แน่นอน นั่นเป็นการโจมตีด้วยหอกที่น่าสะพรึงเหลือเกิน
เงามังกรลอยวนเวียน และพุ่งออกไปพร้อมกับลมหนาว
หอกแดงฉานราวกับสายโลหิตพุ่งออกไป ร่างของผู้เป็นเจ้าของเองก็ทะยานออกไปด้วยความรวดเร็วดุจลูกศรที่ถูกยิงออกไปเช่นกัน
แม้แต่แขกภายในงานที่เคยพบเจออะไรมามากมาย และมีความรู้กว้างขวางก็ยังตกใจกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าเพราะแม้การโจมตีในครั้งนี้จะถูกแสดงขึ้นโดยมู่กุยอวิ๋นที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพเท่านั้นแต่มันกลับทรงพลังมาก จนนักรบระดับสั่งฟ้าทั่วไปยังต้องหลบหลีก ไม่กล้ารับมันตรงๆเลย
ทว่าสีหน้าของเป่ยทงเสวียนกลับยังไม่เปลี่ยนแปลงไป
เพียงกำหมับไปที่กลางอากาศกระบี่ยาวที่ขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะก็ปรากฏอยู่ในมือเสียแล้ว
จากนั้น ทิวทัศน์ใต้ฝ่าเท้าก็ไหววูบ ก่อนร่างของเขาจะแลดูล่องลอยไปในพริบตา
มันเป็นวิชาก้าวแหลกธุลีนั่นเอง
มันเป็นวิชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าหลางแห่งซีเหลียง ซึ่งยอมสวามิภักดิ์ต่อแผ่นดินต้าเว่ยมาเป็นเวลาช้านานแล้วหนึ่งในวิชาที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิชาระดับสูงจากคนในใต้หล้าและแม้กระบวนท่าที่เป่ยทงเสวียนแสดงออกมาในขณะนี้จะแตกต่างไปจากกระบวนท่าของเผ่าหลางเล็กน้อยแต่คนมากมายภายในงานก็ยังจดจำมันได้ตั้งแต่คราแรกที่ได้เห็นอยู่ดี
มู่กุยอวิ๋นตาลายไปชั่วขณะ ก่อนร่างของเป่ยทงเสวียนจะค่อยๆเลือนรางมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้เขานึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ ณ งานเลี้ยงภายในพระราชวังซึ่งเพียงขยับเล็กน้อย ร่างของเป่ยทงเสวียนก็หลบหอกพิฆาตของเขาไปได้แล้ว
เขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นที่กลางใจ แต่เพราะหอกยาวถูกส่งออกไปแล้วเขาจึงไม่อาจแก้ไขหรือครุ่นคิดอะไรได้อีก
เขาคำรามเสียงดัง พุ่งหอกแหลมออกไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล
เสียงดังสนั่นปะทุขึ้น
หินขนาดใหญ่บนเวทีจัดงานถูกระเบิดจนกลายเป็นผุยผง พลันกระแสแห่งพลังที่แฝงไปด้วยธุลีจากแท่นเวทีที่แตกยับเยินก็กระจายออกไปรอบด้านในพริบตา
ผู้คนในงานพากันถอยหลังกลับออกไปโดยสัญชาตญาณ แต่ถึงกระนั้นคนรับใช้ที่มีพลังอ่อนด้อยก็ยังไม่วายถูกกระแสแห่งพลังซัดจนลอยถลาออกไปหลายจั้งอยู่ดี
“แย่แล้ว!”วินาทีที่หอกยาวหยุดลงกลางอากาศ มู่กุยอวิ๋นก็มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปทันที เขารู้ดีว่าการโจมตีของตนล้มเหลวลงแล้วแม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจว่าคนที่ฝึกพลังสายนักพรตแบบเป่ยทงเสวียนหลบการโจมตีที่รวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรแต่ภาพที่เกิดขึ้นก็ยืนยันให้เห็นแล้วว่าเขาทำได้จริงๆ
“กระบี่บงกช” เสียงเย็นเยียบดังออกมาจากฝุ่นละอองที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
จากนั้น แสงกระบี่ที่มีสีขาวประดุจหิมะก็ปรากฏขึ้นมันพุ่งมาจากทางด้านซ้ายมือของมู่กุยอวิ๋น พุ่งเข้ามาพร้อมกับกระแสแห่งความเย็นยะเยือกและรังสีสังหารปานนั่นเป็นจอมอสรพิษแยกเขี้ยวขู่ศัตรูเช่นนั้น
มู่กุยอวิ๋นสะดุ้งเฮือก เขารีบยกหอกขึ้นมากันเอาไว้ที่อกก่อนจะหมุนตัวกลับไป ทันใดนั้น ภาพของบงกชที่ร้อยเรียงขึ้นจากกระบี่ที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาก็ขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
ลำแสงแห่งกระบี่พุ่งมาเร็ว และกะทันหันเกินไป
มู่กุยอวิ๋นแทบไม่อาจหลบเลี่ยงไปได้เลย
“ข้าเคยบอกไปแล้ว เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า” ใบหน้าที่นิ่งเรียบราวกับสระน้ำพันปีของเป่ยทงเสวียนซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังบงกชค่อยๆชัดเจนมากขึ้น เสียงของเขาไร้ซึ่งความสุขหรือเศร้า แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกราวกับเสียดายแทน
มู่กุยอวิ๋นกัดฟันกรอด แล้วฝืนขับเคลื่อนพลังวิญญาณภายในร่างกายขึ้นแต่รังสีสังหารของเป่ยทงเสวียนกลับยังถาโถมเข้ามาจากทุกสารทิศ บวกกับเพราะการโจมตีล้มเหลว เขาจึงรู้สึกวุ่นวายในจิตใจ เผลอเพียงครู่เดียวเส้นพลังในร่างของเขาก็ถูกรังสีสังหารรุกรานเป็นเหตุให้เขาไม่อาจขับเคลื่อนพลังวิญญาณได้ชั่วขณะ
และแม้บงกชแห่งกระบี่จะยังไม่ได้กระทบร่างแต่ลมจากกระบี่ก็พุ่งตรงเข้ามาหา และกรีดจนใบหน้าของเขาเกิดบาดแผลหลายแห่งแล้ว
“กุยอวิ๋น!”เสียงแหลมๆ ของใครบางคนดังขึ้น ซือหม่าฉางเสว่พยายามจะพุ่งเข้าไปหาแต่ก็ถูกองครักษ์เกราะดำที่โผล่ออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบรั้งร่างเอาไว้เสียก่อน
และในตอนที่ทุกคนคิดว่าบุตรคนโตของเสนาบดีกำลังจะสิ้นชีพลง จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างทันท่วงที
“เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า แล้วหากนับรวมข้าด้วยละ!”
มันเป็นเสียงที่ยังแฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์แต่ดูเหมือนบัดนี้เสียงนั้นจะอัดแน่นไปด้วยความโกรธที่หนักหนาเหลือเกิน ทำให้เสียงที่ควรจะอ่อนเยาว์บิดเบือนไปกลายเป็นเสียงที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่น่าสยดสยองแทน
เงาดาบขนาดใหญ่ถูกเหวี่ยงลงมาจากเบื้องบนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้ โถงภายในจวนเทพนักรบซึ่งสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่แสนล้ำค้ากลับเปราะบางไม่ต่างไปจากก้อนเต้าหู้เพราะหลังคาของตำหนักใหญ่พังทลายลงในเสี้ยววินาที
หลังคาตำหนักเสียหายอย่างไม่มีชิ้นดีพลันคานและเศษหลังคาก็ร่วงลงมาเบื้องล่างไม่หยุด
ตำหนักอันแสนหรูหราพังทลายลงท่ามกลางเสียงอุทานแห่งความตกใจของแขกในงาน
ชายชราที่นั่งอยู่บนเวทีเบิกตาที่เคยหรี่เล็กขึ้นทันทีก่อนจะมีแสงประกายวาบขึ้นในตา ทันใดนั้น กระแสแห่งพลังวิญญาณอันมหาศาลก็กระจายออกไปรอบด้านอย่างรวดเร็วจากนั้น หลังคาที่ถูกฟันจนหักครึ่ง และเศษหลังคาที่ร่วงลงมาจากเบื้องบนพากันเบี่ยงไปทางซ้ายและขวาของห้องโถงก่อนซากปรักหักพังทั้งหลายจะร่วงลงในจุดที่เป็นพื้นที่ว่างในที่สุด
เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นสองข้างตำหนักหลักของจวนเทพนักรบก็มีซากปรักหักพังกองพะเนินอยู่เต็มไปหมดแล้ว
เมื่อไม่มีหลังคาคอยคุ้มแขกที่แต่งกายด้วยชุดหรูหราจึงตกอยู่ท่ามกลางหิมะที่ร่วงโรยอย่างจัง
เสียงกรีดร้องแห่งความหวาดกลัวของชนชั้นสูงก็ดังก้องภายในค่ำคืนหิมะโปรยอันแสนหนาวเหน็บ
ทว่า...
มันกลับไม่อาจหยุดเงาของดาบขนาดใหญ่หลายจั้งได้
มันถูกเหวี่ยงลงมาอย่างทรงพลังราวกับพยัคฆ์ร้ายออกล่าเหยื่อ และพุ่งไปที่ศีรษะของเป่ยทงเสวียนโดยไม่นึกลังเลหรือคิดเปลี่ยนแปลงทิศทางแม้แต่น้อย
ในที่สุด เป่ยทงเสวียนที่มีสีหน้านิ่งเรียบมาโดยตลอด ก็มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไป
เขาจำต้องเก็บกระบี่ที่พุ่งไปประชิดร่างของมู่กุยอวิ๋นกลับมาก่อนจะขยับร่างกายเล็กน้อย เพียงเท่านั้น กระบี่อีกหลายเล่มก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าไปปะทะกับดาบขนาดใหญ่อย่างทันท่วงที
เพราะกระบี่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นถูกสร้างอย่างฉุกละหุกทำให้มีพลังโจมตีเพียงไม่ถึงครึ่งของกระบี่ปกติเท่านั้น
ดังนั้น มันจึงกันคมดาบเอาไว้ได้เพียงไม่ถึงอึดใจ หลังจากนั้น ดาบใหญ่พลันถูกเหวี่ยงลงมาอีกครา
แต่สำหรับเป่ยทงเสวียน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
เขาเริ่มขยับเท้าเพียงเล็กน้อย ท่าก้าวแหลกธุลีถูกใช้อีกครั้งนั่นทำให้เขาขยับร่างกายออกไปได้เล็กน้อย ซึ่งแม้จะทุลักทุเลไปหน่อยแต่ในที่สุดเป่ยทงเสวียนก็หลบการโจมตีอันแสนคมเฉียบของซูฉางอันจนสำเร็จ
เสียงระเบิดดังกัมนาทท่ามกลางหิมะสีขาว
คมดาบกระแทกลงบนพื้นดินในที่สุด
ร่องที่ลึกมากถึงหนึ่งฉื่อปรากฏขึ้นบนพื้นดินภายใต้คมดาบของซูฉางอันมันทอดยาวตั้งแต่ใต้เท้าของเป่ยทงเสวียนไปจนถึงนอกประตูจวนเลยทีเดียว
คนทั้งหลายมองตามร่องลึกที่ปะทุขึ้นอย่างตกตะลึง
และแล้ว พวกเขาก็พบกับร่างหนึ่งซึ่งกำลังถือดาบเอาไว้ในมือและยืนตระหง่านอยู่กับที่
แต่เพราะโถงใหญ่ถูกทำลายจนเสียหายไปมาก ทำเอาฝุ่นควันลอยคละคลุ้งไปทั่วคนทั้งหลายจึงมองเห็นใบหน้าของชายผู้นั้นได้เพียงเลือนรางเท่านั้นแต่ดวงตาของเขากลับเปล่งประกายสว่างไสวอยู่ท่ามกลางหิมะราวเป็นหมาป่าจอมเหี้ยมที่กำลังดักซุ่มอยู่กลางไพรเพื่อเตรียมเผยเขี้ยวเล็บออกมาให้คนทั้งหลายได้เห็นเช่นนั้น
“เจ้าเองรึ? ” เป่ยทงเสวียนขมวดคิ้วมุ่นเขามองไปยังร่างที่ค่อนข้างบางในเงามืดพลางถามออกไปดังนั้น
“ข้าเอง” ร่างนั้นตอบกลับมาด้วยเสียงที่ใสสะอาดและก้องกังวานทำให้ผู้ฟังรับรู้ถึงรังสีสังหารในน้ำเสียงของเขาได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีการปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่? ” เป่ยทงเสวียนถามขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ ร่างนั้นไม่ได้ตอบคำถามกลับมา
เขาเพียงถือดาบเอาไว้ในมือ แล้วก้าวเข้ามาหาทีละก้าวๆ
รองเท้าบูตของเขาส่งเสียงครืดคราดเมื่อเดินผ่านกองหิมะ
เดิมที นั่นน่าจะเป็นเสียงที่แผ่วเบามาก แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดเสียงนั้นจึงถูกส่งเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งหลายอย่างชัดเจน
ร่างนั้นหยุดลงในจุดที่อยู่ห่างจากเป่ยทงเสวียนเพียงไม่ถึงสองหรือสามจั้งและแสงจากโคมไฟบนพื้นดินที่ยังไม่ได้ดับลงก็ทำให้คนทั้งหลายมองใบหน้าของคนผู้นี้ได้อย่างชัดเจนในที่สุด
เป็นใบหน้าที่ไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด
เขาก็เป็นเหมือนเด็กหนุ่มในรุ่นเดียวกันคนอื่นๆที่ยังคงความอ่อนเยาว์และกลิ่นอายแห่งความเป็นเด็กอยู่
ทว่าดวงตาของเขากลับสว่างไสวเหลือเกินสว่างเจิดจ้าไม่ต่างไปจากดวงดาราบนท้องนภาเลย
เขาหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งคนทั้งหลายต่างก็มองเห็นอย่างชัดเจนว่านั่นเป็นหนังสือที่เก่าจนเริ่มมีสีเหลืองขึ้นเล่มหนึ่ง
ดาบของเขาถูกยกขึ้นอีกครั้ง และปลายดาบชี้ตรงไปที่เป่ยทงเสวียน
“ข้ามาทวงความยุติธรรมให้คนๆ หนึ่ง”
เขากล่าวขึ้นเช่นนั้น
เสียงทุ้มต่ำช่างให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเหลือเกินเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าคมดาบในมือและหิมะที่ปลิวว่อนอยู่บนท้องนภาเสียอีก