จารึกที่ 278 : โลกใบเล็กในพู่กัน : ความวุ่นวายของฮาเร็ม
รัตติกาลอันหนาวเหน็บทิ้งตัวปกคลุมยอดเขาพู่กันหยก ความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงดาราถูกขับไล่ด้วยประกายแสงสีเงินยวงที่ไหลเวียนอยู่บนม่านพลังของ 'มหาค่ายกลหมื่นอักขระสูญตา' กลิ่นอายความตายที่เคยคละคลุ้งถูกชำระล้างจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบสงัดที่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม ประหนึ่งผืนดินแห่งนี้ได้กลายเป็นเขตแดนต้องห้ามที่สวรรค์ไม่อาจเอื้อมมือลงมาแตะต้อง
เบื้องหน้าทางเข้าหลักของหอจารึกขยะ รูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาขนาดยักษ์ยืนตระหง่านดุจภูเขาขนาดย่อม 4 กรที่ถือศัสตรากระดูกอสูรบรรพกาลไขว้ทับกัน ดวงตาแนวตั้งสีโลหิตที่กึ่งกลางหน้าผากสาดส่องลำแสงกวาดฝ่าความมืดมิด มันคือมัจจุราชไร้ความปรานีที่ถูกสลักวิญญาณให้ฉีกกระชากผู้บุกรุกทุกคน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังสะท้อนก้องบนพื้นหินหยกดำ เงาร่างของบุรุษหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่น ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิดของหอคัมภีร์ นัยน์ตาสีเงินยวงของอาเจียทอประกายเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง 1000 ปี กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขามิใช่เพียงแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ทว่ามันผสมผสานกับความว่างเปล่าที่เพิ่งตื่นรู้จากนิมิตแห่งอดีตกาล
เบื้องหน้าของรูปปั้นมัจจุราช มิตรสหายคณะวิปลาสยืนรอคอยอยู่อย่างเงียบงัน ฉินมู่หลางยืนกอดกระบี่นิรันดร์ เฟิงอี้หรานมีเปลวเพลิงสีทองแดงลุกโชนจางๆ รอบกาย หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นยืนเคียงคู่กันแผ่กลิ่นอายเหมันต์และพฤกษา แววตาของสตรีทั้ง 2 ยังคงหลงเหลือร่องรอยความโศกเศร้าจากการสูญเสีย ทว่าถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องมาตุภูมิ ส่วนเฟิงหลิงเอ๋อร์ทอดสายตาที่มีประกายดารามองตรงมายังชายหนุ่ม
"กลิ่นอายของเจ้าเปลี่ยนไปนะศิษย์น้อง..." ฉินมู่หลางเอ่ยทำลายความเงียบ สัญชาตญาณกระบี่ของเขาสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งในจิตวิญญาณของอาเจีย "เจ้าพบสิ่งใดในหอจารึกขยะงั้นหรือ?"
"ข้าพบ... แผนที่สู่ขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสุสานที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด..."
อาเจียตอบเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับทำให้มวลอากาศรอบด้านสั่นสะเทือน "สถานที่ที่เรียกว่า 'หุบเขาต้องห้าม' ดินแดนที่สวรรค์ทอดทิ้งและเต็มไปด้วยซากศพของเหล่าเซียน... ที่นั่นมีคำตอบเรื่องชาติกำเนิดของข้า และมีหนี้แค้นที่ข้าต้องไปตามเก็บให้ครบทุกอีแปะ"
ชายหนุ่มกวาดสายตามองมิตรสหายทุกคน "การเดินทางครั้งนี้ มิใช่การข้ามผ่านอาณาเขตธรรมดาทั่วไป ทว่ามันคือการเดินทางข้ามมิติมีอันตรายระหว่างทางมากมาย การเดินทางมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่แม้แต่เซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มก็ไม่อาจเอาชีวิตรอด หากพวกเจ้าเดินทางไปพร้อมกับข้าด้วยวิถีทางปกติ กฎเกณฑ์แห่งความตายระหว่างมิติจะฉีกกระชากเส้นชีพจรของพวกเจ้าจนแหลกสลาย"
"เช่นนั้น ท่านจะทิ้งพวกเราไว้ที่นี่งั้นหรือศิษย์พี่อาเจีย?" เฟิงหลิงเอ๋อร์รีบก้าวออกมาข้างหน้า แววตาของนางเต็มไปด้วยความดื้อรั้น "พวกเราสาบานแล้วว่าจะร่วมเป็นร่วมตาย ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเผชิญหน้ากับความว่างเปล่านั้นเพียงลำพังเด็ดขาด!"
"ใครบอกว่าข้าจะทิ้งพวกตัวผลาญเสบียงเช่นพวกเจ้าไว้ที่นี่เล่า..."
อาเจียแค่นเสียงหัวเราะ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ข้าเป็นผู้ที่หวงสมบัติยิ่งกว่าชีวิต มิตรสหายที่ข้าทุ่มเทแรงกายปกป้อง ข้าย่อมต้องพกติดตัวไปด้วย! ทว่า... พวกเจ้าจะต้องเข้าไปอยู่ใน 'คลังสมบัติลับ' ที่ปลอดภัยที่สุดของข้า"
ชายหนุ่มยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า สะบัดข้อมือเพียงคราเดียว 'พู่กันนิรันดร์' ด้ามศิลาสีดำทมิฬที่สลักลวดลายดาราจักรก็ปรากฏขึ้นในกำมือ!
อาเจียถ่ายทอดปราณเซียนที่ผสานเจตจำนงแห่งความว่างเปล่าลงไปในด้ามพู่กัน อักขระสูญตาที่สลักอยู่บนนั้นสว่างวาบเจิดจ้า!
"องค์หญิงน้อย... ตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว!"
สิ้นเสียงตวาดบัญชา แสงสว่างสีเงินยวงพลันพวยพุ่งออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ มันรวมตัวกันหมุนวนกลางอากาศธาตุ ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นร่างของดรุณีน้อยผู้หนึ่ง!
นางมีเส้นผมสีเงินยวงยาวสยายจรดพื้น สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่สลักลวดลายอักขระบรรพกาล ดวงตากลมโตของนางมีสีเดียวกับอักขระสูญตา นางคือ 'องค์หญิงน้อย' จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการกลืนกินพลังปราณมหาศาลตลอดเวลาที่ผ่านมา! แม้รูปลักษณ์จะดูบอบบางไร้เดียงสา ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ นั้น กลับลึกล้ำและป่าเถื่อนดุจวิญญาณบรรพกาล มันคือพลังขั้นสูงระดับ 'มหาสภาวะซวี' ที่ลึกล้ำจนไม่อาจมองเห็นหรือหยั่งถึงได้!
"นายท่านผู้บ้าคลั่งทรัพย์สิน... เรียกข้าออกมากลางดึกเช่นนี้ จะให้ข้าเปิดประตูคลังสมบัติอีกแล้วงั้นหรือ?" องค์หญิงน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าแฝงไปด้วยความหยิ่งยโสของจิตวิญญาณบรรพกาล นางลอยตัวอยู่กลางอากาศ กอดอกมองอาเจียด้วยสายตาตำหนิ
"เปิด 'โลกใบเล็ก' ซะ! ข้าจะย้ายสัมภาระที่มีชีวิตพวกนี้เข้าไปหลบซ่อนตัว!" อาเจียสั่งการอย่างเฉียบขาด
องค์หญิงน้อยถอนหายใจยาว ก่อนจะยกมือเล็กๆ ทั้ง 2 ข้างขึ้น รีดเค้นกฎเกณฑ์แห่งการรังสรรค์!
"มิติพู่กันนิรันดร์... เบิกสวรรค์เปิดปฐพี!"
คลื่นพลังงานที่ไร้รูปทรงระเบิดออกจากร่างขององค์หญิงน้อย กระแทกมิติอากาศเบื้องหน้าให้แตกร้าวประหนึ่งกระจกเงา! รอยแยกมิติสีเงินยวงค่อยๆ ขยายตัวออก กลายเป็นประตูมิติขนาดใหญ่ที่สูงกว่า 10 จั้ง!
คลื่นปราณที่พวยพุ่งออกมาจากประตูมิตินั้น บริสุทธิ์และเก่าแก่ยิ่งกว่าปราณฟ้าดินในโลกภายนอกนับ 100 เท่า! มันคือกลิ่นอายของปฐมกาล!
"เข้าไปซะ!" อาเจียพยักหน้าให้คณะวิปลาส "ข้าต้องออกเดินทางไปหาสัตว์วิเศษบรรพกาลเพื่อมาทำหน้าที่ลากเรือเหาะ การขับเคลื่อนมหานาวาปราณข้ามทวีปจำต้องผลาญศิลาปราณมหาศาล ข้าจะไม่ยอมสูญเสียค่าเชื้อเพลิงไปฟรีๆ หรอก! พวกเจ้าจงเข้าไปพักผ่อนและห้ามทำลายข้าวของในคลังสมบัติของข้าเด็ดขาด!"
ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานประสานมือคารวะ ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าสู่ประตูมิติ ตามด้วยหลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่ส่งยิ้มหวานให้อาเจียก่อนจะก้าวข้ามผ่านความว่างเปล่าเข้าไป
เมื่อทุกคนเข้าไปจนหมด อาเจียก็หันหลังเตรียมตัวจะเรียกมหานาวาปราณ ทว่าสัมผัสวิญญาณของเขาที่เชื่อมต่อกับมิติพู่กัน กลับต้องกระตุกอย่างรุนแรง!
"เดี๋ยว... เกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น!"
ชายหนุ่มสบถลั่น รีบก้าวเท้าทะยานตามทะลุมิติเข้าไปทันที!
เมื่อก้าวพ้นม่านแสงสีเงินยวง อาเจียก็ต้องเบิกตากว้างกับภาพเบื้องหน้า!
มิติพู่กันนิรันดร์ที่เขาเคยรู้จัก ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงห้องโถงศิลาว่างเปล่าสำหรับเก็บคัมภีร์ บัดนี้... จากการที่มันได้กลืนกินพลังปราณของเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่ม และซึมซับมวลพลังงานมหาศาลจากการสร้างค่ายกล มันได้วิวัฒนาการทะลุขีดจำกัด กลายเป็น 'โลกใบเล็ก' ที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา!
เบื้องบนคือท้องฟ้าที่สลักด้วยลวดลายอักขระดาราจักร เบื้องล่างคือผืนแผ่นดินปฐพีที่อัดแน่นไปด้วยปราณบรรพกาล มีภูเขาที่ก่อตัวจากศิลาปราณ มีแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวด้วยปราณเหลวบริสุทธิ์! มันคือมิติเอกเทศที่มีกฎเกณฑ์ของตนเอง!
ทว่า สิ่งที่ทำให้อาเจียต้องเลือดขึ้นหน้า มิใช่ความยิ่งใหญ่ของโลกใบเล็ก... แต่คือความ 'วิปลาส' ของเหล่าสตรีที่กำลังลงมือ 'จัดสรรปันส่วน' ดินแดนกันอย่างหน้าตาเฉย!
ณ ทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยดินบรรพกาลอันอุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยแร่ธาตุหายาก... เฟิงหลิงเอ๋อร์ลอยตัวอยู่กลางอากาศ เนตรดาราของนางสาดแสงเจิดจ้า ดรุณีน้อยไม่ได้ลงไปปลูกดอกไม้ ทว่านางกำลังใช้วิถี 'ดาราถล่มฟ้า'!
อุกกาบาตขนาดเล็กที่อัดแน่นด้วยปราณแก่นทองคำ พุ่งตกลงมากระแทกผืนดินบรรพกาลดังกัมปนาท! นางใช้พลังทำลายล้างที่ป่าเถื่อน บดขยี้ก้อนศิลาวิญญาณและปราบปรามเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ในผืนดิน บังคับให้รากเหง้าของวิถีเต๋าต้องสยบยอม จากนั้นนางก็โปรยเมล็ดพันธุ์พฤกษาดาราลงไป บังคับให้พวกมันงอกเงยขึ้นมาเป็นทุ่งหญ้าเรืองแสงสีฟ้าอ่อนที่กินพื้นที่นับ 100 ลี้!
"ตรงนี้กว้างขวางและมีแสงดาวงดงามที่สุด... ข้าจะสร้าง 'ตำหนักทุ่งดารา' ไว้ที่นี่... เพื่อรอต้อนรับศิษย์พี่อาเจียในยามที่เขาเหน็ดเหนื่อย..." เฟิงหลิงเอ๋อร์พึมพำด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ แววตาเต็มไปด้วยความฝันหวานของการสร้างเรือนหอ!
ห่างออกไปทางทิศอุดร ณ ยอดเขาที่เคยเป็นหินหนืดสีดำขลับซึ่งอัดแน่นด้วยพลังธาตุไฟอันล้ำค่า... หลินชิงเสวี่ยสตรีใบหน้าเย็นชา กำลังปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่เหมันต์นิรันดร์ขั้นสูงสุด!
"แช่แข็งวัฏจักร!"
นางตวัดกระบี่ฟาดฟันลงบนยอดเขานั้น ปราณความเย็นระดับศูนย์สัมบูรณ์ พุ่งเข้าปะทะกับหินหนืดที่กำลังเดือดพล่าน! กฎเกณฑ์แห่งความร้อนถูกบีบอัดและถูกทำลายอย่างโหดเหี้ยม ยอดเขาธาตุไฟระดับสุดยอด ถูกแช่แข็งให้กลายเป็น 'ยอดเขาเหมันต์น้ำแข็ง 1000 ปี' ประติมากรรมน้ำแข็งที่ส่องประกายเย็นเยียบ!
"ความเงียบสงบและความเย็นเยียบ... เหมาะสมที่สุดสำหรับการบำเพ็ญคู่... ข้าจะสลักถ้ำวิถีเต๋าไว้ที่นี่... หากเขากล้าปฏิเสธ ข้าจะแช่แข็งเขาทั้งเป็น..." หลินชิงเสวี่ยเก็บกระบี่ ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสกลับปรากฏรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง มันเป็นรอยยิ้มของการประกาศอาณาเขต!
ส่วนเย่ปิงอวิ๋นก็ไม่น้อยหน้า นางพุ่งไปที่หุบเขาที่เต็มไปด้วยหมอกปราณบริสุทธิ์ ใช้มหาเวทพฤกษาสยบมาร เรียกรากไม้มีพิษนับ 10000 สายให้ไชชอนทำลายพื้นดิน สร้างเป็นป่าหมอกพฤกษาที่งดงามทว่าเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต!
ภาพการใช้พลังทำลายล้างเพื่อจัดแต่งสวนของเหล่าสตรี ทำเอาเส้นเลือดบนขมับของอาเจียเต้นตุบๆ! สำหรับพวกนาง มันคือการสร้างดินแดนในฝัน หรือเตรียมเรือนหอเพื่อมัดใจบุรุษ ทว่าในสายตาของจอมงกผู้ยึดมั่นในทรัพย์สินที่ตีค่าทุกสิ่งเป็นศิลาปราณ... นี่มันคือ 'การล้างผลาญทรัพย์สินระดับมหาวินาศภัย!'
"หยุดเดี๋ยวนี้! ไอ้พวกตัวผลาญสมบัติ! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะโว้ย!"
เสียงตวาดที่ดุดันและเจือไปด้วยความปวดร้าวทรมานของอาเจียดังก้องไปทั่วโลกใบเล็ก! ชายหนุ่มพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด ร่อนตัวลงจอดกลางทุ่งดาราของเฟิงหลิงเอ๋อร์ด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว
เขางัดเอา 'ลูกคิดหยกวิญญาณ' สีมรกตออกมาจากแหวนมิติ นิ้วมือรัวลูกคิดดังกริ๊กๆๆๆ ด้วยความเร็วที่แสงยังตามไม่ทัน!
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าเพิ่งทำสิ่งใดลงไป! โลกใบเล็กนี้มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัว การจะจัดสรรปันส่วนพื้นที่แดนดินได้ต้องได้รับความยินยอมจากข้าหรือองค์หญิงน้อยที่เป็นจิตวิญญาณพู่กันก่อน หากไม่ได้รับอนุญาต ทุกสิ่งก็จะถูกลบล้างและกลับสู่สภาพเดิม! การที่พวกเจ้าปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ได้ ย่อมแปลว่าองค์หญิงน้อยแอบเปิดสิทธิ์ให้พวกเจ้าเพราะเห็นแก่ของกำนัลเป็นแน่!" อาเจียชี้หน้าเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังยืนหน้าแดงด้วยความตกใจ "ทุ่งดินบรรพกาลที่เจ้าเพิ่งเอาอุกกาบาตไปถล่มทับ มันคือ 'ดินหล่อหลอมอักขระมาร' ที่ข้าใช้เวลาสะสมมาจากขุมนรก! มันมีไว้เพื่อปลูกสมุนไพรกินเนื้อระดับตำนาน ไม่ใช่เอามาปลูกหญ้าเรืองแสงไร้สาระพวกนี้! เจ้าทำลายวัตถุดิบมูลค่า 1,000,000 ศิลาปราณก้อน!"
อาเจียหันขวับไปชี้หน้าหลินชิงเสวี่ยที่ยืนอยู่บนยอดเขาน้ำแข็ง "และเจ้า! แม่นางหน้าตาย! ยอดเขาหินหนืดสีดำนั่น มันอัดแน่นไปด้วยปราณธาตุไฟบริสุทธิ์ที่ข้ากะจะเอาไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิงหลอมศัสตราประกอบ! แต่เจ้ากลับเอากระบี่ไปแช่แข็งมันจนปราณธาตุไฟแหลกสลายกลายเป็นก้อนน้ำแข็งโง่ๆ! รู้ไหมว่ามันประเมินค่าไม่ได้!"
ชายหนุ่มกุมขมับ หอบหายใจอย่างหนักหน่วงประหนึ่งถูกมีดแทงเข้าที่หัวใจ "พวกเจ้าใช้ปราณมหาศาลและทำลายภูมิทัศน์ที่เป็นขุมทรัพย์ของข้า เพื่อสร้างที่พักพิงงี่เง่าพวกนี้น่ะหรือ! พลังงานที่เสียไปกับการแช่แข็งภูเขาและการสร้างป่าพิษ มันสามารถนำไปขับเคลื่อนมหานาวาแห่งสูญตาให้บินข้ามทวีปได้ถึง 3 รอบเชียวนะโว้ย!"
"ศิษย์พี่อาเจีย... ท่าน..." เฟิงหลิงเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ ความฝันหวานเรื่องเรือนหอแตกสลายประหนึ่งฟองสบู่ "ข้า... ข้าเพียงแค่ต้องการสร้างดินแดนที่งดงาม เพื่อที่พวกเราจะได้พักพิงและ... และอยู่เคียงข้างท่านอย่างมีความสุข..."
"ความสุขมันกินไม่ได้! แต่ศิลาปราณมันซื้อข้าวกินได้เว้ย!"
อาเจียตวาดกลับอย่างไม่ไว้หน้า ทะลวงกำแพงความโรแมนติกจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี "หากพวกเจ้าอยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวในคลังสมบัติลับของข้า พวกเจ้าก็ต้องเซ็นสัญญาเช่าที่ดินประทับวิญญาณเดี๋ยวนี้! ข้าจะคิดค่าเช่าเป็นศิลาปราณระดับสูงเดือนละ 10 ก้อนต่อตารางจั้ง! ส่วนค่าเสียหายที่ทำลายดินบรรพกาลและภูเขาไฟ ข้าจะหักเอาจากส่วนแบ่งการปล้นครั้งหน้าของพวกเจ้าทุกอีแปะ!"
ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดม้วนสัญญาเช่าที่ดินขึ้นกลางอากาศธาตุ ก่อนจะบังคับให้สตรีทั้ง 3 ต้องประทับรอยนิ้วมือลงไปอย่างเผด็จการ!
หลินชิงเสวี่ยกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อขาว ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มบางๆ บัดนี้กลับมาเย็นชาและแผ่รังสีอำมหิตจนอุณหภูมิติดลบ "ข้า... ข้าไม่น่าหลงคิดว่าบุรุษทึ่มทื่อจอมหน้าเลือดผู้บ้าสมบัติเช่นเจ้า จะเข้าใจถึงเจตนาของพวกข้าเลยจริงๆ... เจ้ามันสมควรอยู่เป็นโสดไปจนวิญญาณแหลกสลาย!"
"ฮึ! ความโสดคือวิถีที่ทำให้ประหยัดเงินที่สุดในโลกผู้แสวงมรรค!" อาเจียเถียงกลับอย่างไม่ลดละ พับเก็บม้วนสัญญาเช่าเข้าแหวนมิติด้วยความพึงพอใจ
ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจยาว พลางไว้อาลัยให้กับชะตากรรมของเหล่าสตรีที่ดันมาหลงรักบุรุษที่เห็นแผ่นหินมีค่ามากกว่าหัวใจ
"เอาล่ะ! ในเมื่อเซ็นสัญญาเช่าที่ดินกันเรียบร้อยแล้ว ก็จงอยู่ในอาณาเขตของตนเองและห้ามทำลายทรัพย์สินของข้าอีก!" อาเจียจัดเสื้อคลุมให้เข้าที่ นัยน์ตาสีเงินยวงกลับมาดุดันอีกครั้ง "ข้าจะออกไปข้างนอก ข้าต้องไปยัง 'ดินแดนหุบเขามรณะ' ที่อยู่สุดขอบทวีป เพื่อไปหาสัตว์วิเศษบรรพกาลมาทำหน้าที่เป็นแรงงานลากมหานาวาปราณของข้า... การเดินทางข้ามทวีปต้องเผาผลาญศิลาปราณมหาศาล ข้าจะไม่ยอมเสียค่าเชื้อเพลิงฟรีๆ หรอก! พวกเจ้าจงบำเพ็ญเพียรและเตรียมตัวให้พร้อม... เพราะการเดินทางที่แท้จริง... กำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว!"
สิ้นคำประกาศ ชายหนุ่มก็สะบัดชายเสื้อ พุ่งทะยานทะลุประตูมิติกลับออกสู่โลกภายนอก ทิ้งให้เหล่าสตรีฮาเร็มที่เพิ่งถูกเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินอย่างโหดเหี้ยม ยืนโกรธเกรี้ยวและเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ภายในโลกใบเล็กที่พวกนางเพิ่งสร้างขึ้นมาด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์!
ความวุ่นวายภายในมิติพู่กันได้ถูกจัดการ(ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และสัญญาทาส)อย่างเด็ดขาด ทว่าความอันตรายระดับมหาวินาศที่รอคอยอยู่เบื้องนอก กำลังจะทดสอบความมุ่งมั่นของพวกเขาอย่างแท้จริง!