คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มทีี่ 4 ตอนที่ 106 ข้าอยากทวงความยุติธรรมให้นาง

            

            แน่นอน นั่นเป็นการโจมตีด้วยหอกที่น่าสะพรึงเหลือเกิน

            เงามังกรลอยวนเวียน และพุ่งออกไปพร้อมกับลมหนาว

            หอกแดงฉานราวกับสายโลหิตพุ่งออกไป ร่างของผู้เป็นเจ้าของเองก็ทะยานออกไปด้วยความรวดเร็วดุจลูกศรที่ถูกยิงออกไปเช่นกัน

            แม้แต่แขกภายในงานที่เคยพบเจออะไรมามากมาย และมีความรู้กว้างขวางก็ยังตกใจกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าเพราะแม้การโจมตีในครั้งนี้จะถูกแสดงขึ้นโดยมู่กุยอวิ๋นที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพเท่านั้นแต่มันกลับทรงพลังมาก จนนักรบระดับสั่งฟ้าทั่วไปยังต้องหลบหลีก ไม่กล้ารับมันตรงๆเลย

            ทว่าสีหน้าของเป่ยทงเสวียนกลับยังไม่เปลี่ยนแปลงไป

            เพียงกำหมับไปที่กลางอากาศกระบี่ยาวที่ขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะก็ปรากฏอยู่ในมือเสียแล้ว

            จากนั้น ทิวทัศน์ใต้ฝ่าเท้าก็ไหววูบ ก่อนร่างของเขาจะแลดูล่องลอยไปในพริบตา

            มันเป็นวิชาก้าวแหลกธุลีนั่นเอง

            มันเป็นวิชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าหลางแห่งซีเหลียง ซึ่งยอมสวามิภักดิ์ต่อแผ่นดินต้าเว่ยมาเป็นเวลาช้านานแล้วหนึ่งในวิชาที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิชาระดับสูงจากคนในใต้หล้าและแม้กระบวนท่าที่เป่ยทงเสวียนแสดงออกมาในขณะนี้จะแตกต่างไปจากกระบวนท่าของเผ่าหลางเล็กน้อยแต่คนมากมายภายในงานก็ยังจดจำมันได้ตั้งแต่คราแรกที่ได้เห็นอยู่ดี

            มู่กุยอวิ๋นตาลายไปชั่วขณะ ก่อนร่างของเป่ยทงเสวียนจะค่อยๆเลือนรางมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้เขานึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ ณ งานเลี้ยงภายในพระราชวังซึ่งเพียงขยับเล็กน้อย ร่างของเป่ยทงเสวียนก็หลบหอกพิฆาตของเขาไปได้แล้ว

            เขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นที่กลางใจ แต่เพราะหอกยาวถูกส่งออกไปแล้วเขาจึงไม่อาจแก้ไขหรือครุ่นคิดอะไรได้อีก

            เขาคำรามเสียงดัง พุ่งหอกแหลมออกไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล

            เสียงดังสนั่นปะทุขึ้น

            หินขนาดใหญ่บนเวทีจัดงานถูกระเบิดจนกลายเป็นผุยผง พลันกระแสแห่งพลังที่แฝงไปด้วยธุลีจากแท่นเวทีที่แตกยับเยินก็กระจายออกไปรอบด้านในพริบตา

            ผู้คนในงานพากันถอยหลังกลับออกไปโดยสัญชาตญาณ แต่ถึงกระนั้นคนรับใช้ที่มีพลังอ่อนด้อยก็ยังไม่วายถูกกระแสแห่งพลังซัดจนลอยถลาออกไปหลายจั้งอยู่ดี

            “แย่แล้ว!”วินาทีที่หอกยาวหยุดลงกลางอากาศ มู่กุยอวิ๋นก็มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปทันที เขารู้ดีว่าการโจมตีของตนล้มเหลวลงแล้วแม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจว่าคนที่ฝึกพลังสายนักพรตแบบเป่ยทงเสวียนหลบการโจมตีที่รวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรแต่ภาพที่เกิดขึ้นก็ยืนยันให้เห็นแล้วว่าเขาทำได้จริงๆ

            “กระบี่บงกช” เสียงเย็นเยียบดังออกมาจากฝุ่นละอองที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

            จากนั้น แสงกระบี่ที่มีสีขาวประดุจหิมะก็ปรากฏขึ้นมันพุ่งมาจากทางด้านซ้ายมือของมู่กุยอวิ๋น พุ่งเข้ามาพร้อมกับกระแสแห่งความเย็นยะเยือกและรังสีสังหารปานนั่นเป็นจอมอสรพิษแยกเขี้ยวขู่ศัตรูเช่นนั้น

            มู่กุยอวิ๋นสะดุ้งเฮือก เขารีบยกหอกขึ้นมากันเอาไว้ที่อกก่อนจะหมุนตัวกลับไป ทันใดนั้น ภาพของบงกชที่ร้อยเรียงขึ้นจากกระบี่ที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาก็ขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

            ลำแสงแห่งกระบี่พุ่งมาเร็ว และกะทันหันเกินไป

            มู่กุยอวิ๋นแทบไม่อาจหลบเลี่ยงไปได้เลย

            “ข้าเคยบอกไปแล้ว เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า” ใบหน้าที่นิ่งเรียบราวกับสระน้ำพันปีของเป่ยทงเสวียนซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังบงกชค่อยๆชัดเจนมากขึ้น เสียงของเขาไร้ซึ่งความสุขหรือเศร้า แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกราวกับเสียดายแทน

            มู่กุยอวิ๋นกัดฟันกรอด แล้วฝืนขับเคลื่อนพลังวิญญาณภายในร่างกายขึ้นแต่รังสีสังหารของเป่ยทงเสวียนกลับยังถาโถมเข้ามาจากทุกสารทิศ บวกกับเพราะการโจมตีล้มเหลว เขาจึงรู้สึกวุ่นวายในจิตใจ เผลอเพียงครู่เดียวเส้นพลังในร่างของเขาก็ถูกรังสีสังหารรุกรานเป็นเหตุให้เขาไม่อาจขับเคลื่อนพลังวิญญาณได้ชั่วขณะ

            และแม้บงกชแห่งกระบี่จะยังไม่ได้กระทบร่างแต่ลมจากกระบี่ก็พุ่งตรงเข้ามาหา และกรีดจนใบหน้าของเขาเกิดบาดแผลหลายแห่งแล้ว

            “กุยอวิ๋น!”เสียงแหลมๆ ของใครบางคนดังขึ้น ซือหม่าฉางเสว่พยายามจะพุ่งเข้าไปหาแต่ก็ถูกองครักษ์เกราะดำที่โผล่ออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบรั้งร่างเอาไว้เสียก่อน

            และในตอนที่ทุกคนคิดว่าบุตรคนโตของเสนาบดีกำลังจะสิ้นชีพลง จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างทันท่วงที

            “เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า แล้วหากนับรวมข้าด้วยละ!”

            มันเป็นเสียงที่ยังแฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์แต่ดูเหมือนบัดนี้เสียงนั้นจะอัดแน่นไปด้วยความโกรธที่หนักหนาเหลือเกิน ทำให้เสียงที่ควรจะอ่อนเยาว์บิดเบือนไปกลายเป็นเสียงที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่น่าสยดสยองแทน

            เงาดาบขนาดใหญ่ถูกเหวี่ยงลงมาจากเบื้องบนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้ โถงภายในจวนเทพนักรบซึ่งสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่แสนล้ำค้ากลับเปราะบางไม่ต่างไปจากก้อนเต้าหู้เพราะหลังคาของตำหนักใหญ่พังทลายลงในเสี้ยววินาที

            หลังคาตำหนักเสียหายอย่างไม่มีชิ้นดีพลันคานและเศษหลังคาก็ร่วงลงมาเบื้องล่างไม่หยุด

            ตำหนักอันแสนหรูหราพังทลายลงท่ามกลางเสียงอุทานแห่งความตกใจของแขกในงาน

            ชายชราที่นั่งอยู่บนเวทีเบิกตาที่เคยหรี่เล็กขึ้นทันทีก่อนจะมีแสงประกายวาบขึ้นในตา ทันใดนั้น กระแสแห่งพลังวิญญาณอันมหาศาลก็กระจายออกไปรอบด้านอย่างรวดเร็วจากนั้น หลังคาที่ถูกฟันจนหักครึ่ง และเศษหลังคาที่ร่วงลงมาจากเบื้องบนพากันเบี่ยงไปทางซ้ายและขวาของห้องโถงก่อนซากปรักหักพังทั้งหลายจะร่วงลงในจุดที่เป็นพื้นที่ว่างในที่สุด

            เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นสองข้างตำหนักหลักของจวนเทพนักรบก็มีซากปรักหักพังกองพะเนินอยู่เต็มไปหมดแล้ว

            เมื่อไม่มีหลังคาคอยคุ้มแขกที่แต่งกายด้วยชุดหรูหราจึงตกอยู่ท่ามกลางหิมะที่ร่วงโรยอย่างจัง

            เสียงกรีดร้องแห่งความหวาดกลัวของชนชั้นสูงก็ดังก้องภายในค่ำคืนหิมะโปรยอันแสนหนาวเหน็บ

            ทว่า...

            มันกลับไม่อาจหยุดเงาของดาบขนาดใหญ่หลายจั้งได้

            มันถูกเหวี่ยงลงมาอย่างทรงพลังราวกับพยัคฆ์ร้ายออกล่าเหยื่อ และพุ่งไปที่ศีรษะของเป่ยทงเสวียนโดยไม่นึกลังเลหรือคิดเปลี่ยนแปลงทิศทางแม้แต่น้อย

            ในที่สุด เป่ยทงเสวียนที่มีสีหน้านิ่งเรียบมาโดยตลอด ก็มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไป

            เขาจำต้องเก็บกระบี่ที่พุ่งไปประชิดร่างของมู่กุยอวิ๋นกลับมาก่อนจะขยับร่างกายเล็กน้อย เพียงเท่านั้น กระบี่อีกหลายเล่มก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าไปปะทะกับดาบขนาดใหญ่อย่างทันท่วงที

            เพราะกระบี่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นถูกสร้างอย่างฉุกละหุกทำให้มีพลังโจมตีเพียงไม่ถึงครึ่งของกระบี่ปกติเท่านั้น

            ดังนั้น มันจึงกันคมดาบเอาไว้ได้เพียงไม่ถึงอึดใจ หลังจากนั้น ดาบใหญ่พลันถูกเหวี่ยงลงมาอีกครา

            แต่สำหรับเป่ยทงเสวียน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

            เขาเริ่มขยับเท้าเพียงเล็กน้อย ท่าก้าวแหลกธุลีถูกใช้อีกครั้งนั่นทำให้เขาขยับร่างกายออกไปได้เล็กน้อย ซึ่งแม้จะทุลักทุเลไปหน่อยแต่ในที่สุดเป่ยทงเสวียนก็หลบการโจมตีอันแสนคมเฉียบของซูฉางอันจนสำเร็จ

            เสียงระเบิดดังกัมนาทท่ามกลางหิมะสีขาว

            คมดาบกระแทกลงบนพื้นดินในที่สุด

            ร่องที่ลึกมากถึงหนึ่งฉื่อปรากฏขึ้นบนพื้นดินภายใต้คมดาบของซูฉางอันมันทอดยาวตั้งแต่ใต้เท้าของเป่ยทงเสวียนไปจนถึงนอกประตูจวนเลยทีเดียว

            คนทั้งหลายมองตามร่องลึกที่ปะทุขึ้นอย่างตกตะลึง

            และแล้ว พวกเขาก็พบกับร่างหนึ่งซึ่งกำลังถือดาบเอาไว้ในมือและยืนตระหง่านอยู่กับที่

            แต่เพราะโถงใหญ่ถูกทำลายจนเสียหายไปมาก ทำเอาฝุ่นควันลอยคละคลุ้งไปทั่วคนทั้งหลายจึงมองเห็นใบหน้าของชายผู้นั้นได้เพียงเลือนรางเท่านั้นแต่ดวงตาของเขากลับเปล่งประกายสว่างไสวอยู่ท่ามกลางหิมะราวเป็นหมาป่าจอมเหี้ยมที่กำลังดักซุ่มอยู่กลางไพรเพื่อเตรียมเผยเขี้ยวเล็บออกมาให้คนทั้งหลายได้เห็นเช่นนั้น

            “เจ้าเองรึ? ” เป่ยทงเสวียนขมวดคิ้วมุ่นเขามองไปยังร่างที่ค่อนข้างบางในเงามืดพลางถามออกไปดังนั้น

            “ข้าเอง” ร่างนั้นตอบกลับมาด้วยเสียงที่ใสสะอาดและก้องกังวานทำให้ผู้ฟังรับรู้ถึงรังสีสังหารในน้ำเสียงของเขาได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีการปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น

            “เจ้ามาทำอะไรที่นี่? ” เป่ยทงเสวียนถามขึ้นอีกครั้ง

            ครั้งนี้ ร่างนั้นไม่ได้ตอบคำถามกลับมา

            เขาเพียงถือดาบเอาไว้ในมือ แล้วก้าวเข้ามาหาทีละก้าวๆ

            รองเท้าบูตของเขาส่งเสียงครืดคราดเมื่อเดินผ่านกองหิมะ

            เดิมที นั่นน่าจะเป็นเสียงที่แผ่วเบามาก แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดเสียงนั้นจึงถูกส่งเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งหลายอย่างชัดเจน

            ร่างนั้นหยุดลงในจุดที่อยู่ห่างจากเป่ยทงเสวียนเพียงไม่ถึงสองหรือสามจั้งและแสงจากโคมไฟบนพื้นดินที่ยังไม่ได้ดับลงก็ทำให้คนทั้งหลายมองใบหน้าของคนผู้นี้ได้อย่างชัดเจนในที่สุด

            เป็นใบหน้าที่ไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด

            เขาก็เป็นเหมือนเด็กหนุ่มในรุ่นเดียวกันคนอื่นๆที่ยังคงความอ่อนเยาว์และกลิ่นอายแห่งความเป็นเด็กอยู่

            ทว่าดวงตาของเขากลับสว่างไสวเหลือเกินสว่างเจิดจ้าไม่ต่างไปจากดวงดาราบนท้องนภาเลย

            เขาหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งคนทั้งหลายต่างก็มองเห็นอย่างชัดเจนว่านั่นเป็นหนังสือที่เก่าจนเริ่มมีสีเหลืองขึ้นเล่มหนึ่ง

            ดาบของเขาถูกยกขึ้นอีกครั้ง และปลายดาบชี้ตรงไปที่เป่ยทงเสวียน

            “ข้ามาทวงความยุติธรรมให้คนๆ หนึ่ง”

            เขากล่าวขึ้นเช่นนั้น

            เสียงทุ้มต่ำช่างให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเหลือเกินเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าคมดาบในมือและหิมะที่ปลิวว่อนอยู่บนท้องนภาเสียอีก 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน