เส้นทางสู่ฉางอัน ชานเมืองด้านใต้
วันที่ยี่สิบหกของการเดินทาง บ่าย
วันที่ยี่สิบหกเริ่มต้นเหมือนวันธรรมดา
ถนนกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนพอให้เกวียนสี่คันแล่นเคียงกันได้ รอยล้อลึกขนาดนี้บอกว่าถนนนี้รับน้ำหนักมาหลายสิบปีโดยไม่เคยพัก ต้นหลิวสองข้างสูงจนกิ่งใหญ่โค้งมาพบกันเป็หลังคาธรรมชาติที่ยาวไม่สิ้นสุด แสงอาทิตย์กรองลงมาเป็เส้น ๆ ทอดบนพื้นหินกรวดที่ปูอย่างเรียบร้อย
เว่ยหันเฉินขี่หวงเจินในความเงียบ
แปดวัน สายตาของเขาปาดไปตามแนวต้นหลิวสองข้างตามนิสัยที่ไม่้าคำสั่งจากสมองอีกต่อไป แต่วันนี้ความระวังของเขาลดลงเล็กน้อยจากการที่ทางเดินโล่งและผู้คนที่สัญจรไปมามากกว่าเส้นทางที่ผ่านมา
ในความโล่งและความคึกคักนั้น อันตรายบางชนิดซ่อนตัวได้ดีกว่า
เขาได้ยินเสียงม้าวิ่งจากทางเหนือก่อนที่จะเห็น
เสียงกีบม้าเร็วและสม่ำเสมอเกินกว่าที่พ่อค้าธรรมดาจะขับ เป็จังหวะของคนที่รีบแต่มีวินัย
ม้าสีเทาเข้าโผล่มาจากแนวเกวียนที่แล่นสวนมา ชายบนหลังม้าสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ไม่ใช่ชุดขาวของสมาพันธ์ฯ ขับม้าตรงมาหาขบวน
เว่ยหันเฉินหยุดหวงเจิน
ชายบนม้าสีเทาลดความเร็วลงเมื่อเห็น รีนม้าหยุดห่างออกไปสิบก้าว ลงจากม้าด้วยท่าทางรวดเร็ว
"เว่ยหันเฉิน" เขาพูด เสียงค่อนข้างต่ำ "ผมรับใช้ท่านกวนหยู ส่งข้อความมาโดยตรงครับ"
เว่ยหันเฉินประเมินชายตรงหน้า อายุประมาณสามสิบห้า ปราณชั้น 3 จิ้นตันที่ควบคุมได้ดี ไม่มีอาวุธที่มองเห็น แต่มีดสั้นที่เอวด้านขวา
"พูด"
ชายคนนั้นหยิบจดหมายผ้าไหมสีขาวออกมา ยื่นมา "ท่านกวนหยูให้ส่งมือต่อมือครับ ไม่ผ่านคนกลาง"
เว่ยหันเฉินไม่รับทันที มองดูจดหมายนั้นก่อน
แล้วก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยน
ปราณในอากาศ
ไม่ใช่จากชายส่งสาร และไม่ใช่จากใครที่เขารู้จัก มันมาจากสองทิศพร้อมกัน จากซ้ายของถนนในแนวต้นหลิว และจากเกวียนหลังเก่าที่จอดอยู่ข้างทางห่างออกไปสิบห้าก้าว
ปราณที่กดเก็บไว้ดีมาก แต่ไม่ดีพอสำหรับเขา
ไม่ใช่ปราณของสมาพันธ์หยูหลิน
ชายส่งสารก็รู้สึกได้ สีหน้าของเขาเปลี่ยน มือที่ยื่นจดหมายแข็งขึ้น
"หลบ" เว่ยหันเฉินพูดกับชายส่งสาร
วี้ด!! วี้ด!!
ลูกดอกสองลูกพุ่งออกมาจากแนวต้นหลิว พุ่งตรงมาที่ชายส่งสาร ไม่ใช่ที่เว่ยหันเฉิน
ชายส่งสาระโออกข้างซ้าย ลูกดอกปักที่พื้นหินกรวดตรงที่เขาเคยยืน
ติ๊ก!! ติ๊ก!!
โลหะกระทบหิน ประกายเล็ก ๆ กระเด็นออกไป
สี่คนออกมาจากสองทิศพร้อมกัน จากต้นหลิวสองคน จากเกวียนอีกสองคน ทุกคนใส่เสื้อธรรมดาสีน้ำตาลดินที่กลมกลืนกับถนน อาวุธสั้น ไม่มีตราสัญลักษณ์
แต่ปราณที่เปล่งออกมานั้น เว่ยหันเฉินจดจำได้
ไม่ใช่ตระกูลเซา ไม่ใช่สมาพันธ์หยูหลิน ไม่ใช่เฮ่ยเหลียน
เป็ปราณที่เขาไม่เคยเจอในคนที่มีชีวิตมาก่อน มีลักษณะเก่าและลึกในแบบที่ไม่สมกับอายุที่มองเห็น
คนของหยูเทียน
เว่ยหันเฉินดึงดาบ
ชิงก์!!
"หลิวซาน"
"เห็นครับ"
ชิ้ง!! ชิ้ง!!
ดาบสั้นคู่ออกจากฝัก
สี่คนในชุดน้ำตาลไม่พูด ไม่ข่มขู่ แค่เข้ามา เป็วิธีการของคนที่ถูกฝึกมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ
สองคนเข้าหาชายส่งสาร สองคนเข้าหาเว่ยหันเฉิน
พึ่บพึ่บ!!
เท้าสองคู่กระทบหินกรวดพร้อมกัน เสียงสั้นและเบาผิดธรรมชาติสำหรับคนที่วิ่งเร็วขนาดนั้น
คนซ้ายฟาดดาบสั้นมาที่ไหล่เว่ยหันเฉิน
ควับ!!
เร็วกว่าคนชั้น 3 ที่ฝึกธรรมดา ปราณที่เก่าและลึกนั้นทำให้การเคลื่อนไหวมีน้ำหนักที่ต่างออกไป
เว่ยหันเฉินเอียงลำตัว ดาบสั้นผ่านไปเฉียดไหล่ ผ้าตรงนั้นขาดออกเป็ริ้ว
ฉับ!!
เขาหมุนตัวตามแนวดาบ แล้วสันดาบของเขาตามออกมาที่ข้อมือ
แกร๊ก!!
ข้อต่อเคลื่อน เสียงดังหนักและชัด คนนั้นไม่ร้องแต่ถอยออก มือที่ถือดาบสั้นชาออก
คนขวาไม่รอ พุ่งเข้ามาในจังหวะที่เว่ยหันเฉินยังหมุนตัวอยู่
ตุ้บ!!
กำปั้นกระทบที่ชายโครง แรงมากกว่าที่รูปร่างควรจะทำได้
เว่ยหันเฉินเซออกก้าวหนึ่ง ปราณในร่างกายขยับขึ้นมารับแรง แต่รู้สึกได้ถึงความเ็ปที่ชายโครง
ปราณเก่าในร่างกายชายคนนี้ให้กำลังที่เกินกว่าระดับที่ฝึก
เว่ยหันเฉินเปิดปราณชั้น 4 ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ทันที
ด้านหลิวซาน สองคนที่เข้าหาชายส่งสารกำลังพุ่งมา แต่หลิวซานรับทั้งสองได้ก่อน
เคร้ง!! เคร้ง!!
ดาบสั้นคู่รับพร้อมกัน แต่แรงของสองคนนั้นหนักกว่าที่หลิวซานคาด เขาเซออกก้าวหนึ่งพร้อมกับกรามแน่น
ชายส่งสารของกวนหยูดึงมีดสั้นออก พุ่งเข้าช่วยหลิวซาน
เคร้ง!!
มีดสั้นรับดาบของคนที่กำลังฟาดมาที่ด้านหลังหลิวซาน
"ขอบคุณครับ" หลิวซานพูดโดยไม่หัน แล้วก็พุ่งเข้าหาคนที่อยู่ทางซ้ายของเขา
ตุ้บ!!
เข่าขึ้นกระทบชายโครง
อ้อก!!
คนนั้นหมุนออก แต่ไม่ล้ม ฟื้นตัวเร็วกว่าคนธรรมดาที่โดนแรงเดียวกัน
ปราณฟื้นฟูเร็วผิดปกติ
หลิวซานสังเกตเห็นในเสี้ยววินาที
เว่ยหันเฉินกับคนขวาที่กำลังโจมตีต่อเนื่อง สองครั้งสามครั้ง แต่ละครั้งมีปราณเก่าที่ไม่สมกับอายุ
ควับ!! ควับ!!
ดาบสั้นฟาดสองครั้งรัว เว่ยหันเฉินรับครั้งแรก
เคร้ง!!
หลบครั้งที่สอง
ฟึ่บ!!
แล้วก้าวเข้าชิด มือซ้ายอัดปราณที่ฝ่ามือออกมาแตะที่หน้าอกคนนั้น
ตุ้บ!!
ปราณที่อัดเข้าไปัักับปราณเก่าในร่างกายของคนตรงหน้า
และในเสี้ยววินาทีนั้นเว่ยหันเฉินรู้สึกถึงบางอย่างที่ทำให้เขาแข็งตัวชั่วขณะ
ปราณในร่างกายของชายคนนี้ไม่ได้เก่าเพราะเขาฝึกมานาน มันเก่าในแบบเดียวกับปราณที่ถูกยัดเข้าไปจากภายนอก เหมือนกับปู่เซาแต่ละเอียดกว่ามาก ควบคุมกว่ามาก และที่สำคัญ มีกลิ่นของปราณอีกชนิดหนึ่งที่ปนอยู่
กลิ่นที่เว่ยหันเฉินรู้จัก
ปราณเทียนชิงเม่ย
ชายคนนี้ถูกเสริมปราณด้วยสายเืเทียนชิงเม่ย ไม่ใช่สายเืของซูหลิงเยิ่น แต่จากคนอื่น คนจากตระกูลเดียวกันที่ปู่เซาหาได้มาก่อน
หรืออาจเป็จากแหล่งที่เก่ากว่าและมีมากกว่านั้น
ชายนั้นใช้โอกาสที่เว่ยหันเฉินแข็งตัวชั่วขณะ ดาบสั้นฟาดขึ้นมาจากล่างสู่บน
เฟี้ยว!!
เว่ยหันเฉินะโออก ดาบเฉือนผ่านเสื้อด้านซ้ายของอก ผ้าขาดออกเป็ริ้วยาว
ิัใต้ผ้ามีรอยแดง เจ็บน้อยแต่เห็นได้ชัด
และในจังหวะนั้น เว่ยหันเฉินรู้สึกถึงบางสิ่งที่ััที่หลังของเขา
เย็นและสม่ำเสมอ
วงปราณน้ำของซูหลิงเยิ่น
เธอขยับมาใกล้ขึ้นอีก เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ว่าวงอยู่ห่างจากเขาประมาณห้าก้าว ไม่ใช่หก และปราณในเส้นปราณของเขาที่บั่นทอนจากการต่อสู้เริ่มฟื้นตัว ช้ากว่าที่เธอเคยช่วยตอนปู่เซา แต่มีอยู่
เขาหายใจออก กดปราณให้สงบ แล้วพุ่งออกไปอีกครั้ง
คราวนี้ไม่รีบ ไม่โจมตีตรง แต่วนออกด้านข้างในวงกลม สายตาจับที่จุดที่ปราณเก่าในร่างกายของชายคนนั้นสะสมหนาแน่นที่สุด
ที่ขาขวา
ปราณที่ถูกยัดเข้ามาจากภายนอกมักสะสมที่จุดที่ฝึกมากที่สุด สำหรับชายคนนี้คือขา ซึ่งบอกว่าเขาเคยฝึกการเตะเป็หลัก
เว่ยหันเฉินก้าวเข้าหาในมุมที่ทำให้ชายคนนั้นต้องใช้ขาขวาเพื่อตั้งหลัก
ชายนั้นก้าวขวาออก ปราณในขาขวาขยับขึ้นพร้อมน้ำหนักร่างกาย
ในจุดนั้น ปราณที่ถูกยัดเข้ามาหนาแน่นที่สุด และในขณะที่หนาแน่นที่สุด มันก็เปราะที่สุดด้วย
เว่ยหันเฉินปล่อยปราณชั้น 4 สามสิบเปอร์เซ็นต์เข้าที่ฝ่ามือซ้าย แล้วแตะที่ขาขวาของชายนั้น
ตุ้บ!!
เบากว่าครั้งก่อน แต่ปราณที่ปล่อยออกมาเข้าไปในจุดที่หนาแน่นและสะดุด ปราณเก่าที่ถูกยัดเข้ามานั้นสั่นคลอนในเสี้ยววินาที
ชายคนนั้นสะดุดขาขวา ล้มลงที่เข่าข้างเดียว
ตึก!!
เข่ากระทบหินกรวด เขาร้องออกมาสั้น ๆ
อ้อก!!
เว่ยหันเฉินสันดาบตีลงที่ท้ายทอยในจังหวะที่ศีรษะก้มลง
ตุ้บ!!
ชายนั้นล้มออกไปข้างหน้า ไม่หมดสติ แต่หัวมึนงง มือยังกำดาบสั้นอยู่แต่ขาหนัก
ด้านหลิวซาน สองคนที่เขาและชายส่งสารจัดการอยู่นั้นหนึ่งคนล้มลงแล้ว อีกคนถอยออกไปสองก้าวพร้อมกับมองดูทั้งสองด้าน
ประเมินสถานการณ์ว่าสองคนเหลือหนึ่ง
แล้วก็วิ่งออกไปตามถนน
ตึกตึกตึก!!
เสียงฝีเท้าบนหินกรวดจางลง
คนที่ล้มอยู่สองคนไม่ได้หมดสติ แค่ไม่สามารถลุกขึ้นต่อสู้ต่อได้ในทันที
เว่ยหันเฉินหายใจออก เอาดาบเข้าฝัก
ชายส่งสารของกวนหยูยืนอยู่ข้าง ๆ หลิวซาน มีรอยแผลเล็กน้อยที่แขนซ้ายจากการที่ดาบเฉือนผ่าน แต่ยังถือจดหมายผ้าไหมสีขาวไว้ในมือขวา ไม่ได้วางหรือทำหล่น
ชายนั้นมองดูเว่ยหันเฉินด้วยสีหน้าที่ยากอ่าน ระหว่างการประเมินกับบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
"ขอบคุณที่เตือนครับ" เขาพูด
"พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเรา" เว่ยหันเฉินพูด "มาเพื่อป้องกันไม่ให้เราได้รับข้อความ"
ชายส่งสารพยักหน้า "ผมก็รู้สึกแบบนั้นครับ พวกเขาไม่ได้เล็งท่านเว่ยก่อน เล็งผมก่อน"
ซูหลิงเยิ่นลดวงปราณน้ำลง เดินมาหาเว่ยหันเฉิน สายตาหยุดที่รอยขาดที่เสื้อและรอยแดงที่ิั
"ให้ดูก่อนค่ะ"
"หลังจาก" เว่ยหันเฉินพูด แล้วหันไปหาชายส่งสาร "จดหมาย"
ชายนั้นยื่นจดหมายผ้าไหมออกมา
เว่ยหันเฉินรับมา คลี่ออก
ตัวอักษรในนั้นเขียนด้วยหมึกดำที่ไม่หรูหราแต่ชัดเจน
"เว่ยหันเฉิน ห้องกุญแจที่ท่านรู้จักนั้น มีบางสิ่งที่ท่านอาจยังไม่รู้ การเปิดมันจะดึงดูดสิ่งที่ไม่ควรรู้ว่ามันเปิดได้ ผมมาเพื่อบอกว่าเราสามารถเปิดด้วยกันได้ ก่อนที่คนอื่นจะรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน"
"เงื่อนไขของผมยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นอีกอย่าง ผม้าให้ท่านรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในห้องกุญแจนั้นไม่ใช่แค่ข้อมูล มันคือวิธีที่จะหยุดสิ่งที่ไม่ควรถูกหยุดโดยฝ่ายเดียว ถ้าเราเปิดร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายรับรู้พร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะยุติธรรมกว่า"
"กวนหยู"
เว่ยหันเฉินอ่านซ้ำสองครั้ง พับจดหมายกลับ ส่งให้หลิวซานอ่าน
หลิวซานอ่านโดยไม่แสดงสีหน้า แล้วส่งให้ซูหลิงเยิ่น
เธออ่าน วางลง
"กวนหยูรู้เื่ห้องกุญแจแล้ว" เธอพูดเงียบ ๆ
"รู้มาสักพักแล้วน่าจะใช่ครับ" หลิวซานพูด "หรืออาจเพิ่งรู้หลังจากซูหลิงเยิ่นส่งสัญญาณ เขาเชื่อมโยงสัญญาณนั้นกับสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับผลึก"
"และคนที่ส่งคนมาโจมตีผู้ส่งสารนั้น" เว่ยหันเฉินพูด มองดูชายสองคนที่นอนอยู่บนถนน "้าให้เราไม่ได้รับจดหมายนี้"
"เพราะถ้าเราได้รับ เราจะรู้ว่ากวนหยูรู้เื่ห้องกุญแจ" ซูหลิงเยิ่นพูดต่อ "และถ้าเราจัดการห้องกุญแจกับกวนหยูได้ก่อน ผู้ที่อยู่เื้ัจะไม่มีโอกาสได้สิ่งที่้า"
หลิวซานมองเธอ "คุณหนูเดาถูกครับว่าใครส่งคนมา"
"หยูเทียน" เธอพูดเรียบ
เว่ยหันเฉินเดินไปหาชายที่นอนอยู่ข้างถนน คนที่เขาล้มลงด้วยการสะดุดปราณที่ขาขวา ชายนั้นยังมีสติ นอนหงาย มองขึ้นมาที่เว่ยหันเฉินด้วยดวงตาที่ไม่มีความกลัว
ดวงตาของคนที่รับรู้ว่าล้มเหลวและยอมรับกับมันแล้ว
"ปราณในร่างท่านมาจากไหน?" เว่ยหันเฉินถาม
ชายนั้นไม่ตอบ
"สายเืเทียนชิงเม่ย" เว่ยหันเฉินพูดตรง "ไม่ใช่ของซูหลิงเยิ่น แต่จากคนในตระกูลเดียวกัน"
สีหน้าของชายนั้นขยับเล็กน้อย ยืนยันโดยไม่ต้องพูด
"ท่านรับใช้หยูเทียนโดยตรง" เว่ยหันเฉินพูดต่อ "ไม่ผ่านสมาพันธ์หยูหลิน"
ความนิ่งของชายนั้นคือคำตอบ
เว่ยหันเฉินลุกขึ้น หันไปมองหลิวซาน
"เราออกเดินทางได้แล้ว"
"ปล่อยพวกเขาไว้แบบนี้ครับ?" หลิวซานถาม
"ผูกมือพวกเขาไว้กับต้นหลิว เ้าของที่ดินแถวนี้จะพบก่อนที่เย็นจะมาถึง" เว่ยหันเฉินพูด แล้วหันมาที่ชายส่งสาร "ท่านไปต่อได้ไหม?"
"ได้ครับ แผลเล็กน้อย" ชายนั้นพยักหน้า แล้วก้มศีรษะ "ท่านกวนหยูฝากบอกว่าถ้าท่านพิจารณาข้อเสนอ สามารถส่งสัญญาณผ่านผลึกได้เหมือนเดิมครับ"
"รับทราบ"
ชายส่งสารขึ้นม้าสีเทา ขับออกไปในทิศที่มา
ซูหลิงเยิ่นดูแลรอยขาดที่เสื้อและรอยแดงที่ิัด้านซ้ายของเว่ยหันเฉิน รอยแดงนั้นไม่ลึก ปลายดาบเฉือนผ่านไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ เธอส่งปราณน้ำเย็นเข้าไปบรรเทาในเวลาไม่กี่นาที
"ฉินเย่เห็นทั้งหมดไหม?" เธอถามระหว่างทำ
หลิวซานมองออกไปทางหลัง "เห็นครับ เขายืนอยู่ที่ระยะสองร้อยก้าวตลอด ไม่เข้าแทรกแซง"
"เขาเลือกไม่เข้าแทรกแซงแม้จะเห็นว่าเราถูกโจมตี" ซูหลิงเยิ่นพูดเงียบ ๆ ขณะพันผ้า "นั่นหมายความว่าอะไรในแง่ข้อตกลงของเขา?"
"หมายความว่าเขารักษาข้อตกลงไว้ครับ ไม่เข้าแทรกแซงในทั้งสองทิศทาง" หลิวซานพูด "และหมายความว่าเขาจะส่งรายงานนี้ให้เว่ยเชาว่าคนของหยูเทียนโจมตีผู้ส่งสารของกวนหยูที่พยายามติดต่อเรา"
"ซึ่งบอกเว่ยเชาว่ากวนหยูกำลังเดินไปในทิศทางที่ขัดกับหยูเทียน" เว่ยหันเฉินพูดต่อ
"และบอกเว่ยเชาว่าหยูเทียนไม่้าให้ใครรู้ว่าห้องกุญแจเปิดได้" ซูหลิงเยิ่นพูดช้า ๆ ขณะผูกปมผ้า "ซึ่งทำให้เว่ยเชาต้องตัดสินใจว่าตัวเองอยู่ข้างไหนในความขัดแย้งระหว่างกวนหยูกับหยูเทียน"
เธอถอยออก ตรวจผ้าพันที่พันแน่นและเรียบร้อย
เว่ยหันเฉินมองรอยผ้าพันสั้น ๆ
"เ้าฝึกวงปราณน้ำมาห้าก้าวในครั้งนี้" เขาพูด
"ห้าก้าวค่ะ ห้าก้าวรักษาได้นานกว่า" เธอตอบไม่รอคำถาม "ข้าตัดสินใจว่าห้ากับสี่ดีกว่าหกกับน้อยกว่า ในการต่อสู้จริง ๆ การรักษาวงได้นานมีประโยชน์มากกว่าการขยายไกลแต่สลายเร็ว"
เว่ยหันเฉินมองเธอ
ในการตัดสินใจนั้นมีเหตุผลที่ถูกต้อง ห้าก้างรักษาได้ยี่สิบแปดนาทีในเงื่อนไขที่ยาก ดีกว่าหกก้าวที่สลายในสิบนาที
"ถูกต้อง" เขาพูดสั้น ๆ
พวกเขาเดินทางต่อในบ่ายที่เหลืออยู่ ถนนกลับมาคึกคักเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านที่เดินสวนมาบางคนชะเหลียวมองสองคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ต้นหลิวที่ถูกผูกมือ แต่ส่วนใหญ่ก็เดินต่อไปโดยไม่หยุด
เป็ถนนที่ชีวิตดำเนินต่อไปโดยไม่ถามมาก
"ท่านเว่ย" ซูหลิงเยิ่นพูดขึ้นหลังจากเงียบมาสักพัก
"อะไร"
"ข้อเสนอของกวนหยูในจดหมาย เขาบอกว่า้าเปิดห้องกุญแจด้วยกัน ท่านจะพิจารณาไหม?"
เว่ยหันเฉินขับหวงเจินต่อไปในจังหวะสม่ำเสมอ
"กวนหยูรู้ว่าห้องกุญแจ้าปราณลักษณะเฉพาะ" เขาพูด "ถ้าเขา้าเปิดด้วยกัน แปลว่าเขา้าให้เ้าอยู่ในห้องนั้น และ้ามีพยานจากฝ่ายเขาอยู่ด้วยตอนที่ห้องเปิด"
"แปลว่าเขา้าแน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ในห้องนั้นไม่ถูกซ่อนจากสมาพันธ์ฯ"
"ใช่ และแปลว่าเขาไม่ได้ไว้วางใจว่าเราจะเปิดแล้วบอกความจริงกับเขา"
ซูหลิงเยิ่นเดินต่อไปในจังหวะที่ไม่สะดุด "ซึ่งก็สมเหตุสมผลค่ะ เราก็ไม่ได้ไว้วางใจเขา"
"ใช่"
"แล้วเราจะทำอย่างไร?"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่นาน ไม่ใช่ความลังเล แต่เป็การชั่งน้ำหนักที่้าเวลา
"ยังไม่ตัดสินใจ" เขาพูดในที่สุด "มีเจ็ดวัน ระหว่างนั้นข้อมูลจะเพิ่มขึ้น"
ห่างออกไปสองร้อยก้าว ฉินเย่เดินตามในระยะที่ไม่เปลี่ยน
แต่เว่ยหันเฉินสังเกตเห็นว่าคืนนี้ฉินเย่จะมีอะไรมากขึ้นที่ต้องรายงานให้เว่ยเชา และสิ่งที่เขารายงานอาจเปลี่ยนสมดุลระหว่างผู้าุโสองคนในสมาพันธ์หยูหลินได้
เจ็ดวัน