“ทำเรื่องเสร็จแล้วเหรอ?” เซนนั่งหน้างอรอคอยซึฮากิออกจากห้องประชุม
“เรียบร้อย ถึงจะใช้เวลาต่อรองนานไปหน่อยแต่สุดท้ายก็ยอม”
“แล้วนายจะทำอะไรต่อ? หรือจะเริ่มสอนเลยล่ะคุณครู” คานะแสยะยิ้มแซวซึฮากิ
“ตอนนี้ยังไม่ถึงกำหนดการ ฉันก็เลยจะกลับไปทำธุระที่บ้านก่อน”
“โฮ...ยังไม่ได้เที่ยวเลย” เซนจ้องมองซึฮากิทำหน้าเซ็ง
“พวกนายอยู่ที่นี่ก็ได้เดี๋ยวฉันกลับไปคนเดียวพอ”
“จริงเหรอ !” จากใบหน้าสุดจะเซ็งกลายเป็นรอยยิ้มฉีกกว้างพร้อมกับแววตาเป็นประกาย
“อยากทำอะไรก็คุยกับคุณลักซ์เอา ขอแค่อย่าทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ”
“รับทราบ !”
ขณะที่ซึฮากิกำลังจะกลับไปยังเครื่องบินฟรานก็เข้ามาขวางเสียก่อน
“ฉันขอไปด้วยสิ อยากเห็นบ้านใหม่ของกิจังอยู่พอดี”
“ตามใจแล้วกัน” สุดท้ายฟรานก็เดินตามซึฮากิไปกันสองคนทิ้งคานะ เซน สเตล่าและยูกิไว้กับลักซ์
“ดีล่ะเราจะไปไหนกันก่อนดี” แม้จะยังไม่รู้ว่าไปไหนแต่เซนก็เดินนำหน้าไปก่อนใคร
“ฉันรู้แล้ว ๆ ที่นี่มีสนามกว้าง ๆ หรือสักที่ที่ใช้เวทมนตร์ได้ไหมคะ?” คานะจ้องมองลักซ์ยิ้มอย่างเป็นมิตรดูแล้วเหมือนจะสนิทกันระดับหนึ่ง
“ในโรงเรียนหลวงจะมีสนามฝึกกลางกับสนามฝึกของเขตเวทมนตร์ พวกเธอจะทำอะไรล่ะถ้าใช้เวทมนตร์ใหญ่ก็ต้องสนามฝึกของเขตเวทมนตร์”
“ไม่น่าจะใหญ่นะคะพวกเราแค่จะออกแรงกันสักหน่อย...ใช่ไหมเซน” คานะหันขวับจ้องหน้าเซนเขาก็ยกนิ้วโป้งกระตุกยิ้มตอบรับ
“ก็ได้ ๆ” ลักซ์ยิ้มเจื่อนมีลางสังหรณ์แปลก ๆ
พวกเขาเดินทางไปยังสนามฝึกกลางซึ่งตั้งอยู่ในเขตหนึ่งที่มีนักเรียนมากหน้าหลายตาจับจ้องมายังพลเอกลักซ์ผู้โด่งดัง
“สวัสดีครับคุณลักซ์ผมเป็นแฟนคลับของคุณเลยนะครับ”
“ดูสิ ๆ นอกจากฝีมือจะเก่งกาจแล้วรูปโฉมยังงดงามดั่งนางฟ้านางสวรรค์เลย”
เสียงซุบซิบร้องดีใจที่เหมือนได้เห็นดาราที่ตัวเองชื่นชอบไม่เพียงแค่ทักทายแต่พวกเขายังเดินตามต้อย ๆ สงสัยว่าทำไมพลเอกถึงมาอยู่ที่นี่
“แหม ๆ คนดังก็ไม่บอก” เซนแสยะยิ้มแซวเล่น ๆ ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงสนามฝึกกลางและใช้สิทธิ์ของพลเอกในการเข้าไปใช้งาน
“ที่นี่เป็นสนามเปิดเพราะฉะนั้นห้ามใช้เวทใหญ่เด็ดขาด หวังว่าจะเข้าใจนะ”
“รับทราบ !”
เมื่อรับปากเสร็จเซนและคานะก็ลงไปกลางสนามที่เป็นพื้นดินเดินเว้นระยะห่างกันช่วงหนึ่ง
“เอาพอหอมปากหอมคอก็แล้วกัน” เซนวางดาบยักษ์ลงแล้วใช้มีดสั้นแทน
“ฉันพร้อมแล้วจัดมาเลย”
เหล่านักเรียนที่ตามมาได้เงยมองท้องฟ้าเห็นดวงตะวันดวงที่สองกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ ความสั่นกลัวได้ทวีคูณยิ่งขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจนนึกว่ามันคือดวงอาทิตย์จริง ๆ
“รับให้ได้ล่ะคานะ !”
คลื่นน้ำก่อตัวเป็นมังกรตัวยาวเหยียดจนสามารถวนรอบสนามฝึกได้พุ่งขึ้นบนท้องฟ้าปะทะกับดวงตะวันเทียมที่เซนสร้าง
“ไม่ได้กินฉันหรอกบอกเลย”
เวทขนาดใหญ่ของทั้งสองหักล้างกันเองจนสลายหายไปเหลือไว้แต่ไอน้ำอันร้อนระอุระเหยขึ้นสู่ท้องฟ้า
“สุดยอด ! เวทมนตร์ที่เคยใช้มันแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย” คานะและเซนตีมือยิ้มดีใจกันไม่ได้ดูผู้คนโดยรอบเลยสักนิดนึกว่าอยู่กันแค่สองคน
“นั่นใคร? หรือจะเป็นนักเรียนใหม่เหมือนกัน” เสียงนินทาดังขึ้นเมื่อได้เห็นพลังของพวกเธอจนบางครั้งก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพื่อนทหารของลักซ์
“มาต่อกันเลยดีกว่า” เซนชกมือออกมาข้างหน้าเป็นสัญญาณเริ่มต่อสู้
เซนออกหมัดขวาเหวี่ยงสุดแรงไม่มีการออมมือแม้จะเป็นแฟนสาวของตนเพราะรู้ว่าเธอสามารถต้านทานได้ คานะเบี่ยงหลบและกระโดดถีบขาคู่กระแทกเซนไปชนกับกำแพงอีกฝั่ง
“เหมือนจะได้เสียเงินอีกแล้ว” สเตล่าขมวดคิ้วสงสัยในการกระทำบ้าบิ่นของพวกเขาแต่ก็ไม่อยากขัด
“ไอ้พวกสมองกล้ามวัน ๆ หาแต่เรื่องไม่พัก” ยูกิกระตุกยิ้มมุมปากพูดจาเหน็บแนมให้สเตล่าได้ฟัง
ทันใดนั้นสเตล่าก็คว้าตัวยูกิเข้ามากอดประจวบเหมาะกับจังหวะที่คานะกระเด็นมาพอดี
“ขะขอบใจ” ยูกิสะบัดมือสเตล่าออกเขินที่ต้องให้คนอื่นมาคอยช่วย
“หมัดหนักขึ้นหรือเปล่านะ?” ใบหน้าของคานะนอกจากจะมีเลือดกำเดาไหลก็ยังมีแผลฟกช้ำตามร่างกายแต่เธอกลับยิ้มอย่างมีความสุขสนุกกับการกระทำรุนแรงเช่นนั้น
เซนหัวเราะลั่นก่อนจะเดินเข้าหา “ถ้าพูดถึงเรื่องสเตตัสค่าพลังทางกายฉันสูงกว่าเธอนิดหน่อย ถ้าวัดจากการดวลตรง ๆ แบบนี้ยังไงฉันก็ชนะอยู่แล้ว”
“อย่าพึ่งได้ใจไปหน่อยเลย” คานะหมุนตัวเตะเข้าที่สีข้างแต่เซนก็ต้านมันได้
การดวลของสองหนุ่มสาวยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งมีเหล่าอาจารย์เข้ามาดูเพราะลูกศิษย์ไม่เข้าเรียนแต่มามุงที่สนามฝึกแทน
ข่าวการดวลของเซนและคานะค่อย ๆ กระจายออกไปทั่วโรงเรียนจนคณะกรรมนักเรียนต้องเข้ามาตรวจสอบจึงได้พบสนามฝึกที่เละเทะไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกต่อไปแต่พวกเขาก็ยังสู้กันไม่จบ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย !” เรื่องไปถึงหูของผู้อำนวยการแพกซ์ทำให้เขาต้องลงมาตรวจสอบด้วยตัวเอง
“ขอโทษที่ทำเรื่องวุ่นวายนะคะ” ลักซ์ก้มหัวขอโทษแทนพวกเซน
“เราให้เธอมาคอยเฝ้าระวังพวกนั้น แล้วทำไมพวกมันต้องได้อาละวาดได้ถึงเพียงนี้”
“พวกเขาอยากฝึกซ้อมฉันก็เลยหาสนามฝึกให้”
“นั่นเรียกฝึกซ้อมเหรอ? ไอ้พวกคนป่าเถื่อนไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเอง”
เมื่อแพกซ์เดินเข้ามาทุกคนก็จะแหวกทางให้อัตโนมัติและเมื่อเขาได้เห็นการต่อสู้อันดุเดือดที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสนุกสนานทำอย่างกับวิ่งเล่นกันมันทำให้ชายชราผู้นี้สับสน
เซนจับคานะเหวี่ยงขึ้นไปบนท้องฟ้าและกระโดดตามขึ้นไป มือทั้งสองผสานกันแน่นทุบร่างอันบอบบางของคานะกระแทกพื้นจนฝุ่นตลบ
เธอใช้เวทเสริมกำลังได้ทันท่วงทีอาศัยจังหวะที่เซนกำลังร่วงลงพื้นปล่อยหมัดขวาเหวี่ยงสุดแขนชกเข้าที่ซี่โครง
“พวกบ้านี่มันจะหยุดเมื่อไร” ยูกิคันไม้คันมืออยากไปทำอะไรกินแล้วแต่ก็ต้องมาดูพวกสมองกล้ามสองคนตีกันด้วยแรงเพรียว ๆ ไม่มีชั้นเชิงหรือเทคนิคอะไรมากนัก
“ปกติก็ตีกันจนหมดแรงเลยแหละแต่พักหลังมานี้เหมือนจะใช้เวลานานกว่าเดิม” สเตล่าก็เริ่มเบื่อแล้วกับการต่อสู้ที่เห็นบ่อย ๆ จนชินตา
แต่ไม่ใช่กับเหล่านักเรียนหน้าใหม่หรือแม้แต่พวกหน้าเก่าที่ไม่ได้เห็นการต่อสู้จริง ๆ จัง ๆ กันเสียเท่าไร ส่วนใหญ่พวกเขามักจะเป็นขุนนางหรือชนชั้นสูงที่ทางครอบครัวส่งมาเรียนเพื่อหน้าตาและฐานะทางสังคมการได้พบเจออะไรที่มันตื่นเต้นที่ไม่เคยเห็นก็ต้องหลงใหลกันทั้งนั้น
“ยืนทำบ้าอะไรกลับห้องไปเรียนกันได้แล้ว” แพกซ์และเหล่าคณาจารย์ลากนักเรียนที่กำลังตื่นเต้นกลับไปเหลือแค่คณะกรรมการนักเรียนที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย
“ให้ตายสิหิวอีกแล้ว” เซนนั่งหอบเป็นหมาอยู่ข้าง ๆ คานะที่นอนหอบไม่ต่างกัน
“ยูกิบอกอยากทำอาหารนี่นา ถ้าอย่างนั้นพาเขาไปหาที่ทำอาหารเราก็จะได้กินอาหารฝีมือยูกิ” คานะดีดตัวลุกขึ้นยืนและพากันไปหายูกิ
“ไปหาที่ทำอาหารให้นายกันเถอะ” แววตาเป็นประกายจ้องมองยูกิหวังอาหารเลิศรสจากเขามันทำให้ยูกิแสยะยิ้ม
“ถ้าอยากกินอาหารของข้านักก็อุ้มข้าไปสิ”
เซนยกร่างอันบอบบางเหมือนผู้หญิงของยูกิขึ้นบ่าเหมือนพาลูกสาวเดินเล่นเสียมากกว่าจากนั้นก็ไปหาพลเอกลักซ์
เมื่อพวกเขาเห็นสีหน้าไม่พอใจของลักซ์จึงทำตีหน้ามึนเดินผ่านไป
“เรื่องค่าซ่อมแซมฉันจะเอาไปรายการซึฮากิก็แล้วกัน หวังว่าจะไม่ก่อเรื่องอะไรแบบนี้อีก”
“ขอโทษครับ” พวกเขาต่างก็ทำหน้าหงอยเหมือนหมาก้มหัวสำนึกผิดแทบไม่ทัน
เสียงซุบซิบจากคณะกรรมการนักเรียนกำลังหารือว่าต้องทำยังไงกับกลุ่มคนแปลกหน้าเหล่านี้ แม้จะอยากจับแค่ไหนแต่มีลักซ์เป็นคนรับรองจึงได้ต้องถอดใจ
“นี่เป็นห้องครัวเล็กของโรงเรียน ปกติจะมีพวกนักเรียนมาขอยืมใช้อยู่แล้วก็เลยไม่ต้องทำเรื่องมากมายอะไร”
“ถึงมันจะเล็กก็เถอะแต่อุปกรณ์ครบขันเลยนี่” ยูกิวิ่งไปทั่วยิ้มจนปากแทบฉีก
นึกว่าจะเป็นคนปกติแต่ทำตาเคลิ้มกับของใช้ในครัวเนี่ยนะ หรือจะเป็นพวกคลั่งการทำอาหาร
“ส่วนวัตถุดิบก็ต้องออกเงินเอง อยากได้อะไรก็ไปเบิกที่ครัวหลักเอา” ลักซ์หาที่นั่งสบาย ๆ เฝ้ามองการทำอาหารของยูกิ
“ออกเงินเองเหรอ แต่ข้าไม่มีเงินเลยเนี่ยสิแล้วซึฮากิทิ้งเงินไว้ไหม?”
“ไม่นะฉันก็ไม่มี” ไม่ว่าเซนหรือคานะต่างก็เดินตัวเปล่าไม่เคยพกเงินไปด้วยเพราะทุกอย่างซึฮากิจะเป็นคนจัดเตรียมให้
“ฉันพอมีอยู่เหรียญหนึ่ง” สเตล่าโยนเหรียญทองให้ยูกิทำให้เขายิ้มเบิกบานวิ่งออกไปซื้อวัตถุดิบทันที
“อืม ถ้าเราไม่มีเงินก็ต้องนอนในป่าใช่ไหม?” คานะใช้มือดันคางทำเป็นคิดพินิจสายตาเคร่งขรึมมองตรงไปข้างหน้า
“อืม ในป่าก็ไม่แย่นะลมเย็นดีด้วย” เซนก็ทำแบบเดียวกันเล่นเอาลักซ์เกือบกลั้นขำไม่อยู่
ไม่นานนักยูกิก็กลับมาจากการซื้อวัตถุดิบแม้มันจะไม่เยอะมากแต่มันก็พอสำหรับทำเลี้ยงสิบคน
“เมนูในวันนี้เอาเป็นข้าวผัดแล้วกัน” ยูกิด้อม ๆ มอง ๆ หาว่าต้องจุดไฟตรงไหนเหมือนคนไม่เคยใช้เตาแก๊ส
เมื่อลักซ์เห็นเธอก็เข้ามาเปิดให้ดูทำให้ยูกิจ้องมองตาไม่กะพริบ ไฟลุกขึ้นมาจากเหล็กแท่ง ๆ โดยไม่มีฝืน
เซนหัวเราะลั่นเมื่อเห็นยูกิเป็นเช่นนั้น “ตาย ๆ ไอ้เราก็ลืมไปว่ายูกิยังไม่เคยใช้เตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้า แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเมืองเราก็กำลังจะทำของพวกนั้นแล้ว”
พูดไม่ทันขาดคำก็มีตะหลิวกระแทกเข้าเบ้าตาแม้จะไม่เจ็บมากนักแต่มันก็ทำให้เสียหลักหล่นจากเก้าอี้ส่วนคานะก็เอาแต่หัวเราะเยาะไม่เป็นห่วงเลยสักนิด
หลังจากนั้นยูกิก็ตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับการทำอาหารโดยมีสายตาของเพื่อน ๆ และพลเอกลักซ์กำลังเฝ้ามองอยู่ กลิ่นของน้ำมันผัดกับเครื่องเทศลอยฟุ้งกับแสงไฟพลุกพล่านล้นกระทะใครเห็นก็คงนึกว่าไฟไหม้
“เสร็จแล้วลองชิมดูสิ” ไม่นานเกินรอยูกิก็ตักข้าวผัดเสิร์ฟถึงที่กลิ่นกระเทียมและข้าวไหม้เตะเข้าจมูกระลึกไปถึงเซลล์สมอง
ทำได้น่ากินเหมือนกันนะเนี่ย ยูกิก็เสิร์ฟอาหารให้ลักซ์ด้วยเช่นกันเมื่อเธอได้ชิมก็ต้องอึ้ง
อร่อย นึกว่าเป็นพวกอยากทำอาหารเล่น ๆ แต่นี่มันระดับพ่อครัวตัวจริงเลยนี่
“ขออีก !” เซนและคานะลั่นออกมาพร้อมกันหลังจากซัดอาหารในจานหมดอย่างรวดเร็ว
“จริง ๆ เลยเจ้าพวกนี้ ไม่คิดจะลิ้มรสชาติให้มันลึกซึ้งสักหน่อยหรือ”
ขณะที่กำลังสนุกสนานกับการทำอาหารให้เพื่อน ๆ กินแต่กลิ่นหอม ๆ เหล่านั้นกลับฟุ้งกระจายไปยันโรงอาหารหลักและมันก็โดดเด่นจนอาหารในโรงอาหารไม่อยู่ในสายตาทันที
“นั่นใครน่ะ !” เสียงตะโกนดังมาจากนอกห้องครัวทำเอาสะดุ้งตกใจเพราะคิดว่าจะโดนด่าอะไร
เซนเปิดประตูทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรได้เห็นกลุ่มคนมายืนชะเง้อคอมองด้วยความสงสัยแววตาเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้มเหมือนกำลังตกอยู่ในมนต์สะกด
ชายผู้ยืนอยู่หน้าสุดกระแอมเล็กเสียงเบาก่อนจะพูด “ที่นี่ใช่ร้านอาหารหรือเปล่า?”
“ไม่ ๆ พวกเราแค่ทำอะไรกินกันนิดหน่อย” ขณะที่เซนกำลังพูดสเตล่าก็ดึงตัวกลับเข้าห้องไปเสียก่อน
“นี่แหละวิธีหาเงินของเรา ทำได้ใช่ไหมยูกิ?”
“ก็ได้ ๆ อยากทำก็เชิญแต่วัตถุดิบมีไม่ค่อยเยอะนะ”
“ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันหาทางจัดการเอง”
พูดจบสเตล่าก็ออกไปคุยกับฝูงชนที่กำลังรอคอยคำตอบ การเจรจาซื้อขายอาหารโดยให้ทุกคนนำวัตถุดิบที่ตัวเองต้องการมาเองและจะคิดแค่ค่าทำอาหารเท่านั้น
“พวกเขามุงอะไรกันเยอะแยะวะ?” ใครผ่านไปผ่านมาก็จะได้เห็นฝูงชนต่อแถวไปที่ห้องครัวเล็ก ๆ สร้างความวุ่นวายไม่น้อยแต่มันก็ยิ่งดึงคนแปลกหน้าขี้สงสัยเข้ามา
“อย่าแซงคิวนะคะ ! โปรดเขียนชื่อให้ชัด ๆ ด้วยนะคะ”
สิบเหรียญเงินสำหรับการทำอาหารให้ไม่ต้องเสียค่าวัตถุดิบ กำไรเห็น ๆ
“คุณซอนได้แล้วค่ะ !”
งานอันหนักหนาสาหัสกำลังถาโถมใส่ยูกิแต่แทนที่มันจะทำให้เขาท้อแท้กลับเป็นการเติมเชื้อไฟสร้างความฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม ความท้าทายของการทำอาหารหลากหลายจากวัตถุดิบที่ไม่เหมือนกันทุกครั้งเสมือนเป็นบททดสอบของพ่อครัวที่ต้องทำให้ได้
“แล้วทำไมฉันต้องมาเป็นลูกมือด้วยเนี่ย” ลักซ์ขมวดคิ้วสงสัยบ่นไปเรื่อย จากตอนแรกแค่จะดูเฉย ๆ ดันต้องเข้ามาช่วยงานในครัวร่วมกับเซนและคานะเพื่อรับมือกับฝูงชนมากมายที่กำลังคลั่งอาหารของยูกิ
ไม่นานคณะกรรมการนักเรียนก็เข้ามาตรวจสอบความวุ่นวายแต่พอได้เห็นหน้าพวกเขาจึงได้แต่ถอนหายใจและนั่งเฝ้าระวังเผื่อเกิดอุบัติเหตุจะได้ช่วยเหลือได้ทัน
“สุดยอดไปเลยเนอะ” สเตล่ายิ้มเบิกบานถอดผ้าคลุมเช็ดเหงื่อต่างกับคนในครัวที่เหมือนจะตายได้ทุกเมื่อ
หลังจากฝูงชนพึงพอใจก็ค่อย ๆ สลายตัวหายไปกันเองเหลือเพียงกรรมนักเรียนที่จ้องตาเขม็ง
ยูกิไม่หยุดมือลุกขึ้นทำอาหารอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้ทำของคาวแต่เลือกทำของหวานเพื่อเติมพลังให้กับเพื่อน ๆ ทุกคน
“พอมีวัตถุดิบเหลือ ๆ อยู่คงจะทำได้ไม่เยอะ”
เขาเริ่มตีไข่ แป้งและส่วนผสมหลายอย่างเข้าด้วยกันใส่ถาดและเอาเข้าเตาอบ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้เค้กสีน้ำตาลนุ่มนิ่มน่ากินเสิร์ฟถึงมือของทุกคนที่กำลังนั่งพัก
“โอ้พระเจ้า !” เซนอุทานเสียงดังจนกรรมการนักเรียนตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น !” พวกเขากระแทกประตูเข้าไปทันทีแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเค้กสีน้ำตาลเด้งดึ๋งที่สะกดทุกสายตาไว้ พวกเขาค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าหาช้า ๆ ด้วยความสงสัยอยากรู้อยากลองแต่ก็ทำได้แค่มองเพราะอยู่นอกเหนือหน้าที่
“ลองสักคำไหมล่ะ?” ยูกิรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาต้องการอะไร เขาไม่สนใจว่าจะเป็นใครแต่ถ้าได้เสิร์ฟอาหารและได้เห็นรอยยิ้มหลังจากกินเข้าไปนั่นก็เพียงพอแล้ว
“ถะถ้าอย่างนั้นขออนุญาตนะครับ” แม้ยูกิจะให้กินแต่ก็ยังมีท่าทางเกรงใจเพราะพวกเขาพึ่งสร้างวีรกรรมไว้ใหญ่พอตัวเลยไม่รู้ว่าจะมีอะไรแปลก ๆ อีกไหม
“ขะขอบคุณครับ” ภายใต้คำขอบคุณแสนธรรมดากลับเต็มไปด้วยน้ำตาที่หลั่งออกมาไม่รู้ตัว ความนุ่มนิ่มรสหวานและยังหอมแม้จะกลืนลงไปแล้วทำให้หนุ่มสาวที่ต้องทำงานเคร่งเครียดได้ผ่อนคลายเสียบ้าง
“ฟ้าใกล้มืดแล้วพวกเราหาที่พักกันเถอะ”
“เราได้เงินมาเท่าไร?” เซนถาม
“อืม เท่าที่นับประมาณสามพันเหรียญเงินหรือก็คือ...”
“สะสามสิบเหรียญทอง” พวกเขาต่างก็ฉีกยิ้มกว้างดีใจกระโดดโลดเต้นโดยมีลักซ์ยิ้มแห้งมอง
การเดินเท้าหาห้องพักใจกลางเมืองแอสต้าไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรแต่ราคามันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับที่ที่พวกเขาเคยอยู่
“คืนละห้าเหรียญทองเนี่ยนะ? เงินเท่านั้นเราซื้อของกินได้เห็นอาทิตย์เลยนะเว้ย”
“เลิกบ่นเถอะน่าเซน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามใจกลางเมืองก็คงจะแพงเป็นธรรมดาแต่ถ้าเป็นชานเมืองอาจจะถูกลงมาหน่อย”
แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างแต่พวกเขาก็หาที่พักที่ชายเมืองได้สำเร็จเช่นเดียวกันลักซ์ที่ต้องหาห้องพักใกล้ ๆ เพื่อคอยเฝ้าสังเกตการณ์
ช่วงเวลาที่พวกเซนกำลังสนุกสนานเป็นเวลาเดียวกับทางด้านของซึฮากิที่ขับเครื่องบินกลับไปกับฟรานสองคนใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะข้ามผ่านมหาสมุทรและลงจอดที่เมืองเอลโฟเรีย
“มีเวลาอีกสองสามชั่วโมงก่อนจะมืด ฉันจะไปตรวจงานสักหน่อยเธอก็นั่ง ๆ นอน ๆ รอไป”
“ไม่เอา จะไปกับกิจังด้วย” ฟรานกอดซึฮากิจากด้านหลังกล่าวด้วยถ้อยคำออดอ้อน
“ตามใจก็แล้วกันแต่ฉันต้องใช้สมาธิค่อนข้างเยอะ”
“ได้เลย ๆ ฉันจะมองดูเฉย ๆ”
หญิงสาวรูปงามน่ารักสดใสเดินตามซึฮากิต้อย ๆ ใครผ่านไปผ่านมาเห็นต่างก็ต้องมนต์สะกดให้มอง
นี่เหรอบ้านใหม่ของกิจัง ดูสงบร่มรื่นกว่าที่แอสต้าเป็นไหน ๆ เลย
“ปืนไรเฟิลซุ่มยิงไปถึงไหนแล้ว?”
“พวกเราพยายามทำตามที่คุณซึฮากิสอนแล้วครับแต่ก็ยังทำช้าเกินไป”
“ไม่เป็นไรฉันแค่จะมาดูว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า แล้วเรื่องโรงงานในดันเจี้ยนทะเลเป็นยังไงบ้าง?”
“พวกเขาเดินทางไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้วครับน่าจะทำที่พักกันเสร็จสรรพแล้ว”
“ดี ๆ ถ้าขาดเหลืออะไรให้รีบรายงานมาด่วน แม้จะวางแผนไว้ได้ดีแค่ไหนแต่ก็อาจจะมีเหตุสุดวิสัยได้ตลอด”
ขณะที่ซึฮากิกำลังจะเดินจากไปชายผู้นั้นก็พูดขึ้นมา “นั่นใครเหรอครับ?”
“พะ...”
“เราเป็นเพื่อนสนิทกันมาก ๆ เลยค่ะ” ฟรานแทรกตัวเข้ามาคั่นกลางยิ้มเบิกบานตอบแทนซึฮากิ
“คะครับ” ชายผู้นั้นตอบเออออตามสถานการณ์ก่อนจะโบกมือลา
ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ซึฮากิเดินทางไปที่โน่นที่นี่เสมือนการได้พาฟรานเดินชมเมืองไปด้วยจนกระทั่งฟ้ามืดจึงได้กลับบ้านจริง ๆ เสียที
“เป็นเมืองที่เป็นมิตรมากเลยเนอะ”
“อืม อาจจะเพราะประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพ พวกเขาจึงต้องนอบน้อมเคารพเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนเตะออกไปจากเมือง”
“แหม ๆ มองแง่ร้ายเกินไปแล้ว พวกเขาอาจจะเป็นคนอ่อนโยนกว่าที่นายคิดก็ได้”
“พี่กิ !” เสียงเล็กแหลมที่คุ้นเคยเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา
“เป็นยังไงบ้างล่ะวันนี้” ซึฮากิยกคิโนริขึ้นบ่าอย่างกับพ่ออุ้มลูกสาวสนิทสนมกันจนฟรานขมวดคิ้วสงสัยและหึงในเวลาเดียวกัน
“พวกเราล่ามอนสเตอร์ได้เกือบสองร้อยตัวเลยนะคะ ป่านนี้พวกมันคงกลัวจนหัวหดไปแล้ว”
“แหมเก่งจริง ๆ คิโนริ” ซึฮากิยิ้มอ่อนมองดูใบหน้าอันสดใสไร้มลทินของคิโนริ
“ให้ตายสิคิโนริไม่คิดจะรอกันบ้างเลย” เอและพรรคพวกเดินตามเข้ามาทีหลัง ถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของคิโนริที่มักจะรุดหน้าหรือไปไหนมาไหนไม่บอกกล่าว
“แล้วนี่ใครอีกเนี่ย” เอเงยหน้าจ้องตาไม่กะพริบระแวงทุกกิริยาท่าทาง
“เพื่อนของฉันเองไม่ต้องห่วง” เมื่อซึฮากิกล่าวเช่นนั้นเอก็ผ่อนคลายลงทันที
“เด็ก ๆ พวกนี้เหรอที่นายเคยเล่าให้ฟัง?”
“ใช่ เหล่าเด็กกำพร้าที่ถูกทหารอาณาจักรเซียพรากครอบครัวไป”
ฟรานยืนนิ่งคิดอะไรบางอย่างในหัว
“ฉันจะทำให้ได้ ฉันทำให้โลกสงบสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้” ภายใต้คำพูดเหล่านั้นซึฮากิสัมผัสได้ถึงภาระอันหนักอึ้งที่เธอต้องเผชิญมาตลอด บุตรบุญธรรมผู้เป็นทายาทเศรษฐีที่ต้องวางตัวและทำหน้าที่แทนพ่อแม่ได้หรือแม้แต่ตอนที่มายังโลกนี้เธอก็ต้องแบกรับตำแหน่งผู้กล้าที่ต้องทำเพื่อมวลมนุษยชาติ
“คนเดียวอาจจะทำได้ยากแต่ถ้าเป็นพวกเราล่ะ”
“อืม กิจัง...มาช่วยกันสร้างโลกที่น่าอยู่กันเถอะ”
ขณะที่กำลังคุยกันจริงจังโทลและคนอื่น ๆ ก็กลับมาจากที่ทำงานต้องตกใจเพราะมีหญิงสาวแปลกหน้ามาอยู่ในบ้าน
“ใครอีกล่ะเนี่ยซึฮากิ”
“เพื่อนผมเอง”
ทันใดนั้นลิงเมฆาก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า “นี่ใครอีกเนี่ย?”
“เพื่อน”
จากนั้นกอนด้าก็เดินเข้ามาหยุดชะงักสงสัย “ใครเนี่ยออร่ามานาไม่ธรรมดาเลย”
“เพื่อนฉันเอง”
“ฉันสัมผัสได้ถึงออร่าของผู้แข็งแกร่ง” เฮราเดินตรงเข้ามาหาฟรานเอามือสัมผัสลูบคลำไปทั่วด้วยความสงสัย
“ให้ตายสิบ้านเรามีคนเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร”
“ไม่รู้สิก็นายไม่ใช่เหรอที่ชอบพาคนใหม่ ๆ เข้ามา” ลิงเมฆายิ้มเยาะตอบกลับ
ฟรานทำเสียงกระแอมดังให้ทุกคนได้ยินและจดจ่อจ้องมาที่เธอ “สวัสดีทุก ๆ คนนะคะ ฉันชื่อฟรานเป็นเพื่อนสนิทของกิจังค่ะ”
“กิจัง? ใครล่ะนั่น”
“เอาเป็นว่าเธอเป็นเพื่อนของผมเองไม่ต้องใส่ใจ” ก่อนที่เธอจะตอบย้ำอีกครั้งซึฮากิก็ดึงฟรานถอยออกมาเพราะถ้าทุกคนรู้ว่าซึฮากิมีชื่อเรียกอีกชื่อว่ากิจังอาจจะพากันล้อไม่หยุด
“อ้าว ! หน้าคุ้น ๆ หนูฟรานนี่เอง” นาธาเป็นคนเดียวที่รู้จักก็เดินเข้าทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ
“สวัสดีค่ะคุณนาธา” ฟรานเองก็ดีใจที่ได้เห็นคนรู้จักยิ้มเบิกบานสดใสไม่เพียงแค่นาธาแต่มันทำให้คนอื่น ๆ ที่เห็นต้องหลงมองไม่หยุด
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีพวกเขาก็ได้นั่งกินอาหารร่วมกัน อาหารที่มีเคานต์ ซึฮากิและเฮราช่วยกันทำ
โทลหัวเราะลั่นเมื่อได้พูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร “กิจังชื่อน่ารักจริง ๆ เลย”
ให้ตายสิสุดท้ายก็โดยจนได้ ซึฮากิเงี่ยหูฟังจากในครัวได้ยินเสียงนินทาชัดเจน
โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเผ่าพันธุ์หลากวัฒนธรรมมาอยู่ร่วมกันโดยมีศูนย์กลางเป็นพวกซึฮากิ หลังจากกินกันเสร็จสรรพพวกเขาก็แยกย้ายกันไปนอน
“ข้าง ๆ มีห้องว่างอยู่ เธอนอนในนั้นก็แล้วกัน”
“เอ่อ...ขอฉันนอนด้วยสิ”
ซึฮากิยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง
“นอนคนละห้องมันไม่สบายกว่าเหรอ?”
ขณะที่ซึฮากิหันหลังให้กำลังจะเดินเข้าห้องฟรานก็ค่อย ๆ เอื้อมแขนโอบจากด้านหลัง
“ไม่ได้เหรอ…” น้ำเสียงออดอ้อนเหมือนลูกแมวหายใจรดแผ่นหลังของซึฮากิไม่หยุดมันยิ่งเป็นการกดดัน
“ก็ได้ ๆ ตามใจเถอะ”
“จริง ๆ นะ !” เธอเผลอดีใจเสียงดังเกือบปิดปากไม่ทันเดินตามหลังก่อนจะซึฮากิเข้าห้องไป