หลังเสร็จสิ้นการประลอง ผู้เฒ่าหานเจาะจงให้ผู้ชนะทั้งสี่รออยู่ที่ลานประลองก่อนเพื่อสั่งการเกี่ยวกับพิธีการในวันพรุ่งนี้ “พวกเจ้าทั้งสี่ยามนี้ได้เข้าสู่สำนักในแล้ว จงกลับไปเก็บข้าวของเตรียมตัวให้พร้อม วันพรุ่งนี้ให้ไปรอที่หน้าประตูเชื่อมเขตของสำนัก จะมีคนจากสำนักในมารับเจ้าเข้าไปเอง”
“เจ้าค่ะ/ขอรับ”
ผู้เฒ่าหานมองหน้าผู้เข้าแข่งขันทุกคน ดวงตาสุกสกาวอ่อนกว่าวัยหยุดพิจารณาที่ใบหน้าของมู่เชียนนานขึ้นอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป หลายปีนับจากนี้... เมื่อเอ่ยถึงธิดาเทพยุทธ์มู่เชียน ผู้เฒ่าหานก็มักจะย้อนคิดถึงดวงหน้าเล็กใสซื่อไร้พิษภัยดวงนี้อยู่เสมอ
ผู้ชนะทั้งสี่หันมองหน้ากันเองหนึ่งครั้ง จ้าวซงเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยองก่อนจะหันหลังเดินหนีไป หยางอี้ปินยิ้มแล้วพยักหน้าเล็กน้อยให้โม่เจี้ยนและมู่เชียนก่อนจะจากไปเช่นกัน ทิ้งให้ทั้งสองพูดคุยกันต่อโดยสะดวก
โม่เจี้ยนหันมายิ้มหยอกล้อให้มู่เชียน มือข้างหนึ่งยกขึ้นขยี้ผมบนศีรษะเล็กอย่างหมั่นเขี้ยว “ไม่เลวเลยนะ ที่เอาชนะเกาเจี้ยนได้ ข้าหลงคิดว่าเด็กสาวขี้เหร่ ไม่มีชายใดเหลียวแลอย่างเจ้าจะหลงกลแผนชายงามนั่นเสียแล้ว ไม่เสียทีที่อยู่กับข้ามานาน ภูมิต้านทานต่อบุรุษหน้าตาดีของเจ้าแข็งแกร่งดีเลยทีเดียว”
คำชื่นชมอดไม่ได้จะปะปนคำถากถาง เมื่อครู่ยามเกาเจี้ยนนั่น เข้ามาใกล้และพยายามโปรยเสน่ห์ใส่นาง โม่เจี้ยนพลันร้อนรุ่มขึ้นมา รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ต่อเมื่อเห็นศิษย์น้องหัวเราะใส่หน้าสุภาพบุรุษจอมปลอมผู้นั้น ใจเขาก็ค่อยสงบลงพร้อมกับความรู้สึกยินดีอย่างประหลาด แน่นอนว่า เขายกเอาความดีความชอบให้ตนเองอย่างหน้าไม่อาย
มู่เชียนส่ายหน้ากับคำพูดกวนประสาทของศิษย์พี่
…หึ! ยังว่านางขี้เหร่... พูดถึงประสบการณ์เกี่ยวกับคนหน้าตาดี สายตาของเขายังคับแคบกว่านางมาก
“ข้าภูมิต้านทานดีก็ไม่เกี่ยวอันใดกับท่าน ในชีวิตคนขี้เหร่อย่างข้าเคยพบคนที่งดงามสูงส่งราวเทพเซียนผู้หนึ่งมาแล้ว ไม่ว่าเกาเจี้ยน หรือท่าน หรือผู้ใดในโลก หากเทียบกับเขาก็เป็นเพียงพืชผักสวนครัวในแปลงดินเท่านั้น ศิษย์พี่อย่าได้หลงตัวเองเกินไปนัก”
“อ้อ ! ที่แท้ศิษย์น้องมู่มีชายในดวงใจแล้วหรือ ?” โม่เจี้ยนเอ่ยยิ้มๆ ขณะที่ดวงตาสีเขียวมืดมนลงโดยไม่รู้ตัว
ใบหน้าเนียนใสร้อนขึ้นมาวูบหนึ่งรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ชายในดวงใจหรือ เป็นไปได้อย่างไร ท่านดูข้าให้ชัดๆก่อน…หน้าตาอย่างข้ายังจะคิดอะไรกับเขาได้ นอกจากความนับถือเท่านั้น”
เห็นเด็กสาวเอ่ยปฏิเสธด้วยท่าทีหนักแน่น โม่เจี้ยนก็วางใจขึ้น แล้วเริ่มเอ่ยถึงเรื่องจริงจังขึ้นมา “ศิษย์น้อง เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มอิทธิพลของสำนักในหรือไม่ ?”
“พอรู้มาบ้างเจ้าค่ะ หรือท่านมีตัวเลือกในใจแล้ว ?”
“เปล่าหรอก…กลุ่มที่มีอยู่เหล่านั้นล้วนน่าเบื่อยิ่ง กฎคือการถือศักดิ์มาก่อนหลัง พวกหัวหน้ากลุ่มเท่าที่ข้ารู้มาก็ล้วนงี่เง่าบ้าอำนาจ หากเจ้ามิได้มีตัวเลือกใดอยู่ในใจ มิสู้พวกเราสามารถร่วมกันจัดตั้งกลุ่มอิทธิพลของตนเองเสียเลย !”
“ทำได้หรือเจ้าคะ?” ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายสว่าง หากสามารถเป็นอิสระ... ผู้ใดจะอยากอยู่ใต้อาณัติผู้อื่น
“แน่นอน ข้าได้เกริ่นกับหยางอี้ปินไว้บ้างแล้ว ยังมีศิษย์พี่ฉวนอีกคน หากไม่มีอันใดผิดพลาดพวกเราสี่คนสามารถจัดตั้งกลุ่มอิทธิพลขนาดเล็กได้ ”
เชียนและโม่เจี้ยนพูดคุยกันต่อเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสำนักใน ... เดินพลางคุยพลางไม่รู้ตัวก็มาถึงหน้าเรือนของนางแล้ว
“เจ้าคงเหนื่อยมากแล้ว รีบพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยพบกันนะ...” โม่เจี้ยนเอ่ย ในดวงตาของเขาแฝงแววอบอุ่นคลุมเครือส่งไปให้ ทว่ามู่เชียนกลับไม่เข้าใจความหมาย
“อืมม..พรุ่งนี้ค่อยพบกันเจ้าค่ะ” นางยิ้มและคารวะให้ศิษย์พี่อย่างง่ายๆ ก่อนหันหลังเข้าเรือนไป ทิ้งให้โม่เจี้ยนยืนมองประตูเรือนที่ปิดสนิทอยู่อีกครู่หนึ่ง
คืนวันนั้น...หน้าเรือนพักของมู่เชียนมีหญิงสาวหน้าตางดงามสองคนปรากฏตัวขึ้น บนร่างพวกนางสวมเครื่องแบบศิษย์สายใน มู่เชียนมองศิษย์พี่ทั้งสองอย่างแปลกใจ ขณะที่พวกนางมองมาด้วยสายตาเหยียดหยามดูแคลน
“พวกเรามาจากชุมนุมเทพธิดา ได้รับมอบหมายให้มาส่งเทียบเชิญเข้ากลุ่มให้กับเจ้า!” น้ำเสียงเอ่ยคล้ายเสียไม่ได้... ช่างห่างไกลจากคำว่าเชื้อเชิญนัก กลับดูเหมือนนายหญิงผู้หนึ่งกำลังออกคำสั่งกับทาสบริวารมากกว่า
หญิงสาวทั้งสองปรายตามองเด็กสาวหน้าตาจืดชืดตรงหน้าแล้วก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ กลุ่มของพวกนางไม่ได้รับสมาชิกใหม่มานาน สาเหตุก็เพราะโดยมากไม่มีศิษย์หญิงชนะการประลองคัดเลือก ดังนั้นวันนี้จึงตั้งใจว่า ไม่ว่าสตรีคนใดสามารถผ่านการประลองเข้ามา พวกนางต้องชักชวนมาเข้าร่วมกลุ่มให้ได้
แต่ว่า...เด็กสาวผู้นี้อัปลักษณ์เกินไปหรือไม่ ? หรือพวกนางควรกลับไปปรึกษาหัวหน้ากลุ่มก่อนอีกครั้งก่อนตัดสินใจ จะได้ไม่ผิดพลาดจนเป็นการทำลายชื่อเสียงชุมนุมเทพธิดา
ท่าทีฝืนใจของพวกนางมู่เชียนย่อมไม่มีทางตอบรับ ที่สำคัญนางได้ตกลงกับโม่เจี้ยนไว้แล้ว ดังนั้นจึงเอ่ยปฏิเสธไปอย่างสุภาพ “ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองที่ให้เกียรติ ทว่ายามนี้ข้าและเพื่อนกำลังพิจารณาตัวเลือกอื่นอยู่ ต้องขออภัยที่มิอาจตอบรับได้”
ศิษย์หญิงทั้งสองไหนเลยจะคาดว่าจะได้รับคำปฏิเสธจากสตรีอัปลักษณ์ ตอนแรกยังคิดว่าหากนางผู้นี้แสดงท่าทางปลาบปลื้มยินดีจนร้องไห้ออกมา พวกนางจะเกลี้ยกล่อมเช่นไรให้เตรียมใจไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลง
การที่พวกนางไม่ยินดีให้นางเข้าร่วมกลุ่มนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ทว่าการที่ถูกปฏิเสธนั้นกลับเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ สีหน้าของหญิงงามเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มโกรธจนตวาดออกมา
“ กล้าปฏิเสธพวกเราหรือ ? เฮอะ.. กล่าวตามจริงแล้วสภาพอย่างเจ้ามิอาจเข้าร่วมกลุ่มได้โดยเด็ดขาด หากไม่เห็นแก่พรสวรรค์ในการต่อสู้ที่ไม่เลวอยู่บ้าง พวกเราหรือจะสนใจเด็กขี้ริ้วเช่นเจ้า”
มู่เชียนได้ยินทั้งสองเอ่ยคำเหยียดหยาม ดวงตาก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เมื่อไม่ให้เกียรติกัน เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วยอีกแล้ว “ส่งเสียงหนวกหูรบกวนหน้าเรือนผู้อื่นโดยไร้เหตุผลเช่นนี้ คือมารยาทของสมาชิกชุมนุมเทพธิดาสินะ ”
“เจ้า…!!”
นางเป็นศิษย์พี่ เป็นสมาชิกสายในระดับสูงของชุมนุมเทพธิดา ไปที่ใดก็ล้วนได้รับความเกรงใจ ไหนเลยจะเคยถูกลบหลู่เยี่ยงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากศิษย์สายนอกที่เพิ่งเลื่อนขั้นคนหนึ่ง ดวงตาของพวกนางพลันเปล่งประกายดุร้าย
“หยิ่งผยองนัก คิดว่าด้วยฝีมือชั้นนักยุทธ์ขั้นแปดดาวของเจ้ายิ่งใหญ่แล้วหรือ เมื่อเข้าสู่สายใน ตำแหน่งของเจ้าก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นต่ำสุดเท่านั้น”
“วันนี้พวกเราจะสั่งสอนให้เจ้าเรียนรู้จักการเคารพลำดับอาวุโสเสียหน่อย”
ปราณยอดยุทธ์ชั้นต้นถูกปลดปล่อยออกมาหวังจะกดดันเด็กสาวระดับนักยุทธ์ตรงหน้าให้ฟุบลงกับพื้น จากนั้นค่อยหักแขนสักข้างเป็นการลงโทษที่ล่วงเกินศิษย์พี่อย่างพวกนาง ....
ทว่ายังไม่ทันได้ขยับตัว ปราณภายในกายของพวกนางทั้งสองก็พลันกระเพื่อม คล้ายถูกแรงกดดันอันรุนแรงกระแทกเข้ามา กลางหน้าอกรู้สึกอึดอัดจนแทบไม่สามารถขยับตัวได้
“คุณหนู พวกชั้นต่ำนี่รบกวนท่านหรือเจ้าคะ ?” เสียงเย็นเยียบของเด็กหญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากกรอบประตูเรือน ใบหน้าใสหวานยามนี้ปรากฏรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาสีฟ้ามองมายังร่างสตรีทั้งสองตรงหน้าราวกับเห็นหนูและแมลงสกปรกที่สมควรถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
เสี่ยวจิ้งที่เกาะอยู่บนไหล่เห็นเสี่ยวจือจือกำลังจะอาละวาด ก็กระแอมเตือนครั้งหนึ่ง อสรพิษน้อยรู้สึกตัวขึ้น ดวงตากลมกระพริบหนึ่งครั้งแล้วยิ้มให้คนเหล่านั้นพลางคารวะอย่างสุภาพ
“ท่านทั้งหลาย…อากาศด้านนอกหนาวเย็น เชิญเข้ามารับชาด้านในก่อนเถิด”
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกจากร่างเล็กก็ทำให้สตรีทั้งสองรีบส่ายหน้า คำพูดสุภาพและเป็นมิตรล้วนเป็นกับดัก เด็กหญิงที่ดูไร้พิษภัยเมื่อเข้าเรือนไปแล้วอาจจะเปลี่ยนร่างเป็นอสูรกาย และตรงเข้ามาเข่นฆ่าพวกนางอย่างโหดเหี้ยม..!
ด้วยความสามารถระดับยอดยุทธ์ชั้นต้น พวกนางสัมผัสได้ชัดเจนว่า…เด็กสาวตรงหน้า ไม่ใช่มนุษย์ !! หากเด็กสาวผู้นี้ลงมือ พวกตนไม่อาจตอบโต้ได้เด็ดขาด !
“มะ… ไม่ต้อง พวกเราจะไปแล้ว”
“ใช่.. ใช่… พวกเราต้องรีบไปรายงานคำตอบของเจ้าให้ศิษย์พี่ทราบ”
กล่าวจบทั้งสองก็หมุนกายจากไปในทันที ก้าวเดินดูเร่งร้อนคล้ายกลัวจะมีบางอย่างไล่ตามหลังพวกนางไป ...
มู่เชียนหันมองเสี่ยวจือจือที่ยังก้มหน้านิ่งอย่างสุภาพ ก็ถอนหายใจออกมา นางที่เป็นเจ้าของพันธสัญญาทาสอสูร เหตุใดจะไม่ทราบว่า เมื่อครู่เสี่ยวจือจือคิดจะทำอะไรกับสตรีป่าเถื่อนสองคนนั้น
“เจ้าต้องควบคุมอารมณ์ป่าเถื่อนของสัตว์อสูรบ้างนะเด็กน้อย มิเช่นนั้นจะติดตามรับใช้คุณหนูของเจ้าท่องไปทั่วหล้าได้อย่างไร ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่ายหัวเล็กๆไปมา ท่าทีที่ราวกับชายชราสั่งสอนหลาน ทว่าเมื่อปรากฏในรูปลักษณ์ของจิ้งจกตัวน้อยจึงกลายเป็นกิริยาที่น่าขบขัน
เสี่ยวจือจือไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองด้วยซ้ำ นางทราบดีว่าเมื่อครู่อารมณ์เข่นฆ่าของตนรุนแรงเพียงใด แต่นางห้ามตัวเองไม่ได้ ...!
“จือจือ เมื่อครู่ที่เจ้าคิดนั้นข้ารู้ดี เจ้าคิดจะฉีกพวกนางเป็นชิ้นๆแล้วโปรยลงแม่น้ำไปใช่หรือไม่ ?” เมื่อเสียงหวานของมู่เชียนดังขึ้น ศีรษะเล็กก็ยิ่งก้มต่ำกว่าเดิม
‘คุณหนูรู้หรือ…นางจะตำหนิว่าข้าเป็นอสูรร้ายโหดเหี้ยม ไม่ชื่นชอบ ไม่รักถนอมข้าอีกแล้วใช่หรือไม่ ?’ น้ำตาแห่งความกดดันและสับสนเริ่มจะก่อเป็นหยดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“เจ้ารู้หรือไม่ การกำจัดศพด้วยวิธีโยนลงน้ำนั้นไม่ใช่วิธีการที่ดีเท่าไรนัก เพราะเสื้อผ้าและอาวุธของพวกนางจะกลายเป็นหลักฐานที่เหลืออยู่ และอาจจะนำมาซึ่งปัญหาได้นอกจากนั้น มีสัตว์อสูรมากมายที่มีความสามารถในการติดตามกลิ่นอายของมนุษย์ หากมีคนนำสัตว์อสูรเหล่านั้นมาใช้เพื่อตามหาพวกนาง แน่นอนว่าย่อมต้องตามติดมาถึงเจ้าได้อย่างรวดเร็ว”
เสี่ยวจือจือเงยหน้าขึ้นมองมู่เชียนอย่างคาดไม่ถึง นี่คุณหนูกำลังจะบอกว่าความผิดของนางมิใช่การคิดฆ่าคน แต่เป็นวิธีการทำลายศพของนางต่างหากที่ผิดพลาดงั้นหรือ ?!!
มู่เชียนยื่นมือส่งขวดโอสถเล็กๆที่ดูธรรมดาอย่างยิ่งขวดหนึ่งให้กับเสี่ยวจือจือ แล้วเอ่ยต่อว่า
“ช่วงก่อน ตอนที่พวกเจ้าไม่อยู่ ข้าได้อาศัยความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและการควบคุมไฟเท่าที่มี ทดลองปรุงยาพิษนี้ออกมา หวังจะใช้ป้องกันตัว แต่กลับพบว่ายานี้มีประสิทธิภาพแย่มาก ทั้งกลิ่นและรสล้วนไม่อาจหลอกให้ผู้ใดกลืนมันลงไปได้อย่างแน่นอน อีกทั้งหากจะสาดออกไป ก็เหนียวข้นจนไม่อาจพ้นระยะหนึ่งฉื่อ ทว่าคุณสมบัติในการกัดกร่อนของมันนั้นยอดเยี่ยมมาก เพียงหยดเล็กๆกลับสามารถละลายก้อนศิลาขนาดครึ่งตัวคนให้กลายเป็นน้ำได้เพียงชั่วอึดใจ…!! ”
เมื่อสิ้นคำอธิบาย ขวดโอสถแสนธรรมดาตรงหน้าพลันเปล่งรัศมีน่าสะพรึงกลัวออกมาทันที
“เจ้าปรุงโอสถเองได้แล้วหรือ ?!” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง พรสวรรค์ด้านการปรุงยาของนางยอดเยี่ยมมากจริงๆ ปรุงโอสถโดยไม่มีสูตรยา แม้ว่าผลลัพธ์ออกมาจะยังไม่เข้าขั้น ทว่าก็ยังน่าประทับใจมากอยู่ดี
“ก็เพียงปรุงไปมั่วๆเท่านั้น ตอนนั้นข้าต้องขึ้นประลองเป็นตาย อีกทั้งเจ้าก็ยังไม่กลับมา ข้าหวังว่ายาขวดนี้อาจจะเพิ่มโอกาสเอาชนะให้ข้าได้บ้าง คิดไม่ถึงว่าแทบจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ...แต่เห็นแก่ประสิทธิภาพด้านการกัดกร่อนของมัน ข้าจึงยังเก็บเอาไว้ ตอนนี้พอดีให้จือจือได้พกไว้ทำลายศพ นางจะได้ไม่ต้องกังวลว่าหากฆ่าคนแล้ว จะมีผู้ใดตามมาหาเรื่องนางได้ !”
เห็นเด็กสาวที่เคยใสซื่อผู้นั้นกลับกลายเป็นสตรีอำมหิต เอ่ยเรื่องฆ่าคนทำลายศพได้หน้าตาเฉย เสี่ยวจิ้งก็พลันปวดหัวขึ้นมา เขาไม่มั่นใจว่า เขาผิดพลาดในการอบรมสั่งสอนนางไปตรงที่ใด ….?
“เจ้าจะให้ท้ายคนของเจ้าแบบถูกทางสักหน่อยได้หรือไม่ ?!”
มู่เชียนเพียงยิ้มรับ มือยังคงยื่นส่งขวดตรงหน้าให้เสี่ยวจือจือ พร้อมพยักหน้าให้นางรับไป หากคนพวกนั้นไม่ปล่อยรังสีสังหารออกมาก่อน มีหรือสาวใช้ของนางจะโกรธเพียงนั้น มู่เชียนไม่เชื่อว่าหากเสี่ยวจือจือคิดฆ่าคนบริสุทธิ์ขึ้นมา.. นางจะห้ามไว้ไม่ได้
เสี่ยวจือจือมองสบตาคุณหนูของตน ในดวงตาปรากฏหยดน้ำเม็ดโตๆไหลพรั่งพรูออกมาราวไข่มุก
หลังจากนางกลายเป็นสัตว์อสูร นางก็รู้ตัวดีว่านิสัยของตนเปลี่ยนไปมากมาย นิดหน่อยก็อยากฆ่า นิดเดียวก็อยากทำลาย ใจนางหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าอนาคตนางจะเปลี่ยนไปอีกมากน้อยเพียงใด และไม่รู้ว่าคนที่นางใส่ใจและรักมากที่สุด จะมองนางเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานโหดเหี้ยมตัวหนึ่งหรือไม่
วันนี้นายหญิงยังคงปฏิบัติกับนางดุจญาติสนิทเช่นเดิม ไม่เพียงยอมรับความเป็นตัวตนของนาง แต่ยังส่งเสริมสนับสนุนให้นางเป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุดอีกด้วย นางไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับตัวตนของตนเองอีกต่อไปแล้ว
“คุณหนู…” เสี่ยวจือจือวิ่งเข้ามากอดร่างบางของนายสาวเอาไว้ แล้วร้องไห้อย่างหนัก นางโชคดีเพียงใด จึงสามารถติดตามรับใช้นายหญิงที่ประเสริฐเยี่ยงนี้ !!
กลางดึกคืนนั้น มู่เฉิงหลินที่สำนักในของตำหนักอัคคี ได้รับจดหมายด่วนจากพี่สาวฝาแฝด นางแจ้งข่าวดีให้เขาได้รู้ว่านางเองก็ผ่านการคัดเลือกเข้าสำนักในเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ขอให้เขาเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อพบกันในงานประลองสองสำนักที่จะจัดขึ้นในอีกหกเดือนข้างหน้า
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มให้จดหมายอย่างปลาบปลื้ม ในที่สุดพี่สาวที่เขาห่วงใยตลอดมาก็กลายเป็นอัจฉริยะไปแล้วจริงๆ
เวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณชายแดนแคว้นฉู่ต่อแคว้นฉิน มือเรียวขาวสะกดสายตากำลังเปิดอ่านยันต์สื่อสารที่หู่อู่ส่งมารายงานสถานการณ์ของวันนี้ เมื่ออ่านถึงปฏิกิริยาของนางที่มีต่อสาวใช้และยาพิษละลายศพ... มุมปากสีชมพูเข้มก็ยกยิ้มพอใจ
บรรยากาศหนาวเย็นรอบข้างเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นทันที ฟู่หลิงมองท่าทางอารมณ์ดีของนายเหนือหัวด้วยความรู้สึกที่เริ่มจะเคยชิน
เด็กที่ชื่อมู่เชียนมีอิทธิพลต่อฝ่าบาทอย่างยิ่ง หลายวันที่ผ่านมามีเพียงยามที่อ่านเรื่องราวของนาง ใบหน้าเย็นเยียบจึงจะเผยความรู้สึกออกมาบ้าง
‘วันนี้คงมีแต่เรื่องดีสินะ’
“ฟู่หลิง เจ้าเตรียมคัมภีร์หมื่นธาตุพิษส่งไปให้หู่อู่ ให้เขาหาทางมอบให้นาง ... อืมม.. กระบอกไม้โบราณนั่นด้วย ระวังอย่าให้นางรู้ตัว” เสียงทรงอำนาจสั่งการ ขณะที่มือแกร่งค่อยๆจรดพู่กันลงในยันต์สื่อสาร
“ขอรับ” ฟู่หลิงรับคำ ขณะก้มศีรษะรับคำสั่ง ดวงตาพลันเหลือบไปเห็นข้อความในสาส์นที่เยว่เทียนหงกำลังเขียนให้หู่อู่โดยบังเอิญ ตัวอักษรทรงพลังโลดแล่นอยู่ เนื้อความนั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
‘เกาเจี้ยน บุรุษที่น่าคลื่นไส้นั่น…ทำให้มันหายไปจากหมู่ตึกพฤกษาเสีย !!’