ๆ
หม่าเทียนหยางฝืนยิ้มแทนคำตอบ ก่อนหน้านี้ เขาสามารถปฏิเสธคำขอของหลงเฉินซึ่งมีอายุน้อยกว่าได้ แต่ถึงกระนั้น เวลานี้หลงเฉินและตัวเขาต่างคุ้นเคยกันมากกว่าเดิม และด้วยความแข็งแกร่งของหลงเฉินเขาจึงตระหนักได้ว่าพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกัน หม่าเทียนหยางรู้ดีว่าของล้ำค่าทั้งหมดคงจะตกเป็นของหลงเฉินอย่างเสียมิได้
เพราะเขายังทำได้เพียงสร้างความรำคาญให้กับหมีปีศาจยักษ์ตัวนี้เท่านั้น
หม่าเทียนหยางเชี่ยวชาญเรื่องความเร็วและการลอบโจมตี เขาจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของหมีปีศาจยักษ์เหล่านี้ และนับเป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเขาในการรับมือกับพวกมัน นอกจากนี้ มันยังสูญเสียจิตวิญญาณในการต่อสู้ไปแล้ว ไม่นานนักมันก็กลายเป็นเพียงซากศพอยู่ใต้ฝ่าเท้าของหม่าเทียนหยาง
“ไอ้เจ้าหมีบ้านี่ เหตุใดต้องเลือกเวลานี้เพื่อมีคู่ด้วยนะ? เจ้าเกือบทำให้ข้าตายเสียแล้วไหมล่ะ!”
เขาเตะร่างหมีหลายทีและเตรียมจะเก็บร่างของมัน และขณะที่กำลังจะเก็บร่างของมันเข้าไปในถุงมิติเช่นเดียวกับหลงเฉิน จู่ ๆ หลงเฉินก็ร้องถาม
“พี่หม่า นอกจากวิญญาณอสูรและผลึกอสูรแล้ว ท่านต้องการสิ่งใดจากมันอีกหรือไม่?”
“ไม่เอาหรอก เนื้อหนัง กระดูก และขนของมันไม่ค่อยมีค่านัก”
หม่าเทียนหยางตอบ
“ถ้าเช่นนั้นมอบให้ข้าได้หรือไม่ ข้าเอามันไปใช้ประโยชน์ได้”
หม่าเทียนหยางพยักหน้า แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าหลงเฉินต้องการมันไปเพื่ออะไร ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามและสกัดวิญญาณสัตว์อสูรและผลึกอสูรออกมา จากนั้นหลงเฉินก็เก็บร่างของมันไป
‘ร่างของหมีปีศาจยักษ์พวกนี้มีเลือดมากกว่าสัตว์อสูรกร่อนจิต ทั้งสองตัวเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ และน่าจะมากพอให้ข้าเพิ่มพลังได้’
ยิ่งระดับพลังสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้พลังปราณมากขึ้น เวลานี้หลงเฉินบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์แล้ว แต่การจะบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีได้นั้น สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ยังถือว่าไม่เพียงพอ และหมีปีศาจยักษ์สองตัวนี้คงพอทำให้เขาได้อิ่มท้องเท่านั้น
‘อยากรู้นักว่าสัตว์อสูรต้องแข็งแกร่งเพียงใดเมื่อข้าบรรลุถึงระดับแก่นสวรรค์หรือเหนือกว่า...’
ขณะที่หม่าเทียนหยางและหลงเฉินจัดการกับผลึกอสูร เมื่อนั้นเองที่พวกเด็ก ๆ กล้าเข้ามาใกล้ ทว่าพวกเขาไม่กล้าสบตาหลงเฉิน อย่างมากก็เหลือบมองเขาเพียงครู่หนึ่งและรีบหันหนีด้วยความกระอักกระอ่วน
“หลังจากผ่านประสบการณ์อันตรายครั้งนี้มาได้ มันย่อมเป็นเรื่องดีหากพวกเจ้าจะผูกมิตรไว้บ้าง มานี่สิ นี่คือพี่หลง ลองเรียกชื่อเขาสิ”
หม่าเทียนหยางหาใช่คนโง่ เขาจะไม่สังเกตเห็นท่าทีดูถูกเหยียดหยามเด็กเหล่านี้มีต่อหลงเฉินได้อย่างไร? เวลานี้พูดได้ว่าหลงเฉินตบหน้าพวกเขาฉาดใหญ่ เขาจึงใช้โอกาสนี้ทำให้พวกเขาต้องชดใช้
‘หากข้าไม่ให้บทเรียนแก่พวกเขาบ้าง พวกเขาก็จะคิดว่าตนเองสูงส่งไปตลอด’
หม่าเทียนหยางคิดในใจ
แม้จะไม่เต็มใจ แต่พวกเขาก็เรียก ‘พี่หลง’ ตามคำสั่งของหม่าเทียนหยาง เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินถูกเรียกเช่นนี้ เขาจึงรู้สึกดีไม่น้อย
เมื่อจัดการหมีปีศาจยักษ์เรียบร้อยแล้ว ประสบการณ์ครั้งนี้จึงถือว่าลุล่วงด้วยดี หม่าเทียนหยางจึงเตรียมตัวกลับและหลงเฉินก็พยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นเขาก็มองออกไปในระยะไกลและเอ่ยขึ้น
“พวกที่ทำตัวน่าสงสัยอยู่ตรงนั้น ไม่คิดจะออกมาหน่อยรึ?”
หม่าเทียนหยางและคนอื่น ๆ ต่างผงะไปและไม่แน่ใจว่าหลงเฉินพูดถึงสิ่งใด อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเห็นว่ามีคนสองคนกำลังเดินลงมาจากเนินเขา พวกเขาจึงรู้ว่ามีคนเฝ้ามองพวกเขาอยู่
สองคนนั้นคือหลิวหลิงและท่านลุงหยานนั่นเอง
ขณะที่หลงเฉินต่อสู้อยู่กับหมีปีศาจยักษ์และทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งสองซึ่งอยู่ใกล้ ๆ จึงรีบมาที่นี่จนได้เห็นหลงเฉินจัดการกับหมีปีศาจยักษ์อย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้หลิวหลิงวางแผนจะให้ท่านลุงหยานสั่งสอนหลงเฉินหรือแม้แต่สังหารเขาในมิติห้วงนภาแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นกลับเป็นเหมือนกับคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่นางอย่างรุนแรง
ระหว่างทาง ท่านลุงหยานเอ่ยขึ้น
“หลิงเอ๋อร์ หลงเฉินสามารถจัดการหมีปีศาจยักษ์ได้อย่างง่ายดาย ข้าไม่แน่ใจว่าข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้หรือไม่”
หากแม้แต่ท่านลุงหยานยังพูดเช่นนั้น หลิวหลิงจึงรู้สึกไร้ทางสู้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงเฟิงอู่เทียนที่บรรลุถึงระดับแก่นปฐพีและได้เข้าเหล่าคนใน นางจึงมีความมั่นใจมากขึ้น
‘ท่านลุงหยานอาจจะล้มเจ้าไม่ได้ แต่หากเป็นพี่อู่เทียนละก็ เขาต้องเล่นงานเจ้าได้แน่ ๆ ทันทีที่ข้าออกจากมิติห้วงนภา ข้าจะไปหาเขา!’
เมื่อหลงเฉินตะโกนเรียก หลิวหลิงจึงคิดเช่นนี้ในใจ
“พวกท่านวางแผนอะไรอยู่ถึงได้มาคอยสอดแนมเราอยู่ตรงนั้น? หรือว่าต้องการจะขโมยผลพลอยได้ของพวกเรา?”
หลงเฉินตะโกนออกไปโดยไม่ลังเล
“ก็แค่สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ ข้าจะเอาไปเพื่ออะไรมิทราบ?”
เมื่อเห็นถึงสายตาดุดันของหลงเฉิน นางจึงรู้สึกไม่พอใจนัก
“เช่นนั้นแล้วท่านต้องการสิ่งใดกันล่ะ? พี่หม่าของข้ารึ? พี่หม่าน่ะหล่อเหลาเอาการและคงไม่อยากเจอคนอัปลักษณ์อย่างเจ้าหรอก ล้มเลิกความคิดเสียดีกว่า พี่หม่า พวกเราไปกันเถอะ ไม่เช่นนั้นคนอัปลักษณ์ผู้นี้จะเริ่มกวนใจท่านแน่ ๆ!”
หลงเฉินเยาะเย้ย เขาดึงหม่าเทียนหยางและจากไปทันที
พวกเด็ก ๆ สังเกตเห็นหลิวหลิงที่ใกล้จะระเบิดเพราะความโกรธ หลังจากมองหน้ากันพวกเขาก็จากไปโดยเร็ว
“หลงเฉิน เจ้ามันคนทุเรศ! ข้าขอให้เจ้าตายอย่างน่าอนาถ!”
หลิวหลิงโกรธเสียจนอยากจะร้องไห้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้
“ท่านลุงหยาน ข้าจะไปหาพี่อู่เทียน พวกเราต้องพบเขาให้ได้!”
อีกด้านหนึ่ง หลงเฉินเดินออกไปไกลก่อนที่หม่าเทียนหยางจะตบหัวเขาและเอ่ยอย่างกึ่งหยอกกึ่งตำหนิ
“น้องชาย เจ้าจะเลือกผู้หญิงคนใดก็ได้ แต่อย่าลากพี่หม่าไปเกี่ยวและทำให้ข้าอับอายเช่นนี้สิ!”
“แหวะ... ข้าไม่เลือกนางหรอก แต่ท่านก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี ไปกินเหล้ากันดีกว่า!”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? ข้ารู้จักผู้หญิงมากกว่าเจ้าเสียอีก เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘การทะเลาะกันคือวิธีแสดงความรักอย่างหนึ่ง’ หรือไม่ล่ะ? นั่นไม่ใช่สถานการณ์ระหว่างเจ้ากับนางรึ?”
หลงเฉินหัวเราะแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เพราะผู้ที่เขาทะเลาะด้วยความสนุกคือหลิงซีต่างหาก
*****************