ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์
บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม
บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุน
ผู้เฒ่าวานรและเจ้าเมืองซุนต้าชิงต่างยืนขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้
สายตาของพวกเขาทั้งคู่จับจ้องไปที่ปราการน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ปิดกั้นสนามประลองไว้ราวกับกำแพงน้ำแข็งบรรพกาล
แรงสั่นสะเทือนที่สะท้อนออกมา เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าข้างในนั้นยังมีการปะทะกันอยู่
แต่ยิ่งนาน.. เสียงสะท้อนข้างในก็ยิ่งเบาลง เป็นสัญญาบอกว่าการห้ำหั่นกันใกล้ถึงบทสรุป
ซุนต้าหลี่หลุบตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองไปยังปราการน้ำแข็งเบื้องหน้า
สีหน้าของคนวัยชรานิ่งขรึม แต่ในแววตาแฝงความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
“อ้ายเด็กนั่นคงไม่โง่อย่างที่มันพูดจริง ๆ ใช่ฤๅไม่..”
เขากล่าวอย่างราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถของหลิวเจี้ยนที่เขาเฝ้ามองมานาน
ท่านเจ้าเมืองซุนพลันขยับริมฝีปากพึมพำเบา ๆ
ดวงตาไม่อาจละจากปราการน้ำแข็งตรงหน้าได้แม้แต่วินาทีเดียว
มือข้างหนึ่งของเขากำแน่นอยู่ข้างลำตัวจนข้อขาวซีด ความรู้สึกตึงเครียดฉายชัดในทุกอิริยาบถ
“ข้าเชื่อในตัวพ่อเจี้ยนขอรับเจ้าคุณพ่อ..
อ้ายเด็กคนนี้.. มันมีความสามารถพิเศษบางอย่างเสมอในยามคับขัน
การเผชิญหน้ากับพ่อหนุ่มคิม..
แถมยังอยู่ในสนามที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้..
ย่อมสะดวกให้ไอ้เปรื่องเยี่ยงพ่อเจี้ยนคิดหากลวิธีได้”
พูดถึงตรงนี้..
ซุนตาชิงก็พลันหวนนึกถึงวันแรกที่พบกับหลิวเจี้ยน
ภาพชุดหินหยั่งสวรรค์ที่แตกร้าวยังสะท้อน..ก้องในใจ มิอาจเลือน
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ
ราวกับกำลังยอมรับความจริงบางอย่างในใจ
“ก็ได้แต่หวังว่าความเปรื่องของมัน..
จักมิใช่ความเปรื่องแบบผิด ๆ เหมือนอ้ายหลานเวรของฉันก็แล้วกัน..”
ในขณะที่คนตระกูลซุนต่างเชื่อมั่นในตัวของหลิวเจี้ยน
อีกฟากฝั่งหนึ่งก็เชื่อมั่นไม่ต่างกัน
แม้ความเชื่อนั้นจะยืนอยู่บนคนละจุดประสงค์ก็ตามที
ฝั่งนั้นคือคนตระกูลปีกมังกร
บนอัฒจันทร์ทางทิศนี้ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและโทสะที่คุกรุ่น
ตงตี้ผิง..ผู้นำตระกูลตง นั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ศิลาด้วยท่วงท่าสง่างาม
แม้ใบหน้าจะเคร่งขรึมและแววตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่กดไว้แน่นลึกในใจ
แต่ไม่มีคำพูดใดพรั่งพรูออกมาทันที
คนกลับจ้องไปยังปราการน้ำแข็งที่ปิดกั้นสนามประลองด้วยสายตาคมกริบ ริมฝีปากขยับเอ่ยเสียงต่ำ ทว่าหนักแน่นทุกถ้อยคำ
“หวังว่าไอ้เด็กแซ่หลิวนั่น..
จักมิพ่ายไอ้แซ่คิมผู้นั้นหรอกใช่หรือไม่..”
น้ำเสียงของตงตี้ผิงไม่ได้ดังลั่น แต่แฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้คนรอบข้างรู้ได้ทันทีว่าผู้นำแห่งตระกูลตงไม่พอใจอย่างรุนแรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หากว่าหลิวเจี้ยนพ่ายให้คิมบีโฮจริง ๆ
แล้วมันจักหาหนทางใดล้างอายให้ตระกูลตงได้กัน
ตงเสวี่ยซานนั่งอยู่ไม่ห่างจากอัฒจันทร์นัก แต่ท่าทางของเขาแทบไม่อาจปกปิดความเกลียดชังที่ปะทุขึ้นภายในได้อีกต่อไป
ดวงตาของเคนจ้องปราการเหมันต์ราวกับจะทะลุทะลวงมันให้แหลกเป็นผุยผง
เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะแรงโทสะจากความอัปยศที่ยังฝังลึก
“หลิวเจี้ยน..
เจ้าอย่าได้รีบแพ้ไปเล่า..
ยังไม่ถึงคราวของเราเลย..”
เสียงของเขาต่ำพร่าราวกับคำสาป
วาจาล้วนไม่ได้เปล่งด้วยความเป็นห่วง
หากแต่เป็นความกระหาย.. กระหายที่อยากเห็นศัตรูที่ตนเกลียดแค้นผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เพื่อที่มันจะได้เป็นคน 'ลงมือ' ทำลายมันด้วยมือของตนเอง
ตงชเวแม้จะยังคงความสงบไว้ได้เช่นเคย และดวงหน้ายังคงเรียบนิ่งไร้ความตื่นตระหนก
ทว่าแววตาที่ลึกซึ้งของนางกลับฉายความเครียดที่ซ่อนลึกไว้อย่างยากจะปิดบัง
นางพินิจพิเคราะห์ปราการน้ำแข็งนั้นอย่างละเอียด..
สายตากวาดมองตามกระแสพลังที่เล็ดลอดออกมาราวกับพยายามจับสัญญาณบางอย่าง..
บางอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กคนนั้นจะยังปลอดภัย
แม้ริมฝีปากจะไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา..
กลับมาที่การบรรยายจากปากของหลิวเจี้ยน
ภายในปราการน้ำแข็งที่ปิดตาย ผมแทบไม่แน่ใจว่าตัวเองยังหายใจอยู่ไหม
เสียงกระบี่ปะทะกับดาบของทงบีโฮมันดังก้องสะท้อนไปมาราวกับฟ้าผ่าไม่หยุดหย่อน
ใบหูผมชาไปหมดแต่สายตายังจับจ้องอยู่กับคู่ต่อสู้แบบไม่คาดสายตา
พลังปราณของทงบีโฮมันเยือกเย็นเสียจนรู้สึกเหมือนลมหายใจจะกลายเป็นน้ำแข็ง
ส่วนของผมก็ปะทะกลับด้วยปราณผสานของตัวเองที่บีบอัดเข้าไปสุดกำลัง
การประจันหน้าของเราสองคนมันเหมือนสงครามระหว่างคลื่นทะเลกับพายุสายฟ้า
แรงกระแทกที่มองไม่เห็นมันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งปราการ
ผนังน้ำแข็งเริ่มส่งเสียงแตกร้าวแผ่ว ๆ มีไอน้ำลอยฟุ้งคล้ายหมอกที่ก่อจากแรงปะทะ ผสมกับกลิ่นของเหล็กร้อนจากประกายไฟที่กระเด็นออกมา
มันทั้งหนาวจับกระดูกแต่ในขณะเดียวกันก็ร้อนวาบเหมือนอยู่กลางกองเพลิง
ผมกับทงบีโฮต่างใส่ไม่ยั้ง วิชาทั้งหมดที่เรามีถูกงัดออกมาจนหมดเปลือก
หลังกระบี่ที่ร้อยมันก็ยังไม่มีใครเหนือกว่าใครชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวของเรามันคมกริบและมุ่งเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ในจังหวะเดียว
เสียงโลหะเสียดสีกันทุกครั้งที่กระบี่ผมฟาดปะทะกับดาบของมัน ประกายไฟกับละอองน้ำแข็งลอยกระจายรอบตัวราวกับมีเทพสงครามร่ายรำอยู่กลางสมรภูมิ
แสงสีทองของปราณผมกับแสงสีครามเข้มจากตัวมันวูบวาบไปมาราวกับพู่กันบ้าเลือดกำลังวาดภาพต่อสู้ลงบนฉากเวทีปิด
มือข้างที่ถือกระบี่เริ่มรู้สึกชาวาบทุกครั้งที่แรงปะทะกระแทกเข้ามา
แต่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้!
ยืนอย่างมั่นคงเหมือนเสาหินไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
แรงของทงบีโฮมันบ้าคลั่งเอาเรื่อง ทั้งเร็ว ทั้งแม่นยำแบบไม่เปิดช่องให้พลาด
แรงพอ ๆ กับแรงแขนของโหวหวังเลย แต่การออกอาวุธที่เฉียบคมของทงบีโฮมันเฉียบคมกว่า
มันทำให้ผมลำบากไม่น้อยเลย
ผมรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้การต่อสู้มันยืดเยื้อไปมากกว่านี้
เราสองคนคงไม่เหลือสภาพให้ไปสู้กับใครต่อได้อีก
มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะคว้าชัยในศึกเล็ก ๆ ถ้าต้องแลกด้วยโอกาสในศึกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า
ผมต้องหาทางออกที่ดีกว่านี้.. ทางที่ฉลาดกว่า!
ไม่ใช่แค่เพื่อเอาชนะในตอนนี้ แต่เพื่อทำลายให้ถึงรากของเป้าหมายที่แท้จริง
แล้วในจังหวะที่ดาบของทงบีโฮปะทะกับกระบี่ของผมจนเกิดแรงสะท้านที่ทำให้ปลายแขนสั่น
ผมก็เปล่งเสียงออกไป!
น้ำเสียงของผมหนักแน่นพอจะฝ่าทะลุเสียงเหล็ก เสียงลมปราณ และความวุ่นวายที่อัดแน่นอยู่ในปราการน้ำแข็งนี้ได้
“เอาเช่นนี้เป็นไร.. ทงบีโฮ..
ในเมื่อพวกเราสองคนก็ฝีมือพอ ๆ กัน สู้กันไปก็ไร้ความหมาย
พวกเราเองก็ไม่ได้มีความแค้นต่อกันโดยตรง..
ไม่ว่าสุดท้ายจะเจ้าหรือข้าที่ได้ชัยในครั้งนี้..
สภาพของพวกเราก็ไม่พร้อมจะเข้าไปเจอตงเสวี่ยซานมัน..”
ผมสบตาทงบีโฮอย่างตรงไปตรงมา ไม่หลบ ไม่หลีก ไม่ปิดบัง ความคิดทั้งหมดที่อยู่ในใจผมถูกส่งผ่านแววตาคู่นั้นโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำซ้ำ
“ในเมื่อเจ้าแค่อยากวัดว่าระหว่างเจ้ากับรุ่นหลังตระกูลตงนั้นห่างชั้นกันแค่ไหน
ก็ลองให้ข้าผ่านเข้าไปในรอบชิงเป็นอย่างไร..
ให้ข้าใช้ตัวข้าเองแทนตัวเจ้าในการวัดระดับฝีมือของตงเสวี่ยซาน
และแสดงให้โลกเห็นว่าตระกูลตง ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปเสียทุกเรื่อง!
ให้พวกมันได้ลิ้มรสความอัปยศที่แท้จริง
ความอัปยศที่เจ้าไม่อาจมอบให้ได้ด้วยมือของเจ้าเองในตอนนี้
เพราะเจ้าต้องรักษาความลับของเจ้าไว้!”
เสียงของผมแน่นอน หนักแน่น และไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
มันคือเสียงของคนที่กำลังร่างแผนอยู่ในหัวที่ไม่มีใครมองเห็น
แผนที่ที่ไม่ได้มีแค่ชัยชนะในสนามนี้เป็นเป้าหมาย
คำพูดของผมทำให้ทงบีโฮชะงักไปเล็กน้อย..
การโจมตีของเขาชะลอลงในเสี้ยววินาทีเหมือนปลายดาบลังเลอยู่กลางอากาศ แววตาเย็นชาที่เคยเหมือนภูเขาน้ำแข็งกลับสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย ราวกับประกายบางอย่างแล่นผ่านหัวใจที่ไม่เคยไว้ใจใคร
แต่เพียงอึดใจถัดมา..
ทงบีโฮก็กลับมาขึงขังอีกครั้ง เขาใช้แรงเหวี่ยงจากข้อมือที่ฝึกมาอย่างหนักผลักกระบี่ของผมออกอย่างเฉียบขาด
เสียงโลหะกระทบกันดังและทาจิของเขาก็วาดแนวโค้งกว้างฉับไว กลายเป็นเส้นสายที่เฉียดลมหายใจของผมไปอย่างจงใจ
แต่แรงที่ปะทะมา..
กลับเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาคู่นั้นเอ่ยคำถามแทนปาก และผมรู้ทันทีว่าบีโฮมันยังไม่เลือก เขาเพียงกลับมาฟังอย่างจริงจัง
“ทำไมข้าถึงต้องให้เจ้าสู้แทนด้วย หลิวเจี้ยน?
เจ้าคิดจะเล่นกลอะไร?
หรือนี่คือแผนการอันซับซ้อนที่เจ้าวางไว้ตั้งแต่แรก?
เจ้าคิดจะหลอกใช้ข้าอย่างนั้นรึ?”
พูดจบ..
ดาบของบีโฮยังวาดออกมาอีกครั้ง
แต่ดาบนี้เหมือนไม่ใช่ดาบเดิมที่ปะทะกับกระบี่ของผมเมื่อร้อยกว่าดาบก่อนหน้า
แม้จะยังคมเฉียบ แต่แรงผลักนั้นไม่ได้พุ่งมาเพื่อปลิดชีพ
เหมือนเขาเพียงต้องการ 'ทดสอบ' หรือไม่ก็แสดงให้รู้ว่าเขายังไม่เชื่อสนิทใจ
ผมยกกระบี่ขึ้นรับไว้ได้อย่างง่ายดายและไม่ได้สวนคมกระบี่กลับไปเหมือนอย่างเคย
ผมแค่ยกขึ้นกันดาบนั้นด้วยแรงพอดี ๆ เพื่อแสดงเจตนาเดียวกัน ว่าผมเองก็ไม่ได้ต้องการจะตัดสินศึกด้วยคมเหล็กอีกแล้ว
มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไร้คำพูด แต่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้
ผมยิ้มมุมปากนิด ๆ อย่างที่คนอื่นมักมองว่ากวน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นรอยยิ้มที่เกิดจากความมั่นใจล้วน ๆ
นี่แหละคือจังหวะทอง!
โอกาสที่จะดึงทงบีโฮเข้ามาในแผนของผม
ผมรู้ดีว่าถ้าจะเปลี่ยนคู่ต่อสู้ตรงหน้าให้กลายเป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์
มันต้องมีอะไรที่ล่อใจมากพอ!
และต้องพูดให้ตรงจุดที่เจ็บ
“ใช่ข้านั่นแหละเหมาะสมที่สุด!
คิดดูให้ดีทงบีโฮ..
เจ้าจะไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเสี่ยงให้ใครเห็นตัวตนที่เจ้าปิดบังมาตลอด.. ตราประทับร่างของเจ้า
เจ้าคิดว่าตงเสวี่ยซานจะง่ายนักรึ?
หมอนั่นมีวิชาฝ่ามือร้ายกาจ และการต่อสู้กับมันไม่เคยเบา
ถ้าเจ้าใช้พลังถึงขีดสุด เจ้าจะว่างพอปิดบังปานแดงรูปมังกรฟ้าที่ข้อมือได้อย่างไร?
เจ้าจะให้ความลับที่เจ้าปกป้องมายาวนาน ถูกเปิดเผยต่อหน้าคนนับหมื่นหรือ?
หรือเจ้าจะยอมให้ความแค้นของเจ้าถูกขัดขวาง เพียงเพราะไม่กล้าเลือกทางที่ฉลาดกว่า?”
ผมจงใจเจาะลึกลงไปที่จุดอ่อนของทงบีโฮ จุดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากยอมรับว่ามีอยู่จริง
ความลับที่เขาปกป้องยิ่งกว่าชีวิต
เพราะผมรู้ดีว่า นั่นแหละคือกุญแจประตูดอกเดียวที่จะไขใจของคนอย่างเขาออกมาได้
“ยิ่งต่อหน้าคนตระกูลตงแบบจะ ๆ แบบนี้..
เจ้าคิดหรือว่าตรามังกรฟ้าของเจ้ามันจะไม่ทำให้เจ้าลำบาก?”
ผมเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของทงบีโฮอย่างไม่กะพริบตา
หมอนั่นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตานั่นกวาดไปยังข้อมือซ้ายของตัวเอง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครบอกได้ว่าหนักแค่ไหน
แต่ก่อนที่คำตอบจะตกผลึก!
ดาบของไอ้บ้าคางบุ๋มนั่นก็วาดออกมาอีกครั้งอย่างเร็ว รุนแรง และเฉียบคมเหมือนเคย
แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ต่างออกไป
ไม่ใช่แรงดาบที่เบาลงไปจากครั้งก่อนหน้า..
แต่สิ่งที่หายไปคือ 'เจตนาฆ่า' ที่เคยแผ่ซ่านในทุกการออกท่าดาบ
แล้วมันถูกแทนที่ด้วย 'ความลังเล' อันหนักอึ้งที่ซ่อนอยู่ลึกในแรงเหวี่ยง
ผมยกกระบี่ขึ้นกันไม่ใช่ด้วยท่ารับอันดุดันแบบเดิม
แต่เป็นท่วงท่าที่นิ่งกว่า เบากว่า คล้ายกำลังตอบรับดาบยาวที่ไร้คม
มือของบีโฮยังกดดาบ แต่ไหล่ของเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย
กล้ามเนื้อแน่นเกร็งเหมือนคนที่กำลังขืนใจตัวเองให้ 'เชื่อไม่ได้ง่าย ๆ' ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็ไม่ได้อยู่ที่ดาบหรือกระบี่ของผมอีกต่อไป
มันจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับกำลังค้นหาบางอย่าง
ภาษากายของเขามันฟ้องชัด..!
ว่าเขากำลังเอาคำพูดของผมไปคิด
แถมยัง ย้ำคิด ย้ำถามในใจซ้ำ ๆ ราวกับมันเป็นคำถามเดียวที่มีค่าในตอนนี้
แล้วเขาก็พูดออกมาอีกครั้ง
เสียงนั้นยังคงเย็นชา แต่มันหน่วงขึ้น เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนกว่าแค่คำถาม
“แล้วข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร..
ว่าเจ้าจะไม่ยอมแพ้ให้มันอีกเหมือนเมื่อวาน?
บางทีเจ้าก็แค่อยากเลี่ยงการสู้กับข้า แล้วค่อยยอมแพ้ให้ตงเสวี่ยซานอีกทีเหมือนอย่างเคย
ยุทธภพนี้มีแต่คนเห็นแก่ตัว
เจ้ามีอะไรมายืนยันว่าคำพูดของเจ้า..
มันต่างจากคนพวกนั้น?”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความระแวง..
ความไม่ไว้ใจที่หยั่งรากลึกจากประสบการณ์แสนสาหัสในยุทธภพ.. ยุทธภพที่เขาน่าจะเคยถูกทรยศมานับครั้งไม่ถ้วน
ผมฟังแล้วก็พอเข้าใจได้..
เพราะมันคือเสียงของคนที่ไม่เหลือพื้นที่ให้ศรัทธาอีกต่อไป
ผมยักไหล่เบา ๆ แบบไม่ยี่หระนัก แล้วก็ยิ้มนิด ๆ อย่างที่มักทำเวลาเจอคำถามที่คิดว่าควรมีคำตอบอยู่แล้วในหัวคนถาม
มันไม่ใช่รอยยิ้มกวน ๆ แบบยั่วประสาทนะ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่กำลังจะเปิดไพ่ใบต่อไปบนกระดาน
แต่เหมือนบีโฮมันจะไม่ชอบรอยยิ้มของผม..
ดาบของบีโฮวาดเข้าใส่อีกครั้ง และแม้ว่าผมจะสัมผัสได้ว่ามันไร้เจตนาฆ่า
แต่ผมก็ยังต้องยกกระบี่ขึ้นกันไว้โดยสัญชาตญาณ
ข้อมือขวายกขึ้นอย่างมั่นคง รับแรงดาบที่ไหลมาตามแนวเฉียง
ผมปรับข้อมือเล็กน้อยให้ผลักแรงกระแทกออกด้านข้างแทนที่จะรับตรง ๆ ทั้งหมด
ขณะเดียวกันสายตาของผมยังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า
ในใจผมตอนนั้น..
ไม่ได้มีแค่สมาธิกับท่วงท่า
แต่มันมีความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้น..
ความรู้สึกว่าผมกำลัง 'แตะ' ขอบของความเชื่อใจบางอย่าง
ผมไม่ได้ผลัก ไม่ได้สวนกลับ เพียงแต่ใช้กระบี่ต้านค้างไว้ตรงนั้น ให้น้ำหนักของความนิ่งค่อย ๆ กดทับบรรยากาศที่ยังไม่ตัดสิน
ผมแค่อยากให้บีโฮมันรู้เอาไว้..
ที่ผมยกกระบี่ขึ้นเพราะยังให้เกียรติในท่าดาบของมัน..
ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแฝง
“ที่ข้ายอมแพ้ไอ้บ้านั่นเมื่อวาน ก็เพื่อทำลายชื่อเสียงของมันก็แค่นั้น
เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ผู้คนพูดถึงตระกูลตงว่าอย่างไร?
พวกมันกำลังถูกตราหน้าว่าไร้เกียรติ ซื้อชัยชนะ และทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของการประลอง
สิ่งที่ข้าทำ.. ก็แค่คืนในสิ่งที่มันเคยทำกับข้าในรอบก่อน ๆ
แถมยังได้ผลชะงัดนัก!
คนเชื่อข้าด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวรวมถึงกระทั่งเจ้า!”
เสียงของผมยังคงนิ่ง มั่นใจ และแน่นอน
มันแฝงไว้ด้วยความเยาะหยันนิด ๆ ตามสไตล์
เพราะผมรู้อยู่เต็มอก ว่าหมากกระดานนี้ ผมวางลึกกว่าตงเสวี่ยซานไปหลายชั้นแล้ว
“การยอมแพ้ของข้า ไม่ใช่ความขี้ขลาด
แต่มันคือการวางหมากในกระดานที่ใหญ่กว่า
หมากที่เจ้าก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งได้ หากเจ้าฉลาดพอที่จะมองเห็น”