สวะผู้นี้จะครองสวรรค์

    ตอนที่ 12(5) สังหารอัจฉริยะมาร

    มังกรตัวเล็กกางปีก

    พยายามบิน

    ครั้งแรกขึ้นได้ครึ่งฉื่อแล้วตก

    ตุบ

    มันเงยหน้าอย่างไม่พอใจ

    ลองอีก

    ครั้งนี้บินได้หนึ่งจั้ง

    แล้วหมุนผิดทิศชนกระถางดำ

    ปัง!

    ฉินเฟิงแทบหลุดหัวเราะ

    “เจ้าเพิ่งเกิด อย่ารีบ”

    มังกรหันมามอง

    ดวงตาทองเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

    “ข้าเก่ง”

    “ข้าเห็นแล้ว”

    “เมื่อกี้พลาด”

    “ได้ พลาด”

    มันจึงสงบ

    ฉินเฟิงถาม

    “เจ้ามีชื่อหรือยัง”

    มังกรเอียงหัว

    “ไม่มี”

    ฉินเฟิงครุ่นคิด

    พลังอัสนี

    ปีก

    สายเลือดบรรพกาล

    สุดท้ายกล่าว

    “เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่า เสี่ยวเหลย ก่อน”

    มังกรนิ่ง

    “เล็กไป”

    ฉินเฟิงหัวเราะ

    “ตอนนี้เจ้าตัวเล็กจริง”

    มันกางปีกพยายามทำให้ตัวใหญ่

    แต่ยิ่งดูเล็ก

    “วันหลังใหญ่”

    “วันหลังค่อยเปลี่ยนชื่อใหญ่กว่านี้”

    เสี่ยวเหลยจึงยอมอย่างไม่เต็มใจ

    ภายนอกนั้นเอง วิชาหลอมอัสนีขั้นสองของฉินเฟิงก็เดินถึงจุดสำคัญ

    พลังอัสนีในโลหิตกับพลังของเสี่ยวเหลยเกิดการตอบสนอง

    ตราบรรพโกลาหลช่วยรักษาสมดุล

    โลหิตทั่วร่างสว่างขึ้นชั่วขณะ

    เปรี๊ยะ!

    อัสนีไม่ได้อยู่เพียงเส้นชีพจรอีก

    เข้าสู่โลหิตจริง

    วิชาหลอมอัสนีขั้นสอง — สำเร็จเบื้องต้น

    พร้อมกันนั้น พลังที่เหลือในตันเถียนเพิ่มขึ้น

    ขั้นหกต้น

    กลาง

    ปลาย

    เข้าใกล้ขีดสุด

    ฉินเฟิงพยายามหยุด

    แต่พลังโอสถหัวใจมังกรยังเหลือ

    ถ้าไม่ใช้จะสูญเสีย

    เขาตรวจรากฐานอีกครั้ง

    เส้นชีพจรแปดสายเปิดสมบูรณ์

    สายเก้าครึ่งหนึ่ง

    กายาแข็งแรงขึ้นมาก

    ปราณบริสุทธิ์

    ไม่มีความลอย

    เขาจึงตัดสินใจทะลุ

    พลังถูกรวบรวม

    ครั้งแรก

    ตูม!

    สิ่งกีดขวางขั้นเจ็ดสั่น

    ครั้งที่สอง

    รอยแยก

    ครั้งที่สาม

    แตก!

    พลังปราณขยายอีกครั้ง

    ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด

    ฉินเฟิงรีบหยุดทันที

    ไม่ปล่อยไปต่อ

    พลังส่วนสุดท้ายใช้หลอมสายที่เก้าให้เปิดเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ยังไม่สมบูรณ์

    จากนั้นใช้เวลาครึ่งชั่วยามทำให้ระดับมั่นคง

    เมื่อเขาลืมตา ท้องฟ้าในสวนด้านนอกเริ่มมืดลงเล็กน้อย

    ไม่รู้เวลาภายนอกผ่านไปเท่าใด

    แต่ในสนามน่าจะใกล้ค่ำแล้ว

    ฉินเฟิงตรวจตนเอง

    จากตอนเช้าขั้นสี่

    ตอนนี้ขั้นเจ็ด

    สามขั้นในวันเดียว

    หากคนเมืองชิงหลานเห็นคงแทบไม่เชื่อสายตา

    แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าไม่ใช่ระดับ

    คือ

    กายาหลอมอัสนี

    วิชาหลอมอัสนีขั้นสองเบื้องต้น

    กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด

    กระถางดำผนึกโอสถ

    ตราบรรพโกลาหล

    พยัคฆ์รัตติกาลสามเขา

    จิ้งจอกจันทราสามหาง

    และเสี่ยวเหลย สัตว์เทวะคู่บารมีตัวแรกของเขา

    การเปลี่ยนแปลงในหนึ่งวันมากกว่าคนทั่วไปหลายปี

    ฉินเฟิงไม่ได้หลงระเริง

    เขารู้ว่าทั้งหมดเกิดเพราะวาสนาใหญ่ซึ่งอาจมีเพียงครั้งเดียว

    หลังออกจากสนาม ความเร็วจะต้องลดลงตามทรัพยากรที่มี

    แต่ด้วยความรู้โอสถของเขา ต่อให้ช้าลงก็ยังเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

    เสี่ยวเหลยส่งเสียงในใจ

    “ออกไป”

    ฉินเฟิงถาม

    “เจ้าจะออกมาภายนอก?”

    “ใช่”

    “ลองดู”

    เขาเปิดพื้นที่ตราบรรพโกลาหล

    แสงสีม่วงสว่าง

    เสี่ยวเหลยปรากฏบนไหล่

    กรงเล็บเล็กจับเสื้อ

    ปีกกาง

    มันมองห้องรอบด้านด้วยความตื่นเต้น

    จากนั้นเห็นพยัคฆ์กับจิ้งจอก

    พยัคฆ์หมอบศีรษะ

    จิ้งจอกหมอบเช่นกัน

    เสี่ยวเหลยยกหัวสูงทันที

    ท่าทีภาคภูมิใจชัดเจน

    ฉินเฟิงแตะหัวมัน

    “อย่ารังแกพวกมัน”

    เสี่ยวเหลยตอบ

    “ข้าเป็นพี่”

    ฉินเฟิงมองขนาดตัว

    “เจ้าเล็กที่สุด”

    เสี่ยวเหลยเงียบไป

    จากนั้นกระโดดจากไหล่ไปยืนบนหัวพยัคฆ์

    เหมือนจะพิสูจน์ว่าตนสูงกว่า

    พยัคฆ์ไม่กล้าขยับ

    ฉินเฟิงส่ายหน้าอย่างขบขัน

    “ลงมาเถิด”

    เสี่ยวเหลยจึงบินกลับไหล่

    ตอนนั้นเอง

    พื้นสนามพลันสั่นสะเทือนรุนแรง

    ครืนนน!

    ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน

    ไม่ใช่การทดสอบของเขา

    พลังมาจากอีกทิศ

    เสียงคำรามของสัตว์ดังไกลออกไป

    ตามด้วยเสียงระเบิด

    ตูม!

    เสี่ยวเหลยหันไปทางนั้น

    ดวงตาทองหรี่ลง

    “มาร”

    ฉินเฟิงถามทันที

    “ตรงไหน”

    เสี่ยวเหลยชี้ปีกไปทางด้านหลังประตูหนึ่ง

    “เยอะ”

    พลังมาร?

    ฉินเฟิงนึกถึงเหอจิ่วทันที

    ชายคนนั้นได้รับพลังกลืนมรดก

    หากปล่อยให้พลังมารกัดกินจิตต่อ อาจเกิดเรื่อง

    สิ่งสำคัญกว่านั้น มู่ชิงหลันกับหลี่เทียนหมิงยังอยู่ในเส้นทางอื่น

    ถ้าเส้นทางบรรจบกัน พวกเขาอาจพบเหอจิ่ว

    ฉินเฟิงไม่รอ

    เก็บพยัคฆ์กับจิ้งจอกเข้าสู่ตราบรรพโกลาหลเพื่อให้พักรักษา

    เสี่ยวเหลยยังอยู่บนไหล่

    “ไป”

    เขาวิ่งออกจากสวน

    ประตูด้านข้างเปิดเอง

    เหมือนสนามอนุญาตให้ผู้ผ่านออกจากหอราชันแล้ว

    ฉินเฟิงใช้พลังอัสนีที่ขา

    หลังวิชาขั้นสองสำเร็จ ความเร็วเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อน

    ร่างเคลื่อนไปราวเงาสีม่วง

    แม้ยังไม่มีท่าร่างเต็มรูปแบบ แต่เทียบกับตอนเช้ารวดเร็วขึ้นเกือบครึ่งหนึ่ง

    เขาวิ่งตามกลิ่นมารที่เสี่ยวเหลยสัมผัส

    ผ่านทางเดินสามช่วง

    เสียงต่อสู้เริ่มชัด

    เคร้ง!

    ตูม!

    จากนั้นเสียงหลี่เทียนหมิงดังขึ้น

    “เหอจิ่ว เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”

    ฉินเฟิงมีสีหน้าเย็นลง

    จริงอย่างที่คิด

    เขาเร่งความเร็ว

    เมื่อผ่านประตูสุดท้าย ภาพตรงหน้าทำให้ดวงตาเย็นจัดทันที

    ลานหินกว้าง

    หลี่เทียนหมิงคุกเข่าข้างหนึ่ง

    กระบี่ยาวหักไปครึ่งหนึ่ง

    เลือดไหลจากหน้าผาก

    มู่ชิงหลันยืนด้านหน้าเขา

    อาภรณ์สีขาวอมฟ้ามีเลือดเปื้อนแขน

    พลังเหมันต์รอบร่างสั่นไม่มั่นคง

    ตรงข้ามคือเหอจิ่ว

    แต่สภาพของเขาเปลี่ยนไปมาก

    ดวงตาครึ่งหนึ่งเป็นสีดำแดง

    เส้นดำขึ้นตามคอ

    พลังจากเดิมขั้นเปิดชีพจรขั้นสอง กลับพุ่งขึ้นถึง ขั้นเปิดชีพจรขั้นสี่

    รอบตัวมีไอสีดำ

    ด้านหลังมีศพรุ่นเยาว์สองคน

    ร่างแห้งผิดปกติ

    หนึ่งในนั้นคือคนของเมืองพยัคฆ์ทองเอง

    หนานกงหลีเยว่ยืนอีกด้าน

    นางเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว

    ตอนนี้มีแผลเพิ่มตรงต้นแขน

    แต่ยังถือกระบี่คอยคุ้มกันมู่ชิงหลัน

    เหอจิ่วหัวเราะ

    “ส่งของที่พวกเจ้าได้มา!”

    “ไม่เช่นนั้นข้าจะดูดพลังพวกเจ้าทีละคน!”

    หลี่เทียนหมิงกัดฟัน

    “เจ้าฆ่าแม้แต่คนของตนเอง!”

    เหอจิ่วหัวเราะดังขึ้น

    “พวกมันอ่อนแอ!”

    “ในเมื่อมีพลังให้ข้าใช้ เหตุใดต้องเสียเปล่า!”

    มู่ชิงหลันกล่าวเสียงเย็น

    “เจ้าไม่ใช่เหอจิ่วคนเดิมแล้ว”

    “หุบปาก!”

    เหอจิ่วตวาด

    “ข้าแข็งแกร่งกว่าเดิม!”

    “ตอนนี้แม้แต่ฉินเฟิง ถ้ามันมา ข้าก็จะฆ่า!”

    เสียงหนึ่งดังจากด้านหลัง

    “เช่นนั้นข้ามาแล้ว”

    ทุกคนหันพร้อมกัน

    ฉินเฟิงเดินออกจากประตู

    กระบี่สั้นอยู่ในมือ

    เสี่ยวเหลยเกาะไหล่

    สายฟ้าสีม่วงไหลรอบร่าง

    มู่ชิงหลันมีแววตาเปลี่ยนทันที

    “ฉินเฟิง!”

    หลี่เทียนหมิงถอนหายใจอย่างโล่งอก

    “ในที่สุดเจ้าก็มาสักที”

    หนานกงหลีเยว่มองฉินเฟิง

    จากนั้นมองสัตว์เล็กบนไหล่

    ดวงตาเผยความตกใจ

    นางมีความรู้มากกว่าคนทั่วไป

    แม้ไม่รู้สายพันธุ์ แต่เพียงเห็นแรงอำนาจจากเสี่ยวเหลยก็รู้ว่านี่ไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา

    เหอจิ่วกลับหัวเราะ

    “ดี!”

    “ข้ากำลังหาตัวเจ้า!”

    สายตาเขาหยุดที่เสี่ยวเหลย

    ความโลภระเบิดทันที

    “นี่คือไข่ที่เจ้าได้?”

    “มันฟักแล้ว!”

    “ส่งมันมา!”

    เสี่ยวเหลยได้ยิน

    ดวงตาทองหรี่

    “คนเลว”

    ฉินเฟิงตอบในใจ

    “ครั้งนี้เจ้าพูดถูก”

    เหอจิ่วพุ่งออกทันที

    พลังขั้นเปิดชีพจรขั้นสี่แผ่ออกเต็มที่

    แรงกดดันทำให้พื้นรอบเท้าแตกร้าว

    “ฝ่ามือมารกลืนโลหิต!”

    ฝ่ามือสีดำแดงขนาดใหญ่พุ่งเข้าหาฉินเฟิง

    มู่ชิงหลันตะโกน

    “ระวัง! พลังของมันดูดกลืนปราณได้!”

    ฉินเฟิงไม่รับตรง

    พลังอัสนีที่ขาระเบิด

    ร่างหายจากตำแหน่ง

    ตูม!

    ฝ่ามือกระแทกพื้น

    เกิดหลุมดำ

    เหอจิ่วหันตาม

    “เร็วขึ้น?”

    ฉินเฟิงปรากฏด้านข้าง

    กระบี่รวมพลัง

    “กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”

    ปลายกระบี่แทงตรงชายโครง

    เหอจิ่วยกแขนรับ

    พลังดำห่อหุ้ม

    เคร้ง!

    เหมือนแทงโลหะ

    ฉินเฟิงถูกแรงสะท้อนถอยสองก้าว

    เหอจิ่วหัวเราะ

    “ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด?”

    เขาเพิ่งสัมผัสระดับได้ชัด

    ความตกใจปรากฏชั่วขณะ

    “เจ้าเพิ่มอีกสามขั้นในเวลาไม่ถึงวัน!”

    คนอื่นเองเพิ่งรู้

    หลี่เทียนหมิงถึงกับพูด

    “ขั้นเจ็ด?”

    มู่ชิงหลันมองฉินเฟิงอย่างไม่เชื่อ

    ก่อนแยกกัน เขายังขั้นห้า

    ตอนนี้ขั้นเจ็ด

    หนานกงหลีเยว่ยิ่งไม่รู้เรื่องก่อนหน้า

    แต่ได้ยินก็เข้าใจว่าความเร็วของชายหนุ่มคนนี้ผิดปกติอย่างมาก

    ฉินเฟิงไม่เสียเวลาตอบ

    เขามองพลังดำบนแขนเหอจิ่ว

    ท่ากระบี่เมื่อครู่แทงไม่เข้า

    พลังมารสร้างชั้นป้องกัน

    แต่เสี่ยวเหลยบนไหล่ส่งเสียง

    “ข้าช่วย”

    ฉินเฟิงถาม

    “ไหวหรือ”

    “ไหว”

    เสี่ยวเหลยบินขึ้น

    ปีกเล็กกาง

    สายฟ้าสีม่วงทองรวมในปาก

    เหอจิ่วมอง

    “สัตว์ตัวเล็กเช่นนี้จะทำอะไรข้าได้!”

    เสี่ยวเหลยคำราม

    โฮก!

    เสียงไม่ดังมาก

    แต่พลังสายเลือดทำให้ไอสีดำรอบเหอจิ่วสั่นทันที

    จากนั้นสายฟ้าพุ่งออก

    เปรี๊ยะ!

    เหอจิ่วยกแขนรับ

    พลังมารสัมผัสอัสนี

    ฉ่า!

    ควันดำพุ่ง

    เหอจิ่วร้องด้วยความเจ็บ

    ชั้นพลังดำถูกชำระออกไปส่วนหนึ่ง

    ฉินเฟิงมีแววตาสว่าง

    อัสนีชำระมารตรงกับศัตรูนี้พอดี

    “เสี่ยวเหลย ชำระพลังดำ อย่าปะทะปราณของมันตรง ๆ!”

    “ได้!”

    เสี่ยวเหลยบินวน

    ปล่อยสายฟ้าเส้นเล็กต่อเนื่อง

    เหอจิ่วพยายามโจมตีมัน

    แต่ตัวเล็กและบินได้

    จับยาก

    ฉินเฟิงใช้โอกาสนั้นพุ่งเข้า

    กระบี่ดาวตกหนึ่งจุดแทงแขนซ้าย

    เหอจิ่วรับ

    แต่ชั้นมารบางลง

    ฉึก!

    ปลายกระบี่เข้าเนื้อ

    เลือดพุ่ง

    เหอจิ่วโกรธจัด

    ฝ่ามือซัดฉินเฟิง

    ปัง!

    ฉินเฟิงรับไม่ทันทั้งหมด

    ถูกกระแทกถอยห้าก้าว

    เลือดไหลจากปาก

    ความต่างระดับยังมาก

    ขั้นเจ็ดรับปราณกับเปิดชีพจรขั้นสี่ต่างกันหนึ่งขอบเขตใหญ่และหลายขั้นย่อย

    ต่อให้พลังมารถูกชำระ เขายังแข็งแรงกว่ามาก

    มู่ชิงหลันกล่าวทันที

    “ข้าช่วย!”

    นางซัดฝ่ามือ

    “จันทราเหมันต์ผนึกชีพ!”

    พลังเย็นพุ่งเข้าขาเหอจิ่ว

    น้ำแข็งเกาะ

    หลี่เทียนหมิงแม้บาดเจ็บก็ลุกขึ้น

    ใช้กระบี่หักแทงจากด้านข้าง

    “วายุเก้าชั้น!”

    หนานกงหลีเยว่เองไม่ยืนดู

    กระบี่ยาวส่องแสงจันทร์

    “กระบี่จันทราตัดนภา!”

    สามทิศโจมตีพร้อมกัน

    เหอจิ่วคำราม

    พลังมารระเบิด

    ตูม!

    มู่ชิงหลันถอย

    หลี่เทียนหมิงกระเด็น

    หนานกงหลีเยว่ถอยสามก้าว

    แต่เหอจิ่วเองถูกบังคับหยุด

    ฉินเฟิงเห็นช่อง

    พุ่งเข้า

    สายฟ้าจากเสี่ยวเหลยส่งผ่านพันธะเข้าสู่กระบี่

    ปราณขั้นเจ็ดทั้งหมดรวมที่ปลาย

    เขาตวาด

    “อัสนีทะลวงอสูร!”

    กระบี่แทงตรงกลางอกเหอจิ่ว

    อีกฝ่ายมีสีหน้าเปลี่ยน

    ยกสองมือจับใบกระบี่

    พลังดำห่อหุ้ม

    เปรี๊ยะ!

    อัสนีกับมารปะทะ

    ควันดำระเบิด

    เหอจิ่วคำราม

    “ไม่มีใครฆ่าข้าได้!”

    ทันใดนั้นแผ่นหยกดำในอกแตกออก

    พลังมารมหาศาลพุ่งเข้าสู่ร่าง

    ระดับพลังของเหอจิ่วเพิ่มขึ้นอีก

    จากเปิดชีพจรขั้นสี่

    ไปถึง ขั้นเปิดชีพจรขั้นห้า

    แรงมหาศาลกระแทกฉินเฟิงกระเด็น

    ตูม!

    ร่างชนเสาหิน

    กระดูกหน้าอกเจ็บรุนแรง

    เสี่ยวเหลยร้อง

    “นาย!”

    มันพุ่งมาหา

    ฉินเฟิงยกมือ

    “ข้ายังไหว”

    เขาลุกช้า ๆ

    เลือดไหลจากมุมปากมากกว่าเดิม

    เหอจิ่วเองไม่ได้ดูดี

    พลังมารกำลังทำลายร่าง

    เส้นเลือดดำขึ้นเต็มใบหน้า

    แต่เจ้าตัวเหมือนไม่รู้สึก

    เสียงแปลกดังจากปาก

    “ฆ่า…”

    “กลืน…”

    “ทั้งหมด…”

    ฉินเฟิงมองแล้วรู้ทันที

    เหอจิ่วแทบเสียสติสมบูรณ์

    ตอนนี้ไม่ใช่ศัตรูที่สามารถเจรจาได้แล้ว

    หากปล่อยออกจากสนาม คนในเมืองอาจตายจำนวนมาก

    ต้องฆ่าที่นี่

    ฉินเฟิงมองมู่ชิงหลัน

    “เจ้ายังใช้พลังได้เท่าใด”

    “ประมาณหกส่วน”

    “ตรึงขามันสามลมหายใจได้หรือไม่”

    มู่ชิงหลันมองเหอจิ่ว

    “ถ้าใช้กระดูกอสูรจันทราที่ได้มา ข้าทำได้”

    ฉินเฟิงพยักหน้า

    “หลี่เทียนหมิง”

    “ว่า”

    “เจ้าตัดแขนขวาที่มีพลังมารมากที่สุด”

    หลี่เทียนหมิงมองกระบี่หัก

    “ข้าจะลอง”

    “คุณหนูหนานกง”

    หนานกงหลีเยว่พยักหน้า

    “พูดมา”

    “โจมตีตาซ้าย บังคับให้มันหันหน้า”

    “ได้”

    ฉินเฟิงหันไปหาเสี่ยวเหลย

    “พลังเหลือเท่าใด”

    “อีกครั้งใหญ่”

    “เก็บไว้จนข้าบอก”

    จากนั้นเขาเรียกพยัคฆ์สามเขาออกจากตราบรรพโกลาหล

    แสงดำสว่าง

    พยัคฆ์ขนาดใหญ่ปรากฏ

    ทุกคนตกใจเล็กน้อย

    เหอจิ่วเห็นกลับคำราม

    “สมบัติอีก!”

    ฉินเฟิงไม่สนใจ

    “พยัคฆ์ โจมตีหลังมันเมื่อข้าสั่ง”

    พยัคฆ์คำรามรับ

    ทุกคนเตรียม

    ฉินเฟิงมองเหอจิ่ว

    “เริ่ม!”

    มู่ชิงหลันเป็นคนแรก

    กระดูกอสูรจันทราในมือสว่าง

    พลังเหมันต์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    “จันทราเหมันต์ผนึกชีพ!”

    น้ำแข็งสีเงินพุ่งตามพื้น

    แช่แข็งขาทั้งสองของเหอจิ่วถึงเข่า

    อีกฝ่ายคำราม

    กำลังจะทำลาย

    หนานกงหลีเยว่พุ่งจากขวา

    “กระบี่จันทราตัดนภา!”

    แสงกระบี่ฟันตาซ้าย

    เหอจิ่วหันยกแขนป้อง

    หลี่เทียนหมิงเข้าด้านหลังซ้าย

    กระบี่หักรวมพลังทั้งหมด

    “วายุเก้าชั้น!”

    ฟันแขนขวา

    ฉึก!

    บาดลึก แต่ยังไม่ขาด

    เหอจิ่วสะบัด

    หลี่เทียนหมิงกระเด็น

    จังหวะนั้นพยัคฆ์สามเขาพุ่งจากหลัง

    กรงเล็บตบกลางหลังเต็มแรง

    ตูม!

    เหอจิ่วเซไปหน้า

    น้ำแข็งที่ขาแตก

    แต่สมดุลหาย

    ฉินเฟิงพุ่งตรง

    ยังไม่โจมตี

    เขารอให้เหอจิ่วยกมือกลับมาป้องกันหน้าอก

    ตามคาด

    อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเล็งหัวใจ

    จึงใช้แขนปิด

    ฉินเฟิงตะโกน

    “เสี่ยวเหลย ตอนนี้!”

    มังกรน้อยบินเหนือศีรษะ

    สายฟ้าสีม่วงทองทั้งหมดที่เหลือรวมในปาก

    “อัสนีชำระมาร!”

    ตูม!