ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

ตอนที่ 193 เป็นเจ้าสินะ

ร่างไร้ชีวิตของพวกเขาถูกดูดกลืนพลังจนเหี่ยวแห้งและสลายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย

ผู้ชมที่ยังคงอยู่รอดและหน่วยเจ้าหน้าที่ต่างยืนอึ้งและตระหนกเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกคนรู้ทันทีว่านั่นคือหนึ่งในสัตว์แปลงที่อันตรายที่สุดที่สร้างภัยพิบัติอยู่ภายในอาณานิคมในขณะนี้

“ราชาอีกาดำ!”

การปรากฏตัวของเจ้าอีกาดำนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างสมาคมใต้ดินและเจ้าสัตว์ร้ายอย่างชัดเจนพลังของพวกเขารวมกันเป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจมองข้ามได้อาชูร่ามองภาพที่เกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยในขณะที่คนอื่น ๆยังคงตกอยู่ในความสับสนและความหวาดกลัว

 

“ชีวิตมนุษย์เหล่านี้ช่างหอมหวานเสียจริง...!”

ชายหนุ่มในชุดดำกระซิบเบา ๆ

ขณะที่เขาเริ่มดูดกลืนพลังชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆความมืดมิดที่เขานำพามาด้วยกำลังจะกลืนกินทุกสิ่งในสนามแข่งขันแห่งนี้

ในขณะที่สถานการณ์ภายนอกกำลังเผชิญกับวิกฤติอยู่นั้นภายในโลกมิติก็ไม่ได้สงบสุขไปกว่ากันเลย

“เปรี้ยง!”  “เปรี้ยง!”

เสียงสั่นสะเทือนดังก้องกังวานไปทั่วทั้งพื้นที่ ราวกับแรงสั่นไหวที่ไม่อาจหยุดยั้งกำลังทำให้โลกทั้งใบนี้ล่มสลายลง

พื้นดินในโลกมิติเริ่มแตกเป็นรอยร้าวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับจะระเบิดออกจากภายใน

ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดมิดลงอย่างรวดเร็วเมฆดำหนาทึบเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะ

พื้นผิวของโลกมิติเริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็วผนังที่มองไม่เห็นรอบข้างเริ่มขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆราวกับกำลังบีบอัดทุกสิ่งให้หายไปในความมืดมิด

ปราชญ์หวางที่กำลังรับภาระหนักอึ้งในการรักษาสมดุลของมิติ

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความเหนื่อยล้าสายตาของเขามองเห็นผนังที่มองไม่เห็นเหล่านั้นขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

มือของปราชญ์หวางยกขึ้นและปล่อยพลังงานอันแข็งแกร่งออกมาสร้างเป็นกำแพงพลังเวทย์ขึ้นอีกชั้น

หวังที่จะรักษาสมดุลโลกมิตินี้ให้นานที่สุด

แต่แรงกดดันจากภายนอกและความไม่เสถียรของมิติกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กำแพงพลังเวทย์เริ่มมีรอยร้าวแสงสว่างที่เคยเปล่งประกายเริ่มหม่นหมองลงเรื่อย ๆ

เสียงหอบหายใจของปราชญ์หวางหนักขึ้นเรื่อย ๆ เรี่ยวแรงค่อยๆ ลดลงไปทุกขณะร่างกายของเขาเริ่มสั่นสะท้านจากความเหนื่อยล้าที่ทับถมมาเป็นเวลานานดวงตาของเขาเริ่มพร่ามัว ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วทั้งร่างทำให้เขารู้สึกเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ

ขณะที่ผนังมิติค่อย ๆ เข้ามาใกล้จนแทบจะสัมผัสถึง

ปราชญ์ผู้เหน็ดเหนื่อยนี้ก็ทราบดีว่าเขาเหลือเวลาไม่มากแล้วทุกสิ่งรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยวและสั่นไหวอย่างรุนแรง โลกมิติที่หดเล็กลงกำลังจะสูญเสียสมดุลในไม่ช้า

แต่แล้วในเสี้ยววินาทีนั้นเองสัญชาตญาณของปราชญ์ก็กระตุกขึ้นเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงการโจมตีบางอย่างที่กำลังพุ่งเข้ามาจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว

แสงสีดำวาววับแหวกอากาศเข้ามาอย่างไม่มีเสียงพลังงานมืดนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการสังหาร

นาฟที่สัมผัสได้ถึงอันตรายนี้ ดวงตาของเขาหรี่ลง เห็นแสงสีดำที่พุ่งตรงมาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์

โดยไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที ชายหนุ่มพุ่งตัวไปขวางทางการโจมตีอย่างรวดเร็วขณะที่ กำไลที่แขนซ้ายก็เริ่มส่องแสงสว่าง เสียงโลหะเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อนก่อนที่กำไลนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นโล่โลหะขนาดใหญ่ที่มีลวดลายสลักประณีตยาวลงมาถึงพื้นบดบังการโจมตีทั้งหมด

“ตูมมม!”

เสียงกระทบดังสนั่นหวั่นไหว พลังโจมตีที่เข้ามาอย่างดุดัน

พุ่งชนโล่ด้วยแรงมหาศาล แต่โล่กลับรับแรงนั้นไว้ได้อย่างมั่นคงแสงสีดำถูกปัดออกไป แตกกระจายเป็นเส้นสาย กลายเป็นประกายแสงที่สลายไปในอากาศ

นาฟยืนมั่นคงอยู่เบื้องหน้า ดวงตายังจ้องมองไปยังทิศทางของการโจมตี

ในชั่วขณะเดียวกันศัตรูที่เพิ่งพลาดในการโจมตี รู้ตัวว่าตกอยู่ในอันตรายเสียงของลมหายใจที่สั่นไหวเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาของดาบใหญ่สีทอง

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งตัวองค์ชายสามก็ปรากฏตัวต่อหน้าเขาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด ดาบสีทองถูกยกขึ้นสูงและในเสี้ยววินาทีที่เสียดสีกับอากาศก็กลายเป็นแสงประกายสีทองอร่ามตัดผ่านทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไร้ความปรานี

“เปรี้ยง!”

ดาบนั้นก็ตัดผ่านอากาศลงมา แสงสะท้อนจากดาบทำให้บรรยากาศรอบๆแยกออกเป็นสองฝั่ง

เสียงฟันดาบกึกก้องสะเทือนไปทั่วแรงกระแทกที่เกิดขึ้นส่งคลื่นพลังไปทั่วทั้งบริเวณ

ศัตรูในชุดดำพยายามสร้างเกราะป้องกันแต่ก็สายเกินไปดาบสีทองได้ตัดผ่านเกราะไปอย่างง่ายดาย พลังอันยิ่งใหญ่ของดาบทองคำทำให้เขากระเด็นออกไปไกลหายลับเข้าไปในเงามืด

องค์ชายสามยืนหยัดอยู่ตรงนั้นดาบสีทองยังคงส่องแสงเจิดจ้าในมือของเขา สีหน้ายังคงเคร่งเครียด

องค์ชายสามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขณะที่เขายังคงจับดาบทองไว้แน่น

“เป็นเจ้าสินะ! นักแข่งนามมฤตยูดำ!”

 

ท่ามกลางเสียงลมหายใจที่หนักอึ้ง มฤตยูดำที่ถูกองค์ชายสามฟาดฟันจนกระเด็นออกไปได้เดินกลับเข้ามาอีกครั้ง ฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคงท่วงท่าแฝงด้วยอำนาจที่มิอาจมองข้ามไปได้

รอยยิ้มเยาะเย้ยค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขาขณะที่เขาใช้มือค่อยๆ ถอดหมวกคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง

เขาเป็นชายผิวดำ รูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อที่แน่นตึงปรากฏชัดเจนภายใต้ชุดเกราะสีดำดุดันดวงตาสีเข้มเป็นประกายแห่งความเย็นชาและความร้ายกาจที่น่ากลัว

แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงมากกว่านั้นคือเหล่าสัตว์จำแลงเรืองแสงสามตัวที่ยืนอยู่ข้างกายเขา