ความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายผุดพรายขึ้นในใจเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่นพลางใช้นิ้วดึงทึ้งผ้าปูเตียงไปมา
เมื่อครู่เธอทำเกินไปหรือเปล่านะ?
เฉิงเหวินเจี้ยนคนนั้นก็ใช่ว่าจะเป็คนดีเสียเมื่อไหร่ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็ฝ่ายจงใจมาหาเจียงอิ๋งอิ๋งเองก็ได้
แต่ว่า...แต่ผู้หญิงอย่างเจียงอิ๋งอิ๋งก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกันนี่นา!
หลังจากนั่งกลัดกลุ้มอยู่พักหนึ่งเธอกลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นไปอีก
เหอะ...เธอไม่ผิดเสียหน่อย!เอาเป็ว่าไว้วันหลังเธอค่อยสืบหาความจริงให้กระจ่างก่อนแล้วค่อยด่าก็แล้วกัน!
ที่หน้าประตูโถงกลางเด็กน้อยร่างผอมแห้งสองคนยืนพิงประตูอย่างกล้าๆ กลัวๆคนที่โตกว่าหน่อยก้าวเข้าไปกระตุกแขนเสื้อของเสิ่นชิ่งหง“คุณปู่ครับ ให้ผมช่วยทำงานนะ”
ขณะพูดดวงตากลมโตคู่นั้นกลับคอยชำเลืองมองไปทางเจียงอิ๋งอิ๋งเป็ระยะ
คนตระกูลเสิ่นล้วนมีหน้าตาหมดจดงดงามเด็กทั้งสองคนนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้จะดูขาดสารอาหารไปบ้างแต่ท่าทางขี้อายหวาดหวั่นก็น่าเอ็นดูจนชวนให้รู้สึกสงสาร
เจียงอิ๋งอิ๋งคลี่ยิ้มพลางกวักมือเรียกเ้าตัวเล็กทั้งสอง “เข้ามาเล่นในห้องกับอาสะใภ้ไหมจ๊ะ?เดี๋ยวอาสะใภ้จะเอาของอร่อยให้กิน”
พอได้ยินคำว่าของอร่อยดวงตาของเด็กทั้งสองก็เป็ประกายวาววับ แต่ก็ยังไม่กล้าขยับเขยื้อน
เสิ่นชิ่งหงถอนหายใจยาว“อิ๋งอิ๋ง ของพวกนั้นเธออุตส่าห์หอบหิ้วมาจากบ้านเดิมเก็บไว้กินเองเถอะ”
ครอบครัวของเจียงอิ๋งอิ๋งมีคนเยอะที่ดินก็อุดมสมบูรณ์ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก ความเป็อยู่ย่อมดีเป็ธรรมดาการที่เธอแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา ก็นับว่าลำบากเกินไปสำหรับเธอจริงๆ
ในฐานะผู้าุโเขาจะมัวแต่จ้องมองของกินเล็กๆ น้อยๆ ของลูกสะใภ้ได้อย่างไร!
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่ได้ดึงดันต่อการอยู่ร่วมกับผู้คนต้องอาศัยการถ้อยทีถ้อยอาศัยเธอเองก็ไม่ใช่คนที่จะดันทุรังเอาอกเอาใจอยู่ฝ่ายเดียว
จังหวะนั้นเองเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นก็หอบกองเสื้อผ้าพะรุงพะรังเดินออกมาจากห้องเมื่อเดินผ่านเจียงอิ๋งอิ๋ง เธอก็จงใจหยุดชะงักแล้วส่งเสียง‘เหอะ’ ในลำคอก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เจียงอิ๋งอิ๋งยักไหล่เบาๆมองว่านั่นเป็เพียงนิสัยเด็กๆ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เมื่อกลับเข้าห้องเธอรีบตรวจสอบระบบและพบว่าตอนนี้มีค่าโชคชะตาถึงเจ็ดแต้มแล้ว
เธอลองเปิดดูรายการของที่สามารถแลกได้ส่วนใหญ่ล้วนเป็อาหาร
ในยุคสมัยนี้ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขที่สุดคือเื่ปากท้อง เพราะทุกคนกินอยู่อย่างอดอยากแม้แต่การมีกินมีใช้อย่างอิ่มหนำยังเป็เื่ยากลำบาก
ทว่าอาหารที่แลกมาจะปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าเลยหรือ?
เธอคงไม่สามารถอ้างกับคนอื่นได้ตลอดไปหรอกนะว่าเอามาจากบ้านเดิมเพราะห่อผ้าของเธอก็มีขนาดแค่นั้นเอง
ระบบแม่ชาเขียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน“โฮสต์กังวลเกินไปแล้ว ระบบของเราผ่านการทดสอบมานับครั้งไม่ถ้วนของที่แลกมาจะปรากฏขึ้นในโลกแห่งความเป็จริงอย่างสมเหตุสมผลที่สุด”
“คุณแค่แลกมาอย่างสบายใจก็พอ เื่อื่นไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัว”
จะอวดดีเกินไปไหมเนี่ย?
เจียงอิ๋งอิ๋งส่งเสียงเดาะลิ้น“งั้นฉันขอแลกพวกเนื้อสัตว์ก่อนเลยแล้วกัน”
เธอไม่อยากทนกินผักป่าต้มน้ำใสอีกต่อไปแล้ว
“แลกเปลี่ยนสำเร็จ คาดว่าของจะส่งถึงภายในหกชั่วโมง”
เสียงดนตรี‘ติ๊งหน่อง’ ดังขึ้นจากระบบพร้อมกับค่าโชคชะตาเจ็ดแต้มที่กลายเป็ศูนย์ทันที “ตอนนี้ค่าโชคชะตาเป็ศูนย์โปรดรีบสะสมแต้มโดยด่วน มิฉะนั้นหากไม่มีการแลกเปลี่ยนเป็เวลานานระบบจะเข้าสู่โหมดหลับใหล”
หา?
เจียงอิ๋งอิ๋งถึงกับตาค้างเ้าระบบหน้าเืเอ๊ย ไม่เห็นเคยบอกเลยว่ามีโหมดหลับใหลอะไรนี่ด้วย!
รู้อย่างนี้เหลือไว้สักแต้มก็ดีหรอก
เธอนึกเสียใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ตอนนี้ที่บ้านมีเพียงเสิ่นชิ่งหงผู้เป็พ่อสามีกับหลานชายตัวน้อยสองคนเจียงอิ๋งอิ๋งไม่มีอะไรทำจึงเดินเข้าไปชวนเด็กๆ คุย “พวกหนูชื่ออะไรกันบ้างจ๊ะ?”
เมื่อเช้าได้กินขนมแสนอร่อยไปเด็กทั้งสองจึงมีความรู้สึกดีๆ ต่ออาสะใภ้คนใหม่
คราวนี้ไม่ต้องรอให้เสิ่นชิ่งหงบอกแต่ละคนต่างแย่งกันตอบเสียงใส “ผมชื่อเสิ่นเหวินฉินครับ!”
“ผมชื่อเสิ่นเหวินชง!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอ่ยชมทันที“ชื่อเพราะจังเลย เหวินฉิน เหวินชงฟังดูแล้วต้องเป็ผู้มีความรู้ตั้งให้แน่ๆ เลย!”
เสิ่นชิ่งหงที่ยืนอยู่ข้างๆมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เดิมทีเขาเคยเป็ครูในหมู่บ้านแต่หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดร่างกายจึงทรุดโทรมจนกลายเป็โรคเรื้อรัง
ชื่อของหลานๆล้วนเป็เขาที่ตั้งให้เองกับมือ
เสิ่นเหวินฉินชี้ไปที่ชายชราข้างกาย“คุณปู่เป็คนตั้งให้พวกเราครับ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเข้าใจในทันทีจึงเอ่ยชมอย่างไหลลื่น “มิน่าล่ะชื่อของพี่เหยากับน้องสาวถึงได้ไพเราะนัก!”
เสิ่นชิ่งหงเป็คนพูดน้อยแต่คราวนี้เขากลับยอมเอ่ยปากยาวกว่าปกติ “ชื่อพวกนี้พ่อหามาจากในตำราหวังว่าวันหน้าพวกเขาจะได้เล่าเรียนเขียนอ่าน เป็คนขยันและเฉลียวฉลาด!”
เจียงอิ๋งอิ๋งมองเขาด้วยสายตาชื่นชม“คุณพ่อยอดเยี่ยมมากจริงๆ ค่ะ!”
และแล้วระบบก็ส่งเสียง‘ติ๊งหน่อง’ ขึ้นมาอีกครั้ง...
เธอกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงใจก่อนจะจูงมือเด็กทั้งสอง “พวกหนูเก่งจังเลยตะกร้าแบบนี้อาสะใภ้ยังสานไม่เป็เลยนะเนี่ย!”
เสิ่นเหวินฉินพอถูกชมก็เกาหัวอย่างเขินอาย“อาสะใภ้ครับ ผมยังลงทุ่งไปเกี่ยวหญ้าได้ด้วยนะ!”
เสิ่นเหวินชงไม่ยอมน้อยหน้ารีบแย่งพูดบ้าง “ผม... ผมก็ทำเป็เหมือนกัน...”
“พวกหนูเก่งที่สุดเลยจ้ะ!”
เสียงระบบแสนไพเราะดังขึ้นอีกครา...
กระทั่งเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นหอบกะละมังใส่เสื้อผ้ากลับมาภาพที่เธอเห็นคือบรรยากาศอันแสนอบอุ่นและกลมเกลียว
เธอนึกโมโหขึ้นมาทันที“เหวินฉิน เหวินชง! พวกแกทำอะไรกันอยู่?”
ปกติเด็กทั้งสองก็สนิทกับอาหญิงอยู่แล้วจึงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม “อาหญิงครับอาสะใภ้สอนพวกเราสานกระต่ายตัวเล็กด้วยล่ะ!”
หญ้าหางหมาเส้นยาวถูกสานด้วยมืออันคล่องแคล่วจนกลายเป็กระต่ายสีเขียวหลายตัววางเรียงรายอยู่บนพื้น
ตามประสาเด็กสาวที่มักจะชอบของกระจุกกระจิกน่ารักเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เธอเม้มริมฝีปาก“ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย...”
เจียงอิ๋งอิ๋งทำเป็มองไม่เห็นท่าทางปั้นปึ่งนั้นเธอเดินเข้าไปจูงมือที่เริ่มแดงจากการซักผ้าของอีกฝ่าย“มาเถอะ เดี๋ยวพี่สะใภ้จะทาครีมทามือให้! ดูสิ มือน้อยๆแดงไปหมดแล้ว พี่เห็นแล้วปวดใจเหลือเกิน!”
พี่สะใภ้บอกว่าปวดใจเพราะสงสารเธอเนี่ยนะ?
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเดินตามเข้าห้องไปอย่างงงๆจนลืมแม้กระทั่งจะพ่นคำพูดเยาะเย้ยถากถาง
เ้าของร่างเดิมเป็คนรักสวยรักงามในห่อผ้าจึงมีครีมหิมะบรรจุอยู่เต็มกล่องใหญ่ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
เจียงอิ๋งอิ๋งค่อยๆบรรจงทาครีมให้พลางเอ่ย “น้องสาวของเราสวยขนาดนี้ผิวพรรณก็ดี ต้องดูแลให้ดีๆ นะจ๊ะ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นมองดูมือน้อยๆของตนที่เริ่มกลับมาเนียนนุ่ม ในใจรู้สึกวูบไหวอย่างบอกไม่ถูกั้แ่เกิดมาไม่เคยมีใครบอกให้เธอปกป้องผิวพรรณยิ่งเื่ทาครีมทามือนี่ไม่ต้องพูดถึง
แม้พ่อแม่จะรักเธอและพี่ชายก็ขยันทำงาน
แต่พ่อสุขภาพไม่ดีอีกทั้งยังมีหลานอีกสองคนที่ต้องเลี้ยงดูจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของฟุ่มเฟือยขนาดนี้ได้
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นก็โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง“เธอ... ต่อไปอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนคนนั้นอีกนะ”
คนที่เธอหมายถึงก็คือเฉิงเหวินเจี้ยน
เจียงอิ๋งอิ๋งทอดถอนใจออกมาอย่างอ้อยอิ่ง“น้องสาว ในใจของพี่สะใภ้มีเพียงพี่ชายของเธอเท่านั้น”
“แต่ว่า...”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นไม่เชื่อเพราะเมื่อก่อนเคยเห็นเธอเดินตามเฉิงเหวินเจี้ยนเป็เงาตามตัว
ในหมู่บ้านมีหญิงสาวหน้าตาดีไม่มากนักแม้เจียงอิ๋งอิ๋งจะมีชื่อเสียงที่ไม่สู้ดีแต่ความงามของเธอนั้นประดุจดอกไม้แรกแย้มของจริงดังนั้นเด็กสาวในหมู่บ้านหลายคนจึงแอบเลียนแบบการพูดจาและการแต่งตัวของเธออยู่เงียบๆแต่ต่อหน้ากลับทำเป็รังเกียจเดียดฉันท์
เจียงอิ๋งอิ๋งก่นด่าเ้าของร่างเดิมในใจว่าเป็ตัวก่อเื่แท้ๆแต่ใบหน้ากลับแสดงออกถึงความจนใจ “ตอนนั้นใครๆก็บอกว่าคนมีความรู้น่ะดี พี่เลยหูเบาไปชั่ววูบ แต่พอได้รู้จักกับพี่ชายของเธอพี่ถึงได้รู้ว่าผู้ชายที่แท้จริงต้องมีเรี่ยวแรงและพึ่งพาได้เหมือนเขายังไงล่ะ!”
ประโยคเดียวของเธอไม่เพียงแต่แสดงจุดยืนชัดเจนแต่ยังได้ทีชมเสิ่นเหยาไปในตัว
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเริ่มเชื่อไปกว่าครึ่งในสายตาของเด็กสาว พี่ชายของเธอนั้นคือผู้ชายที่ดีเลิศที่สุดดีกว่าเฉิงเหวินเจี้ยนคนนั้นตั้งไม่รู้กี่เท่า
“น้องสาว พี่เองก็โตกว่าเธอไม่กี่ปี เพราะเห็นเธอเป็น้องสาวแท้ๆถึงได้กล้าพูดความในใจด้วย เธออย่าเอาไปบอกพี่ชายเธอนะ...”
พูดจบเจียงอิ๋งอิ๋งก็ทำท่าเขินอายจนต้องเอามือปิดหน้า “ถึงจะแต่งงานกันแล้วแต่พูดเื่พวกนี้มันก็น่าอายอยู่นะจ๊ะ”