ก่อนยามไฮ่[1]งานเลี้ยงก็เลิกรา
บรรดาขุนนางต่างแยกย้ายออกจากท้องพระโรงอย่างซึมเซาพวกเขาไม่กล้าจะพูดจาอะไรกันมาก เพราะวันนี้มีแขกต่างแคว้นมาร่วมงานต่อให้อยากพูดเพียงใดก็ไม่หาญกล้าพูดเื่เสื่อมเสียของแคว้นตนเองให้คนต่างแคว้นได้ยิน
มิหนำซ้ำเื่ที่คุณชายบ้านหนานกงก่อก็ออกจะน่ากลัวไปสักหน่อยแม้พวกเขาจะเป็ผู้ฝึกตนกันทั้งหมดแต่ก็อยู่ในระดับรากยุทธ์กันเสียส่วนใหญ่จะมีที่ก้าวสู่ระดับปฐีก็แค่สี่ห้าคนเท่านั้นอีกทั้งสำนักที่พวกเขาส่วนใหญ่เล่าเรียนก็เป็เพียงสำนักระดับแคว้นมีฐานะต่ำกว่าสำนักระดับหนึ่งดาวครึ่งขั้นไม่ต้องพูดถึงหากต้องเทียบกับสำนักระดับสองดาวที่คุณชายผู้นั้นสำเร็จวิชามา
ขนาดงานชุมนุมยุทธ์แลกเปลี่ยนฝีมือของสำนักระดับหนึ่งดาวก็ยังไม่เคยมีการต่อสู้ครั้งไหนตื่นตาเท่ากับเพลงแส้น้ำแข็งที่หนานกงฉางเซินแสดงออกมาวันนี้
ยามที่พวกเขาเดินมาจนถึงหน้าลานซึ่งเคยมีเสาหินสูงตระหง่านตั้งอยู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าลมหายใจของพวกเขาถูก่ชิงไปอย่างน่าประหลาด
บรรยากาศที่ควรรื่นเริงเพราะเพลิงาสงบลงกลับกลายเป็ความเงียบเชียบของยามราตรี
วันนี้นอกจากแคว้นเหลียนจะต้องเสียทรัพย์สินและดินแดนบางส่วนเป็สินาศักดิ์ศรีและเกียรติยศของแคว้นและต้าหวางก็ถูกย่ำยีลงด้วย
ตำหนักฉางเล่อ
“เ้าคนแซ่หนานกง ช่างโอหังไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำกล้าพูดจาดูิ่เราต่อหน้าขุนนาง” เสียงตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้นสองมือกวาดของล้ำค่าทั้งสี่บนโต๊ะทรงงานจนตกหล่นกระจัดกระจายบรรดาขันทีและนางกำนัลถูกไล่ตะเพิดออกจากตำหนักไม่เหลือไว้แม้แต่คนเดียวแม้แต่มหาขันทีคู่พระทัยก็ยังเข้าหน้าไม่ติด
ฝูจิ้นรีบก้าวเข้ามาในตำหนักก่อนคุกเข่าลงถวายบังคมเ้าชีวิต
“กระหม่อมสมควรตาย ๆ”หลังถวายบังคมเสร็จ ผิงโหวก็ยกมือขึ้นประสานกันแล้วโขกศีรษะลงกับพื้นปากก็พร่ำคำเดิมๆ
“ช่างเถอะ ไม่ใช่ความผิดของเ้าหากเราไม่ชะล่าใจปล่อยให้นางเด็กน่าตายผู้นั้นมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้คงไม่ต้องมาทนดูสีหน้าของเ้าลูกเต่าหนานกงผู้นั้น” เดิมทีหลังจากหนานกงหลิวอิงสิ้นลมลงไปต้าหวางเคยคิดสังหารฝูอวี้ฉยงเพราะไม่อยากเก็บเสี้ยนหนามเอาไว้ทว่าคนทั่วแคว้นต่างรู้ดีว่าที่หนานกงหลิวอิงสิ้นอายุขัยก่อนวัยอันควรอันเนื่องมาจากการที่นางช่วยรักษาพิษให้กับเขาหากปล่อยให้ทายาทคนเดียวของยอดบุรุษและจอมแพทย์โอสถผู้มีคุณสิ้นไปชื่อเสียงของต้าหวางก็จะมีแต่ย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ
เขาจึงเลือกเก็บฝูอวี้ฉยงเอาไว้ทั้งพระราชทานทรัพย์สินเงินทองและของล้ำค่าชั้นเลิศแก่นางเพื่อแสดงถึงน้ำพระทัยอันสูงส่งยากที่จะมีใครเทียบเทียม ทว่าวันนี้เขากลับรู้แล้วว่าเสี้ยนหนามอย่างไรก็ยังเป็เสี้ยนหนามอยู่วันยังค่ำต่อให้นางเป็เสี้ยนที่ถูกขยี้จนราบไปกับพื้นดินแต่หากไม่ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากมันก็ยังเป็เสี้ยนที่พร้อมทิ่มแทงเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
สิบปีที่ผ่านมา ชาวประชาคล้ายหลงลืมเื่ราวที่เขาก่อไว้ทว่าวันนี้สิ่งที่หนานกงฉางเซินพูดในท้องพระโรงกลับสะกิดแผลที่เขาคิดว่าหายดีแล้วขึ้นมากว่าจะรู้ดีแผลนั้นก็ลุกลามจนเหวอะหวะไปทั่วทั้งตัว
“เ้าจัดการเื่ราวของนางเด็กเน่าเหม็นผู้นั้นให้เรียบร้อยอย่าให้สุนัขแซ่หนานกงมาแว้งกัดเราได้อีก เพียงแค่มันหยามเกียรติของเราวันนี้ก็เกินทนแล้ว”บุรุษร่างท้วมที่ประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้หงมู่ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอพระทัยอย่างถึงที่สุดที่เขาต้องเก็บงำความเดือดดาลไว้ภายในก็เพราะฐานะของอีกฝ่ายนั้นสูงส่งเกินกว่าจะงัดข้อด้วยเขาจึงต้องสั่งให้ฝูจิ้นจัดการเื่ราวของฝูอวี้ฉยงให้ราบคาบหมดจด ไม่ให้หนานกงฉางเซินหาเหตุบกพร่องเพื่อกล่าวโทษให้แคว้นเหลียนต้องเสื่อมเสียได้อีก
“พ่ะย่ะค่ะ”ผิงโหวประสานมือก้มหน้าลงพร้อมรับพระบัญชาอย่างเคร่งครัดโชคยังดีที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาฮูหยินของเขาได้ตระเตรียมทุกอย่างไว้อย่างชัดเจนแม้ฝูอวี้ฉยงจะไร้ตัวตนในจวนโหว ...แต่ทรัพย์สินเงินทองของนางนั้นมีมาก ทั้งบิดาและมารดาของเด็กผู้นี้ก็มิใช่ชนชั้นสามัญอีกข้าวของมีค่าที่ต้าหวางพระราชทานให้อีกมากมายหลายหีบเรียกได้ว่าชีวิตนี้ถ้านางมีความสามารถยืดอายุให้ยืนยาวถึงร้อยปีได้นางก็ยังมีเงินทองให้จับจ่ายใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือยไปจนชั่วชีวิต
ผิงโหวและฮูหยินรู้ดีว่าทรัพย์สินเหล่านี้เป็เผือกร้อนมิอาจแตะต้องทรัพย์สินทุกอย่างจึงส่งมอบให้แม่นมซูดูแลั้แ่ที่หนานกงหลิวอิงสิ้นลมไป
“เด็กน่าตายผู้นั้น ...รอสักวันเราจะส่งนางไปอยู่ร่วมกับพ่อแม่ของนางในปรโลก”น้ำเสียงของชายวัยสี่สิบกว่าเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายอย่างรุนแรงแม้ระดับฝึกตนของเขาจะเป็เพียงปฐีขั้น ๓แต่ไอสังหารที่เขาแสดงออกมามีความเข้มข้นจนคนฟังถึงกับชะงักไป
“เมื่อนางเลือกเดินจากตระกูลฝูไปนางก็ไม่ใช่คนของตระกูลฝูอีก” ผิงโหวรู้ว่าฝูอวี้ฉยงคือเสี้ยนในพระเนตรของต้าหวางมาั้แ่นางถือกำเนิดการที่นางยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ก็เพียงเพื่อแสดงให้ชาวประชาเห็นถึงพระกรุณาของต้าหวางที่มีต่อนางผู้อาภัพกระนั้นหลายคนที่รับรู้เื่ราวทั้งหมดก็ต่างรู้กันว่าต้าหวางผู้เมตตาผู้นี้นั่นแหละที่เป็ต้นเหตุชะตาแสนอาภัพของคุณหนูหกสกุลฝู
หากนางจากแคว้นเหลียนไป...ก็เท่ากับนางเดินออกจากความรับผิดชอบของต้าเหลียน
ต่อไปภายภาคหน้าหากเกิดเื่ร้ายอะไรกับนางก็ไม่เกี่ยวข้องกับแคว้นเหลียนอีก
ผิงโหวทูลลาและออกจากตำหนักไป...ร่างผอมสูงของบุรุษไม่เต็มส่วนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากฉากด้านข้างของตำหนักแล้วถวายบังคมผู้เป็ใหญ่อย่างรวดเร็ว
“มู่เถิงเ้าส่งคนของหน่วยเสื้อทองไปสืบเื่ราวความเป็ไปของแคว้นฉิน ตระกูลหนานกงและจิ้งหวางให้รวดเร็วที่สุด และให้คนของเ้าที่แทรกซึมอยู่ในแคว้นฉินหาทางปะปนเข้าไปในจวนของพวกมัน”
“พ่ะย่ะค่ะ” มู่เถิงรับพระบัญชาอย่างรวดเร็วก่อนขอตัวออกจากตำหนักเพื่อไปทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่รอช้า
เช้าวันถัดมา
ทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นเหลียนก็เต็มไปด้วยการสนทนาพาทีถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ข่าวการมาเยือนของสองแคว้นย่อมดึงดูดความสนใจของเหล่าบุรุษทุกชนชั้นได้อยู่หมัดหากเื่ที่เกิดขึ้นภายในท้องพระโรงก็กลายเป็ข่าวซุบซิบที่สามารถดึงดูดได้แม้กระทั่งบรรดาสตรีในห้องหอั้แ่ระดับบนลงล่างสุดแม้แต่เหล่านางโลมในหอสราญรมย์ยังตื่นขึ้นมาพูดคุยถึงเหตุะเืฟ้าเมื่อคืนนี้กัน
โดยเฉพาะเื่ที่ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งจากแคว้นฉินสำแดงพลังข่มขวัญสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้ร่วมงานเลี้ยงเมื่อคืนอย่างมากยิ่งเมื่อเื่ราวผ่านจากปากของคนโน้นคนนี้ไปมา...จากเสาศิลาต้นใหญ่กลางลานหน้าตำหนักท้องพระโรงก็กลายเป็ท้องพระโรงนั่นแหละที่ถูกทำลายจนกลายเป็ผุยผง
เื่ราวถูกเติมสีสันจนกลายเป็เื่เล่าสนุกปาก...เมื่อมันผ่านปากคนไปแล้วสิบปากเื่ลวงจึงกลายเป็เื่จริงอย่างที่ไม่มีใครคิดหาเหตุผล
ภายในโรงเตี๊ยมมั่งคั่ง
กลุ่มชาวบ้านและชนชั้นผู้ฝึกตนพเนจร นั่งกินอาหารเช้ากันตามโต๊ะต่าง ๆ ที่มีอยู่หลายสิบตัวทั้งยังหยิบยกเอาเื่ราวที่เกิดขึ้นมาพูด
“มิคาดคิดว่าหนานกงต้าเหริน[2]จะขวัญกล้าถึงเพียงนี้เขากล้าออกอาวุธต่อหน้าต้าหวางเชียวรึ” บุรุษหนวดยาวเอ่ยขึ้นอย่างรื่นเริงมือขวาที่ถือพัดขนนกก็แกว่งไกวออกท่าทางอย่างถูกอกถูกใจ
“เหลียนต้าหวางก่อกรรมทำชั่วมาก็มากสมควรแล้วที่จะต้องรับผลกรรมเช่นนี้” บุรุษวัยกลางคนสวมชุดผ้าทอสีมอ ๆ เอ่ยสนับสนุนกระทำที่แสนบ้าบิ่นของหนานกงฉางเซินทั้งยังบริพาษถึงพฤติกรรมอันสามานย์ของเ้าผู้ครองแคว้นเหลียนอย่างไม่กลัวฟ้ากลัวดิน
“ท่านระมัดระวังคำพูดคำจาด้วยเถิดอย่างไรเสียต้าหวางก็เป็เ้าแคว้นเหลียนของพวกเรา”บุรุษอีกคนที่อายุไล่เลี่ยกันเอ่ยทัดทาน ด้วยเกรงว่าหากคนของทางการมาได้ยินเข้าจะกลายเป็เื่ใหญ่
“าสามแคว้นเกิดขึ้นเพราะใครพวกท่านลืมไปแล้วกระมังครอบครัวภรรยาข้าที่ต่างเมืองต้องล้มตายไป ๑๖ชีวิตก็เพราะาที่เกิดจากความชั่วช้าของต้าหวางผู้นี้” บุรุษชุดสีมอ ๆตอบกลับอย่างเผ็ดร้อน ไม่กลัวเลยสักนิดว่าจะถูกทางการเล่นงานในภายหลัง
“ลูกชายบ้านข้าถูกเกณฑ์ไปรบทั้งสามคนตายไปสอง พิการไปหนึ่ง เมียข้าก็มาตรอมใจตายตามลูกชายสองคนไป คิด ๆดูแล้วามีแต่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คน ต่อให้เป็ผู้ชนะาแต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตและเืเนื้ออยู่ดี”ชายชุดดำรูปร่างสันทัดเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหมดอาลัยตายยากหากไม่ติดว่ายังมีลูกชายพิการอีกหนึ่งเหลืออยู่เขาก็คงกลายเป็คนไร้ญาติขาดมิตรไปแล้ว
“หวังว่าจบศึกครั้งนี้บ้านเมืองจะสงบสุขไปอีกนาน ๆ บอกตามตรงว่าสิบปีที่เกิดการสู้รบกันมาข้านอนหลับตาไม่สนิทเลยสักคืนเดียว ใจมันเอาแต่ห่วงญาติมิตรที่อยู่ต่างเมืองจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนก็ติดว่าต้องดูแลลูกเมียที่บ้าน มิอาจปลีกตัวไปได้ไหนจะพวกโจรที่ฉวยโอกาสปล้นชิงคนเดินทางสัญจรไปมา”
คำรำพึงรำพันของผู้คนในโรงเตี๊ยมเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยพูดถึงวีรกรรมที่หนานกงฉางเซินก่อไว้เมื่อคืนนี้ก็เปลี่ยนเป็เื่ราวความทุกข์ยากและเภทภัยที่พบพานมาใน่สิบปีที่ไฟาลุกโหม
คล้ายว่าผู้พบเจอล้วนประสบกับการสูญเสียกันทั้งสิ้นหากไม่เสียทรัพย์ เสียเงินทอง ก็ต้องเสียญาติมิตรคนใกล้ชิดข้างกายบางคนถึงกับเสียจิติญญาของตนไปจนมิอาจกอบกู้คืน
“ครั้งนี้สามแคว้นสงบศึกลงแล้วประชาชนอย่างเรา ๆ คงได้กลับมานอนหลับสนิทในรอบสิบปีได้เสียที”บุรุษสวมหมวกสานปีกกว้างที่นั่งอยู่มุมหนึ่งในโรงเตี๊ยมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบหวังว่าบ้านเมืองจะสงบสุขเช่นนี้ไปตราบนานเท่านาน
[1]ยามไฮ่ 21.00-23.00
[2]แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ เป็คำเดียวกับคำว่าใต้เท้าซึ่งใช้เรียกขุนนนางหากบริบทนี้ใช้เป็เพื่อยกย่องผู้ที่ถูกพูดถึงว่าเป็ผู้ยิ่งใหญ่