จารึกที่ 194 : เส้นทางสู่ก้นบึ้ง | น้ำตาผู้เฝ้าพิทักษ์
ความรู้สึกของการร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดนั้นยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสียงลมหวีดหวิวข้างหูค่อยๆ เงียบงันลง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกและความเงียบสงัดที่กดทับจนน่าอึดอัด
ตุบ!
ร่างของอาเจียและเฒ่าใบ้กระแทกลงบนพื้นศิลาที่เย็นเยียบและชื้นแฉะ โชคดีที่ในเสี้ยววินาทีก่อนถึงพื้น อาเจียกัดฟันฝืนความเจ็บปวดที่แทบฉีกร่าง ตวัดพู่กันนิรันดร์วาดอักขระ [นุ่มนวล] รองรับแผ่นหลังไว้ได้ทันท่วงที ทว่าผลจากการฝืนใช้พลังปราณที่เหือดแห้ง ทำให้เขากระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาอีกระลอกใหญ่
"แฮ่ก... แฮ่ก... ท่านอาวุโสไป๋! ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ!"
อาเจียรีบหยัดกายขึ้นพยุงร่างอันบอบช้ำของชายชรา ความมืดมิดรอบด้านหนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง เขาพยายามจะวาดอักขระแสงสว่าง ทว่ามือขวาที่จับพู่กันกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เส้นชีพจรลมปราณตีบตันและปวดร้าวประดุจถูกไฟลวก นี่คือผลสะท้อนจากการฝืนบิดเบือนกฎเกณฑ์ฟ้าดินในลานหน้าหอคัมภีร์
(อย่าฝืนใช้ปราณอีกไอ้เด็กโง่! เจ้าอยากวิญญาณแตกสลายหรืออย่างไร!) เสียงตวาดของ มู่เฉิน ดังก้องในหัว (ล้วงเอาหินเรืองแสงในย่ามของเจ้าออกมาซะ!)
อาเจียกัดริมฝีปาก ล้วงมือเข้าไปในย่ามที่ยังมีร่างหดเกร็งของเจ้าถุงเงินซ่อนอยู่ เขาหยิบหินผลึกเรืองแสงระดับต่ำออกมาสองก้อน แสงสีนวลตาส่องสว่างกระจายไปทั่วบริเวณ เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้อาเจียต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
พวกเขาตกลงมาอยู่ในอุโมงค์ศิลาขนาดมหึมาที่ทอดยาวลาดเอียงลึกลงไปในแกนโลก ผนังถ้ำทั้งสองด้านมิใช่หินผาตามธรรมชาติ ทว่าถูกปูลาดด้วย "ศิลานิลกาฬ" ที่เรียบกริบไร้รอยต่อ และเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่สีสันเริ่มซีดจางไปตามกาลเวลา
เฒ่าใบ้ไอโขลกอย่างรุนแรง โลหิตทะลักออกจากมุมปาก ชายชรายกมือที่สั่นเทาชี้ไปยังภาพวาดบนผนังศิลา
(ทาง... นี้...) ชายชราขยับนิ้วทำภาษามืออย่างยากลำบาก (เส้นทาง... แห่ง... บรรพชน...)
อาเจียพยุงเฒ่าใบ้ให้ค่อยๆ ก้าวเดินไปตามทางลาดชัน สายตาของเด็กหนุ่มกวาดมองภาพจิตรกรรมเหล่านั้นด้วยความตื่นตะลึงระคนสงสัย
ภาพแรกคือดินแดนเซียนที่อลังการ "ขุนเขามหึมาที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือม่านเมฆ" ล้อมรอบด้วยอักขระสีทองนับหมื่นตัวที่หมุนวนดุจดาราจักร...
ภาพต่อมากลับเป็นโศกนาฏกรรมแห่ง "มหาสงคราม" ...ทว่ามันมิใช่สงครามแก่งแย่งชิงดีระหว่างมนุษย์หรือผู้ฝึกตน แต่มันคือการต่อสู้ดิ้นรนกับ "รอยแยกมิติสีดำคล้ำ" บนฟากฟ้า ที่ปลดปล่อยภัยพิบัติไร้รูปทรงออกมากลืนกินสรรพสิ่ง ผู้คนและเซียนนับไม่ถ้วนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
ในศูนย์กลางของภาพนั้น ผู้นำสำนักในชุดคลุมสีทองอร่ามกำลังเผาผลาญแก่นวิญญาณของตน วาดลวดลายลี้ลับเพื่อผนึกรอยแยกมิตินั้น... ลวดลายวงกลมที่ดูคล้ายคลึงกับสภาวะแห่ง "อักขระสูญตา" ที่อาเจียครอบครองอยู่อย่างน่าประหลาด!
"นี่มัน... เรื่องจริงรึเนี่ย?" อาเจียพึมพำเสียงหลง "ข้านึกว่ามันเป็นเพียงนิทานปรัมปราหลอกเด็ก ที่ท่านปู่มักเล่าให้ข้าฟังก่อนนอนเสียอีก"
(มันคือความจริงที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์) มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและภาคภูมิใจ (ที่เจ้าเห็น คืออดีตอันรุ่งโรจน์ของ 'สำนักหมื่นอักขระเมื่อหนึ่งพันปีก่อน...)
อาเจียเบิกตากว้าง ทรุดนั่งลงพิงผนังด้วยความอ่อนล้า "สำนักของท่าน? แล้วทำไม... ท่านปู่ถึง..."
(บรรพชนของพวกเรามิได้พ่ายแพ้ในสงครามแย่งชิงอำนาจ แต่พวกท่านเลือกที่จะ 'เสียสละ' ตนเองเพื่อผนึกมหันตภัยจากต่างมิติ... พวกท่านใช้พลังปราณเฮือกสุดท้าย สร้าง 'หุบเขาพันอักขระ' แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นกรงขังมิตินั้นไว้ชั่วนิรันดร์) มู่เฉินอธิบายยืดยาว (ส่วนสำนักหมึกวารีเบื้องบนนั้น... เป็นเพียง 'ผู้เฝ้ายาม' บรรพชนสายรองสาบานว่าจะปกป้องปากทางเข้าแห่งนี้ด้วยชีวิต... เพื่อรอคอยผู้สืบทอดที่ครอบครอง 'สายเลือดแห่งความว่างเปล่า' ให้หวนกลับมาสานต่อเจตนารมณ์ ปู่ของเจ้า และตาเฒ่าใบ้นี่... คือผู้พิทักษ์รุ่นสุดท้าย)
อาเจียกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก รู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่หล่นทับลงมาบนบ่า
"แล้ว... ทำไมต้องเป็นข้าล่ะขอรับ?" เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "ข้าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่รักความสบาย แถมข้ายังหน้าเงินเป็นที่สุด... ท่านแน่ใจนะขอรับ ว่าพวกท่านไม่ได้ฝากฝังภารกิจผิดคน?"
เฒ่าใบ้ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ชายชราชี้ปลายนิ้วไปที่ พู่กันนิรันดร์ ในมือของอาเจีย
(พู่กันด้ามนั้น... เลือกเจ้า...) ชายชราขยับมือส่งสัญญาณ (เพียงเท่านี้... ก็เพียงพอ...)
อาเจียก้มมองพู่กันสีดำขลับในมือ เขารับรู้ได้ถึงไออุ่นจางๆ ที่แผ่ซ่านออกมา... และในขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดอย่างรุนแรงก็แล่นพล่านขึ้นมาจุกอยู่ที่อก
"เจ้าสัว..." อาเจียกระซิบเรียกชื่อคู่หูด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ไม่มีเสียงตอบรับ... ไม่มีร่างยักษ์ศิลาทะมึนก้าวออกมายืนเคียงข้างเฉกเช่นทุกครา
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ประตูกลไกศิลาจะปิดตาย เจ้าสัวได้ระเบิดเกราะพยนต์ของตนเองเพื่อสกัดกั้นเหลยเจิ้น... อาเจียทำได้เพียงใช้พลังจิตเฮือกสุดท้าย "ดึงเอาแกนวิญญาณผลึกดำ" กลับเข้ามาเก็บรักษาไว้ในมิติเร้นลับของพู่กันนิรันดร์ได้ทันเวลาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
"พักผ่อนให้สบายเถิดคู่หูของข้า..." อาเจียลูบด้ามพู่กันอย่างแผ่วเบา แววตาฉายรังสีอำมหิตวูบหนึ่ง "ข้าขอสาบาน... ทันทีที่ข้าฟื้นฟูลมปราณและค้นพบศิลาวิเศษในหุบเขานี้ ข้าจะหลอมรวมร่างใหม่ให้เจ้า... เอาให้ไอ้สุนัขเหลยเจิ้นมันต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตเลยทีเดียว!"
ทั้งสองพยุงกันเดินลึกลงไปอีกเกือบหนึ่งก้านธูป จนในที่สุด อุโมงค์ศิลาก็สิ้นสุดลง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ "บานประตูยักษ์" ที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดเพดานถ้ำ บานประตูถูกสร้างขึ้นจาก "ไม้พันปีสีเลือด" ที่แข็งแกร่งทนทานดุจเหล็กไหล บนพื้นผิวบานประตูไร้ซึ่งลวดลายวิจิตรบรรจงใดๆ มีเพียงช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กตรงกึ่งกลางที่เว้นว่างเอาไว้
เฒ่าใบ้ทรุดกายลงนั่งพิงผนังศิลาอย่างหมดแรง ลมหายใจของชายชราเริ่มขาดห้วงและรวยรินเต็มที
(ถึง... แล้ว...) ชายชราชี้มือที่สั่นเทาไปยังบานประตูยักษ์ (ใช้... ตรา... ประทับ...)
อาเจียล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ "ตราประทับไม้แกะสลัก" มรดกเลือดของปู่หลินออกมา... คราบโลหิตแห้งกรังของท่านปู่ยังคงฝังลึกอยู่ในร่องไม้ อาเจียใช้นิ้วโป้งเช็ดถูมันอย่างทะนุถนอม ก่อนจะก้าวเดินด้วยความมุ่งมั่นตรงไปยังประตูยักษ์
"นี่คือ... บ้านที่แท้จริงของพวกเราใช่ไหมขอรับ ท่านปู่..."
อาเจียสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด แล้วออกแรงกดตราประทับไม้ ลงไปในช่องว่างกลางบานประตูอย่างพอดิบพอดี!
กริ๊ก!
เสียงกลไกศิลาบรรพกาลภายในเริ่มขบเคลื่อนเข้าหากัน ดังก้องกังวานประดุจเสียงหัวใจของยักษ์หลับที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
ครืนนนนนนนนน!
ฝุ่นผงแห่งกาลเวลาร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำ ประตูไม้พันปีสีเลือดค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงเสียดสีที่หนักแน่นและบาดลึกถึงแก้วหู แต่สำหรับอาเจียแล้ว... มันคือเสียงแห่งความหวัง
แสงประกายสีฟ้าครามเรืองรอง ลอดผ่านช่องประตูที่เปิดอ้าออกมา พร้อมกับกลิ่นอายของ "พลังปราณฟ้าดินอันบริสุทธิ์" ที่พวยพุ่งเข้าปะทะใบหน้า... มันเข้มข้นและหนาแน่นกว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า! เพียงแค่สูดดม อาการบาดเจ็บในเส้นชีพจรก็ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์
และเมื่อบานประตูยักษ์เปิดกว้างจนสุด... อาเจียก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ร่างกายแข็งทื่อดุจต้องมนตร์สะกด
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังบานประตู มิใช่เพียงถ้ำโถงเก็บสมบัติ หรือคลังเก็บศาสตราวุธที่คับแคบ...
ทว่ามันคือ "นครใต้พิภพ" ขนาดมหึมาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา!
อาคารบ้านเรือนทรงจีนโบราณ สร้างจากศิลาหยกขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบ... แต่สิ่งที่น่าขนลุกและตื่นตะลึงที่สุด คือภาพ ณ ลานกว้างใจกลางนคร...
ณ ที่แห่งนั้น มีร่างของ "กองทัพพยนต์เทวะศิลา" นับหมื่นตน! ยืนเข้าแถวจัดทัพอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เงียบสงัดดุจรูปสลักไร้วิญญาณ ทว่าแผ่รังสีอำมหิตข่มขวัญสวรรค์
พวกมันทุกตนสวมใส่เกราะนักรบเต็มยศ มือกระชับศาสตราวุธหลากหลายชนิด... และที่บริเวณกลางอกของพยนต์ทุกตน ล้วนสลักลวดลายอักขระสีทองคำว่า "พิทักษ์" เอาไว้อย่างเด่นชัด
"กองทัพบรรพกาล..." อาเจียครางออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน "ตำนาน... เป็นเรื่องจริง..."
เฒ่าใบ้ที่นั่งพิงผนังอยู่เบื้องหลัง เมื่อได้ทอดสายตาเห็นภาพนครใต้พิภพ ชายชราก็เผยรอยยิ้มออกมาทั้งน้ำตาแห่งความปีติ เขารวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประกบทำท่าคารวะอย่างสูงสุด ไปยังทิศทางของนครบรรพชนเป็นวาระสุดท้าย...
ก่อนที่ท่อนแขนทั้งสองจะร่วงหล่นตกลงข้างลำตัว... ดวงตาที่ฝ้าฟางค่อยๆ ปิดสนิทลงด้วยความสงบและหมดห่วง
(ฝาก... ความหวังที่เหลือ... ไว้ที่เจ้าด้วยนะ... อาเจีย...)
"ท่านอาวุโสไป๋!"
อาเจียรีบหันขวับกลับไปประคองร่างชายชรา ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว... ลมหายใจสุดท้ายของผู้เฝ้าพิทักษ์ได้ดับสูญลง ชายชราได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติจนถึงวินาทีสุดท้าย พาตัวผู้สืบทอดมาส่งถึงบ้านเกิดอย่างสมบูรณ์แบบ
อาเจียกัดริมฝีปากแน่น กล้ำกลืนก้อนสะอื้นและหยาดน้ำตาเอาไว้ เขาวางร่างของเฒ่าใบ้ลงนอนราบบนพื้นอย่างทะนุถนอม โขกศีรษะคำนับสามครั้งเพื่อไว้อาลัย ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน หันหน้ากลับไปมองกองทัพศิลาเบื้องหน้า
แววตาของเด็กหนุ่มผู้กะล่อน หน้าเงิน และรักสนุก บัดนี้ถูกเคลือบแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว ภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง... และเพลิงแค้นที่รอวันชำระด้วยโลหิต
"หลับให้สบายเถิดขอรับ ท่านปู่... ท่านอาวุโสไป๋..." อาเจียยืนตัวตรงตระหง่าน มือขวากระชับพู่กันนิรันดร์แนบกาย
เขาก้าวเท้าเดินข้ามธรณีประตู ย่างกรายเข้าสู่นครใต้พิภพ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของเขาก้องกังวานไปทั่วอาณาจักรที่หลับใหล
"เอาล่ะพวกเจ้า..." อาเจียตะโกนก้อง เสียงของเขาดุดันและทรงอำนาจ สะท้อนกึกก้องไปทั่วหุบเขาพันอักขระ
"ได้เวลาตื่นจากการหลับใหลแล้ว! ...นายจ้างคนใหม่ของพวกเจ้า... มาถึงแล้ว!"