เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบเจ็ด โองการสวรรค์

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบเจ็ด

     

    ทั่วแดนสวรรค์ในยามนี้เงียบสงบดุจผิวน้ำที่ไร้ลมโบกไหวมีเพียงเสียงระฆังหยกที่ดังกังวานห่างไกลราวกับเรียกวิญญาณทั้งสามโลกให้ตื่นจากนิทรา

    หลังศึกเทพมารสิ้นสุดลงโลกทั้งสาม แดนสวรรค์ โลกมนุษย์ และภพปีศาจ ต่างถูกแบ่งแยกออกอย่างถาวรไม่ข้ามพรมแดนปะปนได้ง่ายเช่นกาลก่อน แดนสวรรค์ฟื้นคืนสู่ความสงบอีกคราเมฆาเบาบางลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดเขาทองอร่าม ดอกอื๋นชิงและดอกพุดเริ่มบานสะพรั่งตามผืนหญ้ากิ่งไม้โปร่งส่ายไหวแผ่วเบาราวจะขับขานเสียงลมให้กลืนไปกับเสียงธรรมชาติ

    นับพันปีที่ผ่านพ้นเรื่องราวแห่งสงครามสามโลกจึงกลายเป็นเพียงนิทานที่เหล่าเทพเซียนเล่าให้เซียนน้อยฟังวิชาเหาะเหินเดินอากาศที่เคยเป็นที่ประจักษ์ กลับกลายเป็นตำนานไร้สาระในโลกมนุษย์สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติก็ล้วนหายไปจากสายตาผู้คนสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าจริง

    แต่ในแดนสวรรค์ยามเช้าของวันหนึ่ง เสียงฆ้องพิธีแห่งโถงสวรรค์ก็ดังขึ้นอีกครา

    โถงกลางสวรรค์อันโอ่อ่ากว้างใหญ่ก่อจากหยกขาวโปร่งแสง ปูพื้นด้วยศิลาแผ่นใหญ่สีเขียวนวลเรียงประณีตเสาหยกทุกต้นสลักลวดลายเมฆมังกรเหินล้อมหงส์ฟ้าบนเพดานสูงทอผ้าทิพย์ปักลายดอกบัวกระเรียนล้อมอยู่รอบยันต์ฟ้าแปดทิศเมื่อสายตาแลไปเบื้องหน้าจะเห็นแท่นหยกสูงใหญ่กลางโถงมีแท่นหยกทิพย์รองรับแผ่นโองการสวรรค์ที่ลอยอยู่กลางอากาศสะท้อนประกายสีทองดั่งแสงตะวันเจิดจ้า

    ท่ามกลางสายตาของเหล่าเซียนใหญ่ทรงภูมิและเซียนผู้พิทักษ์ที่นั่งรายล้อมอยู่รอบทิศเงาร่างหนึ่งก้าวขึ้นไปตามบันไดหยกอย่างสงบนิ่ง..เทพจักรพรรดิ

    ร่างสูงในอาภรณ์ยาวสีขาวสว่างบริสุทธิ์รัศมีสูงส่งดั่งเมฆล้อมพระอาทิตย์ ด้ายเงินบริสุทธิ์สะท้อนระยับ ชายแขนเสื้อยาวผืนผ้าโบกพลิ้วเมื่อย่างก้าวผ่านกระแสลมอ่อนดวงหน้าเยียบเย็น งดงามสง่า แววตาเช่นน้ำลึกไร้คลื่น สงบนิ่งซ่อนความรู้สึกที่ไม่อาจอ่านได้เขามิได้โค้งคำนับหรือเอ่ยคำใด มีเพียงร่างที่หยุดอยู่หน้าแท่นโองการรอรับสิ่งที่ตนรู้ดีมาตลอดชีวิต

    สิ่งที่เขาเฝ้ารอ..หน้าที่ที่สลักไว้ในดวงจิตตั้งแต่แรกจุติ

    ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากกลางโถงกังวานดุจฟ้าร้องแต่แฝงความหนักแน่นดั่งหินผา ไม่ใช่เสียงของผู้ใดหากแต่คือเสียงของโองการฟ้า

    "เทพจักรพรรดิรับโองการสวรรค์ บัดนี้..โลกมนุษย์แตกร้าว แร้นแค้น แก่งแย่งกันเองมิรู้จบสิ้นศึกสงครามลุกลามจากใต้สู่เหนือ จากคลื่นทะเลจรดพื้นทะเลทรายเทพจักรพรรดิจักจงรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง จากเหนือสุดทะเลทรายแห่งเป่ยเหยาถึงใต้สุดหุบเขาหนานโจวจากแดนตะวันออกโพ้นทะเลตงเจาจรดข้ามหุบเหวลึกหลังเขตพื้นที่ซีซั่วหน้าที่นี้จักสลักไว้ในแกนจิตวิญญาณ ไม่อาจละทิ้ง ไม่อาจหนีไม่อาจมีพันธะอื่นใดเหนือหน้าที่ ไม่อาจหลีกเลี่ยงจวบจนสิ้นสุด"

    เสียงสุดท้ายจบลงพร้อมกับโองการที่ลอยอยู่กลางแท่นพลันแตกกระจายออกเป็นเส้นอักษรสีทองนับร้อยพันเส้นอักษรเรืองแสงพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของเทพจักรพรรดิทีละตัว ทีละคำแต่ละคำเมื่อปะทะกับร่าง ก็จมลึกเข้าไปดั่งถูกจารลงบนวิญญาณ บุรุษผู้ยืนนิ่งไม่ไหวติงแสงทองสว่างจ้าฉาบทับร่างสูง จนบรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด มีเพียงลมที่โหมพัดเบาๆและเสียงชุดผ้าโบกสะบัดดุจร่ายรำของฟ้าดิน

    จนอักษรสุดท้ายจมหายไปร่างของเขาก็ยังคงรักษาความสงบ ไม่ได้ร้องขอ ไม่มีวาจาใดมีเพียงประกายตานิ่งลึกที่ปิดเปลือกตาลงพร้อมรับชะตาที่ขีดเส้นไว้นานนับกัปและเมื่อดวงจิตรับพันธะแล้ว ร่างนั้นก็เลือนหายไปจากแดนสวรรค์อย่างไร้ร่องรอยไม่ทิ้งไว้แม้แต่กลิ่นของวิญญาณ

    มีเพียงประกายแสงที่ปลิวร่วงลงจากชั้นฟ้าดุจเกล็ดน้ำแข็งที่ไม่ละลาย ส่องประกายเรืองรองราวสายฟ้าในม่านเมฆจุดหมายของแสงนั้นคือโลกมนุษย์

    ...

    ชายหนุ่มในชุดเกราะอ่อนลืมตาขึ้นช้าๆเสียงนอกกระโจมยังมีเสียงทหารเดินยามและเสียงสมหวีดหวิวของยามเช้าดวงตาดำสนิทที่เคยแน่นิ่งบัดนี้กลับวาววับด้วยประกายเข้าใจ ริมฝีปากเม้มแน่นชั่วครู่ก่อนจะผ่อนหายใจออกมาเบาๆเหมือนคลายปมใหญ่ในอก

    โม่หยงเฉิงนั่งนิ่งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินแต่ภายในกลับปั่นป่วนดั่งพายุ เขาก้มหน้าลงมองร่างเล็กขนสีขาวนุ่มในอ้อมแขนกาขาวร่างเล็กที่สิ้นใจไปแล้วตั้งแต่คืนก่อน ตลอดร่างของนกน้อยดูบริสุทธิ์สงบนิ่งดั่งผู้หลับใหลไร้ร่องรอยทุกข์เจ็บ ยิ่งมองก็ยิ่งราวกับภาพฝัน..แต่กลับเป็นฝันที่เขารู้แก่ใจว่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีตชาตินับไม่ถ้วน

    เสียงสะท้อนจากในห้วงจิตย้อนรำลึกภาพมากมายที่พรั่งพรูไม่หยุดยั้งหลังจากที่รับพันธะโองการสวรรค์หลายชีวิตก่อนหน้า..เขาเป็นหัวหน้าตระกูลใหญ่ผู้รวบรวมเผ่าที่แตกแยกหลายชาติถัดมา..เป็นขุนศึกที่ชูธงนำทัพรวบรวมแคว้นใหญ่น้อยอีกหลายครั้ง..กลายเป็นแม่ทัพผู้ช่วยสร้างราชวงศ์ใหม่จากเปลวเพลิงของสงคราม

    ทุกชาติเหมือนเส้นทางที่วิ่งเท่าไรก็ไม่จบสิ้นเขากำเนิดด้วยเหตุผลหนึ่งเดียว..รวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวแม้จะผ่านไปนานเพียงใด ห้วงเวลาเปลี่ยนแปลงเท่าไรแต่ในใจเขากลับไม่เคยลืมความมุ่งมั่นนั้นเลยสักครั้งราวกับดวงจิตเขาถูกจารึกไว้ด้วยอักขระแห่งพันธะนิรันดร์

    “ที่แท้..” เขาพึมพำในลำคอเบาๆก่อนที่ดวงตาจะหลุบลงต่ำอีกครั้งจับจ้องที่ร่างกาขาว “ข้าถูกสลักภารกิจนี้ไว้ในรากวิญญาณ” เมื่อปลายนิ้วลูบไล้ขนนุ่มของนกกาในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบาความอบอุ่นที่เคยมีกลับจางหายไปสิ้น แต่ไข่นกเล็กๆ มันยังอุ่นคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่นางปกป้องไว้แม้ต้องตาย

    หัวใจโม่หยงเฉิงบีบแน่นสัมผัสถึงความสั่นสะเทือนเล็กๆ ในอก เขารู้ว่าแม้จะเป็นเทพจักรพรรดิหรือจะถูกผูกพันธะด้วยหน้าที่แต่นั่นมิใช่ข้ออ้างให้เขาไม่มีรู้สึก

    ต่อให้เขาเคยได้ชื่อเป็นนักรบผู้ไม่แพ้ในสนามศึกชื่อเสียงขจรไกลในหลายชาติภพ แต่หากถามถึงเรื่องความรักแล้วหากชีวิตใดที่ไม่พบนางชีวิตนั้นเขาก็ไม่ต่างจากคนไร้หัวใจ

    เรื่องของเราดำเนินไม่ใช่ครั้งเดียวหรือสองหรือสามพรหมลิขิตพาให้เขาพบรักนาง และนางจากไป ไม่ว่าที่ใด..ในรูปแบบใดล้วนลงท้ายด้วยโศกนาฏกรรมทั้งสิ้น ให้นับนิ้วมือเราสองรวมกันยังไม่พอ..เขาล้มเหลวเสมอเมื่อเป็นนางความรู้สึกหนักหน่วงไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ

    เขาแนบหน้าลงบนร่างนกสีขาวกอดไข่ที่ได้รับมาแนบอกนิ่ง หยาดน้ำตาไม่หล่น หากแต่ดวงตาคู่นั้นกลับแดงจัดสีหน้าสงบแต่ในใจราวกับคลื่นถาโถมจนไม่อาจต้าน เวลาผ่านไปเนิ่นนานไม่มีผู้ใดมากวน คล้ายกับฟ้าดินก็รับรู้ความเศร้าในใจจวบจนชายหนุ่มผละใบหน้าออกจากร่างที่เย็นเยียบ สายตาสะท้อนประกายที่เปลี่ยนไปแววตานั้นยังมีความเจ็บอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือความมุ่งมั่นถึงปลายทาง

    “ข้าต้องสิ้นสุดภารกิจนี้เสียที”

    นับจากนั้นเพียงสี่สิบราตรีกาลศึกสิ้นสุดศึกที่โม่หยงเฉิงนำทัพตะลุยเข้ายึดหัวเมืองแดนเถื่อนเหนือลุ่มน้ำนอกเขตหลงหว้าได้สำเร็จการศึกที่เหนื่อยยากอันนำมาซึ่งชัยชนะอันงดงามกวงเหิงฮ่องเต้นำทัพกลับมาสู่เมืองหลวงทว่าเบื้องหลังเสียงโห่ร้องยินดีกลับมีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่จิตใจราวมีแอ่งน้ำลึกที่ไม่สะท้อนเงาจันทร์อีกต่อไป

    ค่ำคืนหลังเสร็จสิ้นพิธีเลี้ยงรับชัยกลับเมืองโม่หยงเฉิงในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ผ้าคลุมบนไหล่ปักดิ้นทองบางเบาด้วยฝีมือขั้นสูงเดินเงียบงันผ่านลานหินอ่อน ลมค่ำพัดปลายอาภรณ์ให้พลิ้วไหวเขาเลือกมุ่งไปยังตำหนักของสตรีผู้หนึ่ง..ซูผิน

    เรือนด้านในของซูผินยามนี้มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันจางๆส่องสว่าง ซูผินที่มิได้คาดคิดว่าองค์จักรพรรดิจะเสด็จมาเองถึงเรือนในยังอยู่ในอาภรณ์ผ้าแพรบางเบาสีอ่อน นางสะดุ้งเฮือกเมื่อข้ารับใช้หน้าตำหนักมากระซิบเบาๆด้วยสีหน้าประหลาดใจว่าฝ่าบาทเสด็จมา

    นางสะบัดมือให้สาวใช้คนสนิทรีบออกไปแล้วตนเองก็เร่งจัดอาภรณ์ ทาปากแดงเรื่ออย่างรวดเร็วก่อนจะออกไปคำนับร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก “ฝ่าบาท..” เสียงนางเบาราวลมผ่านใบหลิวย่อตัวลงอย่างสุภาพ ใบหน้างามที่ไม่เคยไร้รอยยิ้มบัดนี้ดูสั่นไหวไปชั่วขณะ

    “ไม่ต้องมากพิธีคืนนี้เราจะสะสางราชกิจที่ตำหนักเจ้าหนึ่งคืน” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดแต่ท่าทางกลับจริงจังเกินกว่าคำกล่าวที่คล้ายจะธรรมดานั้น

    ซูผินรีบพาฮ่องเต้เข้าสู่เรือนในขณะนั้นใจนางทั้งโล่งและเต้นไม่เป็นส่ำ มิอาจรู้เลยว่าฮ่องเต้ต้องการสิ่งใดกันแน่

    โม่หยงเฉิงนั่งลงที่เก้าอี้รับรองกลางห้องสตรีหนึ่งเดียวในห้องรินชาให้แล้วถอยตัวออกมาเอ่ยเบาๆ “หม่อมฉันไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาจึงมิได้เตรียมการใดไว้ ขอประทานอภัยเพคะ”

    เขายกมือโบกเบาๆเป็นเชิงว่าไม่ถือ แล้วเอ่ยคำที่คล้ายพูดเปล่าทว่าสะท้อนความหมายลึกยิ่งนัก “ไม่เป็นไรคืนนี้เราเพียงต้องการความเงียบสงบและเรื่องบางอย่างต้องบอกส่วนตัวกับเจ้า”

    ซูผินกะพริบตาสีหน้าประหลาดใจทันควัน “ฝ่าบาทให้หม่อมฉันอยู่ถวายงานหรือไม่เพคะ?”

    โม่หยงเฉิงส่ายหน้าเบาๆดวงตาคู่นั้นยังคงมืดลึกราวเหวไร้ก้น “ไม่ต้องเราจะอยู่เพียงลำพัง จะสะสางราชกิจเองแต่มีสิ่งหนึ่งต้องให้เจ้ารู้และเราหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้เราผิดหวัง”

    ซูผินย่อตัวลงอีกครั้งสีหน้าเริ่มจริงจังเต็มที่ “หม่อมฉันจะปฏิบัติตามที่ฝ่าบาทตรัสอย่างเคร่งครัดเพคะ”

    “ดี..นับจากวันนี้ไปอีกสองเดือนให้เจ้าเรียกหมอหลวงเผยมาตรวจอาการ แล้วแจ้งว่ารู้สึกเวียนศีรษะหมอหลวงเผยจะประกาศว่าเจ้าตั้งครรภ์..” น้ำเสียงของโม่หยงเฉิงยังคงราบเรียบแต่ถ้อยคำกลับเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งในลำธารเหมันต์

    ซูผินนิ่งงันไปชั่วขณะความคิดในใจสับสนวุ่นวาย ‘ความเท็จเรื่องตั้งครรภ์มังกร..หากความแตกแม้แต่ข้อต่อกระดูกก็ไม่เหลือ’ แต่นางก็รู้ดีว่าหากขัดรับสั่งนี้ตอนนี้ต่อให้ยังไม่ตายก็คงถูกเหวี่ยงออกจากตำหนักในอย่างทารุณ

    หลังเงียบไปอึดใจสตรีร่างบางก็ยอบกายลงเบื้องหน้าพระพักตร์อีกครั้งด้วยสีหน้าราบเรียบ “หม่อมฉันรับพระประสงค์เพคะ”

    โม่หยงเฉิงเพียงพยักหน้าหลังนางรับคำจากนั้นก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ขณะสายตาทอดไปยังปลายเรือนอย่างครุ่นคิดคืนยาวนานผ่านไปคนภายนอกเห็นเพียงจักรพรรดิมาหาความเกษมสำราญที่ตำหนักซูผินจนถึงรุ่งเช้าหากแต่ไม่มีใครรู้ว่าคำสั่งลับได้ถูกเริ่มแผนการแล้ว

    ใต้ท้องฟ้าต้นคิมหันต์ฤดูซึ่งแสงอาทิตย์กลับเจือหมอกก้อนเมฆสีอ่อนลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคาวังหลวง เสียงกลองพิธีประจำวังดังต่อเนื่องสามยกทอดความกังวลไปทั่วเขตหวงห้ามกลางตำหนักท้องพระโรงที่เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจบัดนี้คล้ายจะกลายเป็นเขตแห่งเงามืดและเสียงกระซิบ

    ข่าวการสอบสวนอย่างลับๆของราชสำนักที่ดำเนินมานับเดือนเงียบงันกลับปะทุขึ้น เรื่องราวที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดได้ถูกร่างประกาศแผ่ไปทั่วแคว้นราวอัสนีที่ฟาดกลางฟ้าแดดเปรี้ยงคำสั่งจากเบื้องบนถูกส่งตรงผ่านคณะเจ้ากรมราชบรรณสารกระดาษคำสั่งลายมือลายเส้นเข้ม นำด้วยตราสำริดพระราชลัญจกรถูกติดประกาศแน่นทั่วทุกจวนขุนนางและจุดสำคัญของเมืองหลวง รวมถึงข้างจวนสกุลจี้มีทหารองครักษ์ในเกราะเหล็กเงินยืนประจำการแน่นหนาคนทั่วทั้งต้าเหว่ยต่างสั่นสะท้าน

    “สกุลจี้ใช้อำนาจมิชอบค้าขายเกลือเถื่อน สะสมทรัพย์มิเปิดเผย สร้างเขตอำนาจทางใต้พัวพันกับเหล่าโจรสลัดลุ่มน้ำหลานน๋ายกระทำความผิดขั้นฐานกบฏโดยร่วมกับฮองเฮาใช้อำนาจวังหลังกดดันข้าราชการและขุนนางท้องถิ่นทำให้ความยุติธรรมบิดเบี้ยว..”

    ถ้อยคำในประกาศแผ่ความเยียบเย็นเชือดเฉือนทั้งด้วยเนื้อหาและนัยลึกท่ามกลางจัตุรัสกลางเมือง ประชาชนหลั่งไหลมาแน่นขนัด เสียงสนทนาเบาๆ ดังระงมแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยสิ่งใดเกินกว่ากระซิบ

    ทหารนำตัวผู้นำและทายาทสายตรงของสกุลจี้ขุนนางผู้เคยสูงศักดิ์ สวมชุดผ้าป่านเปื้อนฝุ่นลูกรัง คุกเข่าท่ามกลางลานประหารข้างกายมีลูกหลานที่ถือสายเลือดแท้ห้าขั้นอายุเกินเจ็ดปีคุกเข่าเรียงรายคนเฒ่าคนแก่น้ำตาซึม

    คำสั่งลงโทษถูกบรรจงชัดเจนผู้นำและทายาทสายตรงถูกประหารชีวิตทั้งหมด บุรุษอายุมากกว่าเจ็ดขวบจากสายหลักห้าขั้นถูกเนรเทศเป็นทาสแรงงานจนสิ้นอายุขัยสตรีและบุรุษที่เหลือปลดฐานะเป็นสามัญชนเนรเทศพันลี้ห้ามเข้าสู่เขตต้าเหว่ยชั่วสกุล

    จวนสกุลจี้ที่เคยโอ่อ่าปัจจุบันถูกปิดตาย บรรดาศิษย์ข้ารับใช้กระจัดกระจาย ทรัพย์สินถูกยึดตามประกาศ ความวุ่นวายเกิดขึ้นในบรรดาพ่อค้าที่ไปมาค้าขายกับสกุลจี้ไปทั่วเส้นทางการค้าเกลือหลายแห่งปิดชั่วคราวเพื่อหลบหลีกจากเรื่องที่อาจจะมาถึงตัวเหล่าขุนนางที่เคยเกี่ยวข้องต่างพากันถอนตัวเงียบงัน

    และอีกเรื่องที่สร้างแรงสะเทือนที่สุดเป็นหนึ่งในการล่มสลายของสกุลจี้สายหลักคือชะตาของสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง..ฮองเฮา

    ฮองเฮาผู้ที่เคยดำรงฐานะมารดาแห่งแผ่นดินบัดนี้ถูกปลดฐานะ ตัดนามออกจากวงศ์ ถูกปลงผมส่งไปอารามปี้เสวียนอารามชีที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในภูผา ตัดขาดจากโลกภายนอกประตูหินที่ผู้ใดเข้าไปแล้วไม่มีออก

    นางถูกนำตัวออกจากตำหนักคุนหนิงในยามสายนางกำนัลถูกเปลี่ยนให้สวมใส่ผ้าป่านสีขาวเสียงร้องไห้แผ่วของนางกำนัลผู้ติดตามมานานเท่านั้นที่แทรกขึ้นซึ่งบางคนถูกลงโทษไปแล้วก่อนหน้าอย่างแม่นมหวัง

    เวลานี้ชุดของฮองเฮาเป็นเพียงผ้ากระดาษขาวเรียบผมยาวสลวยที่เคยประดับหยกงามถูกตัดทิ้ง สายตานิ่งเฉยเมื่อถูกนำออกจากประตูวังหลวงไม่มีถ้อยคำใดหลุดจากริมฝีปากนางแม้แต่น้อย แต่สามวันต่อมาข่าวหนึ่งที่ส่งผ่านลมก็แพร่กระจายไปทั่ววัง “ฮองเฮาผูกผ้าขาวปลิดชีพสิ้นแล้ว”

    ไม่มีเสียงร้องไม่มีเสียงคร่ำครวญ มีเพียงจดหมายฉบับหนึ่งในมือของขันทีผู้ทำหน้าที่เฝ้าอารามซึ่งนำส่งกลับวังหลวงจดหมายนั้นถูกส่งตรงถึงตำหนักเฉียนชิงสองมือของขันทียื่นจดหมายผูกเชือกแดงลงต่อหน้าบัลลังก์

    โม่หยงเฉิงนั่งอยู่หลังโต๊ะทรงสูงมองมันอย่างไร้สีหน้า เพียงปลายนิ้วเรียวยกเทียนขึ้นถือไว้ปลายเปลวไฟสั่นระริกจากแรงลมอ่อนภายในห้อง เขามองแผ่นกระดาษในมือขันทีครู่หนึ่งก่อนเพียงกล่าวเบาๆ “วางไว้แล้วออกไป”

    ขันทียอบกายรับคำวางจดหมายลงอย่างช้าๆแต่ยังไม่ทันถอยห่าง เทียนในมือจักรพรรดิกลับเอียงต่ำชายหนุ่มปล่อยเปลวเทียนจรดลงบนจดหมายนั้นโดยไม่แม้แต่จะเปิดอ่านไม่แม้แต่จะแตะต้อง แผ่นกระดาษที่มีลายอักษรถูกเปลวไฟกลืนอย่างช้าๆลายอักษรที่อาจมีคำเวทนาหรือคำสาปแช่งใดๆ มิได้เห็นแสงเปลวไฟลุกวาบจนมอดไหม้เป็นเถ้ากระดาษปลิวไปตามลมกลางตำหนัก

    หลังเสร็จสิ้นกับสกุลจี้ขบวนเสด็จของกวงเหิงฮ่องเต้ก็มุ่งหน้าออกจากราชวังอีกครั้งมุ่งสู่วัดซานป๋อสายลมพัดสะบัดเส้นแพรธงฃเหนือหลังคาวัดโบกไหวระริกเสียงระฆังแผ่วเบาราวเสียงเตือนจากสวรรค์รอต้อนรับ

    เมื่อมาถึงประตูใหญ่ของวัดซานป๋อไทเฮาหญิงสูงวัยแต่ยังคงความสง่าเช่นผู้มีอำนาจนางสวมอาภรณ์ไหมสีอ่อนลายกุหลาบป่าออกมาต้อนรับโอรสนางยื่นมือออกไปหาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่า “โอรสของแม่..เจ้ามาแล้วหรือ”

    แต่สายตาที่ทอดกลับมามิใช่ความปีติยินดีทว่ากลับปกคลุมด้วยเมฆหมอกของความระแวดระวังเย็นชาเสียยิ่งกว่าเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะยอดหญ้ารุ่งสางหางตาเรียวยาวของโม่หยงเฉิงทอดมองไปยังอารามรอบด้านที่ดูสงบจนคล้ายจะร้างผู้คน

    “เข้าด้านในกันเถิด” ถึงกระนั้นไทเฮาก็เลือกจะมองข้ามสายตาเย็นแล้วเชื้อเชิญโอรสด้วยเสียงบางเบาและเมื่อเดินลึกเข้าไปในหลังอารามวัดส่วนที่พักไทเฮาก็ตรัสขึ้นโดยมิอาจทนเก็บความสงสัยได้ต่อไป“เกิดอันใดขึ้นหรือไม่เหตุใดหลายเดือนก่อนเจ้าจึงส่งคนมาสับเปลี่ยนข้ารับใช้รอบตัวแม่จนหมดสิ้น..แม้แต่นักพรตไท่อี้ก็หายตัวไปแม่แทบไม่อาจก้าวออกจากเขตอารามแม้เพียงก้าวเดียว”

    โม่หยงเฉิงหยุดยืนพลางหันกลับมามองไทเฮาด้วยแววตาแน่นิ่ง“นักพรตที่ละทางธรรมสิ่งที่เพียรบำเพ็ญเพียงเพื่อหวังอำนาจบัดนี้มิใช่ผู้ที่ควรดำรงอยู่บนแผ่นดินของกระหม่อมอีกต่อไป” ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ห่างเหินแฝงด้วยความเยือกเย็นประดุจกระบี่ไร้ฝัก

    ไทเฮาถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวมือหนึ่งยกขึ้นทาบอกอย่างตกตะลึง “เกิดอะไรขึ้นกันแน่..แม่ไม่รู้เรื่องอันใดเลยตั้งแต่เจ้าส่งคนเข้ามา ตอนนี้ถูกกักขังอยู่ในวัดนี้มิอาจรู้ข่าวภายนอก”

    โม่หยงเฉิงกล่าวต่อโดยไม่เหลือบมองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ“กระหม่อมชนะศึกแล้วจึงกลับต้าเหว่ยจัดการสะสางเรื่องสกุลจี้และฮองเฮาที่เหิมเกริมเรื่องเป็นเช่นนี้หากไทเฮาปรารถนาจะทราบ..”

    ไทเฮาหน้าซีดเผือด“ฮองเฮา? จัดการ..อย่างไร?” วาจาสั่นเครือเพราะตนก็มีชนักปักหลังเช่นกัน

    โม่หยงเฉิงหันหน้ากลับมาอีกครั้งดวงเนตรคมเชือดเฉือนเช่นปลายหอก “หึจะอย่างไรก็ไม่สำคัญ ตอนนี้นางตายแล้ว เช่นเดียวกับที่ทำกับเสี่ยวเฟิน” เสียงสุดท้ายของเขานั้นดิ่งลึกลงไปในหัวใจของไทเฮาราวมีดกรีดกลางอกดวงตาของนางเบิกกว้างทันควันไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด “หลายเดือนมานี้ เสี่ยวเฟินหายไปไทเฮาไม่ส่งเรื่องถึงกระหม่อม ไม่แม้แต่จะนึกถึงหรือทรงทราบอยู่แล้วว่านางหายไหน!?”

    “แม่แค่..แม่แค่ปล่อยให้นางไปหาเจ้าอย่างที่นางต้องการเท่านั้นแม่ไม่รู้เลยว่านางจะ..”เสียงนางขาดห้วง

    โม่หยงเฉิงแค่นเสียงในลำคอ“ไม่รู้หรือ? ทั้งที่รู้ว่าฮองเฮาส่งคนวางยา แล้วไทเฮาก็ปล่อยให้เกิดขึ้นที่นี่ยังจะกล้าเอ่ยว่า ‘ไม่รู้’ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

    หยาดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากของไทเฮาแม้จะอยู่บนเขาสูงที่อากาศเย็นสบายแต่กลับรู้สึกร้อนผ่าวราวถูกเพลิงเผา “เรื่องนี้..จริงอยู่ที่แม่พานางกลับมาทำพิธี แต่จากนั้นก็..ปล่อยนางไปจริงๆตอนนี้โอสถนั้นยังอยู่ที่ด้านหลังอาราม เวลานี้คนของเจ้าเฝ้าเอาไว้หนาแน่น..แม่พาเจ้าไปเอาได้”

    โม่หยงเฉิงยืนนิ่งมือทั้งสองไขว้หลัง ดวงหน้าแข็งกร้าว “แน่นอนโอสถนั้นเป็นสิ่งที่เสี่ยวเฟินทิ้งไว้มันต้องเป็นของกระหม่อมอยู่แล้ว” เขาพลางก้าวเข้าใกล้ผู้เป็นมารดาทีละก้าว..ทีละก้าว จนระยะห่างเพียงช่วงแขนเสียงกล่าวถัดมาดั่งขวานตัดผ่ากลางใจ “จากนี้ไป..ไทเฮาจงพำนักที่วัดซานป๋อสำนึกในสิ่งที่ได้กระทำ แม้มิได้ลงมือเองแต่ก็มิได้ยับยั้งกระหม่อมยอมถึงเพียงนี้เพราะยังถือว่าท่านคือผู้ให้กำเนิด..แต่ถ้าหากไม่สิ้นรัชกาลกระหม่อมก็อย่าก้าวพ้นจากเขตอารามแม้เพียงก้าวเดียว”

    ถ้อยคำสุดท้ายเสมือนประตูเหล็กปิดผนึกชะตาหญิงชราทรุดลงแทบพื้นคว้าแขนเสื้อของโอรสสีหน้าปวดร้าว “แม่..แม่ทำก็เพื่อลูก..หยงเฉิงเพื่อลูกจะได้เป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดทั้งปวง”

    โม่หยงเฉิงสะบัดแขนที่ถูกรั้งไว้ดวงตาวาวราวเปลวไฟ “แน่นอนกระหม่อมจะเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่หนึ่งเดียว..แต่มิใช่ด้วยการเหยียบร่างเสี่ยวเฟินขึ้นไป” จากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวมองสายลมพัดชายอาภรณ์ของเขาโบกสะบัดไปตามทางเดินที่ทอดยาวด้วยใบไผ่ที่ร่วงเกลื่อน

    โม่หยงเฉิงในยามนี้จิตใจหนักแน่นราวศิลาทมิฬ เขาไม่เพียงแบกภาระแห่งแผ่นดิน นอกจากได้รับความทรงจำมายังถือดวงตาอันได้รับมอบจากเสี่ยวเฟินติดกายสายตาที่มองทะลุภพชาติทั้งปวง หากเคยพบใครสักคนมาก่อนในชาติที่แล้วๆ มา แม้เพียงเสี้ยวพริบตาก็รู้ได้ทันทีว่าชาตินี้เชื่อมกับชีวิตที่ก่อนอย่างไร

    เขาเห็นแล้วว่า..ไทเฮาเคยเป็นเจ้าสำนักกู้หลิวในอดีตเจ้ายอดเขาอวิ้นติงเซียวน๋ายคือนักพรตไท่อี้ ฮองเฮาก็เป็นศิษย์เอกเฉินปี้เอินผู้แฝงใจริษยาผู้ร้ายเร้นกายแห่งอดีตชาติของเสี่ยวเฟินล้วนเวียนกลับมาอีกคราทุกคนคืออริที่ตั้งเป็นปรปักษ์กับเสี่ยวเฟิน

    ต่อไปเขาจะไม่พลาดอีกขอเพียงได้เห็นสักครา “ข้าจะรู้ว่าเจ้าเป็นใคร”

     


     ---------------------------------------------------------------


    ส่งเฉลยค่าาาา คำตอบมาแล้ว แฮะๆ  พรจากสวรรค์ของพี่เต้มาให้รูปแบบนี้นี่เอง ว่าแต่มีใครสังเกตบ้าง ปกของนิยายคือชาติภพไหนของสองคนนี้เอ่ย ใครเดาถูกบ้างนะ ว่าแต่มีกี่ชาตินะที่เชิงๆ เล่าให้ทุกคนอ่าน ขอนึกก่อน...

    //ฝากเม้นท์และส่งใจให้นักเขียนด้วยนะคะ เลิฟรีดเดอร์เวรี่มัช//

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน