ตอนที่ 3
“แล้วทำไมท่านแม่ถึงมาเจอกับเสนาบดีเจียงได้”
“หลังจากที่หนีมาได้เราทั้งสองคนก็ไม่กล้ากลับจวน กว่าท่านแม่ทัพจะกลับมาก็อีกหลายเดือนเราทั้งสองคนจึงเร่ร่อนไปทั่ว กลับจวนก็ไม่ได้ กลับวังก็ไม่ได้ด้วยนิสัยของฮูหยินรองนั้นเป็คนที่เ้าคิดเ้าแค้น คาดว่าคงให้คนดักทางเอาไว้เราทั้งสองจึงเร่ร่อนไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเท้าได้เหยียบเข้าแคว้นไป๋แล้ว...
แล้วตอนนั้นทางวังหลวงแคว้นไป๋ก็มีการออกล่าสัตว์ท่านเสนาบดีเจียงจึงพบเราสองคนที่นั่น และด้วยเพราะความงามของท่านแม่ของคุณหนูจึงทำให้นายท่านเจียงเกิดความหลงใหลแม้จะรู้ว่าตั้งท้องอยู่ก็ตาม...
แต่พอคลอดคุณหนูออกมาท่านแม่ของคุณหนูก็ไม่ยอมร่วมหอกับนายท่านเจียงจนทำให้ท่านม่านเจียงโกรธและเกลียดท่านแม่ของคุณหนูแต่อยู่มาวันหนึ่งมีงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จวนขุนนางคนหนึ่ง นายท่านเจียงเมา แล้ว...”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“คุณหนูนี้คือตราสัญลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์แคว้นจูเชว่และตราสัญลักษณ์ของจวนแม่ทัพเ้าค่ะ”อิงอี้ว่าพลางเอาของบางอย่างออกมาจากช่องลับ
ป้ายหยกสีขาวพู่ห้อยสีเทาด้านหลังสลักคำว่าจูเชว่ ส่วนอีกอันคือป้ายหยกสีเขียวมีพู่ห้อยสีส้มเขียวด้านหลังสลักคำว่าเฟิ่ง
“เฟิ่ง...”
“ตระกูลท่านแม่ทัพเ้าค่ะ”
เมื่อรู้เธอก็พยักหน้า
“คุณหนูเราหนีออกไปจากที่นี้เถอะนะเ้าค่ะ”
“แต่จื่อเอ๋อร์นั้นเป็บุตรของเสนาบดีเจียง”
“แต่ผู้เป็บิดากลับไม่มาดูดำดูดีปล่อยให้ถูกรังแกอยู่เรื่อยไป” อิงอี้เอ่ยออกมาด้วยความเจ็บแทนคุณชายน้อยของตน
“ก็ได้ เราจะหนีแต่ไม่ใช่วันนี้ แล้วเราก็ต้องมีผู้ช่วย” แล้วภาพใบหน้าขององค์หญิงเหยียนเหม่ยกวางก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
“ว่าไงนะ หน๊อยคิดจะให้สหายของข้าไปเป็อนุของชายมักมากในตัณหางั้นรึ ข้าไม่ยอม”
“ข้าอยากให้เ้าช่วย”
“ข้ายินดี ว่ามา...”
“ข้าอยากออกจากจวนนั้นและไม่อยากใช้แซ่เจียงอีก”เธอเอ่ยในสิ่งที่้า
“นะเพคะเสด็จพ่อ”
ณตอนนี้เหม่ยกวางกำลังทำการออดอ้อนเสด็จพ่อของตัวเองหรือก็คือฮ่องเต้แห่งแคว้นไป๋นั้นเอง ซึ่งนางเข้ามาขอให้เสด็จพ่อออกราชโองการให้กับฟางเหนียงมาเป็สหายคนสนิทของตนและขอให้เข้ามาอยู่ภายในวังกับตนด้วย รวมไปถึงน้องชายและแม่นมของฟางเหนียง
“ปกติลูกไม่คิดจะมีสหายสนิทไม่ใช่รึ”
“โถ่...ตอนนั้นก็ส่วนตอนนั้นไงเพคะแต่ตอนนี้ลูกอยากมีสหายคนสนิทแล้ว อีกอย่างลูกก็คิดว่าคุณหนูสามตระกูลเจียงใช้ได้”พลางยิ้มออดอ้อน
“แล้วเ้าไปเจอคุณหนูสามตระกูลเจียงเมื่อไหร่กัน”
“ไม่นานมานี้เองเพคะลูกเจอนางที่ตลาด แล้วลูกกับนางก็คุยกันถูกคอมากลูกอยากได้นางมาเป็สหายของลูกและอยู่กับลูกตลอดเวลา”
เมื่อองค์ฮ่องเต้ไม่พูดตอบอะไรนางก็พูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่หวานกว่าเดิม
“นะเพคะเสด็จพ่อนะเพคะ” พร้อมกะพริบตาปริบๆ
“เฮ้อ ก็ได้พ่อจะออกราชโองการให้เ้า เพื่อให้ทั้งสามมาอยู่กับเ้าที่ตำหนัก”
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จพ่อ”พร้อมกับสวมกอดแน่น
“เ้ามาอ้อนขออะไรพ่อของเ้ากันกวางเอ๋อร์”
เสียงทุ้มต่ำของบุรุษคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับบุรุษชุดน้ำเงินปรากฏตัวขึ้นภายในห้องแล้วทางด้านหลังก็มีบุรุษชุดเขียวเดินตามเข้ามา
พอเห็นบุรุษชุดเขียวคนนั้นแล้วก็ก้มหน้าลงไม่กล้าที่สบตา
“หลานแค่มาขอให้เสด็จพ่อออกราชโองการให้เท่านั้นเพคะเสด็จอา”
“ราชโองการ...ราชโองการอะไร”เขาว่าแล้วนั่งลงข้างๆ หลานสาว
“กวางเอ๋อร์ให้พี่ออกราชโองการขอสหายน่ะเป็บุตรีคนที่สามของเสนาบดีกรมพระคลัง”
“เสนาบดีกรมพระคลัง...เสนาบดีเจียงนะรึ”เขาเอ่ยทวน ก่อนจะหันไปพูดกับหลานสาว
“เพคะ” ตอบออกไป เงยหน้าขึ้นเมื่อไม่มีใครพูดอะไร จึงเอ่ยขอตัวกลับ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วลูกขอตัวนะเพคะเสด็จพ่อ ทูลลาเพคะเสด็จอา” มองไปยังบุรุษอีกคนแล้วพูด
“ลาท่านรองแม่ทัพซ่ง”จากนั้นก็วิ่งออกไปอย่างเร็ว
ซึ่งทั้งสามก็ได้แต่มองตามหลังของร่างบางที่วิ่งออกไปพลางส่ายหัวไปมาเบาๆ ก่อนจะกลับมาเคร่งเครียด
“เป็อย่างไรบ้าง...”
“ที่แคว้นจูเชว่นั้นมีข่าวลือว่าองค์ฮ่องเต้จูเชว่กำลังประชวรหนักรัชทายาทจึงสรรหาหมอที่มีความเก่งกาจมารักษาไม่สนว่าจะเป็หมอที่มีชื่อเสียงหรือว่าหมอชาวบ้านขอเพียงสามารถรักษาองค์ฮ่องเต้ได้ก็จะประทานรางวัลให้อย่างงาม”
“แล้วอาการในตอนนี้...”
“ยังไม่มีใครสามารถรักษาได้พ่ะย่ะคะ”
“จะเป็ไปได้อย่างไรกันที่องค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่จะประชวรหนักเช่นนี้เท่าที่รู้พระองค์แข็งแรงดี ไม่มีทางที่จะประชวรหนักแบบนี้แน่” ฮ่องเต้แห่งแคว้นไป๋พูด
“วางยา...”
“อะไรนะ” ถามอีกครั้งอย่างไม่เชื่อหู
“อีกสิ่งหนึ่งที่น้องสืบมาได้คือองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ถูกวางยาพ่ะย่ะคะ”
“เ้าแน่ใจรึ ไป๋อวี้”
“พ่ะย่ะคะน้องได้ลอบเข้าไปยังส่วนของสำนักแพทย์หลวงแล้วพบว่าหมอที่ทำการปรุงยานั้นได้ใส่สมุนไพรชนิดหนึ่งลงไปซึ่งสมุนไพรนั้นเป็สมุนไพรพิษ สมุนไพรชนิดนั้นไม่ได้ทำให้ตายอย่างทันทีแต่จะทำให้ผู้ที่กินมันค่อยๆ ตาย โดยจะเป็เหมือนโรคภัยที่เป็หนักก็หลับไปจากนั้นก็จากไปตลอดกาล”
“ใครกัน มันช่างกล้า”องค์ฮ่องเต้ว่าพลางกำมือแน่นเพราะว่าตนและฮ่องเต้แคว้นจูเชว่นั้นเป็สหายกันมานานจึงไม่แปลกที่จะมีอาการเช่นนี้
“น้องว่าคนที่อยู่เื้ัต้องมีตำแหน่งที่สูงพอสมควร ถึงได้กล้าทำเช่นนี้”
“แล้วถ้าอย่างนั้น...”
“ถ้ายังหาหมอมารักษาไม่ได้เกรงว่าฮ่องเต้แคว้นจูเชว่จะอยู่ได้ไม่เกินสามเดือนพ่ะย่ะคะ"
“เ้าพูดจริงรึเหม่ยกวาง”
“จริงสิข้าจะโกหกเ้าทำไมกัน” ว่าพลางยิ้มให้กับฟางเหนียง
“ดีใจหรือไม่"
“ดีใจสิข้าจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างนั้นอีกแล้ว อีกอย่างน้องของข้าก็จะได้เรียนหนังสือด้วย”
“เตรียมตัวให้ดีไม่เกินห้าวันราชโองการไปถึงตระกูลเจียงแน่”
ตระกูลเจียง
“นายท่านนายท่านขอรับ”
เสียงของพ่อบ้านดังขึ้นพร้อมกับวิ่งเข้าไปภายในห้องอาหารที่มีทั้งนายท่านเจียง ฮูหยินทั้งสองคุณหนูทั้งสองและคุณชายใหญ่
“มีอะไร เหตุใดเ้าต้องเสียงดังขนาดนั้นพ่อบ้าน”เป็ฮูหยินรองถามออกไป
“ท่านกงกงกงกงคนสนิทของฝ่าามาที่จวนขอรับ”
“อะไรนะ”
“ท่านกงกงขอรับ”
“รออะไรเล่ารีบออกไปต้อนรับสิ” จากนั้นทุกคนก็รีบออกไปยังหน้าจวน
แล้วก็เห็นกงกงคนสนิทของฮ่องเต้แห่งแคว้นพร้อมกับเหล่านางกำนัล ขันทีและทหารอีกเกือบยี่สิบคนยืนอยู่จากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของกงกง
“เว่ยกงกง” เสนาบดีเจียงเอ่ยด้วยความเคารพ
“เสนาบดีเจียง”เว่ยกงกงเองก็พูดด้วยความเคารพเช่นกัน
“ท่านกงกงมาที่ตระกูลเจียงเช่นนี้มีอะไรให้ตระกูลเจียงรับใช้หรือขอรับ”
“ไม่กล้าๆข้าเพียงแค่นำราชโองการของฝ่าามามอบให้กับบุตรีของท่านเท่านั้น”
“บุตรี...” พลางหันไปมองบุตรีทั้งสอง
“ใช่...แล้วบุตรีของท่านเล่า”พลางสอดส่องสายตามองหา
“นางทั้งสองขอรับเป็บุตรีคนโตและคนรองขอรับ”
เว่ยกงกงมองสตรีทั้งสองชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองเสนาบดีเจียงอีกครั้ง
“ท่านมีบุตรีเพียงแค่สองคนรึ”
“ขอรับ...” เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ
“ราชโองการฉบับนี้ข้านำมามอบให้กับบุตรีคนที่สามของท่านนางอยู่ไหนล่ะ”
คนตระกูลเจียงที่ยืนอยู่ต่างนิ่งไม่แม้แต่จะมีเสียงพูดออกมาเมื่อได้ยินว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นมอบราชโองการให้กับคุณหนูสาม
“ราชโองการฉบับนี้ฝ่าาประทานให้กับคุณหนูสามของตระกูลเจียง...”
“ถูกต้อง”
เสนาบดีเจียงพยายามปันสีหน้าให้เป็ปกติที่สุดก่อนจะเอ่ย
“ท่านพ่อบ้าน...”
“ขอรับนายท่าน”
“ไปตามฟางเหนียงคุณชายรองและแม่นมอิงอี้มา”
“ขอรับ”
จากนั้นพ่อบ้านก็วิ่งไปยังด้านหลังของตระกูลที่มีเรือนหลังเล็กแสนทรุดโทรมอยู่ ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับบุคคลทั้งสาม
“เว่ยกงกงนางคือบุตรีคนที่สามของข้า ฟางเหนียงขอรับ”
เว่ยกงกงมองสตรีตรงหน้ายิ้มออกมาน้อยๆ แล้วมือก็ยกขึ้น กางราชโองการออก
“เจียงฟางเหนียงรับราชโองการ...”
เธอคุกเข่าลงอย่างเร็วจากนั้นเว่ยกงกงก็พูดรายละเอียดที่อยู่ในราชโองการออกมา
“เจียงฟางเหนียงนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เราฮ่องเต้แห่งแคว้นไป๋มีประสงค์ให้เ้าเข้าวังพร้อมกับเจียงลู่จื้อ อิงอี้ไปเป็นางกำนัลและสายขององค์หญิงแปดเหยียนเหม่ยกวาง...
อีกทั้งให้พวกเ้าละทิ้งแซ่เจียงนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป จบราชโองการ”
จากนั้นก็พับเก็บราชโองการยื่นให้กับสตรีที่คุกเข่าตรงหน้า
ทุกคนที่ได้ยินล้วนแต่ใให้เข้าไปเป็นางกำนัลนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ให้ละทิ้งแซ่ด้วยนี้มันคืออะไร
“เว่ยกงกงเหตุใดต้องละทิ้งแซ่ด้วย”
“เื่นั้นท่านคงต้องไปทูลถามกับฝ่าาเองแล้วเสนาบดีเจียง...”ว่าแล้วก็หันไปมองสตรีที่คุกเข่าอยู่
“หม่อมฉันฟางเหนียงยินดีรับราชโองการเพคะ” แล้วยื่นมือออกไปรับราชโองการนั้นมาถือไว้
เสนาบดีเจียงหันขวับไปมองเมื่อได้ยินคำพูดของฟางเหนียง
“ถ้าเช่นพวกเ้าทั้งสามก็ไปเก็บของเถอะเก็บเอาเฉพาะของที่จำเป็ แล้วเข้าวังวันนี้เลย”
“เ้าค่ะ” เธอและอิงอี้ตอบรับก่อนจะลุกขึ้น
แต่ก็ไม่ลืมที่จะปรายตามองไปยังเสนาบดีเจียงเพียงชั่วครู่แล้วเดินจากไป
เมื่อกลับมาถึงเรือนโทรมๆหลังจวนลู่จื้อก็ถามพี่สาวทันที
“พี่สาวเราจะไปจากที่นี่จริงหรือขอรับ”
“อื้อ”
“แต่จื้อเอ๋อร์...”
“จื้อเอ๋อร์ถ้าเรายังอยู่ที่นี่ ก็มีแต่จะถูกรังแกเท่านั้น”
“แต่ในวัง...”
“ถ้าไปอยู่ที่นั้นจะไม่มีใครทำอะไรเ้าเชื่อพี่สาวนะ” แล้วลูบศีรษะเล็กของลู่จื้อ
“ก็ได้ขอรับ”
“เด็กดี”
เมื่อเก็บของทุกอย่างเสร็จเธอก็เดินไปยังหน้าจวนพร้อมกับลู่จื้อและอิงอี้
“ขึ้นรถม้าเถอะ”เว่ยกงกงพูดแล้วเดินขึ้นรถม้า ตามด้วยลู่จื้อและอิงอี้
เธอเดินตามหลังทั้งสองไปแล้วหยุดอยู่ข้างๆ เสนาบดีเจียง แล้วพูดเบาๆ ให้ได้ยินสองคน
“แม้ท่านจะไม่ใช่พ่อที่ดีสำหรับจื้อเอ๋อร์แต่ข้าก็ขอบคุณท่านที่เลี้ยงดูจื้อเอ๋อร์และข้ามาแม้ว่าข้าจะไม่ใช่ลูกของท่านก็ตามถ้ามีโอกาสข้าจะตอบแทนค่าน้ำค่าข้าวของท่านแน่นอน นายท่านเจียง” ว่าจบเธอก็เดินขึ้นรถม้า
เสนาบดีเจียงไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเพียงแค่ยืนนิ่งๆ เมื่อรถม้าหายไปจนสุดสายตาก็เดินกลับเข้าเรือน
วังหลวง
“เมื่อไหร่จะมานะ เวลานี้ควรถึงวังหลวงได้แล้ว”พลางเดินไปเดินมาอยู่หน้าประตูวังหลวง
เพราะถ้าเข้าเขตวังหลวงเมื่อไหร่รถม้าไม่อาจเอาเข้าไปได้จึงเป็เหตุให้องค์หญิงแปดเหยียนเหม่ยกวางมาอยู่ที่หน้าประตูวังเช่นนี้
เหล่านางกำนัล ขันทีองครักษ์ต่างก็มององค์หญิงแปดที่เดินไปมาไม่หยุด จนมีอาการเวียนหัวไปตามๆ กัน
แล้ว์ก็เห็นใจพวกตนเมื่อมีรถม้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูวัง
นางมองรถม้าคันนั้นด้วยความตื่นเต้นขาที่ไม่อาจอยู่นิ่งๆ ได้ก็ขยับไปมาเมื่อเห็นว่าใครที่เดินลงมาจากรถม้าเป็คนสุดท้ายก็ยิ้มออกมาแล้วเดินเข้าไปหาทันที
“ฟางเหนียง”
เ้าของชื่อเมื่อได้ยินเสียงเรียกก็ยิ้มออกมา
“ถวายบังคมองค์หญิงแปดเพคะ”
เหม่ยกวางเดินเข้าไปแล้วจับตัวให้ฟางเหนียงลุกขึ้นมองหน้าสหายสักพักก่อนจะก้มลงมองก็เห็นเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักยืนอยู่
“นี้คงเป็น้องชายของเ้า”
“เพคะ...ทำความเคารพองค์หญิงสิ”
“ถวายบังคมองค์หญิงแปดพ่ะย่ะคะ”
ยิ้มน้อยๆ แล้วพูด
“ไปเถอะข้าให้คนจัดที่พักให้พวกเ้าทั้งสามแล้ว”จากนั้นทั้งสามก็เดินตามองค์หญิงเหม่ยกวางไป
แต่เดินไปได้สักพักก็หยุดเมื่อมีบุรุษสองคนกำลังเดินมาทางนี้
“ถวายบังคมเสด็จอาเพคะ”