บทที่ 1 ได้ยินเสียงในใจ
ต้นฤดูใบไม้ร่วง ปี 1980
ณ บ้านของ หลินเจิ้นหนาน ผู้อำนวยการโรงงานเหล็กที่ใหญ่ที่สุดประจำมณฑลหยาง
หลินซิงเย่ในชุดกระโปรงลายดอกไม้ยืนโดดเด่นอยู่กลางห้อง เธอมีรูปร่างโปร่งระหงด้วยส่วนสูงราว 168 เิเ ใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวขาวจัดดุจหิมะรับกับเส้นผมยาวสลวย แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาที่กลมโตและสุกใสราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
กลิ่นอายความฉลาดเฉลียวที่แผ่ออกมาทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นต้องเหลียวมอง เธอคือจุดศูนย์กลางของสายตาไม่ว่าจะก้าวไปที่ใด
เมื่อเห็นความเจิดจรัสของหญิงสาวตรงหน้า หลินเสี่ยวเวย บุตรสาวตัวจริงของบ้านหลินก็ลอบฉายแววริษยาออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วและถูกแทนที่ด้วยท่าทางอ่อนโยนน่าสงสาร
“ซิงเย่... พ่อกับแม่ก็บอกแล้วไงว่าให้เธออยู่ที่นี่ต่อ บ้านตระกูลซ่งน่ะยากจนข้นแค้นขนาดนั้น เธอจะกลับไปลำบากทำไมกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า หลินซิงเย่ ก็รู้สึกทะแม่งใจอย่างบอกไม่ถูก
ในมือของเธอตอนนี้มีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุดที่เคยสวมใส่เป็ประจำ ส่วนของมีค่าราคาแพงที่ตระกูลหลินเคยซื้อให้ เธอไม่ได้หยิบฉวยมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ใบหน้าที่มักจะดูเ็าของเธอฉายแววอาลัยอาวรณ์ออกมาเล็กน้อย “มันถึงเวลาที่ต้องแก้ไขความผิดพลาดในอดีตแล้วล่ะ ถึงฉันจะตัดใจจากพ่อกับแม่ไม่ได้ แต่ฉันก็รู้ดีว่าฉันไม่ควรแย่งชิงตำแหน่งที่เป็ของเธอต่อไป... มันไม่ยุติธรรมสำหรับเธอเลย”
พี่หลินเสี่ยวเวยชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ตามแผนเดิมอีกฝ่ายควรจะร้องห่มร้องไห้และยอมอยู่ต่อภายใต้คำรบเร้าของทุกคนไม่ใช่หรือ
ทำไมถึงได้สงบนิ่งขนาดนี้
ขณะที่เสี่ยวเวยกำลังจะอ้าปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง น้ำเสียงเ็าก็ดังขึ้นขัดจังหวะ “ต่อจากนี้ไป ฉันคือ ซ่งซิงเย่ ส่วนเธอก็คือ หลินเสี่ยวเวย!”
เื่ราวตลกโชคร้ายนี้เกิดขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อน พวกเธอถูกสลับตัวกัน ซิงเย่ใช้ชีวิตสุขสบายในบ้านตระกูลหลินมาตลอด ตามสัญชาตญาณคนทั่วไป เมื่อลูกสาวตัวจริงกลับมา ย่อมต้องมองลูกสาวตัวปลอมเป็เสี้ยนหนาม
ซิงเย่เข้าใจดีว่าไม่มีใครใจกว้างได้ขนาดนั้น คนหนึ่งโตมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม แต่อีกคนกลับต้องตกระกำลำบาก
ตระกูลซ่งยากจนมาก มีเพียงแม่ตัวคนเดียวที่ต้องเลี้ยงดูลูกถึงสามคน วันที่เสี่ยวเวยถูกรับตัวกลับมา เธอร้องไห้ปานจะขาดใจ พร่ำบอกว่าตอนอยู่ที่บ้านซ่ง เธอในฐานะพี่สาวคนโตต้องทำงานบ้าน ดูแลน้องๆ และอดมื้อกินมื้อ จนไม่มีแก่ใจจะเรียนหนังสือ พอจบมัธยมปลายก็ต้องไปเป็สาวโรงงาน
ซิงเย่จำคำพูดของเสี่ยวเวยได้แม่น “พ่อคะแม่คะ ถ้าหนูได้โตมาข้างกายพวกคุณเหมือนซิงเย่ หนูคงเรียนจบมหาวิทยาลัยและสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลไปแล้ว”
คำพูดนั้นเพียงประโยคเดียว ทำให้คนตระกูลหลินมองซิงเย่เปลี่ยนไปทันที ราวกับว่าการที่เสี่ยวเวยสอบมหาวิทยาลัยไม่ติดนั้นเป็ความผิดของเธอ
แต่ความจริงคือซิงเย่ฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร เธอสอบได้ที่หนึ่งทุกปี ตอนที่ฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (เกาเข่า) เธออายุเพียง 16 ปีและเพิ่งอยู่ชั้นมัธยม 4 แต่เธอกลับดึงดันจะสอบให้ได้ จนในที่สุดก็สอบติดมหาวิทยาลัยแพทย์ที่เก่งที่สุดในประเทศ และใช้เวลาเพียง 2 ปีเรียนจบหลักสูตร 5 ปี
ในบ้านพักโรงงานเหล็กกล้า หรือแม้แต่ในเมืองหลวงของมณฑลนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักอัจฉริยะอย่างเธอ
ปัจจุบันเธอได้รับการตอบรับเข้าทำงานในแผนกกุมารเวชของโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในเมือง
ตระกูลหลินเคยยืดอกภาคภูมิใจในตัวเธออยู่พักใหญ่ แต่พอเสี่ยวเวยกลับมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ต่อให้เสี่ยวเวยอยู่ตระกูลหลินก็ใช่ว่าจะเรียนได้ดีขนาดนี้ เพราะตอนอยู่ตระกูลซ่งเธอก็ได้เรียนหนังสือ แต่กลับไม่เคยเรียนข้ามชั้นเลย แถมสอบเกาเข่ามาสองปีซ้อนก็ยังสอบตก นั่นพิสูจน์แล้วว่าสมองของเธอไม่ได้ดีเด่นอะไร
ทว่าคนตระกูลหลินกลับพาลโกรธซิงเย่ และพูดจาเหน็บแนมเธอตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ท่าทีของตระกูลหลินทำให้ความอาลัยอาวรณ์สุดท้ายในใจของซิงเย่ดับวูบลง ชีวิตที่สลับผิดที่ผิดทางนี้ควรจะกลับคืนสู่ร่องที่รอยเสียที
ไม่ว่าคำบอกเล่าเื่ความลำบากของตระกูลซ่งจากปากเสี่ยวเวยจะเป็จริงหรือไม่ ซิงเย่ก็ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อ
เสี่ยวเวยลอบยิ้มสะใจที่ซิงเย่รู้ความ แต่แล้วเธอก็แสร้งทำเป็พี่สาวที่แสนดี เข้ามากุมมือซิงเย่ไว้ เมื่อเห็นมือที่ขาวเนียนเรียวยาวนั่น เธอก็แทบจะคลั่งด้วยความอิจฉา
“ซิงเย่ ตอนนี้เธอเพิ่งเริ่มฝึกงาน เงินเดือนคงไม่เท่าไหร่ ที่บ้านซ่งมีแม่ทำงานแค่คนเดียว น้องสาวคนที่สองกับน้องชายคนที่สามก็ยังต้องเรียนหนังสือ ลำพังพวกเธอสองคนจะเลี้ยงทั้งครอบครัวน่ะมันลำบากมากนะ”
ซิงเย่ััได้ถึงความเย้ยหยันที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น ประสาทััของเธอมักจะไวต่อความรู้สึกคนรอบข้างเสมอ ไม่รู้ว่าเป็เพราะเธอคิดมากไปเองหรือไม่
ตอนนี้เธอเรียนจบแล้ว แม้จะเป็เพียงแพทย์ฝึกหัด แต่ก็ได้เงินเดือน 30 หยวนรวมกับเบี้ยเลี้ยงอื่นๆ ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยในยุคสมัยนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าถ้าผลงานดี เพียงสามเดือนก็จะได้รับบรรจุเป็พนักงานประจำ และเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ
ซิงเย่ตั้งเป้าหมายไว้ในใจว่า เธอจะต้องก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าแพทย์ให้เร็วที่สุด ส่วนภาระหน้าที่ในครอบครัวซ่งเธอก็จะไม่หลีกเลี่ยง อย่างน้อยก็จนกว่าน้องๆ จะเรียนจบ
หลังจากทบทวนทุกอย่างถี่ถ้วน ซิงเย่กวาดสายตามองทุกคนในตระกูลหลินเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินออกไป
แต่ใครจะคาดคิดว่าเสี่ยวเวยที่กุมมือเธออยู่จะจงใจไม่ปล่อย จนทำให้ในสายตาของ นางหลินดูเหมือนว่าซิงเย่กำลังผลักเสี่ยวเวยอย่างแรง
เสี่ยวเวยจงใจทำแบบนี้เพื่อให้แม่ผิดหวังในตัวซิงเย่ และหันมาเข้าข้างเธออย่างเต็มตัว
ในบ้านหลิน คนที่กุมอำนาจคือพ่อ แต่แม่คือคนที่คอยชี้นำความรู้สึก ถ้าเธอจัดการแม่ได้ คนอื่นๆ ในบ้านก็จะพลอยโอนอ่อนตามเธอไปด้วย
ซิงเย่แม้ภายนอกจะดูเ็า แต่ความจริงเธอเป็คนรักพวกพ้องและใส่ใจคนในครอบครัวมาก สายตาผิดหวังที่แม่มองมาทำให้เธอพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เธอเป็คนรักศักดิ์ศรีแต่ไม่ใช่คนโง่ เสี่ยวเวยจงใจใส่ร้ายเธอเห็นๆ!
เมื่อเห็นเสี่ยวเวยล้มลงไปกองกับพื้น ซิงเย่จึงตัดสินใจแสร้งล้มลงไปด้วยทันที
เธอจงใจเอาหัวซบลงบนร่างของอีกฝ่ายพอดี
เหลียวซูเจวียนเตวาดเสียงแข็ง เดินเข้ามาดุด่าซิงเย่ทันที “ซิงเย่! นี่แกกล้าดีน่ะเหรอ? ปากก็บอกว่าจะไปจากบ้านหลิน แต่ลึกๆ กลับไม่พอใจจนกล้าผลักเสี่ยวเวยเชียวหรือ!”
พูดจบเธอก็รีบดึงตัวเสี่ยวเวยขึ้นมา โดยไม่สนใจซิงเย่ที่ทับอยู่ข้างบนเลยแม้แต่น้อย ราวกับอยากจะไสหัวเธอออกไปให้พ้นๆ
[ยัยซิงเย่นี่เป็หมูหรือไง? ทำไมตัวหนักขนาดนี้!] เสียงบ่นพึมพำของเสี่ยวเวยดังขึ้นในหัวของซิงเย่
ดวงตาของซิงเย่ประกายวาบด้วยความใ เธอมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเสี่ยวเวยไม่ได้อ้าปากพูดเลยสักนิด ความตื่นตระหนกแล่นพล่านในใจแต่เธอก็รีบดึงสติกลับมาให้เร็วที่สุด
ท่ามกลางเสียงด่าทอไม่หยุดปากของเหลียวซูเจวียน ซิงเย่รู้สึกระเหี่ยใจ เธอค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากร่างของเสี่ยวเวย
เสี่ยวเวยมองซิงเย่ที่นิ่งเงียบไม่โต้ตอบด้วยสายตาเป็กังวล แต่ในใจกลับกระหยิ่มยิ้มย่อง
[ดูท่าที่นิยายเขียนไว้จะจริง ซิงเย่เป็คนใจอ่อนและแสดงออกไม่เก่ง ไม่ว่าจะเป็คนตระกูลหลินหรือตระกูลซ่ง ขอแค่คุมคนพวกนี้ได้ ฉันก็สั่งหัวกะทิอย่างยัยนี่ได้ไม่ยาก]
ซิงเย่มั่นใจแล้วว่าเธอสามารถได้ยิน “เสียงในใจ” ของอีกฝ่ายได้จริงๆ
เธอทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ แต่ในหัวกลับหมุนติ้วด้วยความสับสน... นี่มันไม่ถูกหลักวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย!
เธอลองทบทวนเหตุการณ์ตอนที่ััตัวเสี่ยวเวยเมื่อครู่ มันมีความรู้สึกเหมือนไฟฟ้าสถิตอ่อนๆ ในตอนแรกเธอไม่ได้เอะใจอะไร
ที่เสี่ยวเวยบอกว่า... ในนิยายงั้นเหรอ? หรือว่าโลกที่เธออยู่คือโลกในหนังสืออยางนั้นเหรอ
ขณะที่ซิงเย่กำลังสับสน เสียงในใจของเสี่ยวเวยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ในเมื่อฉันทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ฉันจะไม่โง่เหมือนเ้าของร่างเดิมแน่ ฉันจะหลอกใช้ยัยอัจฉริยะซิงเย่นี่ให้คุ้มเลย คอยดูเถอะ สิทธิบัตรงานวิจัยที่ยัยนี่ทำออกมาในอนาคตจะต้องกลายเป็เงินมหาศาลของฉันคนเดียว!]
[ขั้นแรกต้องเสี้ยมให้คนตระกูลหลินกับตระกูลซ่งกดดันยัยนี่ให้จมดินก่อน แล้วฉันค่อยแสร้งทำเป็คนเดียวที่อยู่ข้างเธอ ฮิๆๆ!]
“ทะลุมิติ? เ้าของร่างเดิม?” คำศัพท์เหล่านี้ช่างแปลกหู แต่คนฉลาดอย่างซิงเย่ก็พอจะเดาความหมายได้ลางๆ เสี่ยวเวยตรงหน้าไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้วและยัยคนนี้รู้ว่าในอนาคตเธอจะกลายเป็บุคคลสำคัญ ซึ่งซิงเย่ก็เชื่อมั่นในสติปัญญาของตัวเองว่ามันจะเป็เช่นนั้นจริงๆ
แต่จะมาหลอกใช้เธอน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ! เธอเป็คนพูดน้อย แต่ไม่ได้แปลว่าเธอโง่ แผนการของเสี่ยวเวยไม่มีวันสำเร็จแน่
ซิงเย่คนนี้รักพวกพ้อง แต่ไม่ได้แปลว่าจะยอมให้ใครมาจูงจมูก หรือยอมให้ใครมาทำร้ายได้ง่ายๆ ต่อให้เป็คนในครอบครัวก็ตาม ไม่ว่าจะเป็ตระกูลหลินหรือตระกูลซ่ง ก็อย่าหวังว่าจะมาเป็จุดอ่อนของเธอได้อีก!