5.ความฝันและสัตว์อสูร
ในค่ำคืนนั้นหงหนิงหรงหลับตาลงเข้าสู้ห้วงนิททราทว่ายังหลับตาไม่ทันไรเธอก็ััได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างสรรพเสียงรอบข้างเงียบงัน ไม่มีเสียงสัตว์อสูร ไม่มีเสียงลมพัดไม่มีแม้กระทั่งเสียงเสี่ยวเมิ่งที่นอนอยู่เตียงอีกหลังนึงในห้องขยับเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมเข้านอนบ้างทุกสิ่งเงียบงันวังเวงแปลกประหลาด
หนิงหรงลืมตาขึ้นทันทีลางสังหรณ์กำลังบอกเธอว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น และแล้วเธอก็ได้คำตอบเธอนอนอยู่ในห้อง แต่สายตากลับมองทะลุกำแพงห้องออกไปในป่า สรรพสิ่งหยุดเคลื่อนไหวสายลม ต้นไม้ สัตว์อสูร ทุกสิ่งนิ่งงัน แม้แต่องครักษ์ทั้งหลายไม่มีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว หงหนิงหรงลุกขึ้นนั่งจ้องมองเข้าไปในผืนป่ามีบางอย่างกำลังขยับเคลื่อนไหวเข้ามา แสงสีทองสาดส่องไปทั่วกลืนกินความมืดทั้งมวล กีบเท้าคล้ายม้าอันใหญ่โตปกคลุมด้วยขนสีทองก้าวออกมาจากป่า ศีรษะอันใหญ่โตของมันเหมือนั มีเขาสองข้างเหมือนเขากวางมันใช้ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองมาที่เธอ เปลวไฟสีทองเต้นเร่าอยู่ที่ปลายหางซึ่งเหมือนหางวัวของมัน
หงหนิงหรงตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงนี่เป็สัตว์ในตำนาน ในโลกก่อนของเธอและมันยังเป็ผู้คุ้มครองอาณาเขตของบ้านหลังนี้ มันคือกิเลนทองที่สัตว์อสูรทั้งป่าหวาดกลัว เธอกลืนน้ำลายลงคอ แม้กิเลนทองจะไม่ได้แผ่จิตสังหารทว่าเธอรับรู้ได้ถึงแรงกดดันบีบคั้นยามมันปรากฏตัว แต่ไม่มากเท่าใดนักเธอรับรู้ได้ว่ามันไม่ได้มีเจตนาร้าย
“ท่าน้าอะไร”เธอเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมารับรู้ได้ว่ามันมาหาเธอ
‘ในที่สุดเ้าก็มา’เสียงเหนื่อยล้าของชายสูงวัยดังขึ้นในหัวของเธอ‘พวกเราเฝ้ารอเ้ามาเนิ่นนาน จนนึกว่าจะไม่มีโอกาสอีกแต่สุดท้ายชะตากรรมก็ชักนำเ้ากลับมา’เสียงถอนหายใจของชายชราดังขึ้น
“นี่ ท่านช่วยพูดให้รู้เื่หน่อยข้างงไปหมดแล้วนะ”ถึงจะเข้าใจว่าคนแก่ขี้บ่นแต่ก็ช่วยบ่นเื่ที่เธอเข้าใจหน่อยได้ไหม พูดอะไรไม่รู้เื่เลยสักนิด!
‘ข้าแค่อยากมาพบผู้ที่คนผู้นั้นเฝ้าตามหามาเนิ่นนานสุดท้ายแล้วเขาก็ได้สมหวังเสียที’มันทอดถอนหายใจ ยังพูดอะไรชวนให้งุนงงเหมือนเดิม
อ่า...ดูเหมือนว่าการที่ข้าทะลุมิติมาสิงร่างเด็กน้อยนี่จะมีเหตุผลซ่อนอยู่ คงเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นที่กิเลนทองบอก“คนผู้นั้นท่านหมายถึงใครหรือ”เธออยากรู้จริงๆ ใครกันนะที่เฝ้ารอเธอ
‘เมื่อถึงเวลาเ้าจะรู้เอง’กิเลนทองตอบ แววตาของมันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ‘หุบเขาแห่งนี้เป็เขตปกครองของข้า เ้าก็อย่าทำมันพินาศจนสัตว์อสูรตายหมดละ’
หนิงหรงฟังแล้วขมวดคิ้ว“ข้าจะไปมีปัญญาทำอะไรได้ ร่างนี้ทั้งอ่อนแอทั้งบอบบางมีแต่ข้าจะถูกสัตว์อสูรจับกิน”แต่พอพูดไปแล้ว กิเลนทองกลับส่ายหัวอันใหญ่โตของมันปฏิเสธคำพูดของเธอ
‘แม้ร่างนี้จะอ่อนแอ แต่ยังรักษาได้เป็เ้าต่างหากที่เป็อันตราย ต่อสัตว์อสูร’กิเลนทองถอนหายใจคืนนี้มันใช้พลังไปมากจริงๆ เพื่อจะได้พบคนตรงหน้า
‘เอาของสิ่งนี้ไป ข้าหวังว่าเ้าจะเห็นแก่มันไม่ทำลายเขตปกครองข้าจนพินาศ’สิ่งที่ลอยมาตรงหน้าเป็ขวดกระเบื้องเคลือบมีจุกผ้าอุดไว้เธอยื่นมือออกไปคว้ามันมา เปิดจุกออก กลิ่นหอมฟุ้งลอยตลบอยู่ในอากาศเธอเอียงขวดเเล้วส่องดู ข้างในเป็ยาลูกกร สิบเม็ด
“มันคือยาอะไร”เธอขยับจมูกสูดดมกลิ่นยาที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดูเหมือนจะเป็ของดี พวกยาสมุนไพรชั้นเลิศ เหมือนในนิยาย
‘เป็ยาสมุนไพร ผสมเืกิเลนทองของข้าช่วยฟื้นฟูร่างกายเ้า’
หนิงหรงอดประหลาดใจไม่ได้ มันถึงกับยอมเสียสละเืเพื่อให้คนอ่อนแออย่างเธอ ไม่ทำลายเขตปกครองของมัน น่าประหลาดจริงๆ
‘อย่าลืมเื่ที่ข้าบอกเ้าละ’
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไปเหลือเพียงแต่ความมืดมิดเธอพบว่าตัวเองกำลังจ้องมองกำแพงห้องท่ามกลางความมืดและได้ยินเสียงของเสี่ยวเมิ่งปัดๆที่นอนตัวเองเพื่อจะเข้านอนเสียงของสัตว์อสูรดังแว่วอยู่ข้างนอก เธอััได้ถึงความเย็นที่แผ่มาจากวัตถุในมือจึงก้มดู
มันคือขวดกระเบื้องเคลือบที่กิเลนทองมอบให้เมื่อครู่นี้เธอพบกิเลนทองจริงๆ
‘นี่มันเื่อะไรกันนะ’หนิงหรงงุนงงกับเื่ที่เกิดขึ้น ทำไมกิเลนทองต้องมาพบเธอ ใครกันที่เฝ้ารอเธอแล้วเธอจะมีปัญญาอะไรไปทำลายหุบเขาอสูรได้
“คุณหนูท่านยังไม่หลับหรือเ้าคะ”เสียงเสี่ยวเมิ่งถามขึ้นแม้เธอจะไม่ใช่คุณหรูตัวจริงแต่เสี่ยวเมิ่งก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นราวกับเธอยังคงเป็คุณหนูหนิงหรงคนเดิม
หนิงงหรง หลุดออกจากภวังค์ “ข้าแค่จะลุกไปดื่มน้ำ”เธอร้องบอกเสี่ยวเมิงที่เตียงอยู่อีกมุมของห้องแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะลุกมารินน้ำให้ก็ร้องห้าม “เ้านอนเถอะกาน้ำอยู่แค่นี้เอง ข้ารินเองได้”
เสี่ยวเมิ่งฟังแล้วนิ่งคิดไปครู่นึงก่อนจะทิ้งตัวลงนอน
เธอคลำทางในความมืดอย่างระมัดระวังคว้ากาน้ำเทใส่ถ้วย เทยาที่กิเลนทองให้ออกมาหนึ่งเม็ด กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วห้องก่อนจะโยนเข้าปากแล้วดื่มน้ำตาม...ปิดจุกแล้วเก็บใส่สาบเสื้ออย่างดี
“คุณหนูท่านไปได้ยาสมุนไพรชั้นเลิศมาจากไหน”เสี่ยวเยี่ยนถามขึ้น
ท่าทางเสี่ยวเมิ่งจะได้กลิ่นยา“มีคนให้มานะ ยาบำรุงร่างกายอย่างดี”เธอไม่ได้โกหกนะแค่คนที่ว่าเป็สัตว์อสูรเท่าเท่านั้นเอง
ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งดูเหมือนเสี่ยวเมิ่งจะตัดสินใจนอนไม่สนใจเธออีก
หนิงหรงกลับมานั่งที่เตียงเธอเริ่มรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่าง ดูเหมือนยาจะออกฤทธิ์เธอหลับตาทำสมาธิ ลมปราณของเธอจากแผ่นเบาเริ่มหน้าขึ้นสั่นไหวราวกำลังเต้นรำปราณที่กลายเป็เส้นสีทองแผ่ขยายลุกลามไปทั่วทั้งร่าง โดยเฉพาะที่จุดตันเถียนใกล้ๆกับสะดือ มีกลุ่มก้อนพลังงานที่ชัดเจนขึ้น..นั่นไงละพลังยุทธของเธอแม้จะยังอ่อนแอทว่าเธอมองเห็นมันแล้วครั้งแรกที่เธอลองเดินลมปราณสำรวจดูเธอยังหาไม่เจอเพราะมันบางเบาจนเกินไปขณะที่พิษในร่างกายเธอ ยังอยู่เหมือนเดิม ดูเหมือนว่ายานี่จะช่วยแค่บำรุงร่างกายและพลังยุทธ เท่านั้น
ในที่สุดหนิงหรงก็ทิ้งตัวลงนอนถึงจะไม่รู้ว่าเกิดไรขึ้นทำไมถึงถูกดึงิญญามาสู่โลกที่แปลกประหลาด และไม่คุ้นเคยนี้แต่คนอย่างเธอนั้นปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้รวดเร็ว เหมือนพวกกิ้งก่าเปลี่ยนสีดังนั้นเธอจึงไม่กังวลว่าจะอยู่ในโลกที่แตกต่างไม่ได้...
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับเธอ คือเื่ที่กิเลนทองพูดต่างหากทำไมถึงกลัวว่าเธอจะลายหุบเขาอสูรจนพินาศนะ หรือเธอจะกลายเป็นางมารร้ายเหมือนในนิยายรึเปล่านะพวกประเภทจิตรมารเข้าแทรกกลายเป็มารร้ายไร้จิตสำนึก กระหายเื คิดแต่จะฆ่าฟันแต่ว่าในชาติก่อนเธอทำความดีมาทั้งชีวิต เคร่งครัดในศาสนา ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตโตมาเธอก็ทำอาชีพทวงความยุติธรรมให้ผู้คน ชะตาเธอจะเลวร้ายตกต่ำเป็มารได้หรือ...เฮ้อ...สุดท้ายเธอตัดสินใจหยุดคิดทุกเื่ราวคิดไปก็เท่านั้น นอนหลับสักงีบ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดกังวลไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา คนอย่างเธอปล่อยวางได้รวดเร็วอยู่แล้ว
ในที่สุดหงหนิงหรงก็ดิ่งลงสู้ห้วงนิทรา
เช้ามือวันรุ่งขึ้น เธอถูกเสี่ยวเมิ่งที่ลุกขึ้นมาทำความสะอาดห้องั้แ่เช้ามืดรบกวนการนอนจนเธอตื่นขึ้นมา ยังดีที่เธอหลับั้แ่หัวค่ำการตื่นเช้ามืดจึงไม่ทำให้เธอเพลีย
เสี่ยวเมิ่งได้ยินเสียงคนขยับตัวจึงวางงานในมือลง นึกแปลกใจที่คุณหนูตื่นแต่เช้า“คุณหนูข้ารบกวนเวลานอนของท่านหรือเปล่า ท่านหลับต่อเถอะ ยังเช้ามืดอยู่เลยเสี่ยวเมิ่งจะออกไปทำงานอย่างอื่นจะได้ไม่รบกวนท่านดีไหม”
คำถามของเสียงเมิ่งยาวเหยียดจนหริงหรงตัวปลอมนึกถอนหายใจ คุณหนูขี้โรคคงของเสี่ยวเมิ่งคงไม่ได้เป็คนตื่นง่ายแบบเธอสินะ “ไม่เป็ไร ข้าตื่นแล้ว”เธอตอบสั้นๆ
เสี่ยวเมิ่งอ้าปากจะคัดค้านแต่เมื่อสบตากับดวงตาที่ฉายแววเฉียบขาดของอีกฝ่ายก็ต้องหุบปากลงนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คุณหนูขี้โลกของเธออีกต่อไป
“งั้นเสี่ยวเมิ่งจะไปยกน้ำมาให้คุณหนูล้างหน้านะเ้าคะ”
หนิงหรงพยักหน้าเสี่ยวเมิ่งจึงยกถังน้ำไปไว้มุมห้องไว้ถูพื้นที่ยังไม่เสร็จทีหลัง ก่อนจะผลักประตูออกจากห้องไปโดยไม่ลืมงับประตูปิด ชั่วครู่ที่ประตูเปิดลมหนาวพัดเข้ามาในห้องจนเธอรู้สึกหนาว ขึ้นมาวูบนึงข้างนอกฟ้ายังคงขมุกขมัวเป็สีดำ
วันนี้จะเป็การฝึกวันแรกของเธอหลังจากจัดการธุระส่วนตัวและทานอาหารเช้าเสร็จ เธอก็พร้อมกับการรับมือกับเช้าวันใหม่การฝึกฝนร่างกายของผู้ฝึกยุทธ
จ้าวอี้หานสมกับเป็ครูฝึกทหาร กว่าครึ่งวันที่เขาควบคุมการฝึกเล่นทำแขนขาเธอสั่นทุกครั้งที่ขยับเคลื่อนไหว โชคดีที่เธอได้ยาของกิเลนทองไปก่อนนอน หาไม่การฝึกแบบนี้อาจทำให้เธอสลบั้แ่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ได้อี้หานเองก็ดูประหลาดใจที่ร่างกายเธอเข็งแรง รับกายฝึกหนักเช่นนี้ได้ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจให้เสี่ยวเมิ่งเย็บผ้าเพื่อยัดทรายลงไปทำเป็ถึงทรายผูกติดแขนขาเธอเพื่อช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและความเร็วให้ร่างกายที่บอบบางนี้โดยเริ่มจากน้ำหนักครึ่งกิโล
ตอนบ่ายเธอเรียนเื่ค่ายกลกับจ้าวจื่อหานไม่ต้องใช้พละกำลัง แค่ใช้สมองจดจำเื่ราวต่างๆบางครั้งจ้าวจื่อหานก็จะพักการเรียน ให้เล่นกระดานหมากรุกแทนแน่นอนว่าเธอไม่ถนัดทั้งสองอย่าง แต่ก็พยายามตั้งใจเรียนเป็อย่างดี คืนนั้นเธอกินยากิเลนทองลงไปแล้วหลับอย่างรวดเร็วด้วยความอ่อนเพลียทั้งร่างกายและสมองคืนนี้เธอหมดแรงไม่มีเวลารวบรวมลมปราณใดๆทั้งสิ้น
วันถัดมาเธอถูกจ้าวอี้หานจับมัดถุงทรายใส่แขนขาและถูกสั่งห้ามถอดถุงทรายออกเด็ดขาด ยกเว้นเวลาอาบน้ำ ดังนั้นตอนฝึก ไม่ว่าจะวิ่งจะเดิน จะกินข้าวหรือเข้านอน เธอต้องที่มีถุงทรายผูกติดตัวเสมอเธอรู้สึกเดินได้ช้าเหลือเกิน แขนขาก็สั่นไปหมดทั้งร่างเธออ่อนเพลียจนตกบ่ายตาแทบจะปิด เธอยังต้องมาถูกทรมานด้วยวิชาค่ายกลและการเดินหมากเพื่อฝึกสมาธิของจ้าวจื่อหานอีก เธอได้แต่กัดฟันอดทนต่อไป แอบคิดว่าสองพี่น้องนี้เกิดมาเพื่อทรมานผู้คนนี่เป็อีกคืนที่เธอกินยากิเลนทองเม็ดที่สามลงไปคืนนี้เธอก็หลับลงไปด้วยความรวดเร็วไม่ได้คิดจะสำรวจลมปราณแต่อย่างใด
วันที่สามเธอตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดระบมไปทั่วร่างกล้ามเนื้อทุกส่วนปวดระบมราวกับ้าประท้วงที่เธอใช้งานมันหนักเกินไป สีหน้าในกระจกของเธอซีดเซียวจนน่าใแม้กระทั่งเสี่ยวเมิ่งยังออกปากว่าเธอควรหยุดพัก แต่เธอรู้ดีว่าไม่ควรทำเพราะการที่กล้ามเนื้อปวดระบม แปลว่ากล้ามเนื้อกำลังปรับตัว อีกไม่นานเธอก็จะชินเธอเดินลากแขนขาเข้าสู่ลานฝึกยุทธ ท่ามกล่างความเป็ห่วงของทุกคน โดยเฉพาะจ้าวอี้หานซึ่งเป็ครูฝึกทว่าเธอยืนยันที่จะฝึกต่อไป หากไม่ไหวจริงๆ เธอจะหยุดเองท้ายที่สุดเธอก็ผ่านมันไปได้ ตกบ่ายจึงลากสังขารไปเรียนวิชาค่ายกลต่อวันนี้สมองของเธอแทบไม่รับรู้อะไร การเดินหมากเธอยังแพ้แบบอนาถเหมือนเดิม
วันนี้จ้าวจื่อหานปล่อยเธอกลับมาั้แ่ตะวันยังไม่ตกดินเธอกินยาทันทีที่ถึงห้อง และเมื่อมีเวลาอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงเวลานอนเธอจึงลองเดินลมปราณดู ทันใดนั้น ลมปราณสีทองก็กระจายไปทั่วร่างอย่างรวดเร็วความปวดเมื่อยทั้งสามวันที่สะสมมาทั้งหมดเลือนหายไปจนหมดสิ้นความสดชื่นผ่อนคลายแผ่ขยายไปทั่วร่างขณะที่เส้นลมปราณเด่นชัดขึ้นมองเป็เป็สายไปทั่วร่างเหมือนเส้นด้ายสีทองพลังที่จุดตันเถียนหนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อ่า...ตอนนี้เธอรู้แล้วว่ายาที่กิเลนทองให้มาสมควรใช้คู่กับการเดินลมปราณ เธอเสียยาไปโดยเปล่าประโยชน์ถึงสองเม็ดในสี่วันที่ผ่านมา
เธอนั่งสมาธิเดินลมปราณทั่วร่างจนถึงเวลาเข้านอน เธอถึงยอมออกจากสมาธิเสี่ยวเมิ่งมีท่าทีตกตะลึงเมื่อเข้ามาในห้อง ผิวของหนิงหรงเปล่งประกายมีสุขภาพใบหน้ามีเืฝาด ท่าทางเหมือนคนสุขภาพดีแตกต่างจากหลายวันที่ผ่านมานับั้แ่ฟื้นขึ้นมา
เสี่ยวเมิ่งอยากถามเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าเมื่อสบตากับหงหนิงงหรงผู้นี้ ก็ทราบแล้วว่าคนตรงหน้าจะไม่มีวันบอก
“ดับไฟเถอะข้าจะนอนแล้ว”หงหนิงหรงทิ้งตัวลงนอน ไม่สนใจแม้กระทั่งอาหารเย็นที่ยังไม่ได้ทานแม้อาการปวดเมื่อยทั้งหลายจะหายไปแต่ความเคยชินที่เธอหลับเร็วก็ส่งผลให้เธอง่วงนอนจนต้องปิดตาลงจมสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวเมิ่งเดินไปดับเทียนแต่นางไม่ได้เข้านอน กลับเดินออกจากห้องไปคุยกับเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย
“พวกทานมีใครให้ยาบำรุงชั้นเลิศกับคุณหนูหรือเปล่า”เสี่ยวเมิ่งเรียกทุกคนมาชุมนุมที่ลานบ้านถามขึ้นแต่ละคนส่ายหัวเป็คำตอบ “ถ้าอย่างนั้นนางเอายามาจากไหน”เสี่ยวเมิ่งบ่นพึมพำเบาๆก่อนจะพูดเสียงดังขึ้นให้ทุกคนได้ยิน“วันนี้ข้าเห็นคนหนูหลังจากเดินลมปราณร่างกายของนางดูแข็งแรงมาก เหมือนคนสุขภาพดี ไม่คล้ายคนป่วยเลยสักนิด”
ทุกคนต่างมีสีหน้าประหลาดใจพวกเขาต่างทราบดีว่า ร่างกายของคุณหนูหงผู้นี้ถูกพิษเล่นงานมาหลายปีจึงมีสภาพอ่อนแออย่างหนัก เหตุใดภายในไม่กี่วันจึงมีมีสภาพเหมือนคนแข็งแรงได้
“เป็เพราะยาบำรุงหรือนางถึงมีอาการดีขึ้น”เยี่ยนเฟยถามเสี่ยวเมิ่ง
“ข้าคิดว่าใช่นะเพราะคืนก่อนที่จะมีการฝึกฝน นางกินยาเข้าไป กลิ่นยานั้นหอมฟุ้งไปทั่วห้องข้าดมดูกลิ่นแล้วรู้ทันทีว่ามีแต่ตัวยาชั้นเลิศ”เสี่ยวเมิ่งกล่าว
“ถึงจะเป็ยาชั้นเลิศขนาดไหนอาการป่วยของนางก็ยากจะรักษา หากไม่เดินลมปราณขับเืเสียออกมา ร่างกายก็ยากจะแข็งแรงขึ้นได้”หวงเหวินผู้เป็หมอกล่าวขึ้น
“หลายวันมานี้นางเหนื่อยจนหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอนมีเพียงวันนี้ที่นางมีแรงพอเดินลมปราณ แต่แวะเข้าไปดูนางทุกครึ่งชั่วยามนางไม่ได้เดินลมปราณขับเืเลย”เสี่ยวเมิ่งกล่าว
“หรือว่านางจะได้ยาดีมาจริงๆแต่นางได้มาจากไหน”หลิวอานท่าทางซื่อสัตย์โง่งมเอ่ยขึ้น
“นอกจากสี่วันก่อนที่นางคุยกับหมาป่าเงินนางก็ไม่ได้เจอใครอีก พวกเราจับตาดูนางไว้ตลอด แล้วจะไปเอายามาจากไหน”จ้าวจื่อหานผู้ถนัดวิชาค่ายกลเอ่ยขึ้น
“หรือว่าเป็พวกหม่าป่าเงินให้นาง”หวงเหวินผู้เป็หมอกล่าวขึ้น“เยี่ยนเฟยตอนนั้นมีเ้าจับตาดูนางอยู่ก่อนแล้วเ้าเห็นอะไรรึเปล่า”หันไปถามบุรุษรูปงามราวกับปฏิมากรรมชั้นเลิศ
“บางทีอาจจะเป็พวกหมาป่าเงินก็ได้กว่าข้าจะเดินย้อนกลับมาดูนางในคืนนั้นนางก็นั่งล้อมวลคุยกับหมาป่าแล้ว”แน่นอนว่าเขาโกหก! ตอนที่นางล้างตัวให้เสร็จ เขาลุกเดินหนีแต่ยังเป็ห่วงความปลอดภัยของนาง แอบยืนมองอยู่ไม่ห่าง พวกหมาป่าไม่ได้ให้อะไรเลยแค่ยืนโต้เถียงกับนางเท่านั้น ไม่รู้ทำไมเขาต้องโกหกเพื่อนาง แต่เขาอยากทำ!
หวงเหวินไม่เชื่อถือคำพูดของเยี่ยนเฟยเลยสักนิดมองเยี่ยนเฟยอย่างจับผิด ขณะที่คุณอื่นมีท่าทีครุ่นคิด
“บางทีอาจเป็ไปได้”หลิวอานผู้ซื่อสัตย์โง่งมเอ่ยขึ้น“แต่ไม่ว่านางได้มาจากใคร ถ้ายานั่นเป็ของดีก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ดีด้วยซ้ำนางจะได้ฝึกวรยุทธ์ได้เร็วขึ้นพวกเราไม่จำเป็ต้องกังวล”หลิวอานชี้ให้เห็นความจริง ทำให้ทุกคนมีท่าทีผ่อนคลายลงโดยเฉพาะเสี่ยวเมิ่ง
“พวกเ้าไม่กลัวนางเป็สายลับหรือ”เฉินอี้ผู้ถนัดวิชาตัวเบากล่าว
“ท่านอย่าได้เพ้อเจ้อ”คราวนี้เสี่ยวเมิ่งมีท่าทีโกรธเคือง“ข้าอยู่กับนางตอนที่นางฟื้นขึ้นมาถึงตอนนั้นข้าจะอยู่หน้าห้องก็เถอะไม่มีทางที่ใครจะย่องเข้าไปในห้องแล้วสับเปลี่ยนตัวกับคุณหนูของข้าโดยที่ข้าและพวกเ้าหกคนไม่รู้ตัว!”
“แม่นางเสี่ยวเมิ่งข้าก็แค่ระวังไว้ก่อนเ้าอย่าได้โมโหไป”เฉินอี้หัวเราะแหะๆ เขาไม่ถนัดกับการรับมือกับสตรีหรอกนะยิ่งเวลาสตรีโมโหยิ่งน่ากลัว
“เหอะ!”เสี่ยวเมิ่งทำเสียงในลำคอสะบัดหน้าใส่อย่างโกรธเคือง
“เอาละ พวกเราแยกย้ายกันไปเถอะใครมีหน้าที่ก็ไปทำ ใครมีหน้าที่นอนก็ไปนอน”จ้าวอี้หานกล่าวปิดการสนทนาทั้งหมดลงทุกคนจึงได้แยกย้ายกันไป
เช้ามืดของวันที่สี่หนิงหรงยังคงตื่นเช้าเช่นเคย วันนี้เธอรู้สึกเบาสบายไปทั้งตัวไม่มีอาการปวดเมื่อยอีกต่อไป เมื่อถึงเวลาฝึกทุกคนล้วนมองหน้าเธอด้วยความประหลาดใจเพราะเธอไม่เหมือนคนป่วยอีกต่อไป
“เพิ่มน้ำหนักถุงทรายเถอะ”เธอบอกจ้าวอี้หานเขามีท่าทีลังเลอยู่ครู่นึง ก่อนจะทำตามน้ำหนักที่ถูกเพิ่มเป็หนึ่งกิโลไม่ทำให้เธอรู้สึกหนักมากนัก เธอจึงขอเปลี่ยนเป็สองกิโลคราวนี้เธอรู้สึกยกแขนขาขึ้นได้ลำบาก แต่ก็นับว่าน่าพอใจวันนี้เธอยังฝึกเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ทว่าไม่รู้สึกปวดระบมอีกต่อไปมีเพียงอาการเหนื่อยล้าเท่านั้น ตกบ่ายเมื่อเธอเข้าเรียนวิชาค่ายกล สมองของเธอกลับรับข้อมูลทุกอย่างเป็อย่างดีรวมทั้งขอให้จ้าวจื่อหานนำบทเรียนั้แ่วันแรกมาทบทวนให้ใหม่เธอก็เข้าใจเป็อย่างดี จึงขอให้จ้าวจื่อหานช่วยทดสอบแน่นอนว่าเธอทำได้เกือบทั้งหมด จ้าวจื่อหานมีท่าทีพอใจเป็อย่างยิ่งทว่าพอถึงเวลาเดินหมากจ้าวจื่อหานกลับขมวดคิ้ว
“ฝีมือเดินหมากของเ้าทำไมยังห่วยแตกเหมือนเดิม”เขาพูดจาไม่รักษาน้ำใจเลยสักนิด
“บอกตามตรงข้าไม่ถนัดการวางแผนเฉพาะหน้าแบบนี้”ต่อให้วางแผนระยะยาวก็ไม่ถนัด! เธอเป็คนตรงไปตรงมาเรียกได้ว่าบ้าบิ่นทำตามใจตัวเอง ไร้ความอดทน ไร้ระเบียบแบบแผนเป็อย่างยิ่งเธอไม่ใช่คนเ้าแผนการ
“เฮ้อ...น่าเสียดายจริงๆการเป็นักวางแผนชั้นยอดจะทำให้เ้าจัดการกับปัญหาต่างๆได้ง่ายดายขึ้น”จ้าวจื่อหานถอนหายใจอย่างเสียดาย“แต่ถึงจะเป็แบบนั้นเ้าก็ต้องเรียน การเป็คนมากเล่ห์มันเป็สิ่งที่มีประโยชน์มากมายนัก”
หลังจากวันนี้ไปจ้าวจื่อหานคงทุ่มเทเวลาให้กับการสอนชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมวางแผน และการเดินหมากให้กับเธอมากกว่าค่ายกลแล้วถึงค่ายกลจะซับซ้อนแต่มีรูปแบบตายตัว ขอเพียงจดจำได้และเข้าใจย่อมไม่มีปัญหาแต่การวางแผนเช่นกุนซือเป็สิ่งที่ต้องใช้ประสบการณ์และเวลาจึงจะทำได้
ฟ้ามืดจ้าวจื่อหานจึงยอมปล่อยเธอกลับมาวันนี้เธอรู้สึกเพลียเล็กน้อย หลังทานอาหารเย็นเธอก็กินยากิเลนทอง เริ่มเดินลมปราณห้ามใครเข้ามารบกวนแม้แต่เสี่ยวเมิ่งความอ่อนเพลียที่มีเพียงเล็กน้อยหายไปจนหมดสิ้นการเดินลมปราณครั้งนี้เธอรับรู้ได้ว่าพละกำลังของตนเพิ่มขึ้นทันที เส้นลมปราณหนาขึ้นยิ่งกว่าเดิมพลังที่จุดตันเถียนอัดแน่นหมุนวนอย่างบ้าคลั่งดูเหมือนพลังยุทธของเธอใกล้พร้อมใช้งานแล้ว หลังจากที่เธอทานยามาสี่เม็ดคาดว่าไม่ต้องทานครบสิบเม็ดพลังยุทธของเธอก็คงพร้อมจะฝึกแล้ว เมื่อเดินลมปราณจนถึงเวลาเข้านอนเธอจึงลืมตาขึ้นเธอรู้สึกได้ว่าประสาทััทั้งห้า ว่องไวขึ้น ทั้งการมองเห็น การรับรสการได้กลิ่น การได้ยิน และความรู้สึกในการัั ทุกอย่างชัดเจนขึ้นจนน่าประหลาดใจ
เธอๆได้ยินเสียงจ้าวอี้หานและจ้าวจื่อหานคุยกันอยู่หน้าห้องเบาๆได้ยินเสียงเต้นของหัวใจพวกเขา ได้กลิ่นเหงื่อไคลในอากาศได้ยินเสียงทุกอย่างที่เคลื่อนไหวรอบบ้านรวมทั้งสัตว์อสูรทั้งหลายที่ออกมาด้อมๆมองๆรอบบ้านอย่างอยากรู้อยากเห็นหรืออยากแกล้งพวกทหาร เธอดึงการรับรู้ทุกอย่างเข้าสู่ปกติเมื่อได้ยินฝีเท้าอันคุ้นเคยผลักประตูเข้ามา เหมือนรู้ว่าเธอหยุดการเดินลมปราณแล้วนั่นคือเสี่ยวเมิ่ง
เธอหรี่ตามองเสี่ยวเมิ่งครุ่นคิดถึงคนตรงหน้าอย่างละเอียด เหตุใดเสี่ยวเมิ่งจึงรู้ทุกการเคลื่อนไหวของเธออย่างชัดเจนเธอแค่หยุดเดินลมปราณและลืมตาขึ้น เสี่ยวเมิ่งก็รับรู้แล้ว เธอยังไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำหญิงคนนี้อยู่ในระดับเจ็ดเหตุใดจึงมีประสาทััรวดเร็วถึงเพียงนี้แม้แต่จ้าวอี้หานและจ้าวจื่อหานที่อยู่ในระดับแปดยังไม่รู้ว่าเธอหยุดการฝึกลมปราณแล้ว เพราะพวกเขายังยืนคุยกันเบาๆไม่ได้มีท่าทีชะงักรับรู้ถึงเธอ
“คุณหนู ลมปราณท่านก้าวหน้าไปมาก อีกไม่เกินสองสามวันท่านน่าจะพร้อมฝึกวิชายุทธ”เสี่ยวเมิ่งเดินยิ้มเข้ามาพร้อมกับเปลี่ยนกาน้ำเป็น้ำอุ่น รินให้เธอดื่ม
หนิงหรงรับมาขณะที่หลุบดวงตาลงเป่าน้ำอุ่นเย็นลงอีกนิด แววตาเธอเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ ‘ดูเหมือนเสี่ยวเมิ่งจะไม่ธรรมดาๆอย่างที่เห็นเสียแล้ว บางทีพลังยุทธอาจเทียบเท่าเยี่ยนเฟยในระดับเก้าหรืออยู่ในระดับสิบเป็ยอดยุทธแต่เหตุใดสาวใช้ธรรมดาๆคนหนึ่งจึงมีฝีมือน่าตื่นตระหนกเช่นนี้ต่อให้มารดาของหนิงหรงเป็คนถ่ายทอดให้ก็ตามหากไม่มีร่างกายที่เตรียมพร้อมสำหรับฝึกยุทธมาั้แ่เด็ก ก่อนจะถูกฮูหยินฮุ่ยเก็บมาเลี้ยงคนใช้อย่างเสี่ยวเมิ่งจะก้าวหน้าแซงหน้าครูฝึกทหารและกุญซือของจวนอ๋องเช่นจ้าวอี้หานและจ้าวจื่อหานไปได้อย่างไร
เธอคงต้องระมัดระวังผู้หญิงที่ฉากหน้าดูอ่อนแอไร้พิษสงผู้นี้เสียแล้ว เมื่อน้ำอุ่นเริ่มอยู่ในระดับไม่ลวกลิ้น เธอก็ยกขึ้นดื่มก่อนยื่นคืนให้เสี่ยวเมิ่งวินาทีที่ปลายนิ้วััมือของเสี่ยวเมิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจเธอรู้สึกได้ว่ามือของเสี่ยวเมิ่งเย็นเฉียบจนน่าใแม้ว่าก่อนหน้านี้จะรู้สึกว่าเสี่ยวเมิ่งเป็คนมือเย็นอยู่แล้วทว่ามันไม่ได้เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งแบบนี้ ไม่รู้ว่าเสี่วเมิ่งไปทำอะไรมาหรือเป็ที่ััของเธอเฉียบไว้ขึ้น
ในวินาทีที่เสี่ยวเมิ่งกำลังจะดึงมือกลับไปเธอคว้ากำมือของเสี่ยวเมิ่งเอาไว้อยากทดสอบคนตรงหน้า “เสี่ยวเมิ่งเ้ายืนตาดอากาศหนาวข้างนอกนาน จนมือเ้าเย็นมากเหมือนน้ำแข็งเ้าควรสวมถุงมือและดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ หาไม่แล้วเ้าจะป่วยเอา”
แววตาของเสี่ยวเมิ่งดูตื่นตระหนกอยู่ครู่นึงทว่าเมื่อสบสายตาที่จ้องมองมาราวกับกำลังค้นลงไปในจิติญญาของคุณหนูหรงแล้วเสี่ยวเมิ่งก็แกล้งทำสีหน้าลนลานหวาดกลัว “ตายจริงมือข้าเย็นขนาดนั้นเลยหรือเ้าคะ ข้ากลัวว่าตัวเองอาจจะป่วย”เสี่ยวเมิ่งเสแสร้งอย่างเห็นได้ชัด“งั้นคุณหนูรีบนอนเถอะเ้าคะ ข้าจะรีบไปหาถุงมือมาสวม”เสี่ยวเมิ่งวางถ้วยชาบนโต๊ะรีบเดินไปที่หีบเสื้อผ้าของตัวเองนั่งค้นหาถุงมือขึ้นมาสวมด้วยท่าทีรีบร้อนเหมือนกลัวว่าตัวเองจะไม่สบาย
หนิงหรงยกยิ้มอย่างรู้ทัน ‘ฮึ คิดแสดงละครต่อหน้าข้าเ้าคงต้องไปเรียนการแสดงมาใหม่นะเสี่ยวเมิ่ง’ในที่สุดเธอก็รู้แล้วเสี่ยวเมิ่งผิดปกติจริงๆ คนฝึกยุทธร่างกายย่อมต้องทนร้อนทนหนาวมากกว่าผู้อื่น แม้คืนนี้อากาศจะหนาวแต่ไม่มากพอให้ผู้ฝึกยุทธระดับสูงอุณหภูมิร่างกายลดฮวบเท่าเสี่ยวเมิ่งได้ดูเหมือนเสี่ยวเมิ่งจะมีอะไรปิดบังเสียแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็อะไรเธอก็เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองว่าเสี่ยวเมิ่งไม่อันตรายสำหรับเธอ
หนิงหรงทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้เสี่ยวเมิ่งแสร้งทำเป็หลับหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเหมือนคนนอนกำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา ผ่านไปราวสิบหน้านาทีหรือหนึ่งเค่อเธอได้ยินเสี่ยวเมิ่งแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและได้ยินเสียงเสี่ยวเมิ่งถอดถุงมือโยนทิ้ง หึหึดูท่าเสี่ยวเมิ่งจะมีอุณหภูมิร่างกายที่เย็นเฉียบเป็ปกติแต่เพราะก่อนหน้านี้หนิงหรงประสาทััไม่ฉับไว และยังร่างกายอ่อนแอมากััจึงเลอะเลือน ทำให้ไม่รู้ว่าเสี่ยวเมิ่งผิดปกติถึงเพียงนี้
เช้ามืดของวันที่ห้า ร่างกายของหนิงหรงเต็มไปด้วยพละกำลังอย่างเหลือเฟือเธอฝึกตลอดทั้งเช้าโดยไม่มีมีอาการเหนื่อยล้าให้เห็นอีกต่อไปคราวนี้จ้าวอี้หานถึงกับตกตะลึง ร่างกายของหนิงหรงฟื้นฟูเร็วเกินไปหรือไม่บางทีอาจเป็เพราะยาชั้นเลิศที่เสี่ยวเมิ่งบอกว่าหนิงหรงกินลงไป
“ร่างกายของท่านดูเหมือนจะแข็งแรงมากข้าจะให้หวงเหวินมาตรวจดูว่าร่างกายท่านพร้อมจะเดินลมปราณขับพิษออกได้หรือยัง”จ้าวอี้หานกล่าวปล่อยให้หนิงหรงกลับไปทานอาหารเที่ยง
ในห้องของอี้หาน
“หากเป็เหมือนที่เ้าว่ามานะอี้หาน ข้าว่าร่างกายนางคงจะพร้อมฝึกยุทธแล้ว”หวงเหวินขมวดคิ้ว“แต่ข้าต้องไปตรวจชีพจรนางก่อน ที่สำคัญข้าอยากดูว่าลมปราณในร่างนางเปลี่ยนแปลงหรือไม่”หวงเหวินกล่าวกับจ้าวอี้หานที่ลากเขาและทุกคนมาที่ห้องของอี้หานเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของคุณหนูหนิงหรง
หวงเหวินเดินนำทุกคนออกจากห้องไปหาคุณหนูหรง ที่ดูเหมือนจะทานอาหารเรียบร้อยแล้ว
หวงเหวินตรวจชีพจรอยู่ครู่นึงพบว่าร่างกายคุณหนูแข็งแรงมากมีพลังลมปราณไหลเวียนอย่างดีพลังยุทธที่จุดตันเถียนแข็งแกร่งหมุนวนอย่างบ้าคลั่งจนน่าตกตะลึงราวกับว่าร่างนี้ถูกเตรียมพร้อมมาเพื่อฝึกยุทธั้แ่อยู่ในท้องไม่ใช่เพิ่งมาเตรียมพร้อมเมื่อสามสี่วันก่อน หวงเหวินขมวดคิ้วกับเื่ประหลาดนี้พลางครุ่นคิดว่าต้องเป็ยาชั้นเลิศขนาดไหนถึงทำให้ร่างกายที่อ่อนแอบอบบางนี้แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวะโได้
“ร่างกายตอนนี้ท่านแข็งแรงมากมากพอที่จะฝึกยุทธ์ได้แล้ว”หวงเหวินสรุป“ครึ่งวันหลังจากนี้ข้าจะสอนท่านเดินลมปราณขับพิษออกจากร่าง”
หลังจากนั้นทุกคนก็ถูกไล่ออกจากห้องประตูถูกปิดห้ามใครเข้ามารบกวน หนิงหรงกระอักเืครั้งแล้วครั้งเล่าเืสีคล้ำเลอะพื้นเป็วงกว้าง พร้อมทั้งกลิ่นคาวเืลอยคลุ้งไปทั้งห้อง ในที่สุดพิษทั้งหมดก็ถูกขับออกไป
“ท่านรีบกินยาวิเศษของท่านเสียแล้วรีบเดินลมปราณ”หวงเหวินกล่าวเขารู้ว่ายาที่รักษานางได้ต้องไม่ใช่ยาสมุนไพรชั้นเลิศเท่านั้นแต่ต้องเป็ยาวิเศษหายากแน่นอนไม่เช่นนั้นแล้วนางจะมีร่างกายที่แข็งแรงรวดเร็วได้อย่างไร
หนิงหรงแปลกใจเล็กน้อยกับชื่อเรียกยานั้นแต่จะไปก็อาจจะเป็ยาวิเศษจริงๆในเมื่อมันมีเืของกิเลนทองผสมอยู่เธอหยิบยาออกมาเปิดจุกกินเข้าไปอย่างไม่ลังเล กลิ่นยาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้องกลบกลิ่นคาวเืชั่วคราว
หนิงหรงปิดเปลือกตาเดินลมปราณไม่สนใจหวงเหวินอีกต่อไป
หวงเหวินรู้ได้ทันทีว่ายานั้นคือเืกิเลนทอง เขารู้จักยาทุกชนิดเป็อย่างดี และรู้ด้วยว่าสมุนไพรที่ผสมอยู่เป็สมุนไพรอายุหลายพันปีที่มีแต่ในหุบเขาอสูรเกรงว่าผู้ที่มอบยานี้ให้นอกจากกิเลนทองแล้วคงไม่มีผู้ใดอีก เขาออกจากห้องไปปิดประตูให้หนิงหรง
“หลังจากนี้ไปพวกเ้าเฝ้าคุณหนูเอาไว้ให้ดีห้ามเข้าไปรบกวนแม้แต่ก้าวเดียว จนถึงตอนเช้านางจะออกมาเอง”
“หมายควาว่ายังไง”เสี่ยวเมิ่งถาม
“นางขับพิษออกจากร่างแล้วกำลังฝึกเดินลมปราณอย่างเต็มตัวบางทีนางอาจทะลุขั้นที่หนึ่งได้ภายในเช้าวันพรุ่งนี้”หวงเหวินพูดจบก็เดินกลับห้องไปทิ้งให้เหล่าคนฟังตกตะลึกกับสิ่งที่ได้ยิน
หนิงหรงผู้นี้ถึงกับจะใช้เวลาแค่คืนเดียวทะลุพลังยุทธขั้นที่หนึ่งซึ่งคนทั่วไปต้องเสียเวลาไปเกือบครึ่งปีนะหรือ! มันเกิดอะไรขึ้นทุกคนนึกอยากจะวิ่งตามไปถามหวงเหวินนัก แต่หวงเหวินเป็คนปากหนักหากสิ่งใดที่เขาไม่้าพูด ไม่ว่าใครก็บังคับให้เขาพูดไม่ได้ดังนั้นคงได้แต่รอให้ถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ว่าหงหนิงหรงตัวปลอมนี้จะก้าวขึ้นสู่พลังยุทธระดับที่หนึ่งได้หรือไม่ แม้จะเป็ระดับที่ต่ำที่สุดทว่ามีความยากลำบากที่สุดเพื่อให้ก้าวผ่านจากคนธรรมดาเป็คนมีพลังยุทธไม่ใช่เื่ง่ายเลยสักนิดหนำซ้ำต้องทนเ็ปแสนสาหัส ปางตายให้ได้มีคนมากมายที่ผ่านขั้นตอนนี้ไปไม่ได้ถึงขั้นเสียชีวิตหรือาเ็สาหัสจากการลมปราณแตกซ่าน...
หวังแต่ว่าหงหนิงหรงจะประสบความสำเร็จเหมือนที่หวงเหวินคาดการณ์ไว้