จารึกที่ 345 : ป้อมปราการหมื่นอักขระเคลื่อนดารา
เสียงสะท้อนจากการสั่นไหวของ โตมรสูญตาพิฆาตเซียน 弑仙零矛 (ซื่อเซียนหลิงเหมา) ที่ปักตรึงร่างของเซินตู่เหยียนติดกับหน้าผาศิลา ยังคงดังกังวานเป็นจังหวะเชื่องช้าประดุจเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย โลหิตสีทองคำของอดีตแม่ทัพสวรรค์ขอบเขตเซียนปฐมพี (Earth Immortal) ไหลซึมลงมาตามรอยแตกร้าวของหินผา หยดลงสู่พื้นดินเบื้องล่างจนเกิดเสียงดังฉ่า กฎเกณฑ์สวรรค์ที่แฝงอยู่ในหยาดโลหิตพยายามจะต่อต้านและกัดกร่อนผืนดิน ทว่ากลับถูกรากฐานของสำนักหมื่นอักขระ 万符宗 (วั่นฝูจง) ดูดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว
อาเจียทรุดเข่าข้างหนึ่งลงบนลานหินหยกดำ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ โลหิตสีข้นไหลทะลักออกจากมุมปากและจมูกหยดลงเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีครามที่ขาดวิ่น ภายในห้วงวิญญาณ สมอแห่งเต๋า 道锚 (เต้าเหมา) ซึ่งเป็นแก่นกลางในการกำหนดความจริงของเขากำลังส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ รอยร้าวลึกนับสิบสายปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของสมอ การฝืนใช้ร่างของมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มเป็นสื่อกลางเพื่อเชื่อมโยง อักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) เข้ากับพลังทำลายล้างของมหาเซียน นับเป็นการแบกรับน้ำหนักที่เกินกว่าภาชนะจะทนทานได้
มู่เฉินก้าวเข้ามาประชิดตัวศิษย์รัก ปรมาจารย์เฒ่าในร่างเนื้ออักขระบรรพกาล 远古符肉身 (หย่วนกู่ฝูร่วเซิน) ทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของอาเจียโดยไม่ลังเล ปราณเซียนแท้ดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ถูกถ่ายทอดเข้าไปเพื่อประคองเส้นชีพจรที่บิดเบี้ยว "อาเจีย... อย่าเพิ่งขยับเขยื้อนปราณ รอยร้าวบนสมอแห่งเต๋าของเจ้าเกิดจากความขัดแย้งของกฎเกณฑ์ หากฝืนโคจรพลัง วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ"
"ศิษย์รับทราบขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่ายังคงความเยือกเย็น ชายหนุ่มยกหลังมือเช็ดคราบโลหิตที่คาง ดวงตาอันลึกล้ำของเขาจดจ้องไปยังซากศพบนหน้าผาอย่างไม่วางตา "ทว่า... ศิษย์ไม่อาจปล่อยให้เวลาสูญเปล่าได้ การต่อสู้จบลงแล้ว แต่สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น กฎเกณฑ์ปฐพีในร่างของเซินตู่เหยียนกำลังจะสลายกลับคืนสู่ฟ้าดิน ศิษย์ต้องรั้งมันไว้"
"เจ้านาย! สภาพของเจ้าตอนนี้ แค่หายใจยังลำบากเลยนะ!" องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) กระโจนออกจากด้ามพู่กันมาลอยขวางหน้าเขา ใบหน้าเล็กๆ บึ้งตึงด้วยความห่วงใย "โครงสร้างวิญญาณของเจ้าแบกรับข้อมูลสมการของค่ายกลสวรรค์มามากเกินไปแล้ว หากเจ้าพยายามจะกลืนกินแก่นเซียนปฐมพีของตาเฒ่านั่นอีก ชั้นหนังสือวิญญาณของข้าก็ช่วยประคองไม่ไหวหรอกนะ!"
อาเจียส่ายศีรษะเบาๆ เขายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า อาศัยเพียงเจตจำนงในการเรียก โตมรสูญตาพิฆาตเซียน กลับคืนมา
*ฉึก!*
โตมรสีเทาเงินยวงถอนตัวออกจากหน้าผา พุ่งกลับมาลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเขาพร้อมกับกระชากเอา "แก่นวิญญาณเซียน" สีทองแดงขนาดเท่ากำปั้นที่หลงเหลืออยู่ในซากศพของเซินตู่เหยียนติดมาด้วย
ชายหนุ่มมองดูแก่นวิญญาณที่ส่องแสงริบหรี่นั้น แววตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้ารันทดใจ เขาถอนหายใจยาวอย่างลึกซึ้ง ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานให้ศิษย์ทั้งสำนักได้รับฟัง
"ช่างน่าเวทนายิ่งนัก... ท่านแม่ทัพเซินตู่เหยียนอุทิศตนบำเพ็ญเพียรมานับหมื่นปี แบกรับกฎเกณฑ์อันหนักอึ้งของวิหารเทพอนันตกาลไว้บนบ่า เพียงเพื่อจะถูกสวรรค์ส่งลงมาตายอย่างเปล่าประโยชน์ในดินแดนเบื้องล่าง" อาเจียเอื้อนเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ "ชีวิตของท่านถูกทอดทิ้ง สัจธรรมที่ท่านเรียนรู้กำลังจะสูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลี... ข้า อาเจีย ในฐานะผู้เดินบนวิถีแห่งมรรคา ไม่อาจทนเห็นความพยายามนับหมื่นปีของสรรพชีวิตต้องสูญเปล่าไปเช่นนี้ได้ ข้าจะขอรับสืบทอดภาระแห่งความหนักอึ้งนี้ไว้เอง เพื่อให้วิถีเต๋าของท่านได้มีโอกาสเป็นรากฐานค้ำจุนผู้บริสุทธิ์ แทนที่จะเป็นอาวุธเข่นฆ่าผู้คน"
คำกล่าวอ้างอันเปี่ยมด้วยความมีเมตตาธรรมอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทำให้เหล่าศิษย์สำนักหมื่นอักขระที่อยู่รายรอบต่างพากันโค้งคำนับด้วยความเลื่อมใส ทว่าสหายเต๋าทั้งสี่อย่าง ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ต่างลอบสบตากันและกระตุกมุมปาก พวกเขารู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าอันแสนรันทดนั้น คือความเจ้าเล่ห์ของจอมฉกฉวยที่กำลังหาข้ออ้างปล้นชิงมรดกของศัตรูอย่างชอบธรรมที่สุด
อาเจียไม่ได้สนใจสายตาของสหาย เขานั่งขัดสมาธิลงกลางลานหิน ปล่อยให้โตมรสูญตาลอยอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มหลับตาลง เริ่มต้นกระบวนการ 'วิเคราะห์อักขระ' อย่างจริงจัง
เขาใช้เจตจำนงแทรกซึมเข้าไปในแก่นเซียนสีทองแดง ทันทีที่สัมผัส กฎเกณฑ์แห่งความหนักอึ้งและการบดขยี้ที่ซ่อนอยู่ภายในก็ปะทุขึ้นมาต่อต้าน แรงกดดันมหาศาลพุ่งสวนกลับเข้าสู่เส้นชีพจรของอาเจีย หวังจะบดทำลายจุดตันเถียนของเขาให้แหลกละเอียด
"อั้ก!" อาเจียกระอักเลือดอีกครั้ง คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดทะลวงลึกถึงจิตวิญญาณ ทว่าเขาไม่ยอมถอย นี่คือกระบวนการของการ 'ทดลอง' และ 'ค้นพบข้อบกพร่อง'
"ข้าเข้าใจแล้ว..." อาเจียพึมพำในใจ "กฎเกณฑ์ปฐพีของเซินตู่เหยียน ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้แนวคิดของการ 'กดทับผู้อื่นเพื่อยกตนเองให้สูงส่ง' มันคือสัจธรรมที่มีเจ้าของและมีความหยิ่งยโสแฝงอยู่ การที่ข้าจะฝืนกลืนกินมันตรงๆ ย่อมไม่ต่างจากการกลืนก้อนเหล็กเผาไฟลงกระเพาะ"
"องค์หญิงน้อย!" อาเจียเรียกผ่านจิต "เตรียมเปิดการทำงานของ บัญชาอักขระ 符令 (ฝูลิ่ง) ชั้นลึกที่สุด ข้าจะไม่กลืนกินมัน แต่ข้าจะ 'รื้อถอน' และ 'เขียนมันใหม่'!"
"เจ้าจะรื้อโครงสร้างแก่นเซียน? ถ้าพลาดมันจะระเบิดแรงกว่าเตาหลอมเมื่อกี้อีกนะ!"
"ไม่มีความก้าวหน้าใดได้มาโดยปราศจากความเสี่ยง ลงมือ!"
อาเจียหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมาตวัดวาดลงบนอากาศธาตุ เขาไม่ได้ใช้อักขระธาตุไฟหรือน้ำ ทว่าเขาใช้ อักขระหลิง 零 (สูญตา) เป็นมีดชำแหละ หมึกปราณสีเทาเงินยวงแทรกซึมเข้าไปในแก่นเซียนปฐพีทีละเส้น... ทีละสาย...
"ความว่างเปล่า... คือสิ่งเดียวที่สามารถรองรับความหนักอึ้งได้โดยไม่แตกหัก" อาเจียอาศัยหลักการของความสูญญตา ค่อยๆ ลอกเปลือกนอกที่เป็น 'เจตจำนงของวิหารเทพอนันตกาล' ออกไปทีละชั้น เสียงแตกร้าวของกฎเกณฑ์ดังก้องอยู่ในหัวของเขา การต่อสู้ทางจิตวิญญาณนี้กินพลังงานมหาศาล เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้า
เมื่อเปลือกแห่งความหยิ่งยโสถูกลอกออกจนหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่ตรงหน้าคือสัจธรรมบริสุทธิ์... 'มวลแห่งปฐพีที่ไร้ขีดจำกัด'
อาเจียไม่รอช้า เขาใช้พู่กันนิรันดร์ชักนำสัจธรรมบริสุทธิ์นั้นให้ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย ทว่าเขาไม่ได้นำมันไปเก็บไว้ในจุดตันเถียน เขานำมันไปหล่อหลอมเข้ากับรอยร้าวของ สมอแห่งเต๋า โดยตรง!
*ครืนนนน...*
ทันทีที่สัจธรรมปฐพีผสานเข้ากับสมอแห่งเต๋า ร่างกายของอาเจียสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประดุจเกิดแผ่นดินไหวภายใน อวัยวะภายในถูกบีบอัดจนแทบแหลกเหลว ทว่าภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลนั้นเอง 'ตัวกระตุ้นขั้นสุดท้าย' ก็ทำงาน
สมอแห่งเต๋าที่เคยโปร่งแสงบัดนี้ตกผลึกกลายเป็นสีเทาเงินยวงที่แฝงประกายสีทองแดง มันมีความหนาแน่นและหนักอึ้งถึงขีดสุด บาดแผลและรอยร้าวถูกอุดผสานด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ อาเจียไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์อย่างปาฏิหาริย์ ทว่ารากฐานของเขาในขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม บัดนี้มีความลึกล้ำและมั่นคงจนไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับผู้ใดในประวัติศาสตร์โลกเซียนได้อีกแล้ว การคงอยู่ของเขากลายเป็นกฎเกณฑ์ที่แทบจะไม่อาจสั่นคลอนได้
ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำให้แม้แต่เฟิงอี้หรานและฉินมู่หลางยังต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความอึดอัด
"ขอแสดงความยินดีด้วย อาเจีย" มู่เฉินลูบเคราพร้อมกับพยักหน้า "รากฐานเต๋าของเจ้าบัดนี้ หนักแน่นดุจแผ่นดินใหญ่ ต่อให้เซียนปฐมพีลงมาด้วยตนเองอีกครั้ง ก็ไม่อาจใช้แรงกดดันทางจิตวิญญาณข่มเหงเจ้าได้อีกแล้ว"
"ขอบพระคุณขอรับ ท่านอาจารย์ ทว่าสิ่งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น" อาเจียหยัดกายลุกขึ้นยืน อาภรณ์สีครามที่ขาดวิ่นสะบัดพลิ้ว เขาหันไปมองสหายทั้งสี่และเหล่าศิษย์สำนักหมื่นอักขระที่กำลังยืนรอคำสั่งอยู่
"พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น... และศิษย์แห่งสำนักหมื่นอักขระทุกท่าน" อาเจียเอ่ยเสียงกังวาน "ศึกเมื่อครู่ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ค่ายกลป้องกัน หรือการหยั่งรากอยู่กับที่ รอคอยให้สวรรค์เบื้องบนส่งทัณฑ์ประหารลงมาเรื่อยๆ ย่อมไม่ใช่หนทางรอดที่ยั่งยืน... วิหารเทพอนันตกาลสูญเสียแม่ทัพและกองทัพใหญ่ พวกมันย่อมไม่ยอมเลิกรา สงครามครั้งต่อไปที่จะลงมาเยือนพวกเรา จะมิใช่แค่การทดสอบ ทว่าจะเป็นการกวาดล้างอย่างแท้จริง"
"แล้วเจ้ามีแผนการอันใด?" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยถาม น้ำเสียงเย็นชาของนางแฝงความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
อาเจียกางแขนทั้งสองข้างออก พู่กันนิรันดร์ลอยวนอยู่เหนือฝ่ามือขวา "ในเมื่อเป้าหมายของพวกมันคือตำแหน่งที่ตั้งของพวกเรา เช่นนั้น... พวกเราก็จะลบพิกัดนี้ทิ้งเสีย! ข้าจะใช้สัจธรรมแห่งปฐพีที่เพิ่งได้รับมา ผสานเข้ากับ กลไกฟ้า 机关天 (จีกวนเทียน) ทั้งหมดของสำนักหมื่นอักขระ เราจะเปลี่ยนสำนักที่หยั่งรากติดกับผืนดินแห่งนี้ ให้กลายเป็น 'ป้อมปราการอักขระเคลื่อนที่'!"
คำประกาศของอาเจียทำให้ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง การย้ายสำนักไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การถอนรากถอนโคนพื้นที่ขุนเขานับพันลี้ พร้อมกับ แก่นภพปฐมกาล ใต้ดินให้ลอยขึ้นและเคลื่อนที่ได้นั้น เป็นวิสัยทัศน์ที่บ้าคลั่งและท้าทายสวรรค์อย่างถึงที่สุด!
"เป็นไปไม่ได้! ขนาดของแก่นภพปฐมกาลกว้างใหญ่เกินไป หากดึงมันขึ้นมา พลังปราณจะรั่วไหลและโครงสร้างจะถล่มทลายลงมาทับพวกเราเอง!" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งอุทานด้วยความตื่นตระหนก
"ย่อมเป็นไปได้ขอรับ หากเราไม่ได้ใช้แรงยก... แต่ใช้การ 'เปลี่ยนน้ำหนัก' และ 'ผลักไส'" อาเจียยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ชายหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้า สายตาจับจ้องไปยังลานกว้างที่เต็มไปด้วย หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) นับร้อยตัวที่เพิ่งได้รับการยกระดับจากพลังสายฟ้าสวรรค์ก่อนหน้านี้
"อี้หราน เจ้าจงนำศิษย์สายพู่กันเพลิงไปประจำการที่เตาหลอมปราณใต้ดิน ควบคุมความร้อนอย่าให้เส้นชีพจรปฐพีแข็งตัว! ปิงอวิ๋น เจ้าจงใช้ปราณพฤกษาถักทอรากไม้รอบๆ แก่นภพปฐมกาลเพื่อสร้างร่างแหป้องกันการแตกร้าว! พี่มู่หลาง ชิงเสวี่ย พวกท่านจงประจำทิศเหนือและทิศใต้ เตรียมใช้เจตจำนงกระบี่และพลังมิติในการ 'ตัดขาด' รากฐานของสำนักออกจากทวีปเซียนเบื้องล่าง!"
อาเจียสั่งการอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะทะยานร่างขึ้นไปลอยอยู่ใจกลางของสำนัก
"ส่วนข้า... จะเป็นผู้กำหนดน้ำหนักของโลกใบนี้เอง!"
ชายหนุ่มประสานอินมุทราอย่างรวดเร็วจนมองเห็นเพียงภาพติดตา เขาไม่ได้วาดอักขระทีละตัว ทว่าเขาปลดปล่อยโครงข่าย บัญชาอักขระ 符令 (ฝูลิ่ง) นับแสนตัวที่ซ่อนอยู่ใน สมอแห่งเต๋า ออกมา เส้นสายสีเทาเงินยวงที่แฝงประกายสีทองแดงพุ่งกระจายออกไปดุจใยแมงมุม ทิ่มแทงลงไปใน ศัสตราประกอบ และ ชิ้นส่วนพยนต์ ของหุ่นกลศิลาทุกตัว
"หุ่นกลศิลาเอ๋ย... รับบัญชาแห่งการสลับขั้ว!"
กลวิธาน ของหุ่นพยนต์ทั้งหมดตอบสนองต่อคำสั่ง ดวงตาศิลาของพวกมันสว่างวาบเป็นสีทองแดง พวกมันพร้อมใจกันคุกเข่าลง กระแทกสองมือลงกับพื้นดิน พลังงานจากสมอแห่งเต๋าของอาเจียถูกถ่ายทอดผ่านพวกมันลงสู่โครงสร้างของสำนักหมื่นอักขระ
"จารึกสลับขั้วกฎเกณฑ์... บังคับบัญชาความหนักอึ้ง! จงเปลี่ยนมวลของขุนเขาให้เบาหวิวประดุจขนนก และเปลี่ยนแรงดึงดูดของแผ่นดินให้เป็นแรงผลักไสอันเป็นอนันต์!"
อาเจียแผดเสียงก้องกังวาน พลังตบะทั้งหมดถูกรีดเร้นออกมาจนสุดสายป่าน อักขระนับล้านตัวที่ฝังอยู่ในพื้นดินสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน
*ครืนนนนนนนนน!*
เสียงดังกึกก้องประดุจโลกแตกสลายดังสนั่นไปทั่วทั้งทวีปเซียน รอยแยกขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นรอบๆ อาณาเขตพันลี้ของสำนักหมื่นอักขระ แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนและแยกตัวออกจากทวีปหลัก ฉินมู่หลางและหลินชิงเสวี่ยลงมือฟาดฟันและบีบอัดมิติเพื่อตัดความเชื่อมโยงที่หลงเหลืออยู่ ในขณะที่เย่ปิงอวิ๋นประคองรากฐานไม่ให้แตกร้าว เฟิงอี้หรานขับเคลื่อนพลังงานจากเบื้องล่าง
และแล้ว ปาฏิหาริย์ที่ทำให้มวลมนุษย์และสวรรค์ต้องตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น...
ผืนแผ่นดินขนาดมหึมาที่บรรจุตำหนัก หอคัมภีร์ ทะเลสาบหมึกวารี และแก่นภพปฐมกาล ค่อยๆ หลุดลอยขึ้นจากพื้นโลก! มันมิได้บินขึ้นด้วยปีก หรือลอยด้วยสายลม ทว่ามันลอยขึ้นเพราะมัน 'ถูกผลักไส' ด้วยกฎเกณฑ์ที่อาเจียเพิ่งช่วงชิงมาและดัดแปลงใหม่!
ป้อมปราการหมื่นอักขระเคลื่อนดารา ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!
อาเจียหยัดยืนอยู่บนลานหน้าตำหนักประธาน ทอดสายตามองลงไปยังพื้นหลุมยักษ์เบื้องล่างที่ว่างเปล่า รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ซ่อนตัวของวิหารเทพอนันตกาล
"ในเมื่อพวกท่านส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมาหาพวกเราไม่ขาดสาย... เช่นนั้นต่อจากนี้ พวกเราจะไม่เป็นเป้านิ่งให้พวกท่านอีกต่อไป" อาเจียกำพู่กันนิรันดร์แน่น "สำนักหมื่นอักขระ... เดินหน้า! จุดหมายต่อไป... พวกเราจะไปเยือนขอบเขตของเผ่าเซียนโบราณ เพื่อค้นหาชิ้นส่วนพยนต์สวรรค์ที่สูญหาย และเตรียมตัวทวงหนี้วิหารเทพอนันตกาลถึงหน้าประตู!"
มหากาพย์แห่งการเดินทางของราชันหมื่นอักขระ ได้ยกระดับจากสงครามตั้งรับ กลายเป็นการบุกทะลวงไปข้างหน้าพร้อมกับสำนักที่เคลื่อนที่ได้! โลกเซียนเบื้องล่างจะต้องสั่นสะเทือนด้วยการปรากฏตัวของป้อมปราการที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์แห่งจักรวาลนี้!