ในความฝันขณะกำลังหลับ มีนกสีแดงกุหลาบตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางต้นไม้ที่มีแต่ใบสีแดง ปากกำลังคาบกินผลไม้ไฟ เมื่อฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ นกไฟกางปีกสยายออกทั้งสองข้างมีเปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาเจิดจ้า
ในความฝันฉันไม่รู้สึกกลัวนกตัวนั้นเลย แต่เดินเข้าไปลูบจับชื่นชมความสวยงามของนกตัวนั้น ซึ่งก่อนที่นกตัวนั้นจะบินจากไปได้คาบผลไม้ไฟวางใส่มือฉันผลหนึ่ง เหมือนอยากให้ฉันกินผลไม้ จากนั้นนกก็โผบินจากไป ฉันจึงพยายามร้องเรียกสุดเสียง
"เฮือก!!" ฉันสะดุ้งตื่นจากฝัน แต่ยังคงงัวเงียอยู่นิดหน่อย แต่รู้สึกได้ว่าฉันกำลังนอนหนุนตักใครสักคนอยู่ใต้ต้นไม้เพลิง จึงใรีบลุกขึ้นนั่งเพื่อจะดูว่าเขาเป็ใคร ซึ่งเขาคือผู้ชายผิวขาวคนนั้น ที่ฉันจูบกับเขาตอนรักษาพิษให้งูขาว
ฉันอึ้งอ้าปากค้าง จะพูดว่าเขาสวยก็ได้ หรือจะบอกว่าเขาหล่อก็ใช่อีก สรุปว่าสวยหล่อผสมกัน จนไม่แน่ใจว่าเขาเป็ชายหรือเป็หญิงกันแน่ เขามีผมสีดำยาวสลวยมัดรวบไปด้านหลังเพียงครึ่งศรีษะดูแปลกตา คิ้วเข้ม ตาคมยั่วยวน จมูกโด่ง ปากบาง สวยงามได้รูป
ดูหล่อสุดๆในชุดคอสเพลย์โบราณสีขาว ถือพัดขนนกยูงสีเทาแซมฟ้า “โอ้ว! นางฟ้าชัดๆ" ฉันคิดในใจและมองเขาตาไม่กระพริบ เขาจึงถามฉันด้วยน้ำเสียงฟังดูตุ้งติ้งนิดนึงและอ่อนโยนว่า "ตื่นแล้วเหรอสาวน้อย?" แล้วยื่นมือข้างหนึ่งมาจัดระเบียบผมให้ฉันหลังจากตื่นนอน
ฉันถามเขาด้วยความแปลกใจว่าเขาเป็ใคร ทำไมมาอยู่ตรงนี้ จากนั้นก็มองหาแมงป่อง งู เสือ ที่นอนเจ็บอยู่ด้วยกัน ซึ่งตอนนี้สัตว์ทั้งสามตัวได้หายไปจากตรงนี้หมดแล้ว จึงถามชายหนุ่มตรงหน้าว่า สัตว์สามตัวที่เคยอยู่ตรงนี้หายไปไหน
หนุ่มหล่อใช้พัดขนยกยูงปิดปากหัวเราะเบาๆ ตอบฉันว่าเขาแซ่ไป๋ ชื่อเสวี๋ยฉี ฉายางูหยกหิมะขาว ซึ่งก็คืองูขาวที่ฉันกำลังถามหา และเป็คนๆเดียวกันที่จูบกับฉันในตอนนั้น พร้อมกับบอกฉันว่านี่คือร่างมนุษย์ของเขา ส่วนแมงป่องแดงตื่นแล้วกำลังไปหาน้ำมาให้ฉันดื่ม ส่วนเสือดำเมื่อตื่นขึ้นก็วิ่งจากไปทันที
เสวี๋ยฉีจึงถามฉันกลับว่าฉันชื่ออะไร ฉันตอบเขาว่าชื่อ อัญชลี เสวี๋ยฉีจึงถามซ้ำอีกครั้งว่าฉันชื่อ อันจี้ลี่ เหรอ? ชื่อแปลกๆพิกล เขาจึงตั้งชื่อให้ฉันใหม่ว่า อันฉี ซึ่งฉันเองก็ไม่ขัดถ้าชื่ออัญชลีมันเรียกยากนักก็เอาชื่อที่เขาสบายใจ
ฉันจึงถามเสวี๋ยฉีว่าที่นี่คือที่ไหน ทำไมจึงมีสัตว์พูดได้ เขาตอบว่าที่นี่คือป่าอัคคี แต่คนทั่วไปเรียกกันว่าป่าปีศาจ เพราะที่นี่มีแต่ปีศาจอาศัยอยู่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลย เพราะมนุษย์อาศัยอยู่ในเมืองที่ห่างป่าออกไป
ส่วนต้นไม้ที่มีไฟลุกไหม้อยู่คือต้นอัคคี เป็ต้นไม้พิษ จึงไม่มีสัตว์หรือปีศาจตนไหนกล้ากินผลของมัน มีเพียงนกอัคคีเท่านั้นที่กินได้เพราะผลอัคคีคืออาหารของนกอัคคี แต่นกอัคคีได้หายสาบสูญไปจากป่านานแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน
ถึงแม้ฟังดูจะเชื่อยาก แต่ก็ต้องเชื่อเพราะเื่แปลกๆมันเกิดขึ้นั้แ่ที่ฉันถูกะเิป่วนเมืองที่ซ่อนอยูในกระเป๋าเป้ข้างถังขยะ แต่ดันตกจากท้องฟ้าลงมาที่ป่านี้ ซึ่งคิดได้สองประเด็นว่า อาจจะตายแล้วเกิดใหม่ หรือไม่ก็หลงกาลเวลามาโผล่ที่นี่
ฉันจึงมองดูที่ชุดที่เสวี๋ยฉีสวมใส่ แม้จะดูรุ่มร่ามแต่สวยงามแปลกตา จึงจับดูผ้าบริเวณปลายแขนเสื้อของเสวี๋ยฉีขึ้นดู มันเป็ผ้าพริ้วเบา นุ่มลื่น จึงลองนำชายผ้ามาวางทาบบนแขน ก็รู้สึกถึงความนุ่มบางเบาของเนื้อผ้า เสวี๋ยฉีจึงถามฉันว่าชอบชุดของเขาเหรอ
ฉันละสายตาจากชายผ้า แล้วยิ้มพร้อมกับพยักหน้าชมชุดเขาว่าสวย ท่าทางจะใส่นุ่มเบาสบาย เสวี๋ยฉีจึงบอกฉันว่าที่บ้านของเขายังมีชุดสวยๆแบบนี้อีกหลายตัว แล้วชักชวนให้ฉันไปพักที่บ้านของเขา เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เพราะกางเกงรูปทรงประหลาดที่ฉันใส่อยู่มันบางและขาดรุ่งริ่ง
ใจฉันอยากตอบตกลงแต่ก็ยังลังเล ไม่ค่อยอยากไว้ใจงูขาวปีศาจในร่างมนุษย์คนนี้สักเท่าไหร่ แต่มาคิดดูอีกทีถ้างูขาวคิดจะกินฉันจริงๆ ก็น่าจะกินั้แ่ตอนที่หลับไม่จำเป็ต้องรอให้ตื่นแล้วหลอกไปกินที่บ้านให้เสียเวลา
อีกทั้งตอนนี้ในป่าก็มือตึ๊ดตื๋อ มีเพียงบริเวณใต้ต้นอัคคีเท่านั้นที่มีแสงส่องสว่างจากประกายเพลิงของต้นไม้ จึงตัดสินใจตอบตกลงจะไปบ้านของเสวี๋ยฉี เพราะถ้าอยู่ตรงนี้คนเดียวฉันต้องตายแน่ และไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับตัวอะไรอีกในป่าประหลาดแห่งนี้
เสวี๋ยฉีคว้าจับมือฉันจะพาฉันไปที่บ้านเขาทันที แต่ฉันบอกว่าขออยู่รอพบเจอกับแมงป่องแดงก่อน เพราะแมงป่องแดงดูเป็มิตรกับฉันมากที่สุด จึงอยากทำความรู้จักกันไว้ และแล้วก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่งใส่ชุดสีฟ้าคราม ถืออะไรสักอย่างในมือ
กำลังเดินมุ่งตรงมาที่ต้นอัคคีที่ฉันกับเสวี๋ยฉีนั่งอยู่ แสงสว่างเหมือนจุดคบไฟดวงใหญ่จากต้นอัคคี ทำให้มองเห็นใบหน้าชายหนุ่มคนนั้นชัดเจน เขาหล่อคมเข้ม นัยตาคม แววตาลึกซึ้ง มีเสน่ห์ หล่อไม่แพ้เสวี๋ยฉี เพียงแต่หล่อกันคนละแบบ หนุ่มหล่อคมเข้มคนนั้น รีบนั่งลงข้างๆฉัน แล้วยื่นน้ำที่ถูกรองด้วยใบไม้ให้ดื่ม พร้อมกับยื่นหูฟังครอบหูที่เขาเก็บรักษาไว้ให้ส่งคืนฉัน
พร้อมกับแนะนำตัวเองด้วยท่าทางและน้ำเสียงเป็มิตรว่าเขาแซ่เซีย ชื่อซิ่นหลิง ฉายาแมงป่องโลหิต และเป็แมงป่องที่ฉันช่วยชีวิตไว้ ฉันยิ้มเขิลอายขึ้นมาทันที ที่มีหนุ่มหล่อสองคนขนาบข้าง แถมยังใส่ใจจะหาเสื้อผ้าใหม่ให้ใส่ หาน้ำมาให้ดื่มด้วย
เมื่อฉันดื่มน้ำเสร็จ เสวี๋ยฉี ก็จับแขนฉันพยุงให้ลุกขึ้น เร่งให้เดินทางไปที่บ้านของเขา แต่ซิ่นหลิงจับดึงแขนฉันรั้งไว้แล้วถามว่าจะไปไหน แต่เสวี๋ยฉีที่ออกอาการไม่สบอารมณ์เหมือนไม่ชอบหน้าซิ่นหลิงพูดขึ้นมาว่า “ไม่ใช่ธุระอะไรของเ้า หลีกไป!” พร้อมกับปัดมือที่ซิ่นหลิงจับแขนฉันไว้ออกทันที
ซิ่นหลิงทำหน้าตาท่าทางยียวน พูดตอบเสวี๋ยฉีว่า เขาจะไปด้วย แต่เสวี๋ยฉีพูดจาไร้มารยาทไร้ไมตรีใส่ทันทีว่า “เรือนของข้าไม่ต้อนรับเ้า!” ซิ่นหลิงจึงหันมาบอกฉันว่าอย่าตามเสวี๋ยฉีไป เพราะเสวี๋ยจะหลอกพาฉันไปกิน ทำให้เสวี๋ยฉีเกิดอาการโมโหหน้าตาถมึงทึง เริ่มมีใบหน้าเปลี่ยนไปกลายร่างเป็งูขาวแยกเขี้ยวสีเงินยาวขู่ฟ่อใส่ซิ่นหลิง
ส่วนซิ่นหลิงที่ไม่มีอาการเกรงกลัวงูขาว เริ่มกลายร่างเป็แมงป่องแดงชูกล้ามชูหางทำท่าจะเข้าต่อสู้กัน ด้วยความใฉันรีบห้ามคนทั้งสองให้หยุดทะเลาะกัน แต่คนทั้งสองไม่สนใจฟังเสียงร้องห้ามเลย จึงมีอารมณ์โมโหขึ้นมาเหมือนกัน ตวาดคนทั้งสองว่า “อย่าทะเลาะกันได้มั้ย!!!”
ทำให้คนทั้งสองสะดุ้งใตัวสั่นยืนนิ่ง แล้วกลายร่างกลับมาเป็คนเหมือนเดิมทันที ฉันจึงจับสังเกตได้ว่าตอนที่ฉันโมโหตวาดใส่ปีศาจสองคนนี้จะหยุดชะงัก และยอมโอนอ่อนทำตามที่ฉันตวาดแต่โดยดี
จึงนึกถึงคำอุทานที่เสวี๋ยฉีเคยพูดว่า ผู้มีวาจาประกาศิต จึงทำให้พอเข้าใจได้ว่า เขาจะยอมทำตามคำสั่งที่ถูกตวาด จึงทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นมาว่าจะไม่ถูกปีศาจสองคนนี้กินแน่นอน
ฉันจึงพูดตัดปัญหาไปว่าจะไม่ไปกับใครทั้งนั้น คืนนี้จะอยู่รอความช่วยเหลือที่ใต้ต้นไม้นี้แหละ ถ้ายังไม่มีใครมาช่วย พรุ่งนี้ฉันจะเดินออกจากป่าไปขอความช่วยเหลือจากคนข้างนอก ส่วนตอนนี้ก็แยกย้ายบ้านใครบ้านมัน
ซิ่นหลิง หนุ่มแมงป่องจึงขยับเข้ามาใกล้ๆฉันแล้วพูดว่า มีเื่จะคุยด้วย แล้วเขาก็ดึงแขนฉันให้แยกไปคุยเบาๆ ซิ่นหลิงบอกว่าเขาขอโทษเื่ที่เขาทะเลาะกับเสวี๋ยฉีเมื่อกี้ เขาแค่ยั่วโมโหเสวี๋ยฉีเล่นแค่นั้น
ความจริงแล้วเขาอยากให้ฉันไปพักอยู่กับเขา แต่ซิ่นหลิงเป็นักพเนจร ท่องเที่ยวไปเรื่อยจึงไม่มีบ้านอยู่เป็หลักแหล่ง อาศัยนอนตามถ้ำ ตามป่า ตามเขา แต่ถ้าซิ่นหลิงหาที่พักเหมาะๆได้ เขาจะมารับฉันให้ไปพักอยู่ด้วยกัน
แต่ตอนนี้ฉันควรไปพักอยู่ที่บ้านของเสวี๋ยฉีก่อนชั่วคราว ถ้าฉันอยู่ที่ต้นไม้คนเดียวจะเป็อันตราย เพราะในป่ามีปีศาจและสัตว์ร้ายมากมายที่จ้องจะกินคนอ่อนแออย่างฉัน ส่วนคืนนี้เขาจะตามไปส่งฉันที่บ้านของเสวี๋ยฉีด้วยกัน ถ้าฉันไม่ชอบบ้านของเสวี๋ยฉีหรืออยู่ไม่ได้ ซิ่นหลิงจะพาฉันไปหาที่พักอื่นแทน
ฉันจึงเดินกลับไปหา เสวี๋ยฉี บอกกับเสวี๋ยฉีว่าจะไปกับเขา แต่ต้องให้ ซิ่นหลิง ตามไปส่งด้วย เสวี๋ยฉีจึงยอมตกลง เราสามคนจึงเริ่มเดินทางขึ้นไปทางเหนือของป่าด้วยกัน จากนั้นฉันก็ถามเสวี๋ยฉีว่าที่บ้านของเขามีอะไรให้กินไหม เพราะตอนนี้ฉันหิวมากยังไม่ได้กินอะไรเลยั้แ่ตอนเย็นแล้ว
เสวี๋ยฉีตอบว่าตอนนี้ที่บ้านเขาไม่มีอาหารสำหรับมนุษย์ แต่ข้างหน้ามีลำธารสายเล็กๆอยู่ไม่ไกล เดินไปอีกหน่อยก็ถึงลำธารแล้ว เราจะไปจับปลาที่ลำธารย่างกินกันก่อน แล้วค่อยเดินทางไปบ้านเขา ฉันพยักหน้าดีใจนึกถึงปลาย่างหอมๆท้องก็ร้องหิวขึ้นมา จึงเร่งเสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงให้เดินไปถึงลำธารเร็วๆ
เราเดินห่างจากต้นอัคคีที่มีแสงส่องสว่าง เข้าสู่ป่ามืดไร้แสงส่องทาง เสวี๋ยฉีบอกว่าในป่าทึบจะมืดมากมีเพียงแสงสลัวๆจากต้นไม้พิษที่เรืองแสงออกมา ทำให้เดินลำบากสักหน่อย แค่เดินผ่านป่าทึบนี้ออกไปก็จะเจอลำธาร
ซิ่นหลิงจึงเดินนำหน้าเพื่อคอยนำทาง และคอยหักกิ่งไม้เล็กๆที่ขวางทางเพื่อช่วยให้คนเดินตามหลังเดินสะดวกขึ้น ส่วนเสวี๋ยฉีเดินอยู่ข้างๆฉัน เขาขยับเข้ามาจับมือแล้วพูดว่า
เสวี๋ยฉี : จับมือกับข้าไว้ดีกว่า จะได้ช่วยให้เ้าเดินถนัดมากขึ้น รองเท้ารูปทรงประหลาดของเ้าไม่เหมาะกับการเดินในป่า พรุ่งนี้ข้าจะหารองเท้าคู่ใหม่ให้เ้าใส่
อันฉี : ขอบคุณค่ะ ต้องรบกวนแล้ว
มือของเสวี๋ยฉีนุ่มนิ่มเกินกว่าจะเป็มือผู้ชาย ฉันหันไปมองหน้าเขานิดหนึ่ง ใบหน้าสวยงามเกินกว่าจะเป็ผู้ชายด้วยซ้ำ แถมกิริยาท่าทางก็ค่อนไปทางหญิงอีกตะหาก นี่ถ้าบอกว่าเป็ผู้หญิงเชื่อเลยจริงๆ
แต่ว่า...ตอนจูบกับเขาตอนนั้นก็ออกจะเร่าร้อนเหมือนผู้ชาย อยากจูบกับเขาอีกจัง ฮึ่ยย! คิดรัยวะเนี่ยเรา ฉันแอบหัวเราะในใจ แต่มาคิดดูอีกทีบุคลิกของเขาเป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เหมือนได้เพื่อนสาวมาคนหนึ่ง จึงทำให้รู้สึกสนิทใจขึ้นมาหน่อยเวลาพูดคุยหรืออยู่ด้วยกัน
●
●
●
หมายเหตุ
*ไป๋เสวี๋ยฉี (ชื่อแซ่ของงูขาว) แปลว่า หยกหิมะขาว
*เซียซิ่นหลิง (ชื่อแซ่ของแมงป่องแดง) แปลว่าแมงป่องผู้มีจิติญญาแห่งความศรัทธา
*อันฉี แปลว่า สงบ มีความสุข มีความปลอดภัย