“ยินดีด้วยเพคะองค์หญิง ยินดีกับเ้าด้วยน้องรอง พวกท่านชนะการแข่งขันแล้ว” เสิ่นเจียวเจียวที่กล่าวแสดงความยินดีด้วยแววตาสุกใสและใบหน้ายิ้มแย้ม ทำให้วาจาของนางดูมีความจริงใจเป็อย่างยิ่ง
องค์หญิงห้าเหลือบแลคุณหนูใหญ่เสิ่นวูบหนึ่งก่อนตอบกลับ “ขอบใจเ้ามาก ความรู้สึกของการได้ชัยชนะมาอย่างง่ายดายแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
สิ้นคำนั้น เสิ่นเชียนเกอก็สังเกตเห็นมือที่กำแน่นอยู่ภายใต้อาภรณ์ของเสิ่นเจียวเจียว นางเพิ่งรู้สึกในตอนนี้ว่าองค์หญิงห้าช่างน่ารักมากเหลือเกิน
ในขณะนั้นเองเสียงประกาศผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งและเสียงเรียกรวมพลผู้ศึกษาทั้งหลายก็ดังขึ้น ผู้เล่นกลุ่มอื่น ๆ ที่กำลังจับคู่กันประลองฝีมืออย่างดุเดือดจึงต้องยุติการแข่งทันที ยามนี้การแข่งขันฉุยหวานแห่งหอศึกษาได้สิ้นสุดลงแล้ว คงเหลือแต่่เวลาแห่งการมอบรางวัลเท่านั้น
เมื่อเหล่าผู้เข้าศึกษาทั้งหลายพากันเดินเข้ามารวมบริเวณส่วนกลางของสนามประลอง พวกเขาจึงได้ทราบว่ากลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือกลุ่มของเยี่ยนอ๋อง และที่การแข่งขันสิ้นสุดลงในเวลาอันสั้นก็เนื่องด้วยอ๋องโฉดสามารถตีลงหลุมได้ภายในไม้เดียวติดกันถึงสามครั้ง! ...เยี่ยนอ๋องสามารถจบการแข่งขันด้วยวิธีการที่ไม่เคยมีผู้ใดทำได้มาก่อน
ความจริงอันน่าตื่นตะลึงนี้ทำให้ทั้งผู้ศึกษาและอาจารย์ผู้ตัดสินคนอื่น ๆ หันมองเยี่ยนอ๋องเป็ตาเดียว ยิ่งกว่านั้นสายตาทุกคู่ที่ใช้มองมาก็มิใช่มีเพียงความรู้สึกเหลือเชื่อแต่ยังราวกับพวกเขาได้เห็นสัตว์ประหลาดปรากฏกายต่อหน้า
ไม่นานนักพิธีมอบรางวัลก็เริ่มต้น ผู้ตัดสินคนเดิมนำของรางวัลที่เทียนหยวนจ่างกงจู่ประทานมา มอบให้กับเยี่ยนอ๋อง “ท่านอ๋อง กรุณานำรางวัลเหล่านี้แจกจ่ายแก่สมาชิกของท่านด้วย”
ครั้นเยี่ยนอ๋องก้มลงมองของรางวัลในมือ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่า พู่หยกที่เสด็จป้าของเขาประทานมาให้นี้ เป็ของชั้นดีและล้ำค่ายิ่ง ในบรรดาของรางวัลทั้งห้าชิ้นมีเพียงตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มเดียวเท่านั้นที่ดูจะไร้ราคามากที่สุด
เมื่อนึกถึงอาการดีใจและใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของเหล่าสหายร่วมกลุ่มในยามที่เขาคว้าเอาชัยชนะมาได้ เยี่ยนอ๋องที่น้อยครั้งจะใจดีมีเมตตาก็ตัดสินใจเลือกเก็บตำราเก่าแสนไร้ค่าเอาไว้ก่อนแจกจ่ายพู่หยกงดงามทั้งสี่ให้แก่สมาชิกคนอื่น ๆ
หลังจากหยิบตำราเล่มนั้นมาถือไว้ อ๋องหนุ่มผู้เริ่มใจดีก็ยื่นถาดที่มีพู่หยกวางอยู่ไปตรงหน้าเหล่าสหาย “ข้าจะเอาตำรา ส่วนที่เหลือพวกเ้าก็นำไปแบ่งกันเองก็แล้วกัน”
เสิ่นเชียนเกอที่เห็นพู่หยกราคาแพงสลักเสลาลวดลายงดงามวิจิตรถูกยื่นมาให้ก็ถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สิ่งที่นางปรารถนามากที่สุดก็คือตำราเล่มนั้นต่างหาก!
นอกจากเสิ่นเชียนเกอแล้ว คนที่เหลือต่างก็ยินดีเป็อย่างมากเมื่อเห็นว่าของรางวัลที่ตนจะได้รับคือพู่หยกสูงค่าและหาได้ยาก องค์หญิงห้าคือบุคคลแรกที่ได้เลือกก่อน นางเลือกหยิบพู่หยกลายผีเสื้อกอดบุปผาที่ดูเหมาะสมกับดรุณีแรกแย้มมากที่สุดขึ้นมา พลางกล่าวเสียงใสด้วยความเบิกบาน “เช่นนั้น ข้าขอชิ้นนี้ก็แล้วกัน!”
โจวจื่ออวี้และเหอิต่างก็ให้สิทธิ์เสิ่นเชียนเกอเป็ผู้เลือกคนต่อไป เพราะอย่างไรนางก็เป็สตรีคนหนึ่งในกลุ่ม บุรุษอกสามศอกอย่างพวกเขาให้เกียรติสุภาพสตรีก่อนเสมอ
ทว่าเสิ่นเชียนเกอกลับเอาแต่จ้องมองพู่หยกที่เหลืออยู่สามชิ้นด้วยอาการเหม่อลอย สตรีอีกคนของกลุ่มไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือเอื้อนเอ่ยคำใด ๆ ออกมา องค์หญิงห้าที่เห็นเช่นนั้นก็เอื้อมมือไปเขย่าตัวนาง “เสิ่นเอ้อร์ เ้ามัวรออะไรอยู่น่ะ! เหตุใดไม่เลือกสักทีเล่า หรือว่าเ้าเองก็ชอบพู่หยกที่ข้าเลือก?! บอกไว้ก่อนเลยนะว่าข้าไม่ให้เด็ดขาด! ไม่แลกชิ้นไหนทั้งนั้นด้วย ข้าชอบชิ้นนี้ และข้าก็หยิบมันขึ้นมาก่อนเ้า เ้าอย่าริอ่านคิดเอามันไปจากข้าอย่างเด็ดขาด!”
เสิ่นเชียนเกอชื่นชอบพู่หยกที่องค์หญิงห้าเลือกไปชิ้นนั้นเสียที่ไหน นาง้าตำราที่เยี่ยนอ๋องถืออยู่ในมือต่างหาก ทว่าเมื่อถูกสหายสูงศักดิ์จอมเอาแต่ใจเร่งเร้าและเริ่มคาดโทษ เสิ่นเชียนเกอจึงจำใจยื่นมือไปหยิบพู่หยกลายอักษรฝูขึ้นมาแทน
แน่นอนว่าพู่หยกอีกสองชิ้นก็ถูกโจวจื่ออวี้และเหอิรับไปเป็ที่เรียบร้อย
เมื่อขั้นตอนการมอบของรางวัลแล้วเสร็จก็เป็อันสิ้นสุดการแข่งขันฉุยหวานของหอศึกษาในวันนี้อย่างสมบูรณ์ แท้จริงแล้ว กำหนดเวลาที่การแข่งขันครั้งนี้จะจบลงเป็อีกหลายชั่วยามข้างหน้า ทว่าเพราะเยี่ยนอ๋องสามารถบรรลุเงื่อนไขของวิธีจบการเล่นที่ยากที่สุดแต่รวดเร็วที่สุดได้ การเรียนการสอน่บ่ายในวิชาขี่ม้ายิงธนูจึงสิ้นสุดลงก่อนเวลาด้วย ดังนั้นผู้ศึกษาทุกคนจึงได้รับอนุญาตให้กลับบ้านก่อนเวลาได้
ไม่บ่อยครั้งนักที่หอศึกษาจะปล่อยให้ศิษย์ทั้งหลายได้กลับก่อนเวลา ทุก ๆ คนจึงรีบพากันมุ่งหน้าออกจากวังหลวงอย่างรวดเร็ว เยี่ยนอ๋องเองก็เป็หนึ่งในนั้น ทว่าในขณะที่กำลังจะเดินจากไป เขากลับถูกเสิ่นเชียนเกอเรียกขานไว้เสียก่อน
“ช้าก่อนเพคะท่านอ๋อง!” คุณหนูตระกูลเสิ่นกล่าวออกไปด้วยความกล้าทั้งหมดที่มี
ขาสองข้างของผู้ถูกเรียกหยุดชะงักลงทันที อ๋องหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยที่รบกวนจิตใจเขามาทั้งวัน คนร่างใหญ่หมุนตัวกลับมาก่อนเอ่ยคำด้วยท่าทางที่ราวกับเอือมระอาเสียเต็มประดา “คุณหนูรองเสิ่น ยังมีเื่อันใดอีก? รีบว่ามา ข้าจะรีบออกจากวังหลวง”
เสิ่นเชียนเกอพยายามระงับความตึงเครียดภายในใจไว้สุดกำลัง นางรวบรวมความกล้าอีกครั้งก่อนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย มือบางที่กำพู่หยกลายอักษรฝูไว้แน่นยื่นไปเบื้องหน้าเยี่ยนอ๋อง “หม่อมฉัน้าใช้พู่หยกชิ้นนี้แลกกับตำราเก่าเล่มนั้นที่ท่านอ๋องได้ไป ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่เพคะ…พู่หยกชิ้นนี้ทำมาจากหยกชั้นยอด ตัวพู่ก็ประณีตบรรจง อีกทั้งลวดลายยังดูขึงขังเหมาะสำหรับให้บุรุษใช้คล้องเอว หากท่านอ๋องนำไปใช้จะต้องงดงามภูมิฐานมาก เพียงแค่นำตำราเก่า ๆ เล่มหนึ่งมาแลกย่อมไม่เสียเปรียบแน่นอนเพคะ!”
สิ่งที่เสิ่นเชียนเกอกล่าวมาล้วนเป็ความจริง เมื่อเทียบตำราเก่าคร่ำคร่ากับพู่หยกงามล้ำค่าก็แน่นอนว่าพู่หยกย่อมน่าสนใจและมีราคาสูงกว่าเป็ไหน ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ตำราเก่าเล่มนี้ก็ไร้ประโยชน์สำหรับเยี่ยนอ๋องโดยสิ้นเชิง เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีทางอ่านมันอยู่แล้ว อีกประเดี๋ยวก็คงจะวางมันทิ้งไว้บนชั้นวางหนังสือให้ฝุ่นจับก็เท่านั้น
ทว่าอ๋องหนุ่มกลับเข้าใจเจตนาของคนตรงหน้าผิดไป…เล็กน้อย
‘เสิ่นเอ้อร์ สตรีไร้ยางอาย นี่เ้าเป็อะไรมากหรือไม่ เหตุใดถึงได้คอยคำนึงถึงข้าไปเสียทุกเื่!’ และด้วยความคิดเช่นนี้ทำให้บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้เลย
ถึงแม้เขาจะไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แต่ด้วยฐานะ ‘อ๋อง’ ในทุก ๆ ปีจะมีการจัดสรรสิ่งของต่าง ๆ จากท้องพระคลังมาให้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็เสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้หรือแม้แต่เครื่องประดับนานาชนิด ทุกสิ่งอันล้วนสมฐานะและไม่เคยขาดตกบกพร่อง ยิ่งกว่านั้นยามที่เจี่ยงกุ้ยเฟยได้รับสิ่งของล้ำค่าหรือหายากใดมาก็ไม่เคยลืมที่จะคำนึงถึงเขา กุ้ยเฟยผู้นี้มักจะจัดเตรียมสิ่งของเ่าั้ไว้สองชุดที่เหมือนกันเสมอ ชุดหนึ่งให้แก่พระธิดาและอีกชุดให้เขา
กล่าวตามตรง สิ่งของในมือคนตัวเล็กตรงหน้าก็เป็เพียงแค่พู่หยกชิ้นหนึ่งเท่านั้น สำหรับตัวเขาไม่เคยใกล้เคียงกับคำว่า ‘ขาดแคลน’ ในของสิ่งนี้เลยด้วยซ้ำ แต่กลับเป็คุณหนูรองจากจวนเสิ่นที่ไม่ค่อยได้รับความเอ็นดูอย่างนางต่างหากที่สมควรจะได้รับมัน
เห็นชัดว่าแม้กระทั่งอาภรณ์หรือเครื่องประดับบนร่างกายก็ล้วนเทียบไม่ได้กับคุณหนูใหญ่เสิ่นแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่านอกจากพู่หยกชิ้นนี้แล้ว บนร่างบางที่เห็นอยู่ต่อหน้านี้ก็แทบจะไม่มีเครื่องประดับอยู่เลยสักชิ้น
‘เสิ่นเอ้อร์หนอเสิ่นเอ้อร์ สตรีผู้นี้ช่างโง่งมยิ่งนัก ชอบเขาจนถึงกับยอมแลกได้ทุกสิ่งทุกอย่าง มิน่าเล่า ยามนางอยู่ในจวนเสิ่นจึงไม่ได้เป็ที่รักใคร่เอ็นดูของใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยิน’
เยี่ยนอ๋องคิดอยากปฏิเสธและให้เสิ่นเอ้อร์ผู้โง่งมนำพู่หยกนี้ไปใช้เอง
ทว่าในตอนที่เขาก้มหน้าลง สายตาคมก็พลันได้สบเข้ากับดวงตาเมล็ดซิ่งที่เปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวัง…ชั่วลมหายใจนั้น คำปฏิเสธอันหนักแน่นและแข็งกร้าวก็ราวกับถูกดักเอาไว้ให้จุกอยู่ในลำคอ
‘เฮ้อ! ช่างเถอะ ช่างเถอะ ตำหนักของเขาออกจะใหญ่โตกว้างขวาง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็ของของเขา และไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาขโมย เช่นนั้น เขาจะเก็บพู่หยกชิ้นนี้ไว้ให้นางก่อน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้มันถูกเสิ่นฮูหยินริบไปให้คุณหนูใหญ่เสิ่นได้ในยามที่นางกลับถึงจวน’
ถึงแม้จะมีความคิดมากมายวุ่นวายในหัว แต่ใบหน้าของเยี่ยนอ๋องกลับยังคงไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาเช่นเดิม
ดวงตาคมยังจ้องมองเสิ่นเชียนเกอนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเ็าไร้ความรู้สึก แต่ไม่นานนักมือหนาก็ชูตำราเก่าที่ถือเอาไว้ขึ้น “ข้าไม่เคยทำการแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบมาก่อน อย่าคิดว่าการที่เ้ายกยอปอปั้นพู่หยกชิ้นนั้นเสียเลิศเลอแล้วข้าจะเชื่อวาจาเ้าง่าย ๆ แต่อย่างไรครั้งนี้ก็ถือว่าข้าเอาเปรียบเ้าไปก็แล้วกัน”
สิ้นเสียง คนพูดก็โยนตำราในมือออกไป ตำราเล่มใหญ่พุ่งตรงเข้าใส่อ้อมแขนของผู้ที่อยากได้มันอย่างรวดเร็ว
เสิ่นเชียนเกอที่ไม่ทันตั้งตัวรีบร้อนรับเอาตำราเล่มนั้นมาเป็พัลวัน มือไม้ที่รีบยื่นออกไปนั้นก็แทบจะจิ้มถูกดวงตาตัวเองอยู่รอมร่อ
ในใจของนางกล่าวตำหนิเขาไม่หยุด ‘เยี่ยนอ๋องคนบ้า จะยื่นให้ดี ๆ ไม่ได้เชียวหรือ!’
ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายแล้วตำราหมอเทวดาที่เสิ่นเชียนเกอปรารถนาก็เข้ามาอยู่ในอ้อมอกของนางเป็ที่เรียบร้อย นับจากนี้เื่อาการป่วยของท่านย่าก็ไม่ต้องเป็กังวลอีกต่อไป เมื่อคิดได้ดังนั้น ความโล่งใจผสมปนเปกับความเบิกบานก็ฉายทั่วดวงพักตร์น้อย ๆ ใต้ผ้าคลุมหน้าในทันที
เยี่ยนอ๋องที่พบว่าจู่ ๆ ผู้ที่สนทนากับเขาก็ออกอาการเหม่อลอย ประเดี๋ยวอมยิ้มประเดี๋ยวถอนหายใจแต่ไม่ยอมพูดหรือทำสิ่งใดเสียที เริ่มขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดก่อนจะส่งเสียงดังใส่ “ไหนล่ะ! พู่หยกของเ้า! ”
เสิ่นเชียนเกอสะดุ้งโหยง ร่างบางแข็งทื่อในทันที ในใจก็อดนึกบ่นคนสูงศักดิ์ตรงหน้าไม่ได้ เดิมทีนางคิดว่าเยี่ยนอ๋องจะมอบตำราเก่าเล่มนี้ให้โดยไม่คิดแลกเอาพู่หยกไปจากนางเหมือนที่จิ้งหย่งโหวเคยทำกับเสิ่นเจียวเจียวในภพก่อน เพราะอย่างไรเขาก็เป็ถึงอ๋อง คงไม่คิดสนใจเครื่องประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างพู่หยกชิ้นเดียวเป็แน่
แต่ที่ไหนได้…นางคิดหวังมากไป
…สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ใช่ตัวพระของนวนิยายเล่มนี้จริง ๆ
… ‘คนอะไรตระหนี่ถี่เหนียวเป็ที่สุด!’
เสิ่นเชียนเกอพยายามเก็บงำสีหน้าง้ำงอก่อนค่อย ๆ ยื่นพู่หยกลายอักษรฝูในมือให้เยี่ยนอ๋องอย่างแสนเสียดาย ท่าทีอาลัยอาวรณ์นั้นแม้จะพยายามซ่อนเร้นก็ไม่อาจซ่อนได้มิด
พู่หยกชั้นดีชิ้นนี้ หากนำไปแลกเป็เงินตามร้านค้าก็คงจะทำเงินได้มากโข ยามนี้นางเพิ่งย้ายออกมาจากเรือนกุยเยี่ยนจึงนับเป็่เวลาที่้าใช้เงินมากที่สุด แต่ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็ดูเหมือนนางคงต้องคิดหาวิธีอื่นเสียแล้ว
เยี่ยนอ๋องฉวยพู่หยกออกจากมือของเสิ่นเชียนเกออย่างไม่เกรงใจ พู่หยกที่อยู่ในฝ่ามือใหญ่ยังคงหลงเหลือไออุ่นจาง ๆ จากฝ่ามือบางที่เคยกำมันไว้แน่น อ๋องหนุ่มลอบใช้นิ้วเรียวลูบไล้ผิวหยกก่อนจะเก็บมันไว้ในอกเสื้อยามเมื่อพ้นสายตาผู้คน
ทันทีที่เยี่ยนอ๋องเดินจากไป องค์หญิงห้าก็โผล่เข้ามาขวางด้านหน้าเสิ่นเชียนเกอไว้ ดวงตาดอกท้อจ้องเขม็งมองสหายไม่วางตา เมื่อเห็นตำราเก่าในอ้อมแขนบาง องค์หญิงสูงศักดิ์ก็ทำหน้ายุ่งแล้วเปล่งเสียง ‘เหอะ!’ สั้น ๆ อย่างไม่ชอบใจนัก ก่อนจะหรี่ตาพลางกล่าวเสียงเบา “เสิ่นเอ้อร์ เ้ายกพู่หยกนั่นให้พี่หกไปแล้ว และตัวเ้าเองก็รับตำราเล่มเก่าเล่มนี้มาแทน เช่นนี้เ้ายังจะปากแข็งบอกว่าไม่ได้ชอบพี่หกของข้าอีกอย่างนั้นหรือ!”
เอาล่ะ! ดูเหมือนว่านางจะไม่สามารถอธิบายเื่นี้ต่อหน้าองค์หญิงห้าได้อย่างชัดเจนเสียแล้ว แต่อย่างไรก็คงต้องตอบออกไปก่อน
“ชัยชนะในวันนี้ก็เป็เพราะเยี่ยนอ๋อง การที่ท่านอ๋องจะได้รับพู่หยกไปก็เป็เื่ที่สมควรแล้วนี่เพคะ” คำอธิบายที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดหลุดออกจากปากคนมีชนักปักหลัง ทว่ามันกลับฟังดูไร้น้ำหนักโดยสิ้นเชิง
องค์หญิงห้ายู่ปากเล็กน้อย “ยังจะมาเล่นลิ้นกับข้าอีก!”
เสิ่นเจียวเจียวที่ยืนอยู่ด้านหลังองค์หญิงห้าก็ไม่เชื่อในสิ่งที่เสิ่นเชียนเกอกล่าวมาแม้แต่น้อย นางแอบสบถในใจพลางคิดอย่างริษยา ‘ที่เสิ่นเชียนเกอจงใจนำพู่หยกนั่นไปแลกเปลี่ยนกับเยี่ยนอ๋อง เป็เพราะกลัวว่าเมื่อกลับจวนไปแล้ว ท่านแม่จะริบเอามันมาให้ข้าต่างหาก’
‘หึ! เด็กที่ไม่ได้เติบโตมาในตระกูลเสิ่นเห็นคนนอกดีกว่าคนในตระกูล มิน่า ท่านแม่จึงไม่คิดรักใคร่เอ็นดูนาง’
+++++++++++++++++++++++
เมื่อการศึกษาในวันนี้เสร็จสิ้นลง บรรดาผู้ศึกษาสตรีจากหอศึกษาชั้นในจึงค่อย ๆ ทยอยเดินทางออกจากวังหลวง
แน่นอนว่าเสิ่นเชียนเกอไม่ได้กลับพร้อมกับเสิ่นเจียวเจียว นางเดินนำเหลียงเฉินกลับออกจากหอศึกษาอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดบอกกล่าวผู้มีศักดิ์เป็พี่สาว
ทว่า ก่อนที่จะได้ก้าวออกจากเขตประตูวังหลวง เสิ่นเชียนเกอก็ถูกนางกำนัลข้างกายขององค์หญิงห้าเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
.
.
.