ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 100 ดิว(Deal) ตอน ต้น

    ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์

    บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม

             

            บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุน

             

            ผู้เฒ่าวานรและเจ้าเมืองซุนต้าชิงต่างยืนขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้

            สายตาของพวกเขาทั้งคู่จับจ้องไปที่ปราการน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ปิดกั้นสนามประลองไว้ราวกับกำแพงน้ำแข็งบรรพกาล

            แรงสั่นสะเทือนที่สะท้อนออกมา เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าข้างในนั้นยังมีการปะทะกันอยู่

            แต่ยิ่งนาน.. เสียงสะท้อนข้างในก็ยิ่งเบาลง เป็นสัญญาบอกว่าการห้ำหั่นกันใกล้ถึงบทสรุป

             

            ซุนต้าหลี่หลุบตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองไปยังปราการน้ำแข็งเบื้องหน้า

            สีหน้าของคนวัยชรานิ่งขรึม แต่ในแววตาแฝงความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง

            “อ้ายเด็กนั่นคงไม่โง่อย่างที่มันพูดจริง ๆ ใช่ฤๅไม่..”

            เขากล่าวอย่างราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถของหลิวเจี้ยนที่เขาเฝ้ามองมานาน

             

            ท่านเจ้าเมืองซุนพลันขยับริมฝีปากพึมพำเบา ๆ

            ดวงตาไม่อาจละจากปราการน้ำแข็งตรงหน้าได้แม้แต่วินาทีเดียว

            มือข้างหนึ่งของเขากำแน่นอยู่ข้างลำตัวจนข้อขาวซีด ความรู้สึกตึงเครียดฉายชัดในทุกอิริยาบถ

            “ข้าเชื่อในตัวพ่อเจี้ยนขอรับเจ้าคุณพ่อ..

            อ้ายเด็กคนนี้.. มันมีความสามารถพิเศษบางอย่างเสมอในยามคับขัน

            การเผชิญหน้ากับพ่อหนุ่มคิม..

            แถมยังอยู่ในสนามที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้..

            ย่อมสะดวกให้ไอ้เปรื่องเยี่ยงพ่อเจี้ยนคิดหากลวิธีได้”

            พูดถึงตรงนี้..

            ซุนตาชิงก็พลันหวนนึกถึงวันแรกที่พบกับหลิวเจี้ยน

            ภาพชุดหินหยั่งสวรรค์ที่แตกร้าวยังสะท้อน..ก้องในใจ มิอาจเลือน

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ

            ราวกับกำลังยอมรับความจริงบางอย่างในใจ

            “ก็ได้แต่หวังว่าความเปรื่องของมัน..

            จักมิใช่ความเปรื่องแบบผิด ๆ เหมือนอ้ายหลานเวรของฉันก็แล้วกัน..”

             

            ในขณะที่คนตระกูลซุนต่างเชื่อมั่นในตัวของหลิวเจี้ยน

            อีกฟากฝั่งหนึ่งก็เชื่อมั่นไม่ต่างกัน

            แม้ความเชื่อนั้นจะยืนอยู่บนคนละจุดประสงค์ก็ตามที

            ฝั่งนั้นคือคนตระกูลปีกมังกร

             

            บนอัฒจันทร์ทางทิศนี้ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและโทสะที่คุกรุ่น

            ตงตี้ผิง..ผู้นำตระกูลตง นั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ศิลาด้วยท่วงท่าสง่างาม

            แม้ใบหน้าจะเคร่งขรึมและแววตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่กดไว้แน่นลึกในใจ

            แต่ไม่มีคำพูดใดพรั่งพรูออกมาทันที

            คนกลับจ้องไปยังปราการน้ำแข็งที่ปิดกั้นสนามประลองด้วยสายตาคมกริบ ริมฝีปากขยับเอ่ยเสียงต่ำ ทว่าหนักแน่นทุกถ้อยคำ

            “หวังว่าไอ้เด็กแซ่หลิวนั่น..

            จักมิพ่ายไอ้แซ่คิมผู้นั้นหรอกใช่หรือไม่..”

            น้ำเสียงของตงตี้ผิงไม่ได้ดังลั่น แต่แฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้คนรอบข้างรู้ได้ทันทีว่าผู้นำแห่งตระกูลตงไม่พอใจอย่างรุนแรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

            หากว่าหลิวเจี้ยนพ่ายให้คิมบีโฮจริง ๆ

            แล้วมันจักหาหนทางใดล้างอายให้ตระกูลตงได้กัน

             

            ตงเสวี่ยซานนั่งอยู่ไม่ห่างจากอัฒจันทร์นัก แต่ท่าทางของเขาแทบไม่อาจปกปิดความเกลียดชังที่ปะทุขึ้นภายในได้อีกต่อไป

            ดวงตาของเคนจ้องปราการเหมันต์ราวกับจะทะลุทะลวงมันให้แหลกเป็นผุยผง

            เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะแรงโทสะจากความอัปยศที่ยังฝังลึก

            “หลิวเจี้ยน..

            เจ้าอย่าได้รีบแพ้ไปเล่า..

            ยังไม่ถึงคราวของเราเลย..”

            เสียงของเขาต่ำพร่าราวกับคำสาป

            วาจาล้วนไม่ได้เปล่งด้วยความเป็นห่วง

            หากแต่เป็นความกระหาย.. กระหายที่อยากเห็นศัตรูที่ตนเกลียดแค้นผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เพื่อที่มันจะได้เป็นคน 'ลงมือ' ทำลายมันด้วยมือของตนเอง

             

            ตงชเวแม้จะยังคงความสงบไว้ได้เช่นเคย และดวงหน้ายังคงเรียบนิ่งไร้ความตื่นตระหนก

            ทว่าแววตาที่ลึกซึ้งของนางกลับฉายความเครียดที่ซ่อนลึกไว้อย่างยากจะปิดบัง

            นางพินิจพิเคราะห์ปราการน้ำแข็งนั้นอย่างละเอียด..

            สายตากวาดมองตามกระแสพลังที่เล็ดลอดออกมาราวกับพยายามจับสัญญาณบางอย่าง..

            บางอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กคนนั้นจะยังปลอดภัย

            แม้ริมฝีปากจะไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา..

             

    กลับมาที่การบรรยายจากปากของหลิวเจี้ยน

             

            ภายในปราการน้ำแข็งที่ปิดตาย ผมแทบไม่แน่ใจว่าตัวเองยังหายใจอยู่ไหม

            เสียงกระบี่ปะทะกับดาบของทงบีโฮมันดังก้องสะท้อนไปมาราวกับฟ้าผ่าไม่หยุดหย่อน

            ใบหูผมชาไปหมดแต่สายตายังจับจ้องอยู่กับคู่ต่อสู้แบบไม่คาดสายตา

            พลังปราณของทงบีโฮมันเยือกเย็นเสียจนรู้สึกเหมือนลมหายใจจะกลายเป็นน้ำแข็ง

            ส่วนของผมก็ปะทะกลับด้วยปราณผสานของตัวเองที่บีบอัดเข้าไปสุดกำลัง

            การประจันหน้าของเราสองคนมันเหมือนสงครามระหว่างคลื่นทะเลกับพายุสายฟ้า

            แรงกระแทกที่มองไม่เห็นมันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งปราการ

            ผนังน้ำแข็งเริ่มส่งเสียงแตกร้าวแผ่ว ๆ มีไอน้ำลอยฟุ้งคล้ายหมอกที่ก่อจากแรงปะทะ ผสมกับกลิ่นของเหล็กร้อนจากประกายไฟที่กระเด็นออกมา

            มันทั้งหนาวจับกระดูกแต่ในขณะเดียวกันก็ร้อนวาบเหมือนอยู่กลางกองเพลิง

             

            ผมกับทงบีโฮต่างใส่ไม่ยั้ง วิชาทั้งหมดที่เรามีถูกงัดออกมาจนหมดเปลือก

            หลังกระบี่ที่ร้อยมันก็ยังไม่มีใครเหนือกว่าใครชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวของเรามันคมกริบและมุ่งเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ในจังหวะเดียว

            เสียงโลหะเสียดสีกันทุกครั้งที่กระบี่ผมฟาดปะทะกับดาบของมัน ประกายไฟกับละอองน้ำแข็งลอยกระจายรอบตัวราวกับมีเทพสงครามร่ายรำอยู่กลางสมรภูมิ

            แสงสีทองของปราณผมกับแสงสีครามเข้มจากตัวมันวูบวาบไปมาราวกับพู่กันบ้าเลือดกำลังวาดภาพต่อสู้ลงบนฉากเวทีปิด

             

            มือข้างที่ถือกระบี่เริ่มรู้สึกชาวาบทุกครั้งที่แรงปะทะกระแทกเข้ามา

            แต่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้!

            ยืนอย่างมั่นคงเหมือนเสาหินไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

            แรงของทงบีโฮมันบ้าคลั่งเอาเรื่อง ทั้งเร็ว ทั้งแม่นยำแบบไม่เปิดช่องให้พลาด

            แรงพอ ๆ กับแรงแขนของโหวหวังเลย แต่การออกอาวุธที่เฉียบคมของทงบีโฮมันเฉียบคมกว่า

            มันทำให้ผมลำบากไม่น้อยเลย

             

            ผมรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้การต่อสู้มันยืดเยื้อไปมากกว่านี้

            เราสองคนคงไม่เหลือสภาพให้ไปสู้กับใครต่อได้อีก

            มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะคว้าชัยในศึกเล็ก ๆ ถ้าต้องแลกด้วยโอกาสในศึกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า

            ผมต้องหาทางออกที่ดีกว่านี้.. ทางที่ฉลาดกว่า!

            ไม่ใช่แค่เพื่อเอาชนะในตอนนี้ แต่เพื่อทำลายให้ถึงรากของเป้าหมายที่แท้จริง

             

            แล้วในจังหวะที่ดาบของทงบีโฮปะทะกับกระบี่ของผมจนเกิดแรงสะท้านที่ทำให้ปลายแขนสั่น

            ผมก็เปล่งเสียงออกไป!

            น้ำเสียงของผมหนักแน่นพอจะฝ่าทะลุเสียงเหล็ก เสียงลมปราณ และความวุ่นวายที่อัดแน่นอยู่ในปราการน้ำแข็งนี้ได้

            “เอาเช่นนี้เป็นไร.. ทงบีโฮ..

            ในเมื่อพวกเราสองคนก็ฝีมือพอ ๆ กัน สู้กันไปก็ไร้ความหมาย

            พวกเราเองก็ไม่ได้มีความแค้นต่อกันโดยตรง..

            ไม่ว่าสุดท้ายจะเจ้าหรือข้าที่ได้ชัยในครั้งนี้..

            สภาพของพวกเราก็ไม่พร้อมจะเข้าไปเจอตงเสวี่ยซานมัน..”

            ผมสบตาทงบีโฮอย่างตรงไปตรงมา ไม่หลบ ไม่หลีก ไม่ปิดบัง ความคิดทั้งหมดที่อยู่ในใจผมถูกส่งผ่านแววตาคู่นั้นโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำซ้ำ

            “ในเมื่อเจ้าแค่อยากวัดว่าระหว่างเจ้ากับรุ่นหลังตระกูลตงนั้นห่างชั้นกันแค่ไหน

            ก็ลองให้ข้าผ่านเข้าไปในรอบชิงเป็นอย่างไร..

            ให้ข้าใช้ตัวข้าเองแทนตัวเจ้าในการวัดระดับฝีมือของตงเสวี่ยซาน

            และแสดงให้โลกเห็นว่าตระกูลตง ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปเสียทุกเรื่อง!

            ให้พวกมันได้ลิ้มรสความอัปยศที่แท้จริง

            ความอัปยศที่เจ้าไม่อาจมอบให้ได้ด้วยมือของเจ้าเองในตอนนี้

            เพราะเจ้าต้องรักษาความลับของเจ้าไว้!”

            เสียงของผมแน่นอน หนักแน่น และไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย

            มันคือเสียงของคนที่กำลังร่างแผนอยู่ในหัวที่ไม่มีใครมองเห็น

            แผนที่ที่ไม่ได้มีแค่ชัยชนะในสนามนี้เป็นเป้าหมาย

             

            คำพูดของผมทำให้ทงบีโฮชะงักไปเล็กน้อย..

            การโจมตีของเขาชะลอลงในเสี้ยววินาทีเหมือนปลายดาบลังเลอยู่กลางอากาศ แววตาเย็นชาที่เคยเหมือนภูเขาน้ำแข็งกลับสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย ราวกับประกายบางอย่างแล่นผ่านหัวใจที่ไม่เคยไว้ใจใคร

            แต่เพียงอึดใจถัดมา..

            ทงบีโฮก็กลับมาขึงขังอีกครั้ง เขาใช้แรงเหวี่ยงจากข้อมือที่ฝึกมาอย่างหนักผลักกระบี่ของผมออกอย่างเฉียบขาด

            เสียงโลหะกระทบกันดังและทาจิของเขาก็วาดแนวโค้งกว้างฉับไว กลายเป็นเส้นสายที่เฉียดลมหายใจของผมไปอย่างจงใจ

            แต่แรงที่ปะทะมา..

            กลับเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

             

            ดวงตาคู่นั้นเอ่ยคำถามแทนปาก และผมรู้ทันทีว่าบีโฮมันยังไม่เลือก เขาเพียงกลับมาฟังอย่างจริงจัง

            “ทำไมข้าถึงต้องให้เจ้าสู้แทนด้วย หลิวเจี้ยน?

            เจ้าคิดจะเล่นกลอะไร?

            หรือนี่คือแผนการอันซับซ้อนที่เจ้าวางไว้ตั้งแต่แรก?

            เจ้าคิดจะหลอกใช้ข้าอย่างนั้นรึ?”

            พูดจบ..

            ดาบของบีโฮยังวาดออกมาอีกครั้ง

             

            แต่ดาบนี้เหมือนไม่ใช่ดาบเดิมที่ปะทะกับกระบี่ของผมเมื่อร้อยกว่าดาบก่อนหน้า

            แม้จะยังคมเฉียบ แต่แรงผลักนั้นไม่ได้พุ่งมาเพื่อปลิดชีพ

            เหมือนเขาเพียงต้องการ 'ทดสอบ' หรือไม่ก็แสดงให้รู้ว่าเขายังไม่เชื่อสนิทใจ

             

            ผมยกกระบี่ขึ้นรับไว้ได้อย่างง่ายดายและไม่ได้สวนคมกระบี่กลับไปเหมือนอย่างเคย

            ผมแค่ยกขึ้นกันดาบนั้นด้วยแรงพอดี ๆ เพื่อแสดงเจตนาเดียวกัน ว่าผมเองก็ไม่ได้ต้องการจะตัดสินศึกด้วยคมเหล็กอีกแล้ว

            มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไร้คำพูด แต่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้

             

            ผมยิ้มมุมปากนิด ๆ อย่างที่คนอื่นมักมองว่ากวน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นรอยยิ้มที่เกิดจากความมั่นใจล้วน ๆ

            นี่แหละคือจังหวะทอง!

            โอกาสที่จะดึงทงบีโฮเข้ามาในแผนของผม

            ผมรู้ดีว่าถ้าจะเปลี่ยนคู่ต่อสู้ตรงหน้าให้กลายเป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์

            มันต้องมีอะไรที่ล่อใจมากพอ!

            และต้องพูดให้ตรงจุดที่เจ็บ

            “ใช่ข้านั่นแหละเหมาะสมที่สุด!

            คิดดูให้ดีทงบีโฮ..

            เจ้าจะไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเสี่ยงให้ใครเห็นตัวตนที่เจ้าปิดบังมาตลอด.. ตราประทับร่างของเจ้า

            เจ้าคิดว่าตงเสวี่ยซานจะง่ายนักรึ?

            หมอนั่นมีวิชาฝ่ามือร้ายกาจ และการต่อสู้กับมันไม่เคยเบา

            ถ้าเจ้าใช้พลังถึงขีดสุด เจ้าจะว่างพอปิดบังปานแดงรูปมังกรฟ้าที่ข้อมือได้อย่างไร?

            เจ้าจะให้ความลับที่เจ้าปกป้องมายาวนาน ถูกเปิดเผยต่อหน้าคนนับหมื่นหรือ?

            หรือเจ้าจะยอมให้ความแค้นของเจ้าถูกขัดขวาง เพียงเพราะไม่กล้าเลือกทางที่ฉลาดกว่า?”

            ผมจงใจเจาะลึกลงไปที่จุดอ่อนของทงบีโฮ จุดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากยอมรับว่ามีอยู่จริง

            ความลับที่เขาปกป้องยิ่งกว่าชีวิต

            เพราะผมรู้ดีว่า นั่นแหละคือกุญแจประตูดอกเดียวที่จะไขใจของคนอย่างเขาออกมาได้

            “ยิ่งต่อหน้าคนตระกูลตงแบบจะ ๆ แบบนี้..

            เจ้าคิดหรือว่าตรามังกรฟ้าของเจ้ามันจะไม่ทำให้เจ้าลำบาก?”

             

            ผมเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของทงบีโฮอย่างไม่กะพริบตา

            หมอนั่นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตานั่นกวาดไปยังข้อมือซ้ายของตัวเอง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครบอกได้ว่าหนักแค่ไหน

            แต่ก่อนที่คำตอบจะตกผลึก!

            ดาบของไอ้บ้าคางบุ๋มนั่นก็วาดออกมาอีกครั้งอย่างเร็ว รุนแรง และเฉียบคมเหมือนเคย

            แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ต่างออกไป

            ไม่ใช่แรงดาบที่เบาลงไปจากครั้งก่อนหน้า..

            แต่สิ่งที่หายไปคือ 'เจตนาฆ่า' ที่เคยแผ่ซ่านในทุกการออกท่าดาบ

            แล้วมันถูกแทนที่ด้วย 'ความลังเล' อันหนักอึ้งที่ซ่อนอยู่ลึกในแรงเหวี่ยง

             

            ผมยกกระบี่ขึ้นกันไม่ใช่ด้วยท่ารับอันดุดันแบบเดิม

            แต่เป็นท่วงท่าที่นิ่งกว่า เบากว่า คล้ายกำลังตอบรับดาบยาวที่ไร้คม

            มือของบีโฮยังกดดาบ แต่ไหล่ของเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย

            กล้ามเนื้อแน่นเกร็งเหมือนคนที่กำลังขืนใจตัวเองให้ 'เชื่อไม่ได้ง่าย ๆ' ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็ไม่ได้อยู่ที่ดาบหรือกระบี่ของผมอีกต่อไป

            มันจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับกำลังค้นหาบางอย่าง

            ภาษากายของเขามันฟ้องชัด..!

            ว่าเขากำลังเอาคำพูดของผมไปคิด

            แถมยัง ย้ำคิด ย้ำถามในใจซ้ำ ๆ ราวกับมันเป็นคำถามเดียวที่มีค่าในตอนนี้

            แล้วเขาก็พูดออกมาอีกครั้ง

            เสียงนั้นยังคงเย็นชา แต่มันหน่วงขึ้น เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนกว่าแค่คำถาม

            “แล้วข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร..

            ว่าเจ้าจะไม่ยอมแพ้ให้มันอีกเหมือนเมื่อวาน?

            บางทีเจ้าก็แค่อยากเลี่ยงการสู้กับข้า แล้วค่อยยอมแพ้ให้ตงเสวี่ยซานอีกทีเหมือนอย่างเคย

            ยุทธภพนี้มีแต่คนเห็นแก่ตัว

            เจ้ามีอะไรมายืนยันว่าคำพูดของเจ้า..

            มันต่างจากคนพวกนั้น?”

            น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความระแวง..

            ความไม่ไว้ใจที่หยั่งรากลึกจากประสบการณ์แสนสาหัสในยุทธภพ.. ยุทธภพที่เขาน่าจะเคยถูกทรยศมานับครั้งไม่ถ้วน

            ผมฟังแล้วก็พอเข้าใจได้..

            เพราะมันคือเสียงของคนที่ไม่เหลือพื้นที่ให้ศรัทธาอีกต่อไป

             

            ผมยักไหล่เบา ๆ แบบไม่ยี่หระนัก แล้วก็ยิ้มนิด ๆ อย่างที่มักทำเวลาเจอคำถามที่คิดว่าควรมีคำตอบอยู่แล้วในหัวคนถาม

            มันไม่ใช่รอยยิ้มกวน ๆ แบบยั่วประสาทนะ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่กำลังจะเปิดไพ่ใบต่อไปบนกระดาน

            แต่เหมือนบีโฮมันจะไม่ชอบรอยยิ้มของผม..

             

            ดาบของบีโฮวาดเข้าใส่อีกครั้ง และแม้ว่าผมจะสัมผัสได้ว่ามันไร้เจตนาฆ่า

            แต่ผมก็ยังต้องยกกระบี่ขึ้นกันไว้โดยสัญชาตญาณ

            ข้อมือขวายกขึ้นอย่างมั่นคง รับแรงดาบที่ไหลมาตามแนวเฉียง

            ผมปรับข้อมือเล็กน้อยให้ผลักแรงกระแทกออกด้านข้างแทนที่จะรับตรง ๆ ทั้งหมด

            ขณะเดียวกันสายตาของผมยังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า

            ในใจผมตอนนั้น..

            ไม่ได้มีแค่สมาธิกับท่วงท่า

            แต่มันมีความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้น..

            ความรู้สึกว่าผมกำลัง 'แตะ' ขอบของความเชื่อใจบางอย่าง

             

            ผมไม่ได้ผลัก ไม่ได้สวนกลับ เพียงแต่ใช้กระบี่ต้านค้างไว้ตรงนั้น ให้น้ำหนักของความนิ่งค่อย ๆ กดทับบรรยากาศที่ยังไม่ตัดสิน

            ผมแค่อยากให้บีโฮมันรู้เอาไว้..

            ที่ผมยกกระบี่ขึ้นเพราะยังให้เกียรติในท่าดาบของมัน..

            ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแฝง

            “ที่ข้ายอมแพ้ไอ้บ้านั่นเมื่อวาน ก็เพื่อทำลายชื่อเสียงของมันก็แค่นั้น

            เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ผู้คนพูดถึงตระกูลตงว่าอย่างไร?

            พวกมันกำลังถูกตราหน้าว่าไร้เกียรติ ซื้อชัยชนะ และทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของการประลอง

            สิ่งที่ข้าทำ.. ก็แค่คืนในสิ่งที่มันเคยทำกับข้าในรอบก่อน ๆ

            แถมยังได้ผลชะงัดนัก!

            คนเชื่อข้าด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวรวมถึงกระทั่งเจ้า!”

            เสียงของผมยังคงนิ่ง มั่นใจ และแน่นอน

            มันแฝงไว้ด้วยความเยาะหยันนิด ๆ ตามสไตล์

            เพราะผมรู้อยู่เต็มอก ว่าหมากกระดานนี้ ผมวางลึกกว่าตงเสวี่ยซานไปหลายชั้นแล้ว

            “การยอมแพ้ของข้า ไม่ใช่ความขี้ขลาด

            แต่มันคือการวางหมากในกระดานที่ใหญ่กว่า

            หมากที่เจ้าก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งได้ หากเจ้าฉลาดพอที่จะมองเห็น”