ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 368 : ดำดิ่งสู่ห้วงอนธการ

จารึกที่ 368 : ดำดิ่งสู่ห้วงอนธการ : โครงข่ายมวลธาตุผสานใจ


ณ สุดขอบของทะเลดาวสิ้นสูญ ความมืดมิดที่เคยเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งของมรสุมมิติ พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบที่หนักอึ้งจนแทบขาดใจ ป้อมปราการหมื่นอักขระลอยตัวนิ่งสนิทอยู่ริมฝั่งของสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคอดีตกาล


เบื้องหน้าของพวกเขา คือ 'ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง'


มันมิใช่มหาสมุทรที่ประกอบขึ้นจากหยาดน้ำใสกระจ่าง ทว่ามันคือห้วงพื้นที่ไร้ขอบเขตที่ถูกเติมเต็มด้วยของเหลวสีดำสนิท ของเหลวนั้นไม่ได้สะท้อนแสงสว่างใดๆ มันดูดกลืนทุกสรรพสิ่งแม้กระทั่งรังสีของดวงดาว บนผิวน้ำที่ราบเรียบไร้เกลียวคลื่น มีเพียงระลอกของการกระเพื่อมที่ก่อตัวเป็นเส้นสายอักขระนับอสงไขย ลอยขึ้นมาเหนือน้ำแล้วก็จางหายไป กลับคืนสู่วัฏจักรแห่งการไหลเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


อาเจียยืนตระหง่านอยู่ริมระเบียงของตำหนักประธาน อาภรณ์สีครามของเขานิ่งสงบไร้การพลิ้วไหว ดวงตาอันลึกล้ำทอดมองความยิ่งใหญ่เบื้องหน้า แขนขวาที่ถูกสลักเสลาด้วยลวดลายสีเทาเงินยวงเต้นระริกอย่างรุนแรง มันมิใช่ความเจ็บปวด ทว่ามันคือการสั่นพ้องของรากฐานดั้งเดิมที่เรียกร้องหาต้นกำเนิด


"ทะเลแห่งนี้... คือน้ำหมึกหยดแรกที่ถูกใช้ขีดเขียนโครงสร้างแห่งฟ้าดิน" มู่เฉินก้าวเดินมายืนเคียงข้างศิษย์รัก ปรมาจารย์เฒ่าทอดถอนใจด้วยความสะท้านในห้วงวิญญาณ "ก่อนที่สวรรค์จะตั้งตนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ สรรพชีวิตในยุคนั้นล้วนตักตวงความรู้จากทะเลแห่งนี้ ทว่าบัดนี้ มันกลับถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดมิด"


อาเจียหันกลับมามองสหายทั้งห้าที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของชายหนุ่มทอประกายความเด็ดขาด เขาตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรม เพื่อปลุกเร้าเจตจำนงแห่งการต่อต้านให้ลุกโชนขึ้นในใจของทุกคน


"สวรรค์มักหวาดกลัวสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นไม่ได้เสมอ..." น้ำเสียงของอาเจียแฝงความรันทดทว่าทรงพลัง "วิหารเทพอนันตกาลปิดผนึกเส้นทาง ซุกซ่อนรากฐานที่แท้จริงของโลกใบนี้ ปล่อยให้มวลมนุษย์งมงายอยู่กับปราณฟ้าดินที่พวกเขากรุณาประทานให้เป็นหย่อมๆ พวกเราผู้ถูกลบนาม ถูกไล่ล่าประดุจสุนัขจรจัด ทว่าวันนี้... เราได้มายืนอยู่ ณ ปากบ่อของความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พวกเราจะมิใช่ผู้หลบหนีอีกต่อไป ทว่าเราจะเป็นผู้นำแสงสว่างแห่งความจริง กลับไปสาดส่องความจอมปลอมของพวกมัน!"


"กล่าวได้ดี อาเจีย!" เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น เปลวเพลิงสีแดงอมทองสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว "ตระกูลเฟิงของข้าถูกบีบคั้นจนแทบสิ้นชื่อ ข้าพร้อมที่จะลงไปตักน้ำหมึกในบ่อนั้น มาสาดรดใบหน้าของมหาราชันย์เซียนแล้ว! บอกมาเถิด ว่าเราจะนำเกาะนี้ลงไปได้อย่างไร?"


"การจะดำดิ่งลงสู่ทะเลแห่งนี้ หาใช่การทิ้งสมอแล้วปล่อยให้จมลงไปตามยถากรรม" อาเจียปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมและจริงจัง "ความหนาแน่นของมวลธาตุในทะเลน้ำหมึกนั้น มหาศาลยิ่งกว่าเหล็กกล้าดาวตกนับแสนเท่า หากเรานำป้อมปราการพุ่งลงไปตรงๆ รากฐานของเกาะจะถูกแรงกดทับบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็นผุยผงภายในสามลมหายใจ"


หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียว นางกุมเข็มทิศมิติในมือแน่น "เช่นนั้น แม้แต่ค่ายกลมิติพับซ้อนของข้า ก็คงไม่อาจผลักไสแรงดันของมันออกไปได้งั้นหรือ?"


"มิติของเจ้าทำได้เพียงเบี่ยงเบน ทว่าไม่อาจลบล้างน้ำหนักที่แท้จริงได้" อาเจียอธิบาย ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในกำมือ "เราไม่อาจต่อต้านมันด้วยความแข็งกร้าว ทว่าเราต้อง 'ปรับตัว' ให้เข้ากับมัน ข้าจะสร้าง 'โครงข่ายปรับสมดุลมวลธาตุ' ครอบคลุมเกาะลอยฟ้าทั้งเกาะ เพื่อเปลี่ยนความหนาแน่นของพวกเรา ให้กลมกลืนไปกับน้ำหมึกเบื้องล่าง"


อาเจียหันไปสบตากับสหายทุกคน แววตาของเขาเปี่ยมด้วยความเชื่อใจอย่างลึกซึ้ง "ทว่า การวาดโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ปานนี้ ข้าไม่อาจทำได้เพียงลำพัง ข้าต้องการให้พวกเจ้าทุกคน เป็น 'จุดศูนย์กลางย่อย' คอยค้ำยันโครงสร้างอักขระของข้าในแต่ละทิศทาง"


"เจ้าไม่จำเป็นต้องร้องขอ อาเจีย" ฉินมู่หลางก้าวออกมาเบื้องหน้า ยอดกระบี่หนุ่มประสานมือคารวะสหาย "พวกเราคือศิษย์ร่วมสำนัก คือผู้ก้าวเดินบนเส้นทางเดียวกัน เจ้าเคยมอบอักขระพิทักษ์เพื่อปกป้องพวกเรา บัดนี้ ถึงเวลาที่พวกเราจะใช้มันเพื่อเป็นเสาหลักให้แก่เจ้าบ้าง"


"ใช่แล้ว!" เย่ปิงอวิ๋นพยักหน้าอย่างหนักแน่น "บอกหน้าที่มาเถิด ข้าพร้อมที่จะใช้เถาวัลย์ศิลาของข้า ยึดโยงเกาะนี้ไว้ไม่ให้แตกสลาย!"


อาเจียแย้มยิ้มด้วยความปีติ เขารับรู้ได้ถึงสายใยแห่งความผูกพันที่ไม่มีวันถูกตัดขาด การผจญภัยที่แท้จริงมิใช่การที่มีผู้หนึ่งเก่งกาจเหนือใคร ทว่าคือการที่ทุกคนสามารถยืนหยัดและเกื้อกูลกันในยามวิกฤต


"เริ่มการจัดสรรโครงข่าย!" อาเจียแผดเสียงก้อง ชายหนุ่มทะยานร่างลอยตัวขึ้นไปอยู่เหนือศูนย์กลางของตำหนักประธาน


"พี่มู่หลาง อี้หราน! พวกท่านจงไปประจำที่ทิศอุดรและทิศทักษิณ! ใช้ปราณกระบี่และเพลิงบรรพกาล ผสานเข้ากับอักขระพิทักษ์บนร่างกาย สร้างเป็น 'คมมีดและเตาหลอม' คอยแหวกความหนาแน่นของน้ำหมึกเมื่อเราดำดิ่งลงไป!"


"ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น! ไปประจำที่ทิศบูรพาและทิศประจิม! ชิงเสวี่ย เจ้าใช้มิติพับซ้อนเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากด้านข้าง ปิงอวิ๋น เจ้าแทงเถาวัลย์ศิลาของเจ้าลงไปผสานกับรากไม้ที่ค้ำยันเตาหลอมดารา อย่าให้โครงสร้างหลักเกิดความผันผวน!"


"หลิงเอ๋อร์! เจ้ายังคงเป็นดวงตาให้พวกเรา! เนตรดาราของเจ้าต้องมองทะลุผืนน้ำสีดำ สังเกตการไหลเวียนของมวลธาตุ หากมีกระแสน้ำหมึกที่แปรปรวนรุนแรง จงแจ้งทิศทางให้ข้าปรับสมดุลทันที!"


สหายทั้งห้าทะยานร่างแยกย้ายกันไปประจำตำแหน่งตามกำแพงเกาะทั้งสี่ทิศและบนยอดหอคัมภีร์อย่างรวดเร็ว หุ่นกลศิลาทั้งหนึ่งร้อยตัวถูกสั่งให้เรียงแถวเป็นแนวป้องกันชั้นใน คอยถ่ายเทมวลธาตุสนับสนุนโครงสร้างของเกาะ


เมื่อทุกคนพร้อม อาเจียก็หลับตาลง ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก รีดเค้นเจตจำนงทั้งหมดที่มี แขนขวาที่เต็มไปด้วยมวลธาตุดั้งเดิมถูกยกขึ้นชี้ฟ้า เส้นสายอักขระสีเทาเงินยวงที่ถักทออยู่บนผิวหนังเปล่งประกายเจิดจ้าจนแทบจะมองไม่เห็นท่อนแขน


"ในนามของผู้บัญญัติความจริง... จงหลอมรวมมวลธาตุ เปลี่ยนแปลงวัฏจักร!"


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายอย่างบ้าคลั่ง! เขาไม่ได้วาดเส้นสายลงบนอากาศธาตุ ทว่าเขาวาดมันลงบน 'ความหนักอึ้ง' ที่แผ่ออกมาจากแขนขวาของตนเอง หยาดหมึกปราณสีเทาเงินยวงพุ่งกระจายออกเป็นห้าสายหลัก พุ่งตรงไปประทับลงบนแผ่นหลังของสหายทั้งห้า!


*วิ้งงงง!*


ทันทีที่เส้นสายอักขระเชื่อมต่อกับสหาย ป้อมปราการหมื่นอักขระก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสว่างสีเทาเงินยวงแผ่ขยายเป็นตาข่ายทรงกลมครอบคลุมเกาะลอยฟ้าทั้งเกาะ น้ำหนักของเกาะที่เคยเบาหวิวเพื่อล่องลอยในอวกาศ พลันเพิ่มขึ้นมหาศาลจนอากาศธาตุรอบด้านเกิดรอยปริแตก!


"ลดระดับความสูง! เราจะดำดิ่งลงไปแล้ว!" อาเจียคำรามลั่น


เกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์ทิ้งตัวลงสู่ผืนทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้งอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น


*ซู่! ครืดดดดด!*


ทันทีที่ฐานของเกาะสัมผัสกับผิวน้ำสีดำสนิท เสียงกรีดร้องของการเสียดสีก็ดังกังวานก้อง มวลธาตุแห่งน้ำหมึกพยายามจะดันเกาะให้ลอยขึ้น พร้อมกับบีบอัดจากทุกทิศทางหมายจะบดขยี้ผู้รุกล้ำ


"ต้านทานแรงอัด!"


เย่ปิงอวิ๋นกัดฟันแน่น ปราณพฤกษาสีเขียวมรกตไหลทะลักออกจากฝ่ามือ เถาวัลย์ศิลานับหมื่นเส้นที่แทงลึกลงไปในฐานเกาะ ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด นางใช้เจตจำนงดึงรั้งโครงสร้างหินทั้งหมดให้ผสานเป็นเนื้อเดียว ทนรับแรงบีบอัดจากภายนอก


"แรงดันจากทิศอุดรสูงเกินไป!" หลินชิงเสวี่ยกรีดร้อง นิ้วเรียวตวัดเข็มทิศมิติอย่างรวดเร็ว "มิติพับซ้อน: กระจายแรงกระเพื่อม!" นางสร้างกำแพงมิติซ้อนกันยี่สิบชั้นด้านข้างเกาะ บังคับให้น้ำหมึกที่พุ่งเข้ามากระแทก ต้องไหลอ้อมและกระจายความหนาแน่นออกไป


ที่หัวเกาะ ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากที่สุด เมื่อเกาะจมลงสู่ความมืดมิด น้ำหมึกเบื้องหน้าก่อตัวเป็นกำแพงที่มีความหนืดเหนียวมหาศาล


"อย่าหวังจะมาขวางทางพวกเรา!" เฟิงอี้หรานคำราม ปลดปล่อยเพลิงอัคคีบรรพกาลออกไปเบื้องหน้า ความร้อนที่แฝงอักขระมิติไม่ได้ทำให้น้ำหมึกระเหย ทว่ามันทำให้น้ำหมึกบริเวณนั้น 'ลดความหนืด' ลงชั่วขณะ


"รังสีอำมหิต: แยกมหาชล!" ฉินมู่หลางไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ยอดกระบี่หนุ่มฟาดฟันกระบี่หยกเย็นเป็นกากบาท รังสีดาบสีขาวโพลนผ่าทะลวงน้ำหมึกที่อ่อนตัวลง เปิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ให้เกาะลอยฟ้ามุดผ่านลงไปได้


ทว่า ภาระที่หนักหนาสาหัสที่สุด กลับตกอยู่ที่อาเจีย


ชายหนุ่มผู้เป็นศูนย์กลางของโครงข่าย ต้องทนรับปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (Dao Backlash) จากความแปรปรวนของมวลธาตุทุกจุดที่สหายปะทะ แรงกดดันมหาศาลถูกส่งผ่านเส้นสายอักขระ ย้อนกลับเข้าสู่ร่างของเขาโดยตรง!


"อั้ก!" อาเจียกระอักเลือดสีเข้มออกมาเต็มพื้นศิลา เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนเป็นสีดำคล้ำ กระดูกข้อต่อทุกชิ้นส่งเสียงลั่นประดุจจะแตกหัก ทว่าเขาไม่ได้ลดพู่กันลงแม้แต่น้อย


"อาเจีย! เจ้าต้องแบ่งแรงกดดันมาให้พวกข้าบ้าง!" ฉินมู่หลางที่รับรู้ถึงความผิดปกติผ่านเส้นใยเชื่อมต่อ ตะโกนด้วยความร้อนใจ "อย่าแบกรับมันไว้คนเดียว!"


"นี่คือการปรับสมดุลของโครงสร้างส่วนกลาง!" อาเจียเค้นเสียงลอดไรฟัน เลือดไหลซึมจากมุมปาก ทว่าดวงตายังคงแน่วแน่ "หากข้าถ่ายเทความหนักอึ้งนี้ไปให้พวกเจ้า วิถีเต๋าของพวกเจ้าจะถูกทำลาย... ข้าคือผู้บัญญัติ ข้าย่อมต้องเป็นท่อระบายความวิปริตเหล่านี้!"


อาเจียหลับตาลง กัดฟันฝืนทนความเจ็บปวดที่แผดเผาถึงวิญญาณ เขาใช้ความว่างเปล่าของอักขระสูญตา เป็นฟองน้ำดูดซับแรงกระแทกภายในร่าง ปล่อยให้มวลธาตุอันป่าเถื่อนไหลเวียนผ่านเนื้อหนังและกระดูก เพื่อขัดเกลาร่างกายให้สอดคล้องกับรากฐานดั้งเดิมแห่งอดีตกาล


เกาะลอยฟ้าดำดิ่งลึกลงไปในความมืดมิดไร้ขอบเขต แสงสว่างเดียวที่มีคือรังสีจากอักขระของพวกเขา สภาพแวดล้อมรอบด้านถูกแทนที่ด้วยของเหลวสีดำที่ไหลวนอย่างเชื่องช้าทว่าทรงพลัง


"ระวัง! ห่างออกไปใต้ฐานเกาะสามร้อยจั้ง มี 'กระแสน้ำวนมวลธาตุ' ขนาดยักษ์!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เบิกเนตรดาราสอดส่องอยู่บนหอคัมภีร์ แผดเสียงเตือนอย่างตื่นตระหนก "มันกำลังดูดพวกเราเข้าไป ทิศทางการไหลเวียนของมันแปรปรวนอย่างยิ่ง!"


"เราหลบไม่พ้นแล้ว แรงดึงดูดของมันครอบคลุมทุกทิศทาง!" หลินชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห้อเลือด


อาเจียลืมตาขึ้น ชายหนุ่มเช็ดคราบเลือดที่คาง ดวงตาทอประกายความบ้าบิ่นและชาญฉลาด "หากหลบไม่พ้น ก็ไม่ต้องหลบ! ในเมื่อมันหมุนวน เราก็จะเข้าไปเป็นแกนกลางของการหมุนนั้น!"


อาเจียรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด เปลี่ยนรูปแบบของโครงข่ายอักขระอย่างฉับพลัน "ปลดเกราะป้องกันด้านนอก! เปิดรับกระแสน้ำวน!"


"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง ทว่าเขาก็ทำตามคำสั่งโดยสัญชาตญาณ


เมื่อเกราะอักขระถูกปลดออกบางส่วน กระแสน้ำวนสีดำสนิทก็พุ่งเข้ากระแทกป้อมปราการหมื่นอักขระ เกาะทั้งเกาะหมุนควงไปตามแรงน้ำอย่างรุนแรง สหายทุกคนต้องยึดเกาะโครงสร้างศิลาไว้แน่น ทว่าอาเจียไม่ได้ยอมจำนนต่อแรงเหวี่ยงนั้น เขาใช้จังหวะที่เกาะหมุนไปตามน้ำ ตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดอักขระ 'ผสานวัฏจักร' ลงสู่ใจกลางกระแสน้ำวน!


การกระทำที่ท้าทายกฎเกณฑ์นี้ บังคับให้กระแสน้ำวนที่เคยบ้าคลั่ง ต้องแปรสภาพเป็น 'ล้อรถ' ที่ผลักดันให้เกาะลอยฟ้าพุ่งทะยานดิ่งลงสู่ก้นบึ้งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นนับร้อยเท่า!


*ครืนนนนน! วูบบบบ!*


ภาพรอบด้านกลายเป็นเพียงเส้นสายสีดำที่พร่ามัว ป้อมปราการหมื่นอักขระพุ่งทะลวงความมืดมิดลงไปอย่างรวดเร็วประดุจดาวตกที่ร่วงหล่นสู่ก้นมหาสมุทร ความกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นถูกหักล้างด้วยความเร็วของการเคลื่อนที่


และแล้ว ในจังหวะที่สติสัมปชัญญะของทุกคนแทบจะดับวูบลงจากแรงเหวี่ยง...


*ตึงงงงง!*


เสียงเกาะลอยฟ้ากระแทกเข้ากับบางสิ่งที่แข็งแกร่งดังกังวานก้อง แรงสั่นสะเทือนทำให้อาเจียและสหายทรุดลงกับพื้น กระแสน้ำวนที่เคยกราดเกรี้ยวสลายตัวไปในพริบตา แทนที่ด้วยความนิ่งสนิทที่ชวนให้อึดอัด


ความมืดมิดค่อยๆ คลายตัวลงเล็กน้อย เมื่อสายตาของพวกเขาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ


พวกเขาได้ดำดิ่งลงมาจนถึงก้นบึ้งของทะเลน้ำหมึกแล้ว ทว่ามันมิใช่พื้นดินโคลนเลน หรือหินผาที่ทรุดโทรม


สิ่งที่รองรับเกาะลอยฟ้าของพวกเขาอยู่ คือ 'แผ่นศิลาหยกสีดำ' ที่กว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นขอบเขต บนผิวของแผ่นศิลานั้น สลักลวดลายวงจรค่ายกลที่ซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์ยุคปัจจุบันจะทำความเข้าใจได้ มันเปล่งแสงสีเทาเงินยวงจางๆ ขับไล่ความมืดมิดของน้ำหมึกออกไป สร้างเป็น 'โดมสุญญากาศ' ครอบคลุมพื้นที่รัศมีหลายสิบลี้ ป้องกันมิให้น้ำหมึกที่มีมวลธาตุหนาแน่น ไหลเข้ามาทับถมสถานที่แห่งนี้


และที่ใจกลางของโดมสุญญากาศนั้น... ตั้งตระหง่านด้วยสิ่งปลูกสร้างที่น่าเกรงขามที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบพาน


มันคือ 'หอคัมภีร์' ที่สร้างจากศิลาสีขาวบริสุทธิ์ สูงตระหง่านเสียดฟ้าแม้จะอยู่ใต้ก้นทะเล หอคัมภีร์นี้ไม่มีประตูหน้าต่าง ทว่าโครงสร้างของมันมีลักษณะคล้ายกับ 'พู่กันขนาดยักษ์' ที่ปักคว่ำลงบนพื้นศิลาหยกดำ กลิ่นอายของความรู้และความศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกมา จนทำให้วิญญาณของผู้ที่สัมผัสรู้สึกถึงความต่ำต้อยของตนเอง


"สระชุบหมึกที่แท้จริง..." อาเจียยันกายลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความเลื่อมใสและทะเยอทะยาน ชายหนุ่มก้าวเดินไปที่ริมขอบเกาะ ทอดสายตามองหอคัมภีร์รูปพู่กันยักษ์นั้น


"นี่คือ 'หอคัมภีร์ต้นกำเนิด' ที่จารึกโบราณกล่าวถึง" มู่เฉินที่ลอยตัวอยู่ข้างๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน "สถานที่ที่บรรพชนผู้สร้างสรรค์ ได้บัญญัติอักขระตัวแรกของโลกใบนี้..."


สหายทั้งห้าลุกขึ้นยืนเคียงข้างอาเจีย ความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดจากการดำดิ่งเมื่อครู่ มลายหายไปจนสิ้น บัดนี้ พวกเขาได้มายืนอยู่หน้าประตูคลังสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมที่สาบสูญ


"พวกเจ้าเห็นหรือไม่..." อาเจียหันมาแย้มยิ้มให้สหาย รอยเลือดที่มุมปากไม่อาจบดบังความสง่างามของบุรุษผู้ไม่ยอมก้มหัวให้สวรรค์ "การเดินทางฝ่าฟันอันตรายด้วยกัน ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่า นี่คือรากฐานที่แท้จริงของสำนักหมื่นอักขระ... ที่นี่ เราจะตักตวงความรู้เพื่อสร้างกองทัพหุ่นศิลาหนึ่งหมื่นตัว และที่นี่ เราจะยกระดับวิถีเต๋าของพวกเจ้าทุกคน ให้ก้าวข้ามขอบเขตที่สวรรค์ขีดกั้นไว้!"


คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน