สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 43 ท่านจะลูบแก้มข้าไปอีกนานไหม

    มีเพียงหลิงเยวี่ยเท่านั้นที่หันมามองยูรันครู่หนึ่ง


    “ทำไมเจ้ายังไม่ออกไปกับพวกนาง”


    ยูรันตอบเสียงเรียบ


    “อืม ศิษย์พี่กับศิษย์น้องคิดว่าข้าเดินออกไปด้วยต่างหาก”


    หลิงเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย


    “หมายความว่าอย่างไร”


    “เป็นวิชาหนึ่ง คล้ายกับวิชาที่ทำให้ตัวเองหายไปจากตรงนั้น ศิษย์พี่กับชิงอวี้คงเล่าให้ท่านฟังแล้ว ชื่อของมันคือทัศนะศูนย์”


    ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ


    “แต่อันนี้ตรงกันข้าม มันทำให้คนที่ข้ากำหนดเห็นว่าข้ายังอยู่ข้างกายตลอดเวลา มีแค่พวกนางเท่านั้นที่เห็น อาจารย์ไม่เห็นใช่ไหมล่ะ ว่าข้าเดินออกไปกับพวกนาง”


    หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ


    “ใช่”


    “ชื่อของวิชานี้คือ ทัศนะบูรณา”


    หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ


    “แล้วทำไมเจ้าต้องทำถึงขนาดนี้”


    ยูรันเหลือบมองไปทางเย่อ้าวเทียนที่นั่งอยู่หน้าแท่นระฆังทองสัมฤทธิ์


    “เพราะว่ามีบางคนโลภมาก แล้วคนโลภมักทำให้เกิดปัญหา”


    เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “ท่านก็รู้ว่าข้าหมายถึงใคร ข้าเลยต้องอยู่ดูสักหน่อย”


    หลิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง


    “เจ้าแน่ใจนะ”


    ยูรันยิ้มบาง ๆ


    “ข้าบอกได้แค่ว่า กันไว้ดีกว่าแก้”


    หลิงเยวี่ยกล่าวเสียงเรียบ


    “เช่นนั้นข้าจะอยู่ดูด้วย แล้วเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”


    ยูรันกวาดตามองไปรอบ ๆ โถงหลักอย่างไม่รีบร้อน


    “ข้าเดาเอานะ”


    เขายกมือขึ้น ทำท่าคล้ายอะไรบางอย่างกำลังพองตัวออก


    “อย่างเช่น ระฆังนั่นมันอาจจะระเบิด...”


    ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนขยับนิ้วออกจากกันเบา ๆ


    “ตู้ม”


    หลิงเยวี่ยเงียบลงทันที


    หากเป็นคนอื่นพูดเช่นนี้ นางคงคิดว่าเป็นเพียงคำพูดเหลวไหล


    แต่เมื่อเป็นยูรัน นางกลับไม่อาจมองข้ามได้เลย


    สายตาของหลิงเยวี่ยเลื่อนไปยังระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงอีกครั้ง


    เสียงของนางต่ำลงเล็กน้อย


    “ตู้ม... แค่ไหน”


    ยูรันเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง


    “อืม ท่านคิดว่าระดับมหายานขั้นสูง จะระเบิดได้ไกลแค่ไหน?”


    หลิงเยวี่ยนิ่งไปทันที


    คราวนี้แม้แต่นางก็ไม่อาจรักษาความสงบไว้ได้ทั้งหมด


    “เจ้าแน่ใจว่าเป็นระดับมหายานขั้นสูง?”


    ยูรันยักไหล่เบา ๆ


    “งูสองตัวนั้นพูดมาแบบนั้น ข้าก็แค่ฟังไว้”


    หลิงเยวี่ยมองระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงต่ำ


    “แล้วเจ้าคิดว่าโถงนี้รับไหวรึเปล่า”


    ยูรันมองเสาหิน ผนังโถง แท่นสมบัติ และค่ายกลโดยรอบ ก่อนตอบอย่างซื่อตรง


    “ท่านนี่ก็ถามแปลก ๆ นะ ระดับหลอมสุญญตายังระเบิดภูเขาได้ ข้าว่าวิหารนี่จะไปเหลือซากอะไร แล้วยังเป็นของวิเศษด้วย แดนลับนี่กระจุยแน่ ๆ”


    หลิงเยวี่ยถามต่อทันที


    “แล้วเจ้าแค่จะอยู่ดูเฉย ๆ ออกไปไม่ดีกว่าเหรอ”


    ยูรันยิ้มบาง ๆ


    “ท่านนี่ก็ถามแปลก ๆ อีกแล้ว ข้าเอางูสองตัวมาเป็นหมาเฝ้าประตูบ้านได้ แปลว่าข้าต้องมีวิธีหยุดระเบิดสิ”


    หลิงเยวี่ยหรี่ตาลง


    “เจ้าพูดเหมือนรู้ว่ามันจะระเบิดจริง ๆ นะ”


    ยูรันมองไปด้านหน้า ก่อนใช้หางตามองหลิงเยวี่ย


    “อ้าว งั้นเหรอ โดนจับได้ซะแล้ว”


    หลิงเยวี่ยพยายามจะจับพิรุธบนหน้าศิษย์รักคนนี้แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ


    ยูรันกล่าวต่อเสียงเบา


    “แต่ว่า ข้ามีอะไรอยากจะขอท่านอาจารย์สักหน่อย สองข้อ”


    “อะไร”


    “หนึ่ง ท่านจะต้องไม่บาดเจ็บ ห้ามบาดเจ็บอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้ท่านแกล้งทำเป็นช่วยกันระเบิดก็พอ”


    ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น


    “สอง ท่านจะต้องแกล้งทำเป็นบาดเจ็บหลังจากออกจากแดนลับ ให้ระดับพลังถดถอยสักหน่อย เหลือสักระดับสร้างรากฐานเป็นไง สองข้อนี้ไม่ยากใช่ไหม พอจะทำได้รึเปล่า”


    หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ


    “ก็ทำได้ง่าย ๆ เลยแหละ แต่ข้าอยากรู้เหตุผล”


    ยูรันมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครสนใจ ก่อนโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อย ยกมือบังปากแล้วกระซิบ


    “พอดีข้าอยากสังเกตผู้อาวุโสยอดเขาเรานิดหน่อย ส่วนเหตุผลลึกกว่านี้เอาไว้หลังจากออกแดนลับแล้วกัน ท่านช่วยข้าสักหน่อยนะ”


    หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย


    นางอยากถามต่อ แต่เมื่อเห็นยูรันตั้งใจเว้นไว้เช่นนั้น จึงไม่ได้ไล่ถามมากกว่าเดิม


    “ตกลง ข้าจะช่วย”


    หลิงเยวี่ยจ้องมองศิษย์รักตรงหน้าที่กำลังเหม่อมองไปทางระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ทำหน้าเหมือนจะหลับหลังพูดเรื่องใหญ่จบ


    นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่รู้ตัว มือของนางค่อย ๆ ยื่นออกไป ลูบแก้มของศิษย์รักคนนี้อย่างทะนุถนอม


    ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง ซูเม่ยเหยาที่กำลังคุยกับเซี่ยหลานอิงอยู่ไม่ไกล พลันหันมาเห็นภาพนั้นพอดี


    นางเบิกตาเล็กน้อย ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปาก


    “หรือว่า... ผู้อาวุโสหลิงจะมีความสัมพันธ์กับลูกศิษย์ตัวเอง”


    เซี่ยหลานอิงหันมองตามทันที


    “ไม่หรอกมั้งผู้อาวุโสซู”


    ซูเม่ยเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย


    “แต่ว่าเมื่อเช้า พอท่านบอกว่าอยากได้ตัวเขา นางก็ระเบิดพลังออกมาเลยนะ”


    เซี่ยหลานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง นางคิดตามแล้วพบว่า... ดูเหมือนจะใช่จริง ๆ


    ดวงตาของเซี่ยหลานอิงพลันวาวขึ้น


    “จริงด้วย! แบบนี้ต้องรีบทูลขอเสด็จน้า ให้พาเขาเข้าวัง”


    ซูเม่ยเหยาชะงักทันที


    นางหันกลับมามององค์รัชทายาทด้วยสายตาพูดไม่ออก


    [นี่ท่านจะออกหน้าออกตาไปรึเปล่า]


    ภายในห้วงจิตของเย่อ้าวเทียน


    เย่อ้าวเทียนยืนอยู่กลางนภาสีทอง กวาดตามองอักขระโบราณนับไม่ถ้วนที่ไหลวนอยู่รอบกาย


    สุดยอดวิชา หลอมรวมนภาเก้าชั้นฟ้า ค่อย ๆ ถูกประทับลงในจิตวิญญาณของเขาทีละบรรทัด


    วิชานี้ไม่ใช่เพียงเคล็ดโคจรปราณธรรมดา แต่เป็นวิชาหมุนเวียนพลังที่หลอมรวมฟ้า ดิน ปราณ และจิตเข้าด้วยกัน หากฝึกถึงขีดสุด ย่อมสามารถทะยานขึ้นสู่ระดับมหาจักรพรรดิได้อย่างแน่นอน


    ดวงตาของเย่อ้าวเทียนสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น


    [นี่แหละ... นี่แหละของที่ข้ารอคอย]


    เมื่ออักขระตัวสุดท้ายประทับลงในห้วงจิต เสียงเก่าแก่ก็ดังขึ้นอย่างสงบนิ่ง


    “การถ่ายทอดเสร็จสิ้น”


    “ผู้รับมรดก จงออกไปหลอมรวมอย่างมั่นคง อย่าฝืนเร่งรัด”


    แสงสีทองรอบด้านเริ่มจางลง ราวกับบททดสอบกำลังจะสิ้นสุด


    แต่เย่อ้าวเทียนกลับไม่ขยับ


    สายตาของเขาเลื่อนไปยังระฆังทองสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาที่ลอยอยู่เหนือห้วงจิต


    แค่เคล็ดวิชา?


    ไม่พอ


    หากเขาออกไปเพียงพร้อมเคล็ดวิชา คนอื่นย่อมยังมีโอกาสเข้ามารับมรดกจากระฆังนี้ได้อีก


    เขาไม่ยอม มรดกของมหาจักรพรรดิต้องเป็นของเขาเพียงผู้เดียว


    [หากข้าผสานระฆังนี้เข้าไปในห้วงจิต ระฆังก็จะเป็นของข้า ไม่มีใครแย่งได้อีก]


    ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวอย่างรุนแรง


    เย่อ้าวเทียนยกมือขึ้น ประสานอินอย่างรวดเร็ว ก่อนโคจรวิชาหลอมรวมนภาเก้าชั้นฟ้าที่เพิ่งได้รับมาโดยไม่ลังเล


    อักขระทองรอบกายพลันหมุนวนกลับมาอีกครั้ง


    เขายื่นมือไปคว้าระฆังทองสัมฤทธิ์กลางห้วงจิต


    “มาเป็นของข้า”


    ระฆังสั่นไหวเล็กน้อย


    เขาเร่งพลังทั้งหมด ดึงระฆังเข้าหาห้วงจิตของตนเองอย่างบ้าคลั่ง


    ชั่วพริบตาต่อมา ระฆังทองสัมฤทธิ์ด้านนอกเริ่มสั่นสะเทือน


    ตึง...


    เสียงระฆังต่ำลึกดังขึ้นครั้งหนึ่ง


    แสงบนผิวระฆังบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง


    ภายในห้วงจิต เย่อ้าวเทียนรู้สึกเหมือนมีภูเขานับหมื่นลูกกดทับลงมา วิญญาณของเขาแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ


    แต่เขายังไม่ยอมปล่อยมือ


    “เป็นของข้า... ต้องเป็นของข้า!”


    ตึง!


    เสียงระฆังครั้งที่สองดังขึ้น


    รอยร้าวเส้นเล็ก ๆ ปรากฏบนผิวระฆังทองสัมฤทธิ์


    พลังมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ภายในเริ่มรั่วไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้


    ยูรันเหลือบมองระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “อาจารย์ ดูเหมือนจะเริ่มแล้วนะ ท่านจะลูบแก้มข้าไปอีกนานไหม?”


    หลิงเยวี่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบปล่อยมือ


    ชั่วพริบตาถัดมา นางหันกลับไปทางผู้คนในโถง แล้วตะโกนเสียงเย็น


    “ทุกคนถอย! ระฆังกำลังจะระเบิด!”


    เสียงของหลิงเยวี่ยดังสะท้อนทั่วโถงหลัก


    ผู้คนที่กำลังดูสมบัติหรืออยู่ในห้วงทดสอบต่างสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกัน หลายคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นระฆังทองสัมฤทธิ์กลางโถงเริ่มสั่นไหว ส่งเสียงต่ำแปลกประหลาด และมีรอยร้าวสีทองแดงลามไปตามผิวระฆัง ทุกคนก็หน้าเปลี่ยนสีทันที


    “หนี!”


    ผู้ฝึกตนจำนวนมากรีบถอยออกจากวิหารอย่างโกลาหล


    เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยารีบเข้ามาหาหลิงเยวี่ย


    “ผู้อาวุโสหลิง แล้วท่านไม่ไปด้วยหรือ”


    หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ


    “ข้าจะออกไปหลังจากทุกคนออกไปหมดแล้ว”


    ทั้งสองมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วรีบพาคนของตนถอยออกจากโถง


    แต่เพียงไม่นาน พลังที่ถูกกักเก็บไว้ภายในระฆังก็ไม่อาจฝืนทนต่อการสั่นพ้องและการบังคับหลอมรวมด้วยวิชาที่ยังไม่สมบูรณ์ได้อีกต่อไป


    ภายในห้วงจิต เย่อ้าวเทียนลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก


    “บัดซบ!”


    เขารีบตั้งท่าป้องกันสุดกำลัง


    ทว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว


    ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!


    ระฆังทองสัมฤทธิ์ระเบิดออกกลางโถงหลัก


    คลื่นพลังมหาศาลกวาดออกไปรอบด้านราวกับฟ้าถล่ม แท่นหินแตกกระจาย เสาหินโบราณหักโค่น พื้นวิหารปริร้าวเป็นทางยาว


    ด้วยพลังของเย่อ้าวเทียนในตอนนี้ เขาไม่มีทางต้านแรงระเบิดระดับนี้ได้อย่างแน่นอน


    ร่างของเขาถูกคลื่นพลังซัดกระเด็นออกจากแท่นระฆัง เลือดพุ่งออกจากปาก ก่อนปลิวไปกระแทกพื้นหน้าประตูอย่างแรง แล้วสลบเหมือดทันที

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน