จารึกที่ 193 : ฝ่าวงล้อมเพลิงอัสนี | เส้นทางโลหิตสู่หอคัมภีร์
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของเด็กหนุ่มดังสอดประสานกับเสียงเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาซากปรักหักพัง อาเจียวิ่งตะบึงฝ่าความมืดมิดและม่านควันไฟอย่างบ้าคลั่ง บนแผ่นหลังของเขาแบกร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของ ผู้อาวุโสไป๋ (เฒ่าใบ้)เอาไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนผืนดินที่อาบย้อมไปด้วยเลือดและเถ้าถ่าน คือความเจ็บปวดที่ตอกย้ำถึงการสูญเสียอันใหญ่หลวง
ภาพแสงสีฟ้าจากการระเบิดชีพจรวิญญาณของปู่หลินยังคงสลักลึกอยู่ในดวงตา... เสียงสั่งเสียสุดท้ายที่แหบพร่ายังคงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท...
"ไป... รีบไป..."
"ข้าจะไม่ทำให้การเสียสละของท่านต้องสูญเปล่า... ท่านปู่..." อาเจียกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก "ข้าจะลากคอพวกมันลงสู่อเวจีให้หมดทุกตัว!"
"เจอตัวแล้ว! มันอยู่นั่น! ฆ่ามันซะ!"
เสียงตะโกนเหี้ยมเกรียมของศิษย์สำนักอัสนีบาตดังทะลุม่านควันมาจากทางปีกขวา ทันใดนั้น ลูกศรเกาทัณฑ์ที่อาบด้วยประจุอัสนีบาตนับสิบดอกก็พุ่งแหวกอากาศ ตรงดิ่งเข้าหาอาเจียราวกับห่าฝนแห่งมัจจุราช
"เจ้าสัว! ...คุ้มกัน!" อาเจียตวาดลั่น
วูบ!
ร่างเงาทะมึนของ เจ้าสัว พยนต์เทวะศิลาที่วิ่งรั้งท้ายมาติดๆ กระโจนข้ามศีรษะเจ้านายไปหยุดอยู่เบื้องหน้า ร่างหยกทมิฬสูงตระหง่านแผ่รังสีข่มขวัญ กลไกฟ้าที่ท่อนแขนศิลาขยายตัวออกกว้าง ประกอบร่างกลายเป็นโล่เกล็ดมังกรนิลกาฬขนาดมหึมา
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ลูกศรสายฟ้ากระแทกเข้ากับโล่ศิลาทมิฬอย่างจัง ทว่ากลับกระเด็นกระดอนออกไปดุจเศษไม้ผุพัง บ้างก็หักสะบั้น บ้างก็ถูกอักขระสีม่วงดาราบนเกราะดูดกลืนพลังงานหายวับไปจนสิ้น
"ทาง... สะดวก... ลูก... พี่..."
เจ้าสัวคำรามเสียงต่ำในลำคอ ดวงตาสีทองอำพันส่องแสงวาวโรจน์ทะลุความมืด มันมิได้ถูกสร้างมาเพียงเพื่อเป็นโล่กำบัง แต่มันคือศัสตราประกอบที่เรียนรู้การ "โต้กลับ"
เจ้าสัวยกเท้าขวาที่หนักอึ้งดุจขุนเขา กระทืบลงบนผืนธรณีอย่างรุนแรง!
ตึง!
คลื่นพลังปราณกระแทกอัดเศษศิลาและลูกศรที่ตกเกลื่อนพื้น ให้พุ่งสวนกลับไปหาทิศทางของศัตรูประดุจดาวตกพสุธา!
"อ๊ากกกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังระงม ศิษย์อัสนีบาตสามนายที่ซุ่มซ่อนอยู่บนซากหลังคาร่วงหล่นลงมาขาดใจตายคาที่ ร่างกายถูกเศษศิลาทะลวงพรุนดุจรังผึ้ง
"วิ่งต่อเจ้าสัว! ห้ามหยุดชะงักเด็ดขาด!"
อาเจียตะโกนสั่งการโดยไม่เหลียวหลังไปมองผลงาน เขาไม่มีเวลามาชื่นชมชัยชนะเล็กน้อย เขาต้องไปให้ถึง หอคัมภีร์ก่อนที่เหลยเจิ้นจะฟื้นตัวจากแรงระเบิดและไล่ตามมาทัน
...
ณ ทางขึ้นหอคัมภีร์ (เขตสายนอก)
ทว่า ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้อาเจียต้องเบรกฝีเท้าจนพื้นดินเป็นรอยลากยาว
หอคัมภีร์เก่าแก่สูงห้าชั้นที่สร้างจากไม้สักดำบรรพกาล... สถานที่อันเงียบสงบที่อาเจียมักแอบมางีบหลับและค้นคว้าตำรา บัดนี้กำลังถูกล้อมรอบไปด้วยกองกำลังอัสนีบาตกว่าห้าสิบนาย นำทัพโดย "ขุนพลอัสนีแขนเดียว" ผู้รอดชีวิตจากสมรภูมิครั้งก่อน
พวกมันกำลังสาดรด "น้ำมันอัคคีมาร" ลงบนเสาไม้และบานประตูของหอคัมภีร์ เตรียมพร้อมที่จะเผาผลาญสถานที่แห่งปัญญาให้วอดวายเป็นเถ้าถ่าน!
"จุดไฟเผามันให้หมด!" ขุนพลแขนเดียวตะโกนสั่งเสียงเหี้ยม "ท่านคุณชายเหลยเจิ้นมีคำสั่งเด็ดขาด หากค้นหากุญแจไม่พบ ก็จงเผามันให้ราบคาบ อย่าให้เหลือแม้แต่เศษกระดาษ!"
อย่านะโว้ยยยย! อาเจียร่ำร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ตำราวิชาจารึกโบราณ! บันทึกลับหายาก! นิยายภาพวาดปกขาวประเมินค่ามิได้ที่ข้าแอบซุกซ่อนไว้!
"พวกแก... บังอาจนัก..."
อาเจียค่อยๆ วางร่างของเฒ่าใบ้ที่หมดสติลงในพุ่มไม้ทึบที่ปลอดภัยอย่างเบามือ ส่วนมืออีกข้างก็กุมย่ามที่บรรจุร่างบาดเจ็บและหดตัวคุดคู้ของ เจ้าถุงเงิน เอาไว้หลวมๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืนตรง รังสีอำมหิตที่กดข่มไว้บัดนี้แผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบข้างหนาวเหน็บทะลุกระดูก
เขาตวัด พู่กันนิรันดร์ ออกมาเบื้องหน้า ปลายพู่กันสั่นระริก
"เจ้าสัว... สังหารให้เหี้ยน... อย่าให้เหลือรอดไปหายใจแม้แต่คนเดียว"
"รับ... ทราบ..."
เจ้าสัวก้าวอาดๆ ออกมาจากเงามืดมิด แกนกลางวิญญาณผลึกสีดำที่ช่องอกหมุนติ้วด้วยความเร็วสูงสุด เพลิงอัสนีสูญตา สีม่วงดำลุกท่วมลามไปทั่วร่างที่สูงตระหง่าน แผ่กลิ่นอายกดดันดุจ "เทพอสูรเพลิงโลกันตร์"
"โฮก!!!!!"
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทดังสะเทือนขุนเขา ราวกับสัตว์ร้ายบรรพกาล พยนต์ยักษ์พุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มศัตรูที่กำลังถือคบเพลิงด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์ไม่อาจตามทัน
ตูม! ผัวะ! กร๊อบ!
มหรสพแห่งการล้างบางได้เริ่มต้นขึ้น! เจ้าสัวมิได้ใช้อาวุธใดๆ มันใช้เพียงกรงเล็บศิลาทมิฬฉีกกระชากชุดเกราะศัตรูดุจฉีกกระดาษ ใช้ท่อนแขนทรงพลังกระแทกทรวงอกจนกระดูกป่นปี้!
"ตั้งค่ายกลปราบมาร! เร็วเข้า!" ขุนพลแขนเดียวตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี
อาเจียมิได้ยืนชมดูเพียงลำพัง เขากัดฟันกรอด หวังเพียงใช้ปราณที่เหลืออยู่น้อยนิด ตวัดพู่กันสร้างอักขระขั้นผสานพื้นฐานสองตัว คือ [ผลักไส] และ [กักขัง] เพื่อกระแทกพวกมันออกไปให้พ้นทาง
ทว่า... ด้วยความโศกเศร้าและความอาฆาตแค้นที่สุมอก จิตที่ขุ่นมัวได้เข้าไปแทรกแซงวิถีแห่งความว่างเปล่า!
(ไอ้หนู! หยุดเดี๋ยวนี้! จิตเจ้าไม่ว่างเปล่า หากฝืนใช้สูญตาในสภาพนี้ กฎแห่งฟ้าดินจะตีกลับ!) เสียงของ มู่เฉิน ตวาดลั่นก้องในหัวด้วยความตื่นตระหนก
แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว! อักขระทั้งสองตัวที่หลุดจากปลายพู่กันนิรันดร์พลันบิดเบี้ยว รอยหมึกสีนิลกลืนกินแสงสว่างรอบข้าง ความหมายของมันมิใช่การผลักไส ทว่ามันหลอมรวมกันกลายเป็นอักขระต้องห้าม... [ลบเลือน]
วูบบบบ!
ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวเพลิงที่ร้อนแรง มีเพียง "หมอกสีเทาหม่น" แผ่ขยายออกไปครอบคลุมร่างของกองกำลังอัสนีบาตทั้งห้าสิบนายอย่างเงียบเชียบ
และภาพสยดสยองที่สะเทือนขวัญที่สุดก็ปรากฏขึ้น... ร่างกายของศัตรูที่ถูกหมอกสัมผัส ไม่ได้มีเลือดไหลรินหรือบาดแผลใดๆ ทว่าเนื้อหนัง อาวุธ และชุดเกราะของพวกมัน กลับค่อยๆ "เลือนหายไป" กลายเป็นความว่างเปล่า! บางคนหายไปครึ่งซีก บางคนเหลือเพียงท่อนล่าง พวกมันอ้าปากร้องตะโกนแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ก่อนจะสลายกลายเป็นเพียงอากาศธาตุไปต่อหน้าต่อตา!
เพียงชั่วอึดใจ... ลานหน้าหอคัมภีร์เหลือเพียงความเงียบงันและซากเสื้อผ้าที่หล่นร่วง ขุนพลแขนเดียวทรุดเข่าลงกับพื้น น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวสุดขีดจนสติแตกกู่ไม่กลับ
"นี่มัน... วิชาบ้าอะไร..." อาเจียเบิกตากว้าง มือที่ถือพู่กันสั่นสะท้าน เขาสยดสยองกับผลงานของตนเอง
(อักขระตีกลับ! รับผลกรรมของเจ้าซะไอ้เด็กโง่!) มู่เฉินสบถลั่น
"อึก!!!"
ทันใดนั้น เจตจำนงแห่งความสมดุลก็ทวงค่าตอบแทน! เมื่อปราณของอาเจียไม่พอจ่ายให้กับการลบเลือนชีวิตถึงห้าสิบสาย พู่กันนิรันดร์จึงกระชากเอาแก่นโลหิตและอายุขัยของเขาเป็นการทดแทน!
อาเจียกระอักเลือดสีดำคล้ำคำโตออกมา เส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างปวดร้าวประดุจถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับศพ
"แฮ่ก... แฮ่ก..." อาเจียหอบหายใจอย่างยากลำบาก เขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะไปเชือดคอขุนพลแขนเดียวที่สติแตกไปแล้ว เขาตะเกียกตะกายลากสังขารกลับไปแบกร่างของเฒ่าใบ้ขึ้นหลังอีกครั้งด้วยความทุลักทุเล
"เจ้าสัว... เฝ้าหน้าประตูไว้... ใครเข้ามา... ฆ่าให้หมด..." อาเจียสั่งการเสียงแผ่วเบาก่อนจะถีบประตูหอคัมภีร์เข้าไป
"วาง... ใจ... ได้... เลย..." เจ้าสัวก้าวมายืนตระหง่านขวางทางเข้าประตู ร่างกายสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแผ่รังสีอำมหิตปิดตายเส้นทาง
ภายในหอคัมภีร์ กลิ่นกระดาษข่อยเก่าแก่โชยมาปะทะจมูก อาเจียรีบแบกเฒ่าใบ้ตรงดิ่งไปยัง "แท่นบูชาบรรพชน" ที่โถงชั้นในสุด
"ท่านอาวุโสไป๋... ตื่นเถิดขอรับ..." อาเจียเขย่าตัวชายชราอย่างร้อนรน
เฒ่าใบ้ค่อยๆ ลืมตาที่หนักอึ้ง ชายชราพยายามขยับริมฝีปากที่ไร้สุรเสียง ยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์ภาษามืออย่างยากลำบาก
(ตรา... ประทับ... ไม้...)
อาเจียรีบล้วง "ตราประทับไม้แกะสลัก" มรดกเลือดของปู่หลินวางลงบนฝ่ามือของชายชรา
ทันทีที่เฒ่าใบ้สัมผัสตราประทับ ชายชราใช้มือประกบทำมุทราลี้ลับ ก่อนจะกดประทับตราไม้ลงไปที่ "รูปสลักมังกรพันพู่กัน" ตรงฐานแท่นบูชา
ครืนนนนนนน!
เสียงกลไกศิลาขยับตัวดังกึกก้อง พื้นไม้เลื่อนแยกออกจากกัน เผยให้เห็นช่องทางลับและบันไดศิลาสีดำทมิฬที่ทอดยาวลึกลงสู่ความมืดมิด กลิ่นอายโบราณพวยพุ่งสวนขึ้นมาปะทะใบหน้า
(ทางเข้า... สู่หุบเขาพันอักขระ...) เฒ่าใบ้ส่งสัญญาณบอก (ลงไป... อาเจีย... จงไปปลุกพวกมัน...)
อาเจียก้มมองลงไปในความมืดมิด เขากลืนน้ำลายฝืดคอ ทว่า... ก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวลงสู่บันไดศิลา...
ตูมมมมม!!!
ผนังหอคัมภีร์ด้านหน้าถูกพลังมหาศาลระเบิดออกจนแตกกระจุย! ค่ายกลห้ามเวหาของสำนักที่ถูกบั่นทอนจนอ่อนกำลังลง บัดนี้ถูกฉีกทึ้งอย่างสมบูรณ์!
ร่างของ เหลยเจิ้น ที่ห่อหุ้มด้วยปราณอัสนีบาต เหาะเหินฝ่าม่านอากาศทะยานลงมาจากฟากฟ้าดุจเทพสายฟ้าพิโรธ! ภายในมือกระชับกระบี่เล่มใหม่ ดวงตาก่ำแดงลุกโชนด้วยไฟแค้น ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ผู้สามารถเหยียบย่างนภากาศได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
"คิดว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือข้าไปได้งั้นรึ!!!" เหลยเจิ้นคำรามก้อง หันปลายกระบี่ที่อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้างพุ่งตรงเข้าหาหลังของอาเจียที่กำลังบาดเจ็บสาหัส
"เจ้าสัว!" อาเจียตะโกนลั่นด้วยความตระหนก
พยนต์เทวะที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูรับรู้ได้ทันทีว่า พลังโจมตีจากผู้ที่เหาะเหินบนฟ้านี้รุนแรงเกินกว่าเจ้านายของมันจะรับไหว
ในเสี้ยววินาทีนั้น เจ้าสัวตัดสินใจกระทำนอกเหนือคำสั่ง!
มันเบ่งพลังปราณในแกนวิญญาณ พุ่งกระโดดเข้าสกัดกั้นเหลยเจิ้นกลางอากาศ! รวบรวมพลังงานสีม่วงดำทั้งหมดจนถึงขีดจำกัดเพื่อ... ระเบิดเกราะศิลาทมิฬของตนเองทิ้งจนแหลกละเอียด เหลือเพียงแกนวิญญาณผลึกดำ!
"หนี... ไป... ซะ... ลูก... พี่!!!"
ตูมมมมมมมมมมม!
การระเบิดพลีชีพของเกราะพยนต์ก่อเกิดแรงอัดกระแทกมหาศาล! คลื่นพลังงานที่บ้าคลั่งซัดกระหน่ำผลักร่างของเหลยเจิ้นที่ลอยอยู่กลางอากาศให้ปลิวถอยหลังไปอย่างรุนแรง
และในขณะเดียวกัน แรงอัดอากาศก็กระแทกร่างของอาเจียและเฒ่าใบ้ ให้ร่วงหล่นลงไปในช่องทางลับใต้ดิน!
แกร๊ก! ครืนนน!
ประตูกลไกพิทักษ์บรรพชนเบื้องบนเลื่อนปิดสนิทลงทันที ตัดขาดโลกภายนอก เพลิงผลาญ และศัตรูที่เหาะเหินอยู่เบื้องบนลงอย่างสมบูรณ์แบบ
ทิ้งให้เหลือเพียงความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์... เสียงหอบหายใจปนกระอักเลือดของอาเจีย และการร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างที่ไร้ก้นบึ้ง
เขาปลอดภัยแล้วจริงๆ... หรือว่าเพิ่งก้าวข้ามผ่านประตูสู่อเวจีขุมใหม่กันแน่?