เวลา 16:30 นาที
ณ ชั้น สาม ห้อง หก มัธยมปลายปลายปีที่ หนึ่ง
ฮารุคิดว่า เวลานี้เป็เวลาเลิกเรียนแล้ว จึงเก็บอุปกรณ์ยัดใส่ในกระเป๋าสะพายของตัวเอง
ไป๋จิ่นห้าวมองมาที่เธอด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามน้ำเสียงฉงน
“ลูกพี่ทำอะไร”
“กลับบ้านสิ อยู่ต่อทำไมอะ” ฮารุตอบโดยที่มือเล็ก ๆ ของเธอยังคงเก็บของยัดใส่กระเป๋า
“ที่นี่เขาเรียนถึง สองทุ่มนะ”
“ฮะ!” บ้าไปแล้ว เรียนแค่ครึ่งวัน ก็เบื่อจะแย่อยู่แล้ว นี่ต้องอยู่โรงเรียนั้แ่ แปดโมงยันสองทุ่มทุกวัน ตายแน่ ๆ
“คือแบบนี้ สี่โมงครึ่งคือไม่มีเรียนแล้ว แต่หลังจากนั้นทางโรงเรียนให้ทบทวนการเรียนหรือไม่ก็ทำการบ้านอยู่ในห้อง ไม่ได้ให้กลับบ้าน อะไรประมาณนี้น่ะ” ไป๋จิ่นห้าวอธิบายให้ฮารุฟัง
สุดท้ายเธอก็โอดครวญขึ้นมาจนได้
“ทำไมการเป็นักเรียนมันยากขนาดนี้นะ”
เวลา 20:02 นาที
นักเรียนแต่ละห้องต่างทยอยเดินออกมา เพื่อกลับหอพักของโรงเรียนหรือไม่ก็บ้าน
ส่วนฮารุพอเวลาถึงสองทุ่มเป๊ะ เธอก็รีบวิ่งตัวลอยถลันออกจากห้องไปทันที
คนในห้องบางคนเห็นก็อ้าปากค้างตกตะลึงกับการกระทำของเด็กใหม่
“เธออยากกลับขนาดนั้นเลยเหรอ” คนในห้องที่เห็นฮารุวิ่งออกไป อดที่จะถามถามขึ้นมาไม่ได้
“คงงั้น ช่างเถอะ อย่าไปสนใจคนไม่สำคัญเลย”
“ลูกพี่! รอด้วยสิโว้ยย คนอะไรวิ่งเร็วชะมัด”
ไป๋จิ่นห้าวรีบเก็บของวิ่งตามลูกพี่ตัวเองออกไป
ฮารุวิ่งลงมาถึงชั้นล่างก็หอบแฮ่ก ๆ “เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
ไป๋จิ่นห้าววิ่งตามมาติด ๆ “ลูกพี่ วิ่งเร็วโคตร ตามแทบไม่ทันแน่ะ”
“ใครใช้ให้นายตามมาเล่า ฉันอยากกลับบ้านไปนอนบนเตียงนุ่ม ๆ จะแย่อยู่แล้ว”
ไป๋จิ่นห้าวพูดเสนอขึ้นด้วยความอยากประจบประแจงฮารุ
“แล้วมีใครมารับลูกพี่ยัง กลับกับผมมั้ย ลูกพี่บ้านอยู่ไหนล่ะ เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ออกไปดูข้างนอกก่อนแล้วกัน เผื่อคนมารอรับแล้ว” ฮารุไม่ได้ตอบรับคำอีกฝ่ายในทันที
“อ่ะเค ได้ ๆ” จากนั้นทั้งสองก็เดินออกไปหน้าโรงเรียนพร้อมกัน นักเรียนที่กำลังออกนอกโรงเรียนกลับบ้านเยอะเช่นกัน
หน้าโรงเรียน รถหรูจอดเรียงรายกันยาวเหยียด บางคนที่บ้านก็มายืนรอที่หน้าโรงเรียน บ้างก็ยืนอยู่หน้ากระโปรงรถเผื่อชะเง้อมองคุณหนูคุณชายของบ้านตน
ฮารุไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง รีบกวาดสายตามองหารถของบ้านตัวเองทันที
ไป๋จิ่นห้าวยืนอยู่ข้าง ๆ กัน เขามองเห็นคนของบ้านเขาที่มารับแล้ว
ส่วนฮารุมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นรถของบ้านตน สีหน้าก็เริ่มอึมครึม จากนั้นก็ล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบัญชีรายชื่อ แล้วทำการกดโทรหาเบอร์ตาเฒ่าน่าหลานเฉิงที่มาส่งเธอวันนี้
ไป๋จิ่นห้าวเห็นสีหน้าตึง ๆ ของอีกฝ่ายจึงเอ่ยถาม
“หารถที่มารับไม่เจออ่อลูกพี่”
“อือ น่าเบื่อจริง ๆ”
รอไม่นานปลายสายก็รับสายเธอ
[ฮัลโหลครับ คุณหนู]
“อยู่ไหน ฉันอยากจะกลับบ้านจะตายอยู่แล้ว รีบ ๆ ไสหัวมารับฉันสักทีได้มั้ย” ฮารุพูดอย่างใส่อารมณ์ แต่อีกฝ่ายไม่ได้อนาทรร้อนใจอะไร ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ
[ตอนนี้คุณหนูอยู่ไหนครับ ผมอยู่ซอยเล็ก ๆ ข้าง ๆ โรงเรียน]
“อยู่หน้าโรงเรียน หน้าโรงเรียนไม่มีรถจอดขวาง จอดแป๊บเดียวคงไม่ว่าอะไรหรอก รีบมาเร็ว ๆ”
[ครับ ๆ ผมจะไปเดี๋ยวนี้]
ไม่นานรถของบ้านเธอก็มาจอดอยู่ตรงหน้า ไป๋จิ่นห้าวเห็นรถของบ้านฮารุก็ต้องตกตะลึงอีกรอบ เขาไม่ได้ตะลึงที่ตัวรถ แต่เพราะธงเล็ก ๆ ที่ติดหน้ารถของบ้านลูกพี่ต่างหาก!
ลูกพี่ตนอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ลึกสุดของหมู่บ้านออลสกายวิลลาเชียวหรือนี่!
โอ้ พระเ้า! ์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาใขนาดไหน
วันนี้เขาช็อคเพราะลูกพี่คนใหม่ของตนกี่รอบแล้วก็ไม่รู้ มีเื่ให้เซอร์ไพรส์ตลอด
“ลูกพี่อยู่หมู่บ้านออลสกายเหรอ” ต้องบอกก่อนว่าคฤหาสน์ในหมู่บ้านนั้น แม้กระทั่งนักธุรกิจที่รวยที่สุดและมีอิทธิพลมากมายในเมืองลั่ว ยังไม่สามารถซื้อคฤหาสน์ในหมู่บ้านนั้นได้เลย
ที่เขารู้เื่นี้ เพราะตอนแรกพ่อของเขาก็อยากซื้อคฤหาสน์ที่นั่น แต่ทำได้เพียงซื้อบ้านในหมู่บ้านด้านหน้านั้นแทน
ครอบครัวเขาถือว่ามีอิทธิพลความร่ำรวยและชื่อเสียงในเมืองลั่วเป็อันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้
แต่ยังคงซื้อคฤหาสน์ของที่นั่นไม่ได้
แล้วครอบครัวของลูกพี่เป็ใครกัน ถึงอาศัยอยู่คฤหาสน์ที่นั่นได้…
เขาไม่กล้าคิดต่อ
“อือ ไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน” ฮารุไม่ได้อยากเปิดเผยเื่ส่วนตัวเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ปิดปังอีกฝ่าย
“ครับ ๆ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะลูกพี่ บ๊ายบาย”
“เค ๆ บาย ๆ” ฮารุตอบรับ ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปเปิดประตูหลังรถ ยัดตัวเองเข้าไปนั่งอย่างรวดเร็ว แล้วเขวี้ยงกระเป๋าไปที่เบาะข้าง ๆ จากนั้นก็พรูลมหายใจออกมาอย่างรุนแรง จากนั้นก็สบถขึ้นมายาวเหยียด
“ทำไมประเทศนี้ถึงเคร่งการเรียนขนาดนี้วะ ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว เรียน 9 โมงถึง 2 ทุ่ม บ้ากันไปหมดแล้วหรือไง จะไม่ให้เด็กมีชีวิตไปทำอย่างอื่นเลยหรือยังไงกัน วัน ๆ เอาแต่เรียน กลับไปทบทวนบทเรียน แล้วก็นอน ตื่นเช้ามาก็ทำแบบเดิม น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว นี่เหรอ ที่พ่อบอกว่า ่วัยรุ่นเป็่เวลาที่ดีที่สุด ดีกับผีน่ะสิ”
น่าหลานเฉิงได้ยินบรรพบุรุษน้อยบ่น เขาทำหน้าไม่ถูก อยากจะอธิบายแต่ก็พูดไม่ออก ประเทศนี้การเรียนเคร่งจริง ๆ นั่นแหละ เพราะการแข่งขันทางการศึกษาในประเทศมันสูงมากเป็อันดับต้น ๆ ของโลก
ยิ่ง่ระดับมัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก
จึงทำให้เด็กที่นี่ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวเล่นกันเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ถูกผู้ปกครองของตนกดดัน ให้อ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอยู่ที่บ้าน
ก็คงมีแต่บรรพบุรุษน้อยของเขานี่แหละ ที่ไม่เข้าใจเื่พวกนี้
เพราะคุณหนูไม่จำเป็ต้องแข่งขันกับใครในเื่พวกนี้ และไม่จำเป็ต้องทำความเข้าใจกับความพยายามความกดดันของคนอื่น ที่ต้องทำให้ตัวเองคะแนนดี เพื่อให้ตัวเองได้เข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปชื่อดังของประเทศ
เพื่อเป็หน้าเป็ตาของพ่อแม่ และเป็เกียรติของวงศ์ตระกูล และอีกหลายเหตุผลมากมายนับไม่ถ้วน
การไปเรียนเป็การสิ้นเปลืองพลังงานของเธอโดยเปล่าประโยชน์จริง ๆ ฮารุคิด
เธอไม่มีแรงจะโวยวายอะไรต่อ จึงปิดเปลือกตาเพื่อพักผ่อนสายตา และใช้เวลาเพียงไม่นาน เธอก็หลับไปจริง ๆ
ณ ~บ้านของฮารุ ~
รถของฮารุค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปในตัวคฤหาสน์ “คุณหนูถึงบ้านแล้วครับ” น่าหลานเฉิงจึงทำการปลุกฮารุ
ฮารุเป็คนหลับไม่ลึก พอมีเสียงอะไรรบกวนนิดหน่อย ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา เธอไม่อารมณ์เสียเพียงเพราะใครปลุกเธอแบบมีเหตุมีผลเช่นนี้ “ถึงแล้วหรอ ให้ป้าหลิวยกอาหารขึ้นไปบนห้องเลยนะ การไปเรียนเป็การสิ้นเปลืองพลังชีวิตจริง ๆ เลย”
“ครับ คุณหนู” น่าหลานเฉิงตอบรับคำสั่งของฮารุ
พอเธอพูดจบก็ปิดปากหาววอดไปหนึ่งที ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แล้วลากสังขารตัวเองเดินเข้าไปในตัวบ้าน เธอไม่ได้ทำการเอ่ยทักทายใคร
เธอไม่มีอารมณ์จะเอ่ยถามใครทั้งนั้นแหละ
สิ่งที่อยากทำในตอนนี้ คืออยากกระโจนลงบนเตียงนอนแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างมีความสุขเพียงเท่านั้นเอง!
เฟยอี้ที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นติดกับลิฟต์ เห็นลูกสาวเมินตน เดินผ่านไปอย่างไม่สนใจใยดีไปที่ลิฟต์แก้ว ก็ทำหน้าเ็ปแฝงไปด้วยความระอา
เขาที่มานั่งรออีกฝ่ายในห้องนั่งเล่นเป็ชั่วโมง อยากจะโบกมือทักทายถามไถ่ลูกสาวด้วยความเป็ห่วงเป็ใย ‘ว่าวันนี้เป็อย่างไรบ้าง เรียนสนุกไหม มีเพื่อนใหม่บ้างหรือยัง’ แต่ลูกสาวไม่แม้แต่จะปลายตามองพ่อของตัวเอง
บวกกับเห็นสีหน้าที่ซีดเซียวของอีกฝ่าย เขาก็ไม่อยากรบกวนลูกสาว ทำได้แต่กลืนคำพูดพวกนั้นลงไป
ทำให้เขาต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่น่าหลานเฉิงผู้ดูแลองค์กร ที่วันนี้ทำหน้าที่ไปรับ-ส่งลูกสาวของเขาแทน
น่าหลานเฉิงเดินเข้าไปมารายงานผลที่ห้องนั่งเล่น เขาหย่อนก้นนั่งลงไม่เท่าไหร่ เสียงของเฟยอี้ก็ดังถามขึ้นมา “วันนี้ฮารุทำได้ดีมั้ย เข้ากับคนอื่นได้หรือเปล่า ทำไมรู้สึกว่าอารมณ์ลูกสาวของฉันเหมือนหมาป่วยอย่างนั้นล่ะ”
น่าหลานเฉิงได้ฟังในสิ่งที่เฟยอี้ถามก็เล่าสิ่งที่ฮารุบ่นในรถให้เฟยอี้ฟัง
เฟยอี้ทำหน้าครุ่นคิด “เด็กสมัยนี้เรียนหนักจริง ๆ นั่นแหละ แทบจะไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น เฮ้ออ น่าหลานเฉิง แกว่าฉันทำผิดไปหรือเปล่า ที่อยากให้เธอไปใช้ชีวิตแบบเด็กทั่วไป ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้เป็อย่างนั้น” เขาลืมคิดไปว่า สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน
นักเรียนมัธยมปลายแข่งขันกันเอาเป็เอาตาย รอบตัวลูกสาวของเขามีแต่การแข่งขันแย่งชิงกันเต็มไปหมด ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นสนุกแบบรุ่นเขา
ลูกสาวของเขาจะได้ััชีวิตสนุกเฮฮาตามประสาวัยรุ่นจริง ๆ น่ะหรือ
แล้วแบบนี้ ที่เขายัดเยียดให้ลูกสาวไปทำ มันเป็เื่ดีหรือไม่ดีกันแน่…
เขาชักเริ่มไม่แน่ใจ
น่าหลานเฉิงรู้ว่าเขาไม่ได้ต้องคำตอบ แต่หัวหน้าของเขา้าเวลาคิดทบทวนกับตัวเองเท่านั้น
จึงไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกไปสักคำ เห็นสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลากหลายของเฟยอี้ น่าหลานเฉิงก็รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มวิตกกังวลเื่ของลูกสาวเขามากแค่ไหน
ภายในห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ… มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่ดังขึ้นเป็ระยะ ๆ