“พี่ใหญ่ ข้าพาอาวั่งกับอาเหิงมาเยี่ยมท่านขอรับ” เจียวชิงพาลูกชายคนโตคือเจียววั่ง และลูกชายคนรองคือเจียวเหิง มาเยี่ยมพี่ชายต่างมารดาที่เจียวเนี่ยนเจินขนส่ง
เจียวตงไม่ได้แสดงท่าทางใดๆ ออกไป เขามองดูเจียวชิงและหลานชายทั้งสองด้วยใบหน้าเฉยเมย
“เอ่อ...พี่ใหญ่ คือว่าต่อไปข้าจะทำธุรกิจร่วมกับคุณชายโจว แต่เงื่อนไขของคุณชายโจวคือการขนส่งสินค้าทั้งหมดจะเป็นท่านที่รับผิดชอบหน้าที่นี้”
“เจ้ากลัวว่าข้าจะกลั่นแกล้งเจ้าอย่างนั้นหรือนายท่านเจียว ข้าไม่ทำอย่างนั้นหรอก งานก็คืองาน ไม่เกี่ยวว่าความขัดแย้งส่วนตัวของเราจะเป็นอย่างไร” เจียวตงตอบเสียงเรียบ
“ท่านลุงใหญ่ หลานขอภัยสำหรับเรื่องที่ผ่านมาขอรับ เวลานี้ครอบครัวของเราสำนึกผิดกับการกระทำในอดีตทั้งหมดแล้ว แต่เรื่องราวในอดีตไม่อาจแก้ไขได้ ดังนั้นในอนาคตพวกเราจะทำตัวใหม่ พวกเราจะเป็นคนที่ดีขึ้นและจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวของท่านลุงอีกขอรับ หวังว่าท่านลุงจะให้อภัยหลานนะขอรับ” เจียวเหิงเดินเข้าไปคุกเข่าลงต่อหน้าเจียวตง
เจียวตงมองหลานชายคนนี้อีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเรื่องการทะเลาะวิวาทของเจียวเหิงกับเจียวเป่าลูกชายบุญธรรมของเขาอยู่เป็นประจำ หนักสุดก็คงจะเป็นเรื่องการทะเลาะกันที่เมืองฝั่งเหนือ ตอนที่เจียวเป่าขนสินค้าไปส่ง จนชวนอ๋องช่วยออกหน้าให้ ทำให้เจียวเป่า ลูกชายบุญธรรมของเขาได้รับเงินค่าชดเชยมาตั้งห้าร้อยตำลึง แต่ในเมื่อเวลานี้เจียวเหิงถึงขั้นมาขอขมาและคุกเข่าต่อหน้าเขา หากเขายังยืนยันที่จะไม่ให้อภัยอีก มันคงดูเหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่ใจแคบเกินไป “เจ้าลุกขึ้นก่อนเถอะ อย่างที่เจ้าว่า เรื่องในอดีตมันผ่านไปแล้ว” เจียวตงหันไปหาเจียวชิง “นายท่านเจียว เจ้ามีสิ่งใดก็รีบพูดมาเถอะ วันนี้ข้ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก”
“พี่ใหญ่ ท่านจะไม่ให้อภัยข้าเลยหรือขอรับ เมื่อก่อนเป็นข้าที่หลงผิด เอ่อ...จนทำให้ท่านต้องได้รับความลำบากมามาก”
“เรื่องการส่งสินค้ากับร้านค้าสกุลโจว เจียวเนี่ยนเจินขนส่งของข้าไม่เคยทำงานผิดพลาดมาก่อน เจ้าวางใจได้ หากข้ารับงานแล้วก็จะส่งสินค้าให้ถึงมือเจ้าอย่างครบถ้วนแน่นอน” เจียวตงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“พี่ใหญ่ ท่าน...” เจียวชิงยังพูดไม่จบ เจียวตงก็พูดสวนขึ้นมาก่อน
“เรื่องในอดีตก็ปล่อยให้มันผ่านไป ส่วนปัจจุบันพวกเราสองครอบครัวเคยเป็นมาอย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้นเถอะ” เจียวตงพูดขึ้นอย่างชัดเจน ถึงอย่างไรเหตุการณ์ในอดีตก็สร้างความเจ็บช้ำและลำบากให้กับครอบครัวของพวกเขามามากจริงๆ ถึงแม้ปากของเขาจะบอกว่าให้อภัยน้องชายต่างมารดาคนนี้ แต่ในใจเขาจะคิดได้อย่างนั้นจริงหรือ มิสู้ต่างคนต่างอยู่เหมือนที่ผ่านมาจะดีที่สุด
“ถ้าเช่นนั้น ข้ากับลูกชายต้องขอตัวกลับก่อน” เจียวชิงยอมถอยให้พี่ชายเป็นครั้งแรก เพราะถึงอย่างไรในอดีตเขาก็ทำกับครอบครัวของพี่ชายไว้อย่างเจ็บปวดจริงๆ
“ท่านพ่อ ท่านลุงไม่ยอมยกโทษให้เราใช่หรือไม่ขอรับ” เจียววั่งถามขึ้นเมื่อพวกเขาเดินพ้นหน้าประตูเจียวเนี่ยนเจินขนส่งออกมาแล้ว
“ความผิดของพ่อเมื่อก่อนมันใหญ่หลวงจริงๆ ต่อไปเราก็อย่ามาสร้างปัญหาให้กับท่านลุงของเจ้าอีกเลย”
“นายท่านเจียวตกลงซื้อ เอ่อ..อะไรนะ ที่เจ้าเรียกว่าแฟรนไชส์น่ะ สี่ร้านสาขาทั้งหมดในคราวเดียวเลยหรือ” จ้าวตงจื่อถามโจวหยวนเฉิงอย่างตกใจ
วันนี้โจวหลี่เฉียง โจวหยวนเฉิง จ้าวตงจื่อ หลินป๋อฉือ และเยี่ยเต๋อ นัดกันมาดื่มชาที่โรงน้ำชาสกุลโจว
“ใช่ เขาเสียเงินค่าธรรมเนียมก้อนโตไปในคราวเดียวเลยล่ะ แต่อีกไม่นานเขาก็จะเรียกกำไรคืนมาได้” โจวหยวนเฉิงตอบ
“เจ้านี่ก็คิดธุรกิจออกมาได้ดียิ่ง นอกจากจะขายสินค้าของตัวเองได้แล้ว ยังได้ส่วนแบ่งกำไรในแต่ละปีอีก” จ้าวตงจื่อชมเพื่อน
“ไม่เท่านั้น ชื่อของร้านค้าสกุลโจวยังกระจายไปถึงเมืองฝั่งเหนือโดยที่พี่หลี่เฉียงกับหยวนเฉิงไม่ต้องลงไปบริหารเองอีกด้วย” เยี่ยเต๋อพูดขึ้น
“ถ้ามีคนจากเมืองอื่นอยากมาซื้อร้านสาขาของเจ้าเล่า เขาก็ต้องทำเหมือนนายท่านเจียวชิงใช่หรือไม่ ที่ต้องเปิดร้านโดยใช้ชื่อร้านสกุลโจว ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ต้องแบ่งผลกำไรรายปี และยังต้องสั่งซื้อสินค้าจากเจ้าเพียงที่เดียวเท่านั้น” หลินป๋อฉือยังถามต่อ “แล้วการขนส่งไปต่างเมืองเล่า ท่านอาเจียวตงกับพี่เป่าไม่ส่งสินค้าระยะไกลไม่ใช่หรือ”
“ท่านปู่แม่ทัพกำลังจะเปิดกิจการขนส่งระหว่างเมืองอยู่ไม่ใช่หรือ หากต้องส่งสินค้าไปเมืองอื่น ข้าก็แค่เปลี่ยนไปใช้บริการของตงจื่อแทน ส่วนในเมืองหยินก็ยังคงใช้บริการของท่านอาเจียวตงเหมือนเดิม” โจวหยวนเฉิงตอบ
“ตอนนี้สถานการณ์ที่ชายแดนเงียบสงบมาหลายปีแล้ว ทหารบางส่วนจึงถูกปลดและส่งกลับบ้านเกิดเพราะงบประมาณในการบำรุงกองทัพลดลง ท่านปู่ก็เลยอยากคัดทหารปลดประจำการบางส่วนมาเพื่อเปิดกิจการขนส่งสินค้าระหว่างเมืองขึ้นน่ะ ทำอย่างนี้ถึงจะช่วยให้พวกเขามีอาชีพได้ แนวคิดนี้ก็เป็นหยวนเฉิงที่เคยเสนอท่านปู่เอาไว้ ส่วนทหารพิการหรือคนที่ไม่มีครอบครัว ท่านปู่ก็รับมาทำงานในไร่และโรงงานทำอาหารทะเลตากแห้งแล้ว ตอนนี้พวกเขาล้วนมีความสุขมาก ที่มีทั้งที่พัก มีทั้งเงินเดือนไว้ใช้” จ้าวตงจื่อพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง
“อาเต๋อ แล้วเจ้าเล่า โรงทอผ้ากับร้านขายแพรพรรณของเจ้าเป็นอย่างไร” โจวหลี่เฉียงถามขึ้นอย่างห่วงใย เพราะร้านค้าสกุลโจว กิจการของจ้าวตงจื่อ และโรงหมอของหลินป๋อฉือ ต่างก็รุ่งเรืองกันทุกคน ดังนั้นเขาจึงอดเป็นห่วงเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้เยี่ยเต๋อก็ได้กลายมาเป็นน้องชายร่วมสาบานของเขาอีกตำแหน่งหนึ่งแล้วด้วย
“ร้านแพรพรรณก็ขายดีมากขอรับพี่หลี่เฉียง ท่านพ่อไปติดต่อกับพ่อค้าที่ท่าเรือมากมาย จนได้ผ้าเนื้อดีจากแคว้นอื่นมาขายเป็นจำนวนมาก ส่วนโรงทอผ้า ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มทำการทอ เพราะตอนนี้เราเพิ่งเริ่มเลี้ยงไหม และฝ้ายของชาวบ้านก็ยังไม่ถึงช่วงเก็บเกี่ยว คงต้องรอไปอีกสักระยะถึงจะเปิดโรงทอได้ขอรับ” เยี่ยเต๋อยิ้มกว้าง ก่อนที่จะพูดต่อ “การที่ข้าได้มารู้จักกับท่านและหยวนเฉิง เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตข้าเลยนะขอรับ”
“แล้วรู้จักข้ากับป๋อฉือ เจ้าไม่ดีใจหรือ” จ้าวตงจื่อแย้งขึ้น
“เมื่อก่อนข้ากับอาเต๋อรู้จักกับเจ้าก็ไม่พ้นมีแต่โดนรังแก” หลินป๋อฉือแกล้งพูดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนที่จะยิ้มให้จ้าวตงจื่ออย่างจริงใจ “แต่พอได้คบกันแล้ว ข้าถึงได้รู้ว่าเจ้าก็เป็นคนดีและรักเพื่อนมากเหมือนกันนะตงจื่อ”
“ใช่ๆ ตงจื่อช่างเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ” เยี่ยเต๋อเสริม
“พอแล้วพอ พวกเจ้าไม่ต้องมาแกล้งชมข้าหรอก เพราะถึงอย่างไรข้าก็รู้ตัวเองมาตั้งนานแล้วว่าข้านะเป็นคนดี” จ้าวตงจื่อพูดชมตัวเอง ก่อนที่ทั้งหมดจะหัวเราะออกมาเสียงดังกันอย่างพอใจ “เฮ้อ...เวลามันผ่านไปเร็วมากเลยนะ ปีหน้าพวกเราก็จะอายุครบสิบแปดปีแล้ว ว่าแต่พออายุครบสิบแปด หยวนเฉิงก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานกับลี่เอ๋อ พี่หลี่เฉียงเล่าขอรับ ข้าจะมีโอกาสได้ดื่มเหล้ามงคลของท่านอยู่ใช่หรือไม่”
“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าจะไม่ได้ดื่มล่ะ” โจวหยวนเฉิงถาม
“ก็ข้าไม่เคยเห็นพี่หลี่เฉียงชอบสตรีนางใดเลยนี่ มีอยู่หนหนึ่งนะข้าจำได้ มีแม่นางน้อยหน้าตาสวยอยู่คนหนึ่งแอบทิ้งผ้าเช็ดหน้าไว้ให้พี่หยวนเฉิง พวกเจ้ารู้ไหมว่าพี่หยวนเฉิงทำอย่างไร เขาตกใจจนเผลอไปผลักคุณชายรูปร่าง เอ่อ...ค่อนข้างท้วมคนหนึ่งไปทับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเข้าพอดี คุณชายท่านนั้นกลับคิดไปเองว่าแม่นางน้อยคงจะสนใจและอยากมอบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นให้เขา ปรากฏว่าหลังจากนั้น คุณชายร่างท่วมก็คอยไปหาแม่นางน้อย แถมยังหมั่นซื้อของไปฝากอยู่ตลอด จนแม่นางน้อยใจอ่อน ยอมแต่งให้กับคุณชายท่านนั้นไป” จ้าวตงจื่อเล่าไปหัวเราะไป “ข้าก็เพิ่งรู้ว่าพี่หลี่เฉียงน่ะเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก”
“ใครว่าพี่หลี่เฉียงไม่มีนางในดวงใจ ถ้าพวกเจ้ารู้ล่ะก็ พวกเจ้าจะต้องตกใจมากแน่ๆ” โจวหยวนเฉิงพูดขึ้น
“ทำไมพวกข้าต้องตกใจด้วย ไม่ใช่ว่านางในดวงใจของพี่หลี่เฉียงคือคุณหนูไฉลี่หลินหรอกหรือ” เยี่ยเต๋อหันไปถามโจวหยวนเฉิงกับโจวหลี่เฉียง ทั้งมีหลินป๋อฉือพยักหน้ารับ
“พวกเจ้ารู้กันหมดแล้วหรือ ข้าไม่เคยบอกใครนะ” โจวหยวนเฉิงพูดอย่างตกใจ “ข้าไม่ได้บอกใครนะพี่ใหญ่”
“ต้องให้มีคนมาบอกด้วยหรือ เวลาพี่หลี่เฉียงมองเห็นแม่นางไฉลี่หลินนะ ถึงแม้นางจะอยู่ตั้งไกล แต่พี่หลี่เฉียงก็ยังหน้าแดงยิ่งกว่าดอกชบาเสียอีก ข้ากับป๋อฉือมองเห็นบ่อยไป แล้วนี่เจ้าไม่รู้เลยจริงๆ หรือตงจื่อ” เยี่ยเต๋อหันไปหาจ้าวตงจื่อ
“ก็ไม่รู้จริงๆ น่ะสิ พี่หลี่เฉียง รีบพูดมาขอรับ ข้าอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร” จ้าวตงจื่อถามโจวหลี่เฉียงอย่างคาดคั้น
“ข้าต้องไปหาพี่ฮุ่ยหมิ่นที่ท่าเรือ เจ้ารอง เสร็จธุระทางนี้ เจ้าก็รีบตามข้าไปก็แล้วกัน” โจวหลี่เฉียงเตรียมที่จะลุกหนี
“พี่หลี่เฉียง ถ้าท่านหนีไปอย่างนี้ เชื่อหรือไม่ว่าวันนี้ข้าจะไปบ้านท่านเจ้าเมือง และข้าจะไปหาคุณหนูไ...” จ้าวตงจื่อยังพูดไม่จบประโยคก็ถูกมือของโจวหลี่เฉียงปิดปากไว้
“พวกเจ้าอยากรู้อะไร” โจวหลี่เฉียงไม่มีทางเลี่ยงจึงนั่งลงให้จ้าวตงจื่อ หลินป๋อฉือ และเยี่ยเต๋อสอบถามเรื่องของหัวใจกันไปอีกยาว