เหยียนจื่อม่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวอย่างไว้ท่าทีพลันแค่นเสียงเย็นในใจ ชาติก่อนยามเขากระทำการเบื้องหลัง ตระกูลเหยียนหาได้มีคุณธรรมน้ำมิตรหรือเห็นแก่ความรักระหว่างสามีภรรยาไม่ ยามนี้กลับพูดจาเสียน่าฟัง
เหยียนจื่อจวิ้นเอ่ยคำตามมารยาทอีกเล็กน้อยถึงเหลือบมองไปทางสารถีด้านข้าง เวลานี้รถม้าเสียหายหมดแล้ว ตัวม้าตกลงไปในหน้าผา กล่าวได้ว่าปราศจากร่องรอยให้ตรวจสอบ เกรงว่าเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวคงเหลือแค่สารถีเท่านั้น
“คุณชายเซี่ย คงต้องรบกวนท่านช่วยส่งสารให้พวกเขาด้านหลังนำรถม้ามาสักคันแล้ว”
เดิมทีเขาเกรงใจเกินกว่าจะเอ่ยปาก ทว่าเพราะเพิ่งเกิดเหตุการณ์ไม่ดีจึงไม่สะดวกจากไป หากมีการวางแผนการร้ายล่วงหน้าแล้วตนแยกออกไปก่อนเกรงว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก
ส่วนเรื่องปล่อยให้เซี่ยจิ่นเหยียนรั้งอยู่ที่นี่ใช่ว่าตนไม่ได้คำนึงถึง ทว่าตอนนี้คุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนทั้งสองอยู่ในสภาพอาภรณ์ไม่เรียบร้อย การให้บุรุษอื่นอยู่เฝ้าคงไม่ใช่เรื่องดีนัก
“ได้”
เซี่ยจิ่นเหยียนไม่มีความคิดจะอยู่ต่อ เขาควบม้าจากไปหลังตอบรับทันที เมื่ออีกฝ่ายจากไปแล้วเหยียนจื่อม่อถึงเงยหน้าขึ้นพลางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
นางกวาดตามองโดยรอบคร่าวๆ ต้องการดูว่าบนรถม้ายังหลงเหลือเบาะแสอะไรหรือไม่ ทว่ากลับเห็นสายตาของเหยียนหลินจับจ้องไปยังทิศทางที่เซี่ยจิ่นเหยียนจากไป แววตาสะท้อนประกายระยิบระยับต่อเนื่อง
เมื่อเห็นเช่นนี้หางตาของนางกระตุกเล็กน้อย เซี่ยจิ่นเหยียนช่างมีความสามารถในการสั่นคลอนหัวใจของสาวน้อยโดยแท้ ไม่ใช่ว่าชาติก่อนตนก็โง่งมจนไม่อาจถอยกลับได้หรอกหรือ
“พี่ชายสาม มีร่องรอยบ้างหรือไม่”
เหยียนจื่อม่อเห็นเหยียนจื่อจวิ้นเอาแต่จ้องไปที่เพลาไม้ นางค่อยๆ ขยับเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย นัยน์ตาดอกท้อรีเรียวคู่นั้นกวาดมองเพลาไม้ไม่ลดละ
“พวกนี้ล้วนเป็นไม้คานชั้นเลิศ ตามหลักไม่ควรมีรอยแตกหัก ทว่าตรงนี้กลับมีรอยหักที่ดูเรียบเนียนเกินไป”
หากถูกหินกระแทกจนหักก็ไม่ควรเสมอกันเช่นนี้ รอยนี้มีความเป็นไปได้มากที่จะเกิดจากของมีคม ดังเช่นตอนที่เซี่ยจิ่นเหยียนลงมือฟันเมื่อครู่ รอยตัดจึงออกมาดูเรียบร้อย
“หากว่ากันตามเหตุผล ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงไม่มีทางมีความแค้นกับผู้ใดได้ แล้วใครจะต้องการให้ข้าตายกันเล่า”
เหยียนจื่อม่อขมวดคิ้วเล็กน้อย คนที่ไม่ได้โง่จนเกินไปล้วนมองออกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มุ่งเป้ามาที่ตนหาใช่เหยียนหลิน เนื่องจากรถม้าที่นางนั่งขามาก็เป็นรถม้าคันนี้
เหยียนจื่อจวิ้นเหลือบมองเหยียนจื่อม่อครู่หนึ่ง ญาติผู้น้องซึ่งมีรูปโฉมละม้ายคล้ายป้าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้ไม่มีทางผูกปมแค้นกับผู้อื่นได้จริงๆ เกรงว่าบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับผลกระทบจากการกลับมาของนางคงมีแค่น้องหญิงสี่ แต่อีกฝ่ายไม่น่ามีความคิดโหดเหี้ยมปานนี้
...อย่างไรเสียก็เป็นน้องหญิงที่ตนรักเอ็นดูมาตั้งแต่เล็กจนโต เขาจึงไม่อยากสงสัยนาง
“เมื่อครู่น้องหญิงห้าดูใจเย็นยิ่งนัก”
การแสดงออกของนางเมื่อเทียบกับเหยียนหลินถือว่าน่าชื่นชมมาก แต่อีกฝ่ายเพิ่งอายุสิบสามสิบสี่ปี ห่างจากเหยียนหลินถึงสามปี เมื่อเทียบกันยังนับว่าค่อนข้างใจเย็นจริงๆ
“เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวยากจน เมื่อประสบเหตุการณ์เช่นนี้มักใจเย็นกว่าผู้อื่น เพราะชีวิตไม่ได้มีค่าอะไรถึงเพียงนั้น” นางกล่าวพลางไล้ปลายนิ้วไปตามรอยตัดไม้อันเรียบเนียนเบาๆ เสียงพึมพำแผ่วเบานั้นทำให้เหยียนจื่อจวิ้นตกตะลึงเล็กน้อย
แม้จะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทว่ากลับไม่อาจหาคำอธิบายอันสมเหตุสมผลได้ บางทีคงเป็นดังที่นางกล่าว...เด็กจากครอบครัวยากจนมักดูแลตัวเองได้เร็วกว่า!
โชคดีว่าครั้งนี้ไม่ได้เกิดเหตุที่ไม่อาจแก้ไข มิฉะนั้นเขาคงไม่รู้จะอธิบายต่อป้าสะใภ้ใหญ่อย่างไร บุตรสาวที่เพิ่งได้พบพานกลับประสบภัยครั้งใหญ่ ภายภาคหน้าญาติผู้น้องผู้นี้คงถูกป้าสะใภ้ใหญ่ประคบประหงมยิ่งเป็นแน่