หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 34 อัจฉริยะขั้นสุดยอด

    พระอาทิตย์กำลังไต่ขึ้นไปบนภูเขาที่อยู่ไกลราวกับแม่นางขี้อายที่โผล่หน้ามาเพียงครึ่งอย่างไรอย่างนั้น

            ในห้องหลันเฟิงรีบคว้าของกินที่คล้ายมันเทศไว้หัวหนึ่งแล้วยัดเข้าปากหลันเสียนหลงก็จัดคอเสื้อให้เขาอย่างเงียบเชียบ

            “อึก”หลังจากกลืนอาหารลงไป ชายหนุ่มถึงได้เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านพ่อข้าควรไปได้แล้ว”

            หลันเสียนหลงจ้องมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มชั่วครู่แล้วถึงได้เอ่ยอย่างแช่มช้าว่า“แม้ว่าบางคำพูดออกไปแล้วจะไม่ค่อยน่าฟัง แต่พ่อก็อยากบอกว่าหากได้สองสามอันดับแรกย่อมดีที่สุดแต่หากไม่ได้ก็ไม่ต้องผิดหวังเกินไปนัก ประสบการณ์การล่าประสบการณ์ครั้งนี้ทุกอย่างต้องเอาความปลอดภัยเป็นหลัก!”

            แต่ไหนแต่ไรหลันเสียนหลงไม่ค่อยชอบพูดมากแต่ครั้งนี้กลับพูดออกมาไม่น้อย

            เมื่อได้ยินคำพูดของท่านพ่อหลันเฟิงก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าจะระวังตัวให้ดี”

            หลันเสียนหลงตบบ่าของชายหนุ่มทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดที่ยากจะพูดลงไป ก่อนโบกมือแล้วเอ่ยว่า“เอาล่ะ เดี๋ยวจะสายเอา เจ้าไปเถิด”

            ไม่นานเงาร่างของหลันเฟิงก็ค่อยๆหายไปจากด้านนอกลานท่ามกลางสายตาที่สลับซับซ้อนของหลันเสียนหลง

            หลันเฟิงตรงไปยังลานงานชุมนุมพลางเอ่ยกับชายชราที่อยู่ข้างกาย“ตาเฒ่า ท่านเดาซิว่าข้าจะได้ลำดับที่เท่าไหร่”

            “อย่างน้อยก็สามอันดับแรกแม้กระทั่งอันดับหนึ่ง” ชายชราตอบอย่างราบเรียบ ท่าทางดูมั่นใจเสียยิ่งกว่าหลันเฟิงอีก

            “เหตุใดถึงมองข้าดีขนาดนี้”หลันเฟิงมองชายชราด้วยความตกตะลึงและสงสัยเล็กน้อย

            ผ่านมาสิบกว่าปีหลันเฟิงถูกชายชราเล่นงานไปไม่น้อย จึงคุ้นเคยกับคำพูดทำร้ายจิตใจของชายชราไปแล้วคิดไม่ถึงชายชราจะประเมินเขาไว้สูง นี่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจที่ได้รับความโปรดปรานไม่น้อย

            ชายชรากลอกตาเบะปากพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า“แม้พลังยุทธ์ของเจ้าจะไม่สูงที่สุด แต่ในบรรดาอัจฉริยะที่มีประสบการณ์การเข้าร่วมการล่าประสบการณ์มากมายกลับจัดอยู่ในสิบอันดับแรกได้ และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเจ้าฝึกฝนคาถาเพลิงคลั่งจนถึงระดับสำเร็จครั้งใหญ่แล้วแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่เจ้าพวกหมอนปักลายเหล่านั้นจะเทียบเคียงได้ แต่หากเป็นเช่นนี้แล้วเจ้ายังไม่ติดหนึ่งในสามอันดับแรกเช่นนั้นก็เลิกคิดจะเป็นผู้แข็งแกร่งอันใดไปได้เลย”

            ตำบลเฟิงเป็นแค่ตำบลเล็กๆแถวชายแดนป่าอสูร พบเห็นอัจฉริยะได้ยากมากสัตว์ประหลาดอย่างหลันเฟิงและหยางเสวี่ยนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่หายากในรอบร้อยปีในสถานที่เช่นนี้จึงมีแรงกดดันค่อนข้างน้อย หากหลันเฟิงอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้แล้วยังไม่อาจโดดเด่นขึ้นมาได้เช่นนั้นเขาจะมีคุณสมบัติอะไรไปแข่งขันกับยอดฝีมือในโลกภายนอกล่ะ

            ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงจะหลบหนีจากความยากลำบากได้ครั้งแล้วครั้งเล่าและโดดเด่นขึ้นจากในบรรดาเหล่าอัจฉริยะ!

            “พูดมีเหตุผล” หลันเฟิงพลันหุบยิ้มบนใบหน้าพลางครุ่นคิด

            “จำไว้ การล่าประสบการณ์ครั้งนี้เป็นแค่การหาประสบการณ์เล็กๆสำหรับเจ้า ที่จริงจะนับว่าหาประสบการณ์ก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เจ้าแค่ทำไปตามปกติก็เพียงพอให้ติดหนึ่งในสามอันดับแรกแล้วและผลลัพธ์เช่นนี้กลับไม่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าดีใจเพราะนี่ไม่นับว่ามีค่าอันใดสำหรับเจ้า หากอยากจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงเจ้าก็ไม่อาจจำกัดวงสายตาอยู่แค่ตำบลเฟิงเล็กๆ แห่งนี้แต่เจ้าควรจระมองไปให้ทั่วใต้หล้า!” ใบหน้าเข้มงวดขึ้นชายชราปลูกฝังทฤษฎีของการเป็นผู้แข็งแกร่งให้หลันเฟิงอย่างราบเรียบ

            “ใต้หล้า?”

            “ใช่แล้วทั่วใต้หล้า!” ชายชราพยักหน้าอย่างแช่มช้ายังคงเอ่ยอย่างราบเรียบว่า “ตัวอย่างเช่นสำนักศึกษาเมิ่งอู่แห่งเมืองหงสือสำนักระดับสอง หรือสำนักระดับหนึ่งที่เหนือกว่าสำนักศึกษาเมิ่งอู่รวมไปถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างจวนค้ำฟ้าและหอหมื่นศาสตรา”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้สีหน้าของชายหนุ่มก็เคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย

            “เป็นอัจฉริยะเหมือนกันแต่อัจฉริยะของจวนค้ำฟ้าและหอหมื่นศาสตราถึงจะเป็นลูกรักของสวรรค์อย่างแท้จริง! บุรุษและสตรีที่ทำเจ้าเกือบตายเมื่อสามปีก่อน มากสุดก็อายุแค่ยี่สิบปีเท่านั้นแต่พลังยุทธ์ของพวกเขากลับเหนือกว่าระดับพลังปราณไปแล้ว! กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือพละกำลังของพวกเขาเหนือกว่าระดับจันทรา!”

            “อายุยี่สิบปี? ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย!”

            หลันเฟิงแทบจะตะลึงงันไปแล้ว

            อายุแค่ยี่สิบปีก็มีพละกำลังเหนือกว่าระดับดาราแล้วนี่ยังใช่คนอยู่หรือ

            อย่างน้อยจากประสบการณ์ของหลันเฟิงก็ไม่เคยได้ยินได้เห็นอัจฉริยะอันล้ำเลิศเช่นนั้นมาก่อน!

            “หากเจ้าไม่เชื่อก็คิดซะว่าข้าล้อเล่นก็ได้”ชายชรามองหลันเฟิงอย่างราบเรียบ ดูเหมือนขี้เกียจจะอธิบาย

            ทว่าชายชรารู้จักนิสัยของหลันเฟิงดีแม้ปากจะพูดว่าไม่เชื่อ แต่ในใจกลับเลือกที่จะเชื่อไปแล้ว

            แต่แค่ข่าวนี้มันเหมือนกับระเบิดลูกหนักสำหรับหลันเฟิงมันระเบิดปังในจิตใจของเขา ทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวน

            อายุยี่สิบกว่าปีก็เป็นอัจฉริยะที่มีพละกำลังมากกว่าระดับดาราพรสวรรค์นั่นน่ากลัวขนาดไหนกันแน่

            นี่คืออัจฉริยะขั้นสุดยอดในแคว้นฮั่นหวังงั้นหรือ

            ถ้าเช่นนั้นอัจฉริยะที่ยืนอยู่บนหอคอยทองคำแห่งสามจักรวรรดิหกแคว้น และสิบสองสำนักของแผ่นดินชิงโจวจะน่ากลัวขนาดไหนกัน

            หลันเฟิงสัมผัสได้ถึงความเล็กจิ๋วของตนเองแผ่นดินใหญ่ชิงโจวกว้างใหญ่เพียงนี้อัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วนแข่งขันเพื่อแสดงความยอดเยี่ยมของตนเองออกมา และเขานั้นก็เป็นแค่หนึ่งในคนที่ไม่โดดเด่นในบรรดาอัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วนเท่านั้นในตำบลเฟิงตนอาจจะนับว่าเป็นอัจฉริยะ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกรักสวรรค์เหล่านั้น ตนก็ดูเหมือนจะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะถือรองเท้าให้พวกเขาด้วยซ้ำ

            “ฟู่”พ่นลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างช้าๆดวงตาของหลันเฟิงยังคงเต็มไปด้วยความตกใจไม่เสื่อมคลาย

            ชายชราเห็นชายหนุ่มที่เหม่อลอยไปแล้วก็ถอนหายใจออกมาพลางส่ายศีรษะแล้วเอ่ยว่า“ความจริงแล้วเจ้าเองก็อย่าดูถูกตนเองมากเกินไปสามปีก่อนเจ้าอาจจะอยู่ห่างชั้นจากอัจฉริยะเหล่านั้นไม่น้อยแต่ยามนี้ตาเฒ่าบอกเจ้าได้เลยว่า เจ้าไม่ต่างอันใดกับพวกเขานัก! สิ่งที่เจ้ายังขาดก็แค่ทรัพยากรในการฝึกฝนจำนวนมหาศาลเท่านั้น! ขอแค่มีทรัพยากรในการฝึกฝนเพียงพอรวมทั้งแรงกดดันในการแข่งขันที่มาจากอัจฉริยะระดับสุดยอดเจ้าก็ไม่แตกต่างจากพวกเขาแน่นอน แม้กระทั่งดีเลิศกว่าด้วยซ้ำ!”

            หลันเฟิงเหลือบมองตาชายชราแวบหนึ่งแล้วขมวดคิ้ว“ท่านมั่นใจนะว่าไม่ใช่กำลังปลอบใจข้าอยู่”

            “ปลอบเจ้า?ตาเฒ่าไม่คิดจะทำเรื่องที่ไม่มีประโยชน์เหล่านั้นอยู่แล้ว”ชายชราเบะปากแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ “ฝึกฝนจนถถึงระดับไอปราณขั้นห้าได้ในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือนลองถามดูสิว่ามีใครในใต้หล้าทำได้บ้าง ซ้ำยังอยู่ในสภาวะที่มีทรัพยากรในการฝึกฝนมีไม่เท่าไหร่ด้วย! หากเจ้ามีทรัพยากรในการฝึกฝนจำนวนมหาศาล ตาเฒ่าเชื่อว่าเจ้าจะย่นเวลาได้ไปอีกครึ่งเดือนแม้กระทั่งหนึ่งเดือน! แล้วเหตุใดเจ้าถึงคิดว่าตนเองสู้คนอื่นไม่ได้เหตุใดถึงไม่เชื่อมั่นในตนเอง”

            ชายชราถามเช่นนี้ก็ราวกับกำลังเปิดม่านหมอกทีละชั้นๆทำให้แววตาของชายหนุ่มเปล่งประกายขึ้น

            ใช่แล้ว หลันเฟิงไม่ได้แย่ไปกว่าอัจฉริยะเหล่านั้นสิ่งที่หลันเฟิงยังขาดก็แค่ทรัพยากรในการฝึกฝนและแรงกดในการแข่งขัน!

            และทั้งสองอย่างนี้ก็สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียวว่า“เวที”

            ขอแค่มีเวทีที่เหมาะสมหลันเฟิงย่อมสำแดงผลงานที่โดดเด่นได้อย่างแน่นอน!

            ดวงตาชายหนุ่มไร้ซึ่งความสับสนความมั่นใจในตัวเองอย่างแรงกล้าทำให้ท่าทางของเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ชายชราจึงฉีกยิ้มอย่างปลื้มใจ“ข้าพูดมาตั้งมากมายก็เพราะอยากให้เจ้าเข้าใจตนเอง เข้าใจโลกใบนี้และมองให้กว้างหน่อย เจ้าในอดีตสายตาคับแคบเกินไปในระยะยาวมันจะจำกัดการเติบโตของเจ้าเอง แม้ว่าอนาคตจะประสบความสำเร็จแต่กลับไปถึงระดับสูงสุดของโลกใบนี้ได้ยากแน่นอนอัจฉริยะที่อยู่ภายนอกเหล่านั้นก็ไม่ธรรมดาในเมื่อถูกเรียกว่าอัจฉริยะก็ต้องเหนือกว่าผู้อื่น เจ้าเองก็อย่าได้ดูถูกพวกเขา”

            “สรุปได้ว่าเจ้าต้องเชื่อมั่นในตนเองแต่ก็อย่าดูถูกผู้อื่น”

            “ข้าเข้าใจแล้ว”หลันเฟิงก้มหน้าลงเล็กน้อยสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่งความรู้สึกที่โหมกระหน่ำค่อยๆ สงบลง

            ชายหนุ่มที่เผยความโดดเด่นในการทดสอบที่ลานชุมนุมราวกับว่ากลายเป็นคนอัจฉริยะที่เงียบขรึมและสันโดษอีกครั้งแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือแววตาของเขาเปล่งประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยมั่นใจในตนเอง

            ใบหน้าที่มีริ้วรอยของชายชราพลันเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา

            หยกที่ยังไม่ได้เจียระไนชิ้นนี้จะค่อยๆเปล่งประกายน่าหลงใหลออกมาเมื่อผ่านการแกะสลักแล้ว!

            ระหว่างที่พูดเงาร่างของชายชราและชายหนุ่มก็มาอยู่ด้านนอกลานชุมนุม

            ชายหนุ่มทิ้งความคิดสลับซับซ้อนในใจไปแล้วก้าวเข้าไปด้วยฝีเท้ามั่นคง ค่อยๆ เดินเข้าไปในลานชุมนุมตรงไปยังฝูงชนที่ห้อมล้อมอยู่ตรงใจกลางอย่างช้าๆ

            “หลันเฟิงมาแล้ว!”

            “คุณชายเฟิง!”                              

            “เร็วเข้ารีบหลบเร็ว เว้นที่ให้คุณชายเฟิงหน่อย!”

            “จะเบียดทำไมเนี่ยก็แค่อัจฉริยะคนหนึ่งไม่ใช่หรือ มีอะไรให้น่าภาคภูมิใจกัน!”

            “ชู่...เบาๆหน่อย หากเจ้าไม่อยากถูกเขาหมายหัว”

            ยามที่ชายหนุ่มมาถึงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

            สายตาที่มาจากเหล่าคนหนุ่มสาว์ในตระกูลมีทั้งเคารพเลื่อมใสมีทั้งชื่นชม มีทั้งอิจฉาริษยา มีทั้งดูแคลน แน่นอนว่าย่อมมีฉงนสนเท่ห์อยู่ด้วย

            ทว่าสายตาหลากหลายรอบๆกลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหลันเฟิง ฝีเท้าเขามั่นคงเดินไปจุดที่ผู้นำตระกูลหยางเซียวอยู่อย่างเฉยเมย

            “มาแล้วสินะ”เมื่อเห็นเงาร่างของชายหนุ่ม ใบหน้าของหยางเซียวก็เผยแววรอคอยออกมาเล็กน้อย

            อาวุโสใหญ่หยางเอ้าที่อยู่ด้านข้างทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้“เจ้าเด็กคนนี้ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เป็นจุดสนใจของทุกคน! เสี่ยวจ้านแพ้ให้เขาก็ไม่ใช่ไม่ยุติธรรม!”

            หลันเฟิงค้อมเอวลงเล็กน้อยแล้วคารวะอย่างนอบน้อม“คารวะท่านผู้นำตระกูล! ท่านอาวุโสใหญ่! ท่านอาวุโสรอง!”

            “อืม รอก่อนรอให้ทุกคนมาครบ อาวุโสใหญ่และอาวุโสรองจะส่งพวกเจ้าไปด้วยตนเอง”หยางเซียวพยักหน้าให้ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มจางๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            หลันเฟิงพยักหน้าแล้วยืนรออยู่ด้านข้างเงียบๆพลางเหลือบมองฝูงชนที่กำลังคึกคักฝั่งตรงข้าม

            ไม่นานสมาชิกตระกูลอีกสองคนก็มาถึง

            หลังจากนับจำนวนและมั่นใจว่าคนครบแล้ว

            หยางเซียวก็กระแอมดึงดูดความสนใจของทุกคนแล้วเอ่ยปากอย่างราบเรียบ“พวกเจ้าทั้งเก้าคน มีหกคนที่เคยเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ครั้งที่แล้วและยังมีอีกสามคนที่เพิ่งเข้าร่วมเป็นครั้งแรก แต่ไม่ว่าจะเคยเข้าร่วมหรือเข้าร่วมเป็นครั้งแรกข้าก็หวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะตั้งใจฟังคำพูดต่อจากนี้ของข้า”

            ทุกพลันหูผึ่งสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง

            หยางเซียวกวาดสายตาไปรอบหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างแช่มช้า“การล่าประสบการณ์ในครั้งนี้มีคนเข้าร่วมทั้งหมดหกสิบห้าคนเก้าคนคือคนของตระกูลหยางของพวกเรา ตระกูลจ้าวสิบเอ็ดคน ตระกูลหวังสิบสองคนที่เหลืออีกสามสิบสามคนมาจากสถานที่ที่แตกต่างกันไปในบรรดาหกสิบห้าคนนี้มีเพียงสามคนที่จะถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์เข้าศึกษาที่สำนักศึกษาเมิ่งอู่ด้วยเหตุนี้ทุกตำแหน่งจึงล้ำค่ามาก”

            ระหว่างพูด สายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่หลันเฟิงและหยางจ้านสองคนก่อนเอ่ยต่อว่า“ข้าไม่ขออะไรมาก ขอแค่ในเก้าคนนี้มีหนึ่งคนที่ได้ตำแหน่งนั้นมาข้าก็พอใจแล้ว แม้ข้าจะพูดง่ายๆเช่นนี้ แต่กลับทำได้ยาก เพราะคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าแข็งแกร่งมาก!”

            หยางเซียวสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย “ในบรรดาคู่ต่อสู้ห้าสิบหกคนของพวกเจ้ามีสี่คนที่พวกเจ้าต้องระวัง คนแรก....”

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน