สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 106 ศิลปะคือการระเบิด!

    ยูรันยกมือขึ้นวาดเป็นวงกลมกลางอากาศ


    “ก่อนใช้ ข้าจะวางค่ายกลกักเขตเอาไว้รอบโกดัง แรงระเบิดจะไม่กระจายออกด้านข้าง แต่จะถูกบีบให้พุ่งขึ้นไปบนฟ้าแทน ต่อให้ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนลูกหลง”


    หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง


    “ดี! เช่นนี้ข้าก็โยนได้อย่างสบายใจแล้ว!”


    องครักษ์จางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก


    [เหตุใดพวกเขาจึงพูดเรื่องระเบิดโกดังราวกับกำลังหารือว่าจะจุดดอกไม้ไฟกัน?]


    ลู่เหยียนหนิงยกมือกุมขมับ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่อีกสองตระกูลกำลังวางแผนกับบุตรสาวของตน นางก็ไม่ได้เอ่ยห้าม


    ไป๋หลิงกลับยังคงสงบนิ่ง


    “แล้วข่าวร้ายเล่า?”


    “นั่นสิ ข่าวร้ายต่างหากที่สำคัญ”


    ยูรันเดินไปนั่งลง ก่อนรินชาให้ตนเองอย่างไม่รีบร้อน


    “ที่เหมืองร้างฝั่งตะวันตก ข้าพบค่ายกลผนึกปราณซ่อนอยู่หนึ่งชุด ภายในหุบเขามีสัตว์อสูรถูกขังไว้หลายตัว ยังมีผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นโจรซุ่มอยู่ตามจุดต่าง ๆ”


    สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที


    ยูรันกล่าวต่อ


    “ข้ายังพบรถม้าของตระกูลไป๋ เสื้อผ้าผู้คุ้มกัน เลือดสัตว์ และหลักฐานปลอมที่เตรียมโยนความผิดให้พ่อค้ารายย่อยอีกหลายชิ้น”


    ไป๋จิ้งเหวินหน้าซีดลง


    “พวกมันคิดจะทำอะไร?”


    “หากข้าเดาไม่ผิด พวกมันคงคิดล่อศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามเข้าไปในเหมือง จากนั้นเปิดค่ายกลผนึกตบะ ปล่อยสัตว์อสูรกับโจรปลอมออกมาโจมตี”


    ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ


    “พอทั้งสองคนตกอยู่ในอันตราย ศิษย์พี่เย่ก็จะปรากฏตัวอย่างสง่างาม สะบัดกระบี่ไม่กี่ครั้ง สังหารสัตว์อสูรที่ถูกควบคุมไว้ แล้วแสร้งรับการโจมตีแทนศิษย์พี่รองจนได้รับบาดเจ็บ”


    เขาวางถ้วยชาลง ก่อนทำท่าประสานมือด้วยสีหน้าจริงจัง


    “จากนั้นก็คงพูดว่า ‘ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ข้าเป็นศิษย์เอกยอดเขาจันทรา หากมีข้าอยู่จะไม่มีใครทำอะไรพวกท่านได้ทั้งนั้น’ อะไรทำนองนั้น”


    “อุบ!”


    หนานอวี้รีบยกมือปิดปาก แต่สุดท้ายก็ยังหลุดหัวเราะออกมา


    ไป๋หลิงมีสีหน้าเย็นเยียบ


    “เย่อ้าวเทียนคิดใช้แผนต่ำช้าเช่นนี้กับข้าจริงหรือ?”


    “ไม่รู้สิ ข้าจะไปรู้ความคิดของเขาได้อย่างไร?”


    ยูรันยักไหล่ ก่อนเลียนแบบน้ำเสียงเย่อ้าวเทียนในวันนั้น


    “แต่ดูจากตอนทำภารกิจครั้งแรก อยู่ดี ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมาว่า ‘เจ้ามาทำภารกิจหรือมาเที่ยวเล่นกันแน่? หึ! ภารกิจง่ายดายเพียงนี้ ข้าจะจัดการเอง พวกเจ้ารออยู่เฉย ๆ เถอะ!’”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวสรุป


    “จากนิสัยที่ชอบแสดงตนเป็นวีรบุรุษของเขา ข้าเดาว่าแผนน่าจะออกมาประมาณนี้”


    ลู่ชิงถานยกมือขึ้นอย่างลังเล


    “เอ่อ... ข้าขอแทรกสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”


    ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน


    “คือว่า... เย่อ้าวเทียนผู้นี้สติไม่ดีหรือเปล่าเจ้าคะ? เหตุใดยิ่งฟังก็ยิ่งดูเหมือนคนปัญญาอ่อน?”


    เป๊าะ!


    ยูรันดีดนิ้วทันที


    “เจ้ากับเยว่หลีพูดเหมือนกันไม่มีผิด ข้าเองก็คิดว่าเขาเหมือนคนปัญญาอ่อน”


    เขาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง


    รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่ชิงถานแข็งค้างเล็กน้อย


    [เยว่หลีอีกแล้ว...]


    หนานอวี้กับไป๋หลิงเหลือบมองนาง ก่อนหันกลับไปมองยูรันพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทว่าชายหนุ่มกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย


    ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ


    “สัตว์อสูรเหล่านั้นถูกฝังตราควบคุมเอาไว้ทั้งหมด กลุ่มโจรก็เตรียมเส้นทางหลบหนีไว้แล้ว กระทั่งตำแหน่งที่ศิษย์พี่เย่จะกระโดดลงมายังถูกทำเครื่องหมายเอาไว้เรียบร้อย”


    ไป๋จิ้งเหวินกำมือแน่น


    “ข่าวร้ายที่เจ้าว่าคือเรื่องนี้สินะ?”


    “ท่านแม่ไป๋ มันจะไปใช่ได้ยังไง”


    ยูรันส่ายหน้าอย่างจริงจัง


    “แผนพวกนั้นข้ารู้หมดแล้ว ก็ต้องไม่นับสิ”


    ทุกคนชะงักพร้อมกัน


    ไป๋หลิงสูดหายใจลึก ก่อนถามอย่างอดทน


    “ถ้าเช่นนั้น ข่าวร้ายคืออะไร?”


    ยูรันถอนหายใจยาว ราวกับกำลังเผชิญปัญหาใหญ่หลวง


    “ข้ายังไม่รู้ว่าศิษย์พี่เย่คิดจะใช้วิธีใดล่อศิษย์พี่รองออกไปต่างหาก”


    “...”


    หนานอวี้นิ่งค้างไปหลายอึดใจ ก่อนเส้นเลือดบนหน้าผากจะปูดขึ้นทีละเส้น


    “อ๊ากกกกก!”


    นางพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อยูรันแล้วเขย่าอย่างแรง


    “ที่เจ้าเล่ามาทั้งหมดไม่ใช่ข่าวร้าย แต่ข่าวร้ายของเจ้าคือยังไม่รู้ว่าไอ้สารเลวนั่นจะใช้ข้ออ้างอะไรล่อศิษย์พี่รองออกไปอย่างนั้นหรือ?! ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเลย!”


    ยูรันปล่อยให้ร่างกายโยกไปมาตามแรงเขย่า ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน


    “ก็ใช่น่ะสิ หากรู้คำเชิญล่วงหน้า พวกเราจะได้เตรียมบทละครตอบกลับให้สมจริงหน่อย”


    มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


    “ข้าอยากเห็นเขาคิดว่าแผนกำลังจะสำเร็จ แล้วค่อยรู้ตัวว่าทุกอย่างพังหมด จากนั้นก็กระอักเลือดออกมาอีกสักสองสามคำ”


    ยูรันนึกภาพตาม ก่อนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข


    “ฮ่า ๆ ๆ! แค่คิดก็ตลกแล้ว!”


    มือของหนานอวี้ที่กำลังเขย่าคอเสื้อเขาหยุดชะงัก


    นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ


    “มีเหตุผล...ข้าเองก็อยากเห็นไอ้สารเลวนั่นกระอักเลือดเหมือนกัน”


    ยูรันยกมือจัดคอเสื้อของตนให้เข้าที่ ก่อนกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “เอาเถอะ เรื่องแผนหลอกล่อนั่นจัดการไม่ยาก ศิษย์พี่รองไม่ต้องตอบรับสิ่งใดก็สิ้นเรื่อง”


    เขาหันไปทางไป๋หลิง


    “ไม่ว่าจะเป็นจดหมายลับ ข่าวเกี่ยวกับหลักฐาน พ่อค้าถูกจับตัว หรือคำเชิญจากผู้ใดก็ปล่อยผ่านไปทั้งหมด ต่อให้มีคนมาร้องไห้คุกเข่าอยู่หน้าประตู ท่านก็ไม่ต้องออกไป”


    ไป๋หลิงพยักหน้า


    “ข้าเข้าใจแล้ว”


    “ช่วงนี้ท่านอยู่เป็นเพื่อนท่านยายไป๋เถอะ”


    น้ำเสียงของยูรันอ่อนลงเล็กน้อย


    “ตอนแรกข้าคิดว่านางยังเหลือเวลาอีกสามวัน แต่ดูจากสภาพตอนนี้ คงเหลือเพียงสองวันเท่านั้น”


    บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที


    ไป๋หลิงกำมือบนตักแน่น ก่อนพยักหน้าช้า ๆ


    “อืม ข้าจะอยู่กับท่านยายจนถึงวาระสุดท้าย”


    ยูรันไม่ได้กล่าวปลอบโยน เพียงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ


    “พวกเราจะรอจนกว่าท่านยายไป๋จะจากไปอย่างสงบ หลังจัดการเรื่องภายในตระกูลเรียบร้อยแล้ว ค่อยลงมือกับโกดังของพวกมัน”


    จากนั้นเขาก็หันไปกำชับหนานอวี้ด้วยสีหน้าจริงจังยิ่งกว่าเดิม


    “ศิษย์พี่สาม ตอนจุดระเบิด ท่านต้องตะโกนว่า ‘ศิลปะคือการระเบิด!’ ด้วยนะ”


    ยูรันยกนิ้วขึ้นทำท่ากดบางสิ่งกลางอากาศ


    “พอดีคราวนี้ข้าจะทำเป็นแบบกดปุ่ม เดี๋ยวข้าจะนำพวงน้อยหน่าไปฝังไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้เอง เมื่อท่านกดปุ่ม พวกมันก็จะทำงานพร้อมกันทั้งหมด”


    เขากางมือทั้งสองข้างออก ก่อนทำท่าระเบิดครั้งใหญ่


    “จากนั้นก็ตู้ม!”


    “...”


    บรรยากาศเศร้าหมองภายในห้องถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี


    หนานอวี้กลับตาเป็นประกาย นางลุกพรวดขึ้น ก่อนชูนิ้วออกมาราวกับกำลังจะกดปุ่มในจินตนาการ


    “ศิลปะคือการระเบิด!”


    จากนั้นจึงกดนิ้วลงอย่างแรง


    “ตู้ม!”


    ยูรันยกนิ้วโป้งให้นางทันที


    “สมบูรณ์แบบ!”


    เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ


    “รับรองว่าท่านแม่ลู่กับท่านแม่ไป๋ต้องชอบแน่นอน ข้าจะบังคับแรงระเบิดให้พุ่งขึ้นไปบนฟ้า แล้วทำให้กลุ่มควันด้านบนแผ่ออกเป็นรูปเห็ดด้วยนะ งดงามมากเลยละ”


    ลู่เหยียนหนิงชะงัก


    “รูปเห็ด?”


    “ใช่ เห็ดดอกใหญ่มาก มองเห็นได้จากทั่วทั้งเมืองเลย”


    ยูรันพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ


    [จะบอกพวกนางไม่ได้ว่ามันคือดอกเห็ดจากระเบิดนิวเคลียร์]


    [ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องอธิบายอีกยาวว่านิวเคลียร์คืออะไร]


    หนานอวี้ยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้น


    “ศิษย์น้อง ข้าขอกดหลายครั้งได้หรือไม่?”


    “ไม่ได้ กดเพียงครั้งเดียวโกดังทั้งหมดก็หายไปแล้ว ท่านจะกดครั้งที่สองใส่อะไร?”


    “น่าเสียดาย...”


    หนานอวี้คอตกลงทันที


    ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนคำพูดกะทันหัน


    “แต่เอาเข้าจริง ข้าสามารถแยกปุ่มกดตามพื้นที่ได้นะ แบ่งโกดังออกเป็นหลายเขต เผื่อทุกคนอยากมีส่วนร่วมด้วย”


    เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิง


    “ท่านแม่ลู่ไม่อยากลองกดสักครั้งหรือ? ขอบอกเลยว่าสะใจมาก”


    ลู่เหยียนหนิงชะงัก ก่อนรีบส่ายหน้า


    “ข้าเป็นถึงประมุขตระกูล จะให้ไปเล่นสนุกกับเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?”


    ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ


    “เช่นนั้นข้าจะเตรียมปุ่มของท่านแม่ไว้ต่างหาก หากถึงเวลาแล้วท่านไม่ต้องการจริง ๆ ค่อยยกให้ผู้อื่น”


    “...”


    ลู่เหยียนหนิงนิ่งเงียบ ไม่ได้ปฏิเสธอีก


    หนานอวี้หรี่ตามองนาง


    “ฮูหยินลู่ ท่านกำลังอยากลองอยู่ใช่หรือไม่?”


    “ข้าเพียงคิดว่า ในเมื่อยูรันตั้งใจเตรียมให้ หากปฏิเสธไปคงทำร้ายน้ำใจเด็ก”


    ลู่ชิงถานคิ้วกระตุก


    [ท่านแม่ เหตุผลนั้นฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่น้อย]


    ยูรันหันไปทางไป๋จิ้งเหวินต่อ


    “ท่านแม่ไป๋กดโกดังหลักดีหรือไม่? แค่คิดว่านั่นคือเงินและทรัพย์สินที่พวกมันรวบรวมเอาไว้เพื่อทำลายตระกูลของท่าน แล้วกดลงไปให้เต็มแรง”


    ไป๋จิ้งเหวินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ


    “หากเป็นโกดังหลัก... ข้าขอกดเอง”


    “ท่านแม่ไป๋!”


    ไป๋หลิงมองมารดาอย่างไม่อยากเชื่อ


    ไป๋จิ้งเหวินหลบสายตาบุตรสาว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง


    “แม่ไม่ได้ต้องการแก้แค้น เพียงแค่อยากทำลายเครื่องมือที่พวกมันคิดใช้เล่นงานตระกูลเราเท่านั้น”


    ยูรันยกนิ้วโป้งให้ทันที


    “เหตุผลดีมาก เช่นนั้นตกลงตามนี้”


    หนานอวี้รีบยกมือขึ้นสูง


    “แล้วของข้าเล่า?”


    “ท่านได้โกดังใหญ่ที่สุด”


    “ยอดเยี่ยม!”


    ลู่ชิงถานค่อย ๆ ยกมือขึ้นตาม


    “แล้วข้ามีปุ่มด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”


    ยูรันพยักหน้า


    “ทุกคนมีหมด แม้แต่ตาแก่จางก็มี”


    องครักษ์จางสะดุ้ง


    “ขะ... ข้าด้วยหรือขอรับ?”


    “แน่นอน ท่านเดินนับโกดังมาตลอดคืน อย่างน้อยก็ควรได้กดทำลายสิ่งที่ตัวเองนับมาสักแห่ง จะได้ไม่รู้สึกว่าเสียแรงเปล่า”


    องครักษ์จางนิ่งคิด ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย


    “คุณชายกล่าวมีเหตุผลขอรับ”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน