ณ เวลานี้ ชายหนุ่มผมสวยราวหิมะเดินออกมาจากลานบ้าน
คาดไม่ถึงว่าจะเป็เขา...
สายตาของเหล่าศิษย์นิ่งค้างไปชั่วขณะ พวกเขารู้จักเหลิงอู่เหยียนอยู่แล้วหนึ่งในคนของเฟิงหยุนสายนอก ผู้ที่สอบวัดระดับเข้าสำนักมาด้วยอันดับสองในปีนั้น ทั้งยังพบว่าปราณิญญาธาตุคู่น้ำและไฟเอาไว้อีกด้วย
สองปีมานี้ เหลิงอู่เหยียนยังรักษาพลังอันแข็งแกร่งเอาไว้ได้ การประเมินและการทดสอบทุกรูปแบบล้วนแต่อยู่ในอันดับต้นทั้งนั้นคะแนนรวมจึงเป็อันดับสองของสายนอก
เคยมีศิษย์ที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าไปยั่วโทสะของเหลิงอู่เหยียนสุดท้ายก็ถูกเล่นงานอย่างเหี้ยมโหดจนแทบเอาตัวไม่รอด เงามืดปกคลุมไปทั้งจิตใจ จนกระทั่งเห็นเหลิงอู่เหยียนจากไกลๆ ก็รู้สึกราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น
จะมาหาเื่เหลิงอู่เหยียน?
นี่จะต่างอะไรกับมารนหาที่ตายกัน?
แม้ว่าเหล่าศิษย์จะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ยิ่งไปกว่านั้นเหลิงอู่เหยียนยังหน้าตาหล่อเหลาเป็พิเศษยิ่งเพิ่มฝีมืออันมีพร์เข้าไปอีก อย่างไรพวกเขาก็แทบจะไม่คู่ควรกับเทพธิดาตรงหน้าสักนิด
หนานิอู่มองเหลิงอู่เหยียนด้วยความสนใจเป็อย่างยิ่งชายหนุ่มตรงหน้ามีหน้าตารูปงามเอาการ หากเขาเป็ผู้หญิงล่ะก็ ความงามก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านางเลยสักนิดอีกทั้งนิสัยของเหลิงอู่เหยียนก็มีเอกลักษณ์มาก
“เขาบอกแล้วว่าไม่มาเจอ!” เหลิงอู่เหยียนทิ้งคำนี้ไว้ก่อนหันหลังจากไป
ไม่ยอมมาเจอ?
เหล่าศิษย์ตาค้าง
เทพธิดาไม่ได้มาหาเหลิงอู่เหยียน? แต่มาหาคนอื่น?
เช่นนั้นคนที่อยู่กับเหลิงอู่เหยียนจะเป็ใครไปได้ล่ะ? เมื่อนึกถึงตรงนี้ ฉับพลันสีหน้าของเหล่าศิษย์ก็แปรเปลี่ยน ราวกับเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงในส้วมหลุมก็ไม่ปาน รู้สึกเอียนเหลือเกิน จากทั้งสายนอกคนที่สามารถอยู่กับเหลิงอู่เหยียนได้นั้นมีเพียงคนเดียว—หลินโม่
หากเหลิงอู่เหยียนเป็ดวงจันทร์สุกสกาวสูงส่งเช่นนั้นภาพของหลินโม่ที่อยู่ในใจของพวกศิษย์ก็คงเป็แค่ก้อนหินมูลที่เอาไว้ทับโอ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
สิ่งที่เทพธิดา้าตามหาไม่ใช่ดวงจันทร์ ทว่าเป็ก้อนหินมูลนั่น...
สิ่งที่ทำให้คนยากที่จะเชื่อไปยิ่งกว่านั้นคือก้อนหินมูลกลับปฏิเสธที่จะเจอหน้าเทพธิดาอย่างไม่คาดคิด
เหล่าศิษย์รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางมหาสมุทรในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส พวกเขาสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
“ไม่มาเจอ? อย่างนั้นข้ายิ่งต้องเจอเขาให้ได้แล้วล่ะ”
หนานิอู่ยิ้มหวาน รอยยิ้มนี้เข้ากับใบหน้านั่นอย่างไร้ที่ตินี่คือเสน่ห์เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ศิษย์ที่อยู่ตรงนั้นต่างมองใจลอยขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ หนานิอู่ก็ฉวยโอกาสเร้นกายเข้าไปในลานบ้านแล้ว
เหลิงอู่เหยียนหันกายกลับมาในทันที ร่างสูงราวกับหอกนิ้วทั้งห้าที่หุบชิดกันราวกับหัวหอกอันแหลมคมนั่นกำลังแผ่ความรู้สึกเย็นะเือันน่าสยดสยอง
“ฉวยโอกาสได้ถูกจังหวะดีนี่ แต่การบำเพ็ญของเ้ายังต่ำเกินไป” หนานิอู่ลอบยิ้ม เพียงชี้นิ้วไปเล็กน้อยพลังโจมตีของเหลิงอู่เหยียนก็สลายลงในพริบตาพลันร่างกายยังไถลถอยไปไกลถึงระยะหนึ่ง
พลังช่างน่าหวาดกลัว...
เหลิงอู่เหยียนแสดงสีหน้าเคารพหนานิอู่ที่ตรงหน้าทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างไม่เคยเป็มาก่อนกระทั่งรู้สึกได้ว่า หากหนานิอู่ยกมือขึ้นเพียงนิดเดียวก็สามารถฆ่าเขาได้ภายในพริบตา
แพ้เห็นๆ ทว่าเหลิงอู่เหยียนยังคงไม่ล่าถอย เขาปล่อยแขนทั้งสองข้างลง พลังสองกลุ่มร่างกายเพิ่มขึ้นกลุ่มแรกราวกับเปลวไฟ อีกกลุ่มดุจดั่งสายน้ำ
“ปราณิญญาธาตุคู่เปลวไฟและสายน้ำ คุณสมบัติไม่เลวนี่ เพียงแต่...เ้าหาคู่ต่อสู้ผิดคนแล้ว!”
หนานิอู่หุบยิ้มนางััได้ถึงพลังบางอย่างที่ไม่เหมือนใครบนร่างของเหลิงอู่เหยียน นั่นคือพลังประหลาดโดยกำเนิดที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของปราณิญญากลิ่นพลังประหลาดนี้ทำให้ปราณิญญาในร่างของนางสั่นไหวเล็กน้อยแม้ว่าระยะจะห่างกันจนเทียบกับตอนอยู่ที่ห้องพลังปราณไม่ได้ทว่าก็เพียงพอที่จะทำให้ปราณิญญาของนางกลายเป็แบบนี้ได้ ทำให้นางแปลกใจเป็อย่างมาก
อยู่ที่สำนักยุทธ์นี้มาสี่ปี หนานิอู่พบเจอศิษย์มานักต่อนักมีเพียงเหลิงอู่เหยียนและหลินโม่ที่กำลังจะได้เจอกันเท่านั้นที่ทำให้ปราณิญญาของนางเกิดการสั่นไหวแปลกๆ แบบนี้ ซึ่งความรู้สึกที่หลินโม่นำพามานั้นแข็งแกร่งที่สุด
ณ ลานบ้านเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาศิษย์เทียนซิงสายนอกคาดไม่ถึงว่าจะปรากฏภาพของทั้งสองคนเช่นนี้ขึ้น ทำให้ผู้คนประหลาดใจมากจริงๆ
หนานิอู่ค่อยๆ ยื่นมือขวาออกมาบนปลายนิ้วเรียวงามราวกับหยกถูกพันไปด้วยเส้นใยเจินหยวนกลุ่มหนึ่ง
การต่อสู้ของทั้งสองกำลังจะเริ่มขึ้น
“หยุด!”
หลินโม่เดินออกมา
เหลิงอู่เหยียนดึงพลังเก็บทันที พลังที่เพิ่มขึ้นเมื่อกี้สลายไป เขายังคงสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อเจอหลินโม่ ดวงตาสวยของหนานิอู่ก็ปรากฏความดีใจขึ้น ปฏิกิริยาของปราณิญญาอันรุนแรงกำลังบอกนางว่าชายหนุ่มคนนี้คือคนที่นางกำลังตามหาอยู่นั่นเอง
ในขณะเดียวกัน เมื่อหลินโม่เห็นใบหน้างดงามของหนานิอู่จึงอดไม่ได้ที่จะตะลึงไปชั่วครู่ ทว่าพริบตาเดียวก็ได้สติกลับมา
สิ่งสำคัญที่สุดคือ บนร่างของหนานิอู่ มีความรู้สึกบางอย่างกำลังกีดกันหลินโม่เอาไว้เขาก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าทำไมถึงเป็เช่นนี้อาจจะเป็สัญชาตญาณบางอย่างอย่างนั้นหรือ
“ศิษย์พี่ท่านนี้ ข้ากับท่านไม่เคยรู้จักกันมาก่อนไม่ทราบว่าท่านมาตามหาข้าเนื่องจากมีเื่อะไรงั้นหรือ?” หลินโม่เปิดปากถาม
“ข้ามาหาเ้าเพื่อให้ช่วยธุระข้าเื่หนึ่ง” หนานิอู่เอ่ย
“ช่วย?”
หลินโม่จ้องหนานิอู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ขออภัยที่ข้าต้องพูดตรงๆ ศิษย์พี่สวยขนาดนี้ หาก้าคนช่วยเหลือล่ะก็ ไปควานหาแถวสายในก็คงได้เป็กำใหญ่ ข้าเป็เพียงศิษย์สายนอกเท่านั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบำเพ็ญของข้าที่ยังต่ำ บ้านก็จน ทั้งยังหน้าตาไม่ดีด้วย”
อุป!
หนานิอู่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้น หนุ่มน้อยคนนี้ยังหน้าตาไม่ดีอีกหรือ?
เทียบกับเหลิงอู่เหยียนเด็กหนุ่มที่รูปงามเสียจนเหล่าผู้หญิงยังอิจฉาแล้วหลินโม่ก็เทียบไม่ติดจริงๆ ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คนก็ถือว่าอยู่ในระดับดีเชียวล่ะ
“ที่เ้าพูดนั้นไม่ผิดเลยสักนิด หากข้า้าคนช่วยก็หาคนได้ไม่น้อยจริงๆ แต่พวกเขาต่างช่วยข้าไม่ได้ มีเพียงเ้าคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้” หนานิอู่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ทำไมต้องเป็ข้าล่ะ?” หลินโม่ถลึงตาโต
“เพราะร่างกายของเ้ามีกลิ่นอายพิเศษที่คนอื่นไม่มีซึ่งบังเอิญว่าสามารถช่วยเื่สำคัญของข้าได้” หนานิอู่เอ่ยตามตรง
“กลิ่นอายพิเศษ?”
หลินโม่ม้วนแขนเสื้อขึ้น พลางก้มดมร่างกายดูเหมือนจะมีกลิ่นอายพิเศษอยู่บ้าง แต่นั่นเป็กลิ่นเหม็นเหงื่อน่ะสิหรือว่าสาวสวยคนนี้จะชอบกลิ่นสาบเหงื่อบนตัวเขา นิสัยนี้ช่างแปลกประหลาดเกินไปแล้ว
“เ้าวางใจได้ แค่เ้าสามารถช่วยข้าจัดการเื่นี้ได้ ข้าก็จะไม่ปฏิบัติกับเ้าไม่ดีหรอก” หนานิอู่เอ่ยต่อ
“จริงหรือ?” หลินโม่ตาเป็ประกาย
“แน่นอนว่ามีประโยชน์ต่อตัวเ้าด้วย ไม่พูดมากแล้ว เวลาเร่งด่วนสำคัญตามข้ามาเถอะ” หนานิอู่ยิ้มพลางกล่าว
“ศิษย์พี่ ข้าขอพูดกับท่านตามจริง ธุระของท่านข้าช่วยไม่ได้จริงๆ เดือนหน้าก็ต้องดำเนินการประเมินครั้งสุดท้ายแล้ว เวลาน้อยเกินไปเดือนนี้ข้ายังต้องพยายามทุ่มสุดตัว ดูว่าจะทะลวงไปได้อีกไหมดังนั้นเอาตามนี้ก่อนก็แล้วกัน ไปดีๆ ล่ะ ข้าไม่ส่งแล้ว”
“เ้าบอกไม่ไป แต่ว่าจำเป็ต้องไป” หนานิอู่ยกมือเปล่าขึ้น เจินหยวนพลุ่งพล่านบนฝ่ามือขาวเนียนดุจหยกกระแสอากาศรอบกายหยุดนิ่ง
เจินหยวน...
สีหน้าของหลินโม่เปลี่ยนไปเล็กน้อยนี่คือพลังที่มีเพียงผู้ฝึกตนในระดับหลอมปราณแล้วเท่านั้นถึงจะมีได้
เมื่อเผชิญแรงกดอัดของเจินหยวน หลินโม่ก็ไร้ทางต่อต้านทำได้เพียงยอมให้หนานิอู่จับแขนเอาไว้ ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงความอ่อนนุ่มแสนอบอุ่นอันแปลกประหลาดบางอย่าง
เหลิงอู่เหยียนที่กำลังจะพุ่งตัวมาถูกหลินโม่ห้ามเอาไว้ด้วยสายตา
“เฮ้ เฮ้...ศิษย์พี่ ชายหญิงห้ามแสดงออกกันโจ่งแจ้ง จะปล่อยมือออกได้หรือไม่?” หลินโม่รีบะโขึ้น
“หยุดพูดจาปลิ้นปล้อนใส่ข้าได้แล้ว อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ถ้าปล่อยไป เ้าก็จะหนีไปทันที”ความฉลาดรู้ทันปรากฏในดวงตาคู่สวยของหนานิอู่
พลังถูกควบคุมเอาไว้หลินโม่รู้ตัวว่าไม่มีทางต่อต้านได้จึงทำได้เพียงะโว่า “ศิษย์พี่ ข้ารู้ว่าท่านชอบกลิ่นบนตัวข้าแต่ก็ใช่ว่าท่านจะบีบบังคับข้าในตอนกลางวันแสกๆ ได้นะ”
หนานิอู่ไม่เอ่ยอะไร แล้วลากหลินโม่ไปด้วยความเร็วอันน่ากลัวเกิดเป็พายุขนาดย่อมไว้ข้างหลัง
ศิษย์ที่กำลังพักชั่วคราวอยู่ตรงลานบ้านสายนอก เมื่อเห็นฉากนี้เข้าอีกทั้งยังได้ยินประโยคเมื่อกี้ ต่างก็แข็งทื่อเป็หินในทันที
สายลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง พัดผ่านม้วนเอาใบไม้ที่ร่วงหล่นลอยขึ้นมา
ในวันที่อากาศเย็นสบาย แต่จิตใจของเหล่าศิษย์กลับเย็นะเืราวกับน้ำแข็งได้แต่เหม่อมองฉากหลังของทั้งสองที่ห่างไกลออกไปอย่างไร้จิติญญา นี่...ถึงคราวเปลี่ยนฤดูแล้วหรือ?