ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 171 : อสูรทมิฬกลืนนภา

    จารึกที่ 171 : อสูรทมิฬกลืนนภา | ปฐมบทแห่งความว่างเปล่าที่สั่นสะเทือนสังเวียน


    ดวงสุริยันเคลื่อนคล้อยมาสถิตอยู่กึ่งกลางศีรษะ สาดแสงแรงกล้าจนเงาของสรรพสิ่งหดสั้นแนบติดปลายเท้า ไอร้อนระอุเต้นระริกอยู่เหนือลานศิลา ทำให้ภาพเบื้องหน้าดูบิดเบี้ยวราวกับภาพฝันในม่านหมอกแห่งมายา ความร้อนแรงของเปลวแดดไม่อาจเทียบได้กับความร้อนรุ่มในจิตใจของผู้คนนับหมื่นที่มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้


    สถานที่: สังเวียนประลองศิลา (สนามที่ 4) ท่ามกลางสายตาผู้ชมนับหมื่น ณ นครหมื่นกระบี่


    เสียงกลองศึกที่ทำจากหนังอสูรบรรพกาลรัวกระหน่ำ ดั่งเสียงหัวใจของพสุธาที่เต้นระรัว ธงทิวสีสันสดใสของ 5 สำนักใหญ่และตระกูลน้อยใหญ่นับ 100 โบกสะบัดพริ้วไหวตามแรงลมร้อนที่พัดพาเอากลิ่นอายของการฆ่าฟันและกลิ่นหอมของโอสถฟื้นฟูคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ


    บนอัฒจันทร์ศิลาที่เรียงรายสูงเสียดฟ้า เต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกตนจากทั่วสารทิศ ทั้งนักพรตเฒ่าผู้ทรงภูมิ จอมยุทธ์หนุ่มผู้ห้าวหาญ และดรุณีโฉมงามที่มาชมดูความสนุก เสียงโห่ร้องตะโกนเดิมพันดังเซ็งแซ่ยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง


    "ข้าลงเดิมพันฝั่งสำนักอัสนีบาต 500 ศิลาปราณ!"


    "ข้าด้วย! เจ้าเด็กสำนักหมึกวารีนั่นดูท่าทางขี้โรคจะตายไป แค่ลมพัดก็คงปลิวแล้ว!"


    "ฮ่าๆๆ! อัตราต่อรอง 1 ต่อ 100! ใครมันจะโง่ไปแทงข้างเจ้าหนุ่มนั่นกัน!"


    ท่ามกลางเสียงดูแคลนที่โหมกระหน่ำดั่งคลื่นยักษ์ทะลวงมหาสมุทร อาเจียยืนสงบนิ่งอยู่กลางสังเวียนศิลา ชายเสื้อสีครามเก่าๆ ของสำนักหมึกวารีสะบัดพริ้วเบาๆ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ที่ดูไร้พิษสง มือข้าง 1 ยกขึ้นป้องแสงแดด ส่วนมืออีกข้างลูบคลำถุงผ้าใบจิ๋วที่ข้างเอวอย่างแผ่วเบา


    "1 ต่อ 100..." อาเจียรำพึงในใจ ดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาที่หรี่ลง "ท่านอาจารย์... ได้ยินหรือไม่ขอรับ? เสียงเหล่านั้นไม่ใช่เสียงก่นด่า... แต่มันคือเสียงของศิลาปราณที่กำลังจะไหลเข้ากระเป๋าเราต่างหาก"


    ในห้วงจิตอันลึกล้ำ เสียงแค่นหัวเราะอันคุ้นเคยของ มู่เฉิน วิญญาณอาจารย์ผู้สิงสถิตในพู่กันนิรันดร์ดังขึ้น


    (เจ้าศิษย์งก! ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่เอ็งกำลังถูกรุมกินโต๊ะเช่นนี้ ในหัวเอ็งยังมีแต่เรื่องกำไรขาดทุนอีกรึ! คู่ต่อสู้ของเอ็งไม่ใช่ไก่กา... สัมผัสปราณของมันรุนแรงและเกรี้ยวกราด ดุจสัตว์ร้ายที่หลุดจากกรงขัง จงอย่าได้ประมาทเด็ดขาด!)


    "ข้าทราบแล้วขอรับ ท่านอาจารย์..." อาเจียตอบกลับในใจ พลางเหลือบมองไปที่ "เจ้าถุงเงิน" ...ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ที่จำแลงกายเป็นถุงผ้าใบเล็ก มันกำลังสั่นระริก ขาเล็กๆ ของมันขยับยุบยิบอยู่ภายในถุง ส่งสัญญาณแห่งความหิวกระหาย... ไม่ใช่กระหายเลือด แต่กระหายของมีค่าที่อยู่บนตัวคู่ต่อสู้


    ตึง! ตึง! ตึง!


    เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดั่งค้อนทุบธรณีดังขึ้น เรียกความสนใจของคนทั้งสนามให้หันไปมองยังอีกฝากฝั่งของสังเวียน


    "คู่ต่อไป... ประจำสนามที่ 4!" กรรมการสนามประกาศเสียงก้องกังวานด้วยลมปราณที่อัดแน่น "ตัวแทนจาก สำนักอัสนีบาต... ผู้ได้รับฉายา 'พยัคฆ์คำราม' ... เหลยเจิ้น!"


    ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ สายฟ้าสีม่วงครามสาย 1 ก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า กระแทกพื้นสังเวียนจนเกิดรอยไหม้เกรียม ฝุ่นควันตลบอบอวล เผยให้เห็นร่างของบุรุษหนุ่มร่างยักษ์สูงกว่า 8 ศอก กล้ามเนื้อทุกมัดปูดโปนดั่งหินผาที่ถูกแกะสลัก ผิวกายสีทองแดงสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย


    รอบกายของเหลยเจิ้น มีงูสายฟ้าสีม่วงเลื้อยวนเวียน ส่งเสียงดัง เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! ตลอดเวลา ในมือขวาของเขากำชับ "ค้อนศึกอัสนีทลายภพ" ขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์ถึง 3 เท่า บนหน้าค้อนสลักอักขระสายฟ้าโบราณที่เปล่งแสงวูบวาบ ปลดปล่อยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมา


    "และคู่ต่อสู้..." กรรมการสนามก้มมองแผ่นรายชื่อ พลางทำหน้าปูเลี่ยนเล็กน้อยก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม "ตัวแทนจาก สำนักหมึกวารี... อาเจีย!"


    เสียงโห่ฮาดังขึ้นระลอกใหญ่ ผู้คนต่างชี้ชวนกันดูสภาพของอาเจียที่ดู "ธรรมดา" จนน่าใจหาย ไม่มีรัศมีพลัง ไม่มีอาวุธวิเศษที่แสดงออกมาให้เห็น มีเพียงพู่กันด้ามเก่าๆ ที่เหน็บอยู่ที่เอว


    เหลยเจิ้นแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจ้องเขม็งมาที่อาเจีย เขาเดินก้าวยาวๆ เข้ามาหยุดอยู่กลางสังเวียน ใช้ด้ามค้อนชี้หน้าอาเจียอย่างดูหมิ่น


    "เจ้าหนูสกุลอารักษ์..." เสียงของเหลยเจิ้นทุ้มต่ำและสั่นสะเทือนแก้วหู "ศิษย์พี่เหลยเป้าฝากคำพูดมาถึงเจ้า... เขาบอกว่าให้ข้า 'สั่งสอน' เจ้าให้หนักๆ โทษฐานที่บังอาจปากดีในโรงเตี๊ยมเมื่อวาน! ...แต่ข้าเห็นสภาพเจ้าแล้ว ข้าชักจะสมเพช... เอาอย่างนี้ หากเจ้ายอมคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาข้า 3 ครั้ง ข้าอาจจะเมตตา หักแขนเจ้าแค่ข้างเดียว แล้วปล่อยให้เจ้าคลานลงเวทีไป ดีหรือไม่?"


    คำพูดโอหังนั้นเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากเหล่าศิษย์สำนักอัสนีบาตและผู้ชมฝ่ายตรงข้าม


    อาเจียเลิกคิ้วสูง ทำท่าทางตกใจจนตัวสั่นเทา (แบบเสแสร้งสุดขีด) เขายกมือทาบอกแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว


    "หักแขน? ...โอ้โห ท่านพี่ชายช่างโหดร้ายทารุณยิ่งนัก ข้าเป็นเพียงนักวาดอักขระตัวเล็กๆ ที่ทำมาหากินสุจริต ท่านจะรังแกคนไม่มีทางสู้เช่นข้าลงคอเชียวหรือ?"


    "คนไม่มีทางสู้?" เหลยเจิ้นแค่นเสียงในลำคอ "คนที่เอาชนะพรรคเงาโลหิตมาได้ คงไม่ใช่คนไม่มีทางสู้กระมัง? ...แต่ดูจากสภาพเจ้า คงใช้เล่ห์กลอุบายสกปรกสินะ! วันนี้ต่อหน้าสายตานับหมื่น ข้าจะฉีกหน้ากากจอมปลอมของเจ้าออกมาเอง!"


    "พูดมากน่ารำคาญ!" เหลยเจิ้นหมดความอดทน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "ตายซะ! เคล็ดวิชาอัสนีบาต : ทัณฑ์สวรรค์ทุบธรณี!"


    เปรี้ยงงงง!


    เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว เหลยเจิ้นถีบตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างกายของเขาห่อหุ้มด้วยปราณสายฟ้าเข้มข้นจนมองดูเหมือนเทพเจ้าแห่งสายฟ้าที่กำลังพิโรธ เขาเงื้อค้อนยักษ์ขึ้นสุดแขน รวบรวมพลังปราณทั้งหมดไปที่หัวค้อนจนมันขยายใหญ่ขึ้นเป็นเงามายาขนาดมหึมา บดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเงามืดทาบทับลงบนร่างของอาเจีย


    แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนพื้นศิลาที่อาเจียยืนอยู่เริ่มปริแตกเป็นรอยร้าวใยแมงมุม เศษหินลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ


    ผู้ชมนับหมื่นกลั้นหายใจ... ภาพที่เห็นคืออาเจียยืนขาตาย หลบไม่พ้นแน่! ความตายกำลังจะมาเยือนเขาในชั่วพริบตา!


    (อาเจีย!) เสียงมู่เฉินเตือนลั่น


    อาเจียเงยหน้าขึ้นมองค้อนยักษ์ที่กำลังพุ่งลงมา แววตาขี้เล่นพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยความสงบนิ่งลึกซึ้งดุจบ่อน้ำโบราณ ริมฝีปากขยับพึมพำเบาๆ


    "ถึงเวลาทำมาหากินแล้ว..."


    เขาไม่ได้ชักพู่กันออกมา แต่กลับสะบัดข้อมือขวาเบาๆ นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบเข้าหากัน ตวัดวาดกลางอากาศเป็นวงกลมเพียง 1 วง... วงกลมที่สมบูรณ์แบบและว่างเปล่า


    "ออกมา... เจ้าสัว"


    ครืนนนนนนน!


    ห้วงมิติเบื้องหน้าอาเจียบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ราวกับกระจกเงาที่ถูกค้อนศิลาทุบจนร้าว รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้น ขวางกั้นระหว่างอาเจียและค้อนสายฟ้า


    ตึง!!!!


    เสียงปะทะที่เกิดขึ้นไม่ใช่เสียงระเบิดกึกก้อง แต่เป็นเสียงที่หนักแน่น ทุ้มลึก และกังวานราวกับระฆังสวรรค์ถูกตีด้วยขุนเขา คลื่นกระแทกที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง กวาดเอาฝุ่นผงและเศษหินให้ปลิวว่อนไปทั่วสนาม


    เมื่อม่านฝุ่นจางลง ภาพที่ปรากฏทำให้ดวงตาของผู้ชมนับหมื่นคู่แทบจะถลนออกมานอกเบ้า


    เหลยเจิ้น... ผู้ได้รับฉายาพยัคฆ์คำราม ลอยค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตกตะลึงสุดขีด ค้อนศึกอัสนีที่เขามั่นใจในอานุภาพ ถูกหยุดเอาไว้ได้โดยสมบูรณ์... ด้วย "ฝ่ามือเดียว"


    และผู้ที่รับการโจมตีนั้น ไม่ใช่ร่างกายมนุษย์...


    เบื้องหน้าอาเจีย ปรากฏร่างของ "พยนต์เทวะ" รูปร่างมนุษย์สูงราว 2 จ้าง ยืนตระหง่านดุจป้อมปราการ ร่างกายของมันไม่ได้สร้างจากหินศิลาหยาบกร้านหรือไม้เก่าๆ แบบที่ใครเคยเห็น แต่กลับเป็น "เกราะศิลาทมิฬมันวาว"


    ผิวเกราะนั้นดำสนิท ดำมืดยิ่งกว่าราตรีกาล แต่กลับมีความมันวาวและเรียบเนียนดุจของเหลวที่กำลังไหลเวียน มันสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายลึกลับราวกับดูดกลืนแสงเข้าไป ภายใต้ผิวเกราะนั้น มีเส้นแสง สีม่วงดารา ไหลเวียนไปมาดั่งเส้นชีพจรที่หล่อเลี้ยงชีวิต


    และสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องขนลุกชันด้วยความหวาดกลัว คือ เปลวเพลิง ที่ลุกโชนอยู่บนหัวไหล่ทั้ง 2 ข้าง กลางหน้าอก และใจกลางดวงตาของมัน

    มันคือ "เพลิงอัสนีสูญตา" ...เปลวไฟสีม่วงดำที่ลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งเสียงปะทุ ไร้ซึ่งความร้อน แต่กลับแผ่ไอความเย็นยะเยือกแห่งการลบเลือนออกมา จนอากาศรอบข้างเริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ


    "เจ้าสัวทมิฬ : ร่างมารสวรรค์"


    "นะ... นี่มันตัวอะไรกัน!?" เหลยเจิ้นตะโกนเสียงหลง พยายามออกแรงดึงค้อนกลับ แต่เหมือนค้อนของเขาถูกเชื่อมติดกับมือศิลานั้น ดึงเท่าไหร่ก็ไม่ขยับเขยื้อน แม้แต่ปราณสายฟ้าของเขาก็เริ่มอ่อนแรงลงอย่างน่าประหลาด


    เจ้าสัวทมิฬยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาสีม่วงจดจ้องศัตรูอย่างไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวจ้อย ไม่มีการขยับปาก ไม่มีการส่งเสียง มีเพียงแรงบีบที่ข้อมือศิลาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


    อาเจียค่อยๆ เดินออกมาจากเงาด้านหลังของเจ้าสัว เขาปัดฝุ่นที่ไหล่เสื้อเบาๆ ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคู่ต่อสู้ที่ลอยค้างอยู่ แสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง


    "สั่งสอนข้ารึ? ...ไอ้ทึ่ม พลังของแกช่างเบาบางดุจปุยนุ่น ของแค่นี้แม้แต่รอยขีดข่วนบนเกราะลูกรักของข้า ยังทำไม่ได้เลยสักนิด"


    ทันใดนั้น เจ้าถุงเงิน ถุงผ้าจิ๋วที่เอวอาเจีย ก็กระโดดแผล็วขึ้นไปไต่ตามขาของเจ้าสัวอย่างคล่องแคล่ว จนขึ้นไปเกาะอยู่บนไหล่ซ้ายอันกว้างขวาง มันส่งเสียงร้อง กิ๊วๆ อย่างชอบใจ พลางชูขาหน้าคู่หน้าข่มขู่เหลยเจิ้น ราวกับจะบอกว่า 'ส่งของมีค่าในตัวแกมาซะดีๆ!'


    "อย่าได้ใจไปนัก เจ้าเดรัจฉาน!" เหลยเจิ้นคำรามลั่นด้วยความโกรธจัดที่ถูกหยามเกียรติ "ข้าจะพังหุ่นเชิดเศษเหล็กนี่ให้เละ! ระเบิดอัสนี 9 ชั้นฟ้า!"


    เขาตัดสินใจระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย รีดเร้นแก่นโลหิตเพื่อกระตุ้นพลังสายฟ้าให้รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ สายฟ้าสีเลือดพุ่งพล่านออกจากร่างของเขา หวังจะทำลายเจ้าสัวในระยะประชิด


    วูบ...


    แต่ทว่า... แทนที่จะเกิดการระเบิดทำลายล้าง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้าง


    ทันทีที่สายฟ้าสีเลือดสัมผัสกับผิวเกราะของเจ้าสัว มันไม่ได้ระเบิดออก แต่กลับถูก "ดูดกลืน" หายวับเข้าไปในเกราะหน้าอกอย่างรวดเร็ว ผิวเกราะสีดำมันวาวกระเพื่อมไหวเล็กน้อยราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนหินลงไป สายฟ้าที่เกรี้ยวกราดถูกแปรสภาพกลายเป็นเส้นแสงสีม่วง แล้วไหลเวียนเข้าไปเสริมเป็นพลังให้กับเจ้าสัวจนหมดสิ้น!


    นี่คืออำนาจแห่ง "วิชาผสานอักขระ ระดับ 4 : แปรเปลี่ยนความจริง... สลายกฎเกณฑ์แห่งธาตุ"


    พลังทำลายล้างถูกลบเลือนจนเหือดหาย และถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน!


    อาเจียแสยะยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์และเปี่ยมไปด้วยอำนาจเหนือผู้คน


    "ขอบใจสำหรับพลังงานนะ... เจ้าสัว... คืนทุนให้มัน!"


    ดวงตาสีม่วงดาราของเจ้าสัวสว่างวาบขึ้น มันบิดข้อมือเพียงเล็กน้อย


    แครก!


    ด้ามค้อนศึกอัสนีที่สร้างจากเหล็กทมิฬพันปี ซึ่งเล่าลือกันว่าแข็งแกร่งดุจเพชร บัดนี้หักสะบั้นลงราวกับกิ่งไม้แห้ง!


    เจ้าสัวง้างหมัดขวาถอยหลัง เปลวเพลิงสีม่วงดำหมุนวนมารวมตัวกันที่กำปั้น อัดแน่นจนเกิดเสียงหวีดหวิวของอากาศที่ถูกฉีกขาด


    "ตูมมมมมมม!!!!"


    หมัดขวาของเจ้าสัวพุ่งสวนออกไปตรงๆ ปะทะเข้ากลางอกของเหลยเจิ้น


    แรงอัดกระแทกที่มองไม่เห็น ระเบิดออกเป็นวงกว้าง เกราะอกระดับวิเศษของเหลยเจิ้นแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา ร่างยักษ์ของเขาปลิวลิ่วเป็นเส้นตรงแหวกอากาศ ทะลุผ่านม่านพลังป้องกันสนามประลอง พุ่งข้ามหัวผู้ชมนับหมื่นที่กำลังตื่นตะลึง ไปไกลกว่า 100 วา ก่อนจะไปกระแทกฝังติดอยู่กับกำแพงมหาวิหารกระบี่ด้านหลังสนามจนจมมิดหายไปทั้งตัว!


    ก้อนหินบนกำแพงร่วงกราวลงมา ฝุ่นควันฟุ้งตลบ... แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน


    เงียบ...


    ทั่วทั้งสนามประลองที่เคยอึกทึกครึกโครม บัดนี้เงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้า ไม่มีใครกล้าส่งเสียง แม้แต่กรรมการสนามก็ยังยืนอ้าปากค้าง ลืมประกาศผลการแข่งขัน


    อาเจียเดินไปที่ขอบเวที มองดูร่างที่สลบเหมือดคาซากกำแพงของคู่ต่อสู้ แล้วหันกลับมาฉีกยิ้มกว้างให้ผู้ชม โดยเฉพาะฝั่งเจ้ามือรับพนันที่หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม


    เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นที่เสื้อเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานไปทั่วความเงียบ


    "การประลองจบเร็วไปหน่อย... ต้องขออภัยด้วยนะ! พอดีข้ารีบ... ต้องไปนับเงินรางวัล!"


    บนหอชมจันทร์ที่ห่างออกไป สตรีชุดแดงผู้เลอโฉมวางจอกสุราลงช้าๆ ริมฝีปากแต้มชาดสีสดของนางยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ ดวงตาหงส์จ้องมองไปที่ร่างมารสวรรค์ของเจ้าสัวด้วยความตื่นตะลึงและกระหายใคร่รู้


    "วิชามารโบราณอันใดกัน ถึงได้กลืนกินปราณธาตุจนเหือดหายไปได้หมดจดเช่นนี้... และพยนต์เทวะที่ทรงพลังนั่น..." นางพึมพำเบาๆ รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้น "อาเจีย... เจ้าช่างน่าสนใจยิ่งกว่าในข่าวลือเสียอีก"