ย้อนเวลาไปกอบกู้ประเทศ

    ตอนที่ 27

    ที่อ่าวเรือดำ

    กลุ่มเรือโจรสลัดแล่นอยู่น่านน้ำเหนืออ่าวดำ ตรงเสากระโดงเรือนั้นมีสัญลักษณ์มงกุฏกากบาทเป็นเครื่องหมายของกองปฏิวัติ 

    หลังจากที่ได้ยินข่าวเรื่องการบุกของ 'สเดได' 1 แสนตนที่บุกไปชามิวลอสแล้วพ่ายแพ้กลับมา รวมทั้งที่เจ้าชายอาโนอิทอสที่ปฏิบัติกับชาวเมืองและยอมรับกองปฏิวัติส่วนหนึ่งที่สวามิภักดิ์ มันก็ทำให้สมาชิกหลายคนในกองปฏิวัติในที่นี้อยากจะย้ายไปอยู่ชามิวลอสด้วย 

    เหตุผลเดียวที่พวกเขามาอยู่ในกองปฏิวัติเพราะถูกพวกชนชั้นสูงทอดทิ้ง หากมีผู้นำสักคนที่ยอมอ้าแขนรับพวกเขาและห่วงใยพวกเขาพวกเขาก็คงไม่มาที่นี่ตั้งแต่แรก

    ตอนนี้ภายในกองปฏิวัติเกิดการทะเลาะกันอย่างหนัก ฝ่ายหนึ่งอยากย้ายไปอยู่กับอาโนอิทอส ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคิดว่าอาโนอิทอสหลอกลวง 

    "ท่านรองหัวหน้าก็อยู่ที่นั่นแล้ว เขาและสมาชิกที่อยู่ที่นั่นก็ได้รับการปฏิบัติอย่างดี มีเหตุผลอะไรให้เราต้องดื้อดึงอยู่นี่?" หัวหน้าหน่วยที่ 1 แอคเนสพูดออกมา 

    "เจ้าไม่รู้จักอาโนอิทอสดีพอ เจ้าไม่เคยอยู่ที่ชามิวลอสทำให้ไม่รู้ว่าเจ้านั่นเป็นคนอย่างไร เจ้านั่นชั่วช้าสารเลว ทำได้แม้กระทั้งประหารขอทานที่มองหน้ามัน ข้าเองก็ถูกเจ้านั่นขับไล่เพราะทำให้มันไม่พอใจเล็กน้อยๆ ตอนนี้มันอาจจะทำตัวดีแต่ใครจะรู้ว่านั่นเป็นแค่การแสดงละครหรือไม่ ไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่าเจ้านั่นมันวางแผนอะไร!" หัวหน้าหน่วยที่ 2 บอก 

    "นั่นไร้สาระ! ถ้าหากว่าเขาวางแผนบางอย่าง ถ้าอย่างงั้นมีเหตุผลอะไรต้องถึงกับเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยท่านรองหัวหน้า! เลยเถิดจนกระทั้งตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับอาณาจักร! ยังไม่นับที่เขาเสี่ยงชีวิตไปช่วยชาวเมืองอาฟีโนอีก ข้าไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเขาเป็นคนอย่างไรแต่คนที่ทำเพื่อประชาชนขนาดนี้ไม่มีทางวางแผนชั่วร้ายอะไรไว้หรอก!" แอคเนสเถียงกลับ 

    เมื่อแอคเนสว่าแบบนั้น หัวหน้าหน่วยที่ 3 ดอกอร์ที่เห็นด้วยกับเขาก็มองหัวหน้าหน่วยที่ 2 เขาบอก "ข้าเองก็คิดเช่นนั้นหากเจ้าชายวางแผนร้ายไว้ เขาคงจะไม่ทำเรื่องทั้งหมดนี้ คนที่ชั่วร้ายน่ะเห็นแก่ตัวและให้ความสำคัญกับชีวิตตนเองที่สุด คนพวกนั้นเหมือนกับพวกดยุคเมอร์เซ่ พวกนั้นไม่มีวันเสี่ยงอันตรายเพื่อปกป้องประชาชนตนเองหรอก แต่ในศึกครั้งล่าสุดนั้นนอกจากเจ้าชายจะไม่หนีไปจากชามิวลอสเมื่อ 'สเกได' บุกมา แต่เขายังหาวิธีสู้พวกมันกลับเพื่อปกป้องประชาชนตนเองอย่างสุดความสามารถ เขาอาจจะตายได้ นั่นน่ะไม่ใช่การกระทำของคนที่วางแผนชั่วร้ายในใจเลยแต่เป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประชาชนมากกว่า" ดอกอร์บอก 

    เมื่อดอกอร์พูดช่นนี้ หัวหน้าหน่วยที่ 2 และคนอื่นๆที่คัดค้านก็พูดไม่ออก 

    แอคเนสและดอกอร์หันมองลาดิส หัวหน้ากองปฏิวัติ 

    "ท่านหัวหน้า ท่านมีความเห็นเช่นไร?" 

    ชายร่างกำยำที่มีเรือนผมสีดำเบิกตาขึ้นมองชายหนุ่มทั้งสองข้างหน้า หลังครุ่นคิดแล้วเขาบอก "ไม่ว่าใครก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปหาอาโนอิทอสทั้งนั้น พวกเราไม่รู้ว่ามันวางแผนอะไร พวกเราเชื่อใจพวกชนชั้นสูงไม่ได้" 

    เมื่อได้ยินคำตอบนั้นแอคเนสก็ตกใจ "แต่ว่าท่านหัวหน้า--!"

    "ถ้าหากเจ้าอยากไปก็เชิญ แต่จงจำไว้ว่าเมื่อออกจากกองปฏิวัติไปแล้วเจ้าห้ามกลับมาอีกเด็ดขาด" ลาดิสกล่าวเย็นชาและด้วยคำตอบนั้นทำให้แอคเนสและดอกอร์รวมทั้งคนอื่นๆที่คิดจะย้ายไปอยู่ฝั่งอาโนอิทอสเงียบไป ไม่มีใครกล้าตัดสินใจเดิมพันเรื่องนั้น 


    ******


    ที่ทุ่งซาวาโรส

    หลังย้ายฐานขีปนาวุธจากยานเสร็จแล้ว อาโนอิทอสก็เริ่มทำการย้ายอาวุธชิ้นใหม่มาที่ ชามิวลอสต่อ 

    ขีปนาวุธอาจจะมีพลังทำลายล้างสูง แต่นั่นก็ยังไม่ได้เป็นอาวุธที่สุดยอดที่สุดในศตวรรษที่ 20 มันยังมีอีกอย่างหนึ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น 

    "ด้วยโครงสร้างและตัวระเบิดที่ซับซ้อนขึ้น อาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าพ็อกเก็ตมิติจะย้ายมาหมด ระหว่างนั้นข้าพเจ้าควรจะไปซ่อมพวกเครื่องบินและพวกรถถังที่ถูกทำลาย" อาโนอิทอสว่าแบบนั้นขณะมองฐานเก็บหัวรบนิวเคลียร์ที่สร้างจากระเบิดไฮโดรเจน 

    "คราวนี้เป็นอาวุธที่สุดยอดกว่าลูกระเบิดอันก่อนอีกอย่างนั้นหรือ?" คามิวดุสที่เห็นอาโนอิทอสกำลังสร้างของเล่นชิ้นใหม่ที่ดูน่ากลัวกว่าขีปนาวุธก็รู้สึกสนใจและเดินเข้ามาถาม 

    อาโนอิทอสบอก "นี่เป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในศตวรรษที่ 20 แล้ว ถึงแม้พลังทำลายของมันมีระยะระเบิดที่ครึ่งกิโลและสามารถส่งผลกระทบทำลายสิ่งก่อสร้างแค่ในระยะ 1 กิโล แต่ความน่ากลัวจริงๆของมันจะเป็นก๊าซกับรังสีที่ถูกปล่อยหลังระเบิด ถ้าหากสิ่งนี้ตกลงกลางเมืองพวกใต้พิภพก็คงสังหารพวกมันได้ไม่น้อย" 

    คามิวดุสมองอาโนอิทอสด้วยความสนใจ "แม้แต่บาเรียที่กางโดย 'สเกได' อย่างสมบูรณ์ก็ไม่เว้นหรือ?" 

    อาโนอิทอสบอก "สิ่งนี้มีพลังทำลายมากกว่าขีปนาวุธ 10 ล้านเท่า ถ้าหากระเบิดนี้ตกลงไปโดน ต่อให้ 'สเกได' 1 ล้านคนช่วยกันกาง บาเรียพวกมันก็จะแตกหลังโดนเจ้านี่ไปแค่ลูกเดียว ก๊าซหลังระเบิดจะกระจายออกไปเป็น 100 กิโลในเวลาไม่กี่นาทีและนั่นจะทำให้พวกมันตาย"  

    คามิวดุสรู้สึกชื่นชมในสติปัญญาและความรู้ของสหาย เขามองอีกฝ่ายอย่างนับถือ 

    คามิวดุสมองอาโนอิทอสแบบนั้น ดวงตาของเขาลึกล้ำ สักพักเขาบอกอาโนอิทอส "หลายต่อหลายครั้งที่เจ้าพูดถึงศัพยภาพและวิวัฒนาการสติปัญญาของมนุษย์ ข้าอยากถามเจ้าหน่อย อาวุธหลายอย่างที่เจ้าเรียกออกมา เจ้าบอกว่าพวกนั้นเป็นอาวุธที่มาจากศตวรรษ 20 ทั้งเครื่องบินรบ ทั้งรถถัง หรือแม้แต่ระเบิดนี่ ทำไมเจ้าถึงได้รู้วิธีสร้างของพวกนี้ในเมื่อมันเป็นของที่มาจากอนาคต? อาโนอิทอสเจ้าเป็นใครกันแน่?" 

    "ข้าพเจ้าไม่ได้ถูกห้ามให้บอกความลับนั้น แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ายังไม่อยากตอบคำถามนั้น" อาโนอิทอสตอบ 

    คามิวดุสมองอาโนอิทอสอย่างจริงจัง แต่อาโนอิทอสแสดงสีหน้าที่มั่นคงว่าไม่บอกแน่คามิวดุสจึงได้แต่ยอมแพ้แล้วยิ้ม"เอาเถอะ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร จะเป็นอาโนอิทอสหรือไม่ ข้าก็ไม่สนใจหรอก" 

    อาโนอิทอสพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม "เช่นนั้นก็ดีแล้ว" 

    คามิวดุสยิ้ม เมื่อได้ผลลัพธ์ของคำถามที่ค้างคามานานแล้ว คามิวดุสก็เปลี่ยนหัวข้อคุย "จะว่าไป ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องพอดี เจ้าบอกว่าอยากได้คนเยอะๆจะได้มาสร้างกองทัพเรืออะไรนั่นของเจ้า เมื่อไม่กี่วันก่อน ลูกน้องของข้าส่งจดหมายมาบอกว่าอยากมาสวามิภักดิ์อยู่กับเจ้า เจ้าไม่ว่าอะไรใช่ไหม?" 

    เมื่อได้ยินว่ามีคนมาสมัครทหารเพิ่มอาโนอิทอสก็พยักหน้าอย่างมีความสุข "แน่นอน ข้าพเจ้ากำลังขาดคนพอดี หากไม่ติดใจว่าบ้านจะไปตั้งอยู่นอกกำแพงข้าพเจ้าก็ยินดีรับสหายของท่านที่จะมามีกี่คน? ข้าจะไปสร้างบ้านข้างๆชาวเมืองอาฟีโนไว้ให้" 

    คามิวดุสบอก "ไม่เยอะหรอก ประมาณครึ่งแสนเท่านั้น" 


    ****** 


    ที่เอมโพรซ

    หลังสงครามจบลง พวกอาฟีโนก็กลับมาที่นี่ กลับเข้าบ้านของตนเองและไว้อาลัยให้กับญาติพี่น้องที่ตายอย่างโศกเศร้า 

    บางคนมีภรรยาก็เสียภรรยา 

    บางคนมีสามีก็เสียสามี 

    บางคนเป็นเด็กตัวเล็กๆที่มีพ่อและแม่ก็เสียทั้งพ่อและแม่ 

    ภายในบ้านปูนสองชั้นที่มีเฟอร์นิเจอร์และอาหารครบวงจร เป็นบ้านที่อบอุ่น แต่เด็กน้อยคนนี้กลับมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ นั่งร้องไห้ตรงหน้าเถ้ากระดูกของพ่อและแม่ 

    พ่อแม่ของเด็กน้อยมาจากอาฟีโน พวกเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากภายใต้การปกครองของอามอโฟส หาเช้ากินค่ำบางวันหาอะไรไม่ได้ก็อดทั้งวัน ยามที่เดือนปิศาจมาเยือนอามอโฟสก็ทอดทิ้งพวกเขาให้หาทางเอาตัวรอดเอง ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่วันหนึ่งพอได้ยินว่าที่ชามิวลอส ผู้ปกครองที่นี่จิตใจดีและห่วงประชาชน พวกเขาสามคนก็รีบย้ายมาที่นี่ ไม่สนว่าตัวเองจะมีบ้านอยู่หรือไม่ขอแค่รู้ว่าผู้นำจะไม่ทิ้งให้เขาเผชิญหน้ากับเดือนปิศาจเองเหมือนอามอโฟส 

    อาโนอิทอสนอกจากจะปกป้องพวกเขาอย่างดี แต่ยังสร้างบ้านให้พวกเขาและให้อาหารด้วย การมาที่เมืองนี้เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตพวกเขา พวกเขาคิดว่ากำลังจะได้มีชีวิตที่มีความสุข แต่แล้ววันหนึ่งพวก 'สเกได' ก็แฝงตัวเป็นมนุษย์บุกเข้ามา ฆ่าพ่อกับแม่และคนอื่นๆตอนที่เขาไปตักน้ำในเมือง เด็กน้อยเคยคิดว่าการมีบ้านและอาหารนั้นคือสิ่งที่ตัวเองปรารถนาที่สุด แต่ตอนนี้หลังจากสูญเสียพ่อแม่ ถึงแม้เขาจะมีบ้านที่อบอุ่นและมีอาหารดีๆจากเจ้าชายแต่เขากลับไม่ได้รู้สึกมีความสุขเลย เด็กน้อยร้องไห้ออกมา เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ

    "ในตอนที่หัวใจอ่อนล้า นั่นเป็นตอนที่มนุษย์ต้องเข้มแข็งที่สุด ความเจ็บปวดนั้นจะหายไปในสักวันหากเจ้ายอมรับมันได้" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอาอาหารจากอาโนอิทอสมาแจกจ่ายให้ชาวเมืองอาฟีโนนี้ เขามอบมันให้เด็กน้อยแล้วพูดคำพูดพวกนั้นที่เคยพูดกับตัวเองในตอนเด็กไป "สักวันหนึ่งเจ้าจะผ่านมันไปได้"

    เกลนมอบไก่งวงและข้าวให้ จากนั้นก็แตะบ่าของเด็กน้อยเบาๆ 

    ในใจเขาเองก็เจ็บปวดเช่นกันที่เห็นสีหน้าแบบนี้หลังจากไม่ได้เห็นมา 30 กว่าปี เขาเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหนตอนเสียพ่อไป ภาพนี้ได้สะท้อนความจำเขาขึ้นมาอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาไปกอบกู้ประเทศ ที่คุณอ่าน