The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 1 บทที่ 28 เมื่อพญามัจฉาโจนทะยาน

            ขณะนี้เชื้อไฟสุดท้ายได้เผาไหม้วีดมวนนั้นจนหมดลง เด็กหนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ความรู้สึกหิวกระหายเริ่มประเดประดังท่วมกระเพาะอาหารและต่อมรับรส สภาพท้องฟ้าในเวลานี้ช่างสดใส สายลมที่พัดไล่อากาศร้อนพัดผ่านมาเป็นระยะ เด็กหนุ่มพาร่างกายที่กำลังล่องลอยเดินไปทางร้านเหล้าใบไม้หอม เห็นอาจารย์ผู้สอนเชิงหมัดมวยก็ตรงปรี่เข้าไปทักทายอย่างสนิทสนม บัวลอยเห็นอาการแปลกๆ ของศิษย์ก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้ซักถามให้เสียมารยาทพูดคุยกันอยู่สักพัก ก็แยกตัวจากมา เมื่อเดินเข้าไปที่โต๊ะขายเหล้า นมแช่เย็นหนึ่งแก้วถูกส่งไหลมาเบื้องหน้าอย่างชำนาญทันที



            "สิทธิพิเศษฟรีไม่คิดเงิน เจสันอยู่ที่เดิม"



            "ขอบคุณ แต่ข้าต้องการกับแกล้มด้วย"



            อีกฝ่ายชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าไม่ซักถาม ตักถั่วที่พึ่งทอดร้อนๆ ใส่จานแล้วดันออกมาหา มิเนอร์วาก็รู้อยู่แล้วว่าดื่มฟรี แต่ด้วยอาการล่องลอยหิวกระหายยังคงไม่ได้ถูกบรรเทา ต่อให้กินถั่วทอดแกล้มนมจะดูแปลกในสายตาผู้คนรอบๆ แต่ขึ้นชื่อว่าคนบ้าเด็กหนุ่มย่อมไม่สนใจเสียงนกเสียงกา พาตัวเองเดินไปหาเจสันที่อยู่ด้านในห้อง เจสันยังคงนั่งอยู่ที่มุมเดิมเมื่อเห็นผู้มาเยือนอีกทั้งอาการท่าทางยังแปลกตาต่างจากปกติ ก็ขมวดคิ้วเพ่งพิจารณา ยิ่งเห็นจานถั่วทอดกับนมแก้วนั้นยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับคำถามที่กำลังจะถามออกไป



            "เจ้าดูดวีดมา?"



            "ใช่แล้วสหาย ข้ากำลังทดลองฤทธิ์ตัวยารวมถึงสรรพคุณ และข้าต้องการขายมันให้ท่าน สามารถทดลองใช้ก่อนได้ไม่คิดเงิน"



            เจสันอยากจะกระโดดโห่ร้องยินดี แต่ก็ต้องรักษาภาพพจน์หัวหน้ากลุ่มใบไม้หอมเอาไว้ ในที่สุดเด็กน้อยก็เริ่มเติบโต มันเคยคาดเอาไว้แล้วว่าไม่ช้าไม่นานตัวตนเบื้องหลังเด็กหนุ่มต้องฝากกระจายสินค้าผ่านทางศิษย์ นี่คือวิธีค้าขายที่ทำกันเป็นปกติอยู่แล้วของวังมรณะสาบสูญและสถาบันระดับสูงแห่งอื่น มีของแต่ไม่อยากออกหน้า ของที่มีอาจจะฉกชิงปล้นมาจากใครสักคน แต่เมื่อกระจายเปลี่ยนมือไปหลายทอด ย่อมเป็นเรื่องยากในการตามหา



            'วีด?... แต่ทำไมตัวตนเบื้องหลังของเจ้าหนูนี่ถึงเลือกเอาสินค้าธรรมดามากระจายขายกัน หรือกำลังทดสอบความสามารถด้านค้าขายของศิษย์'



            เจสันพยักหน้าคิดในใจไม่ได้ถามออกไป กำลังตัดสินใจจะช่วยซื้ออีกครั้งเพื่อเอาใจตัวตนลึกลับ แต่มันก็ต้องรีบเปลี่ยนความคิด เมื่ออีกฝ่ายดึงโหลแก้วที่ด้านในบรรจุไว้ด้วยวีดสีเขียวอมม่วงหลายช่อออกมาวางไว้เบื้องหน้า ทันทีที่ฝาโหลแก้วถูกเปิดออกกลิ่นมะม่วงหวานหอมลอยฟุ้งกระจายตัวทันที แม้จะยังไม่ทันได้สัมผัสในระยะใกล้ก็ตาม



            "หืม?... ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าวีดจะสามารถส่งกลิ่นหอมจนสามารถกระตุ้นความอยากอาหารได้"



            "ใช่แล้วนี่เป็นสายพันธุ์ที่อาจารย์ของข้าคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเอง ย่อมไม่ธรรมดา ทั้งหมด 2,000 กรัม ใช้แล้วไม่ถูกใจยินดีคืนเงิน"



            สงครามต่อราคาอาจจะได้หวนกลับมาอีกครั้ง สายตาเจ้าเล่ห์ของคนทั้งสองจ้องมองกันและกันตาไม่กะพริบ ดวงตาราวจิ้งจอกของเจสันหรี่ลงจ้องมองขณะครุ่นคิด มันยกมือสั่งให้ลูกน้องไปนำอุปกรณ์ที่เรียกกันว่าบ้องออกมา บ้องมีลักษณะเป็นกระบอกไม้ยาวประมาณครึ่งเมตร พื้นที่กลวงด้านในถูกเติมน้ำไว้ ตรงใกล้ฐานมีกระบอกขนาดเล็กถูกเสียบเอาไว้พร้อมกับยางไม้ที่ทาเอาไว้รอบรอยเจาะ



            "วีดธรรมดาราคาแค่ไม่กี่สิบเหรียญเงิน ถ้าของเจ้าดีจริงข้าให้ 1 เหรียญทองไม่ต่อรองอีก"



            เจสันพูดออกมาตาไม่กะพริบยังคงจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า วีดช่อหนึ่งจากในโหลถูกลูกน้องของเจสันนำไปสับละเอียดอย่างชำนาญ พร้อมกับหยิบมายัดลงกระบอกไม้ขนาดเล็กที่ต่อกับฐานบ้อง ไม้ขีดไฟถูกจุดขึ้นเผาวีดที่ถูกสับละเอียดให้กับเจสัน



            "สุภาพบุรุษทั้งหลายขอเชิญพบกับสายพันธุ์ก็อดโอ ท่วงทำนองขับกล่อมของพระเจ้าที่ใครได้ลิ้มลองสักครั้งหนึ่งแล้วล่ะก็ ต้องลุ่มหลงงมงายอย่างแน่นอน 6 เหรียญทองต่อ 1 กรัม ของดีไม่มีคำว่าแพง หากอยากได้ของดีย่อมต้องทุ่มสุดตัว"



            มิเนอร์วาเองก็หรี่ตามอง ขณะเอ่ยเช่นกันมุมปากอมยิ้มน้อยๆ จับจ้องเจสันที่กำลังดูดตัวยาอันเกิดจากการเผาไหม้ของก็อดโอเข้าสุดปอด



            "คึ...คึก....แค่กๆ ๆ"



            เจสันเองก็สำลักควันไอจนไหล่โยกเช่นกัน ปล่อยให้ความล่องลองอันยากจินตนาลุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย สัมผัสสวรรค์บนดินอันหาได้ยาก



            "อา… ดีแบบนี้ 2 เหรียญทองน่าจะพอคุยกันได้"



            "ฮ่าๆ ๆ ดูเหมือนท่านกำลังรู้สึกมีความสุขอยู่สินะ ท่านลองคิดดูสิ ต่อให้หาจนทั่วทั้งมหาทวีปแพนเจียอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ท่านคิดว่าจะมีคนที่สามารถพัฒนาสายพันธุ์วีดจนถึงระดับนี้ได้สักกี่คนเชียว ไม่ต้องพูดถึงอาณาจักรห่างไกลอย่างแทนลายัสของเรานี้เลย ปรากฏขึ้นสักต้นหนึ่งก็เป็นของขวัญฟ้าประทานแล้ว 5 เหรียญทองย่อมไม่แพง"



            มิเนอร์วาอมยิ้มส่ายหัวเป็นเชิงแฝงความนัยให้เจสันขาใหญ่ผู้นำกลุ่มใบไม้หอม เป็นสัญญาณบอกกล่าวว่าทำไมถึงคออ่อนจัง มือขาวเนียนของมิเนอร์วาคว้าบ้องมาเคาะเอาเศษขี้เถ้าทิ้ง รอให้ลูกน้องของเจสันเติมวีดให้ เด็กหนุ่มจ้องมองที่ลูกน้องของเจสัน ด้วยท่าทางราวกับตัวเองมีสถานะเทียบเท่าเจสันผู้เป็นหัวหน้า ท่าทางรวมทั้งคำพูดช่างยียวนกวนประสาท แต่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาก็มีเหตุผล เจสันกอดอกครุ่นคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายยังคงเอ่ยต่อราคาอย่างไม่ยินยอม



            "4 เหรียญทองนี่คือขีดสุดแล้ว หลังจากวางขายเจ้าก็รู้ดีว่าละแวกนี้กลุ่มใบไม้หอมนั้นดูแลกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดด้วยเช่นกัน"



            ลูกน้องผู้ทำหน้าที่ยำวีดก็รู้ถึงเรื่องนี้ดีจึงครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง ลอบพิจารณาประเมินสถานการณ์อย่างเงียบงัน



            'ถ้าสิ่งที่เด็กน้อยนี่พึ่งพูดออกมาเป็นความจริง ดีไม่ดีอาจจะเป็นที่ต้องตาของส่วนกลางแน่ ข้ายิ่งต้องเกาะขาเจ้าหนูนี่ให้แน่น ดีไม่ดีหัวหน้าก็คงมีความคิดแบบเดียวกัน จึงกล้าให้เหรียญแขกของกลุ่มใบไม้หอม แต่ทำไมถึงไปเอ่ยขู่แบบนั้นกัน'



            นั่นคือสิ่งที่มันคิดขณะกุลีกุจอปั้นหน้ายิ้ม ใช้มีดสับลงเขียงไม้จนวีดละเอียด มันรีบหยิบไปยัดลงหลุมให้พร้อมจุดไฟ มิเนอร์วาดูดเมฆสวรรค์เข้าสู่ร่างกายจนไฟในหลุมลุกแดงฉาน ห้วงสมองก็โลดแล่นรัวเร็ว



            'เจ้านี่กำลังขู่ข้า?... กว้างขวางกว่าแล้วอย่างไร… ตลาดใหญ่กว่าแล้วอย่างไร…. จะอย่างไรก็ยังคงเป็นโจร สันดานโจรย่อมต้องระวัง ขอแค่หาเหตุผลที่มากพอนำมาถ่วงดุลเอาความเสียเปรียบที่กำลังได้รับเอาไว้ ให้เหตุผลคือความได้เปรียบเท่านั้นก็พอแล้ว'



            เมฆาสวรรค์ที่ตกค้างอยู่ในบ้อง ได้ย้ายสถานที่ไปสร้างวิมานความสุขในร่างกายของเด็กหนุ่ม ที่กำลังใช้ความคิด ใช้สายตาจ้องมองเจสันอย่างยิ้มๆ ราวกับหลอกล่อว่าจะตอบตกลง อีกฝ่ายเห็นเด็กน้อยอมยิ้มก็กำลังจะเอ่ยยินดีลุกขึ้นขอจับมือ แต่ดันถูกขัดจังหวะด้วยคำพูดที่ถูกพ่นออกมาพร้อมกับหมอกแห่งห้วงจินตนากลุ่มนั้นเสียก่อน



            "น่าเสียดายๆ… ใจของข้าก็เคยคิดราคาขายไว้ที่ 4 เหรียญทองเช่นกัน แต่เนื่องจากเป็นคำสั่งจากท่านอาจารย์โดยตรงว่าต่ำกว่า 5 เหรียญทองไม่ต้องขาย ลูกค้าต้องง้อข้าไม่ใช่ข้าง้อลูกค้า อีกอย่างท่านเป็นคนค่อนข้างขี้หงุดหงิด บางครั้งก็พาลลงกับผู้อื่นไปทั่ว ข้าเองก็จนใจ คงต้องยอมเสี่ยงเอาของมีค่าจำนวนมากถือไว้กับตัวแล้ว เรื่องครั้งที่แล้วก็เป็นเพราะข้าขอท่านอาจารย์เอาไว้ เอ่ยปากว่าจะจัดการตามล่าหาโจรด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นท่านคงมาอาละวาดแถวนี้จนเป็นเรื่องราวใหญ่โตแน่ๆ ข้าก็คงต้องวิ่งวุ่นไม่ได้เรียนหนังสือแบบปกติไปด้วย ท่านก็รู้ข้าชอบเรียนหนังสือ"



            มิเนอร์วายังคงอมยิ้มจ้องมองอีกฝ่ายที่อยู่ในท่าชะงักมือกึ่งลุกกึ่งนั่ง เมื่อสองตาประสานกันอยู่หลายอึดใจ รอยยิ้มก็ปรากฏกว้างขึ้นเรื่อยๆ บนใบหน้าของทั้งสองฝ่าย จนกลายเป็นเสียงหัวเราะลั่นอย่างยินดีของทั้งคู่ เจสันยอมแพ้ยกธงขาว ไม่คาดคิดว่าจะโดนน็อกด้วยหมัดนี้



            "ฮ่าๆ ๆ หวังว่าท่านอาจารย์เจ้าจะชมชอบของขวัญในครั้งที่แล้ว 5 เหรียญทองย่อมไม่แพง ไม่แพงเลย คนกันเองย่อมไม่แพง ว่าแต่เจ้าปลูกเองใช่หรือไม่?... อัจฉริยะตัวจริงเสียงจริง"



            เจสันลุกขึ้นยืนเต็มตัว ยื่นมือออกไปขอจับมือกับมิเนอร์วา มันหัวเราะให้กับความโง่เขลาของตัวเองที่ถูกความโลภเข้าบดบัง



            'อาจารย์เจ้าหนูนี่ต้องไม่ใช่คนธรรมดา เป็นเพราะครั้งก่อนมันเอายาจำนวนมากมาขายข้า จึงหลงคิดไปว่าอาจารย์มันคือผู้หลักผู้ใหญ่สักคนจากส่วนกลางของวังมรณะสาบสูญแน่ๆ แต่ถ้ามองดูให้ดีถึงจะมีอาวุโสที่สามารถปรุงยาได้หลายคน แต่ผู้ที่เพาะพันธุ์พืชวีดให้มีคุณภาพได้ขนาดนี้ย่อมต้องไม่มีแน่ ไม่งั้นวีดคุณภาพดีแบบนี้ ต้องกระจายไปทั่วเขตปกครองของวังมรณะสาบสูญอย่างรวดเร็วนานแล้ว'



            มิเนอร์วาที่หัวเราะลั่นเป็นเพื่อนมันขณะจับมือก็เอ่ยตอบฉับไว



            "ฮ่าๆ ๆ ท่านชมชอบมากกับของขวัญ ยังฝากมาขอบคุณท่านด้วยที่ใจกว้าง 5 เหรียญทองย่อมไม่แพงอยู่แล้ว จะยังไงข้าก็ต้องโดนหักค่าธรรมเนียมอีกครั้งอยู่ดี เป็นข้าคิดผิดเองที่จะปลูกขายจำนวนเยอะ ค่าธรรมเนียมเลยโดนหักเยอะไปหน่อย ไว้คราวหน้าจะลองปลูกจำนวนน้อยๆ ดู"



            มิเนอร์วายังคงเล่าต่อไปถึงความยากลำบากในการปลูก และระยะเวลาที่ใช้บ่มหมัก จนอีกฝ่ายจับทางได้ว่าเด็กน้อยเจ้าเล่ห์เบื้องหน้า อาศัยตีเหล็กตอนกำลังร้อน ฉวยจังหวะขอลดค่าธรรมเนียม



            'เด็กน้อยเจ้าเล่ห์นักนะ… อาจารย์เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ ทำไมถึงได้สั่งสอนศิษย์ให้มีนิสัยเหลี่ยมจัดแบบนี้ ช่างเถอะ… ข้าก็แค่ต้องไหวตัวไปตามแรงลม จะฝืนต้านให้หักโค่นไปทำไม'



            เจสันเอ่ยถามในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป อาศัยโอกาสนี้ผูกสัมพันธ์ อาสาขอจัดงานเลี้ยงนำทางออกจากร้านเหล้าใบไม้หอมด้วยตัวเอง



            ภาพที่ทั้งคู่เดินตาหวานฉ่ำออกมาจากห้องพร้อมกัน ด้วยลักษณะท่าทางอารมณ์ดี เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวหัวเราะทั้งๆ ที่ไม่มีใครพูดจาสักคำแต่ก็ผลัดกันหัวเราะไปตลอดทาง มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมองดูอยู่แต่ลืมคิดไปก็คือ มิเนอร์วาในตอนนี้ กำลังเดินตีคู่นำหน้าอยู่หัวขบวน เขาเดินไปพร้อมกับเจสัน ขณะที่ด้านหลังมีลูกน้องในเสื้อผ้าสีสันต่างๆ นับสิบคนคอยเดินตาม เบื้องนอกร้านเหล้ารถม้าสี่ล้อสีดำ บริเวณประตูมีรูปใบไม้กองรวมจนเป็นมงกุฎสีทอง ได้มาจอดรออยู่ก่อนแล้วสองคัน และแล้วคนทั้งหมดที่เดินออกมา ก็ได้โดยสารรถม้าสีดำมุ่งหน้าไปสู่ฐานหลักของกลุ่มใบไม้หอม



            ระหว่างทางพวกเขาสองคนก็พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ถามไถ่เรื่องราวต่างๆ ที่ยังคงสงสัยเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ และโครงสร้างทั้งหมดของวังมรณะสาบสูญที่แท้จริง จึงได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ เหล่าศิษย์จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ระดับละ 3 ชั้น ได้แก่ ศิษย์สายนอกที่อ่อนแอที่สุดแทบไม่ค่อยจะมีสวัสดิการอะไรตอบแทน ต้องดิ้นรนหากันเอาเอง ถัดมาก็เป็นศิษย์สายใน ที่จะสามารถมีพื้นที่ขนาดเล็กเป็นของตัวเองได้ การเป็นเจ้าของนั้นง่ายมาก ก็แค่แย่งเอามาจากอีกฝ่าย โดยไม่สนวิธีการหรือการใช้กำลัง เมื่อมีพื้นที่เป็นของตัวเองจะเลือกพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี หรือจะออกล่าก็แล้วแต่ตนเองจะตัดสินใจ แต่การขยายพื้นที่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง หากเดินไม่ดูอาจไปสะดุดตอไม้เข้าก็เป็นได้



            แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับตอไม้ด้วยเช่นกัน หากเดินเจอตอไม้ผุขนาดเล็กสักหลายสิบแห่ง คิดจะเตะทิ้งเตะขว้างย่อมทำได้ตามใจ แต่หากเจอตอไม้ใหญ่แล้วยังฝืนเตะ แม้แต่คนบ้าก็ยังไม่โง่เลือกเตะให้ตนเองต้องเจ็บปวด หากมีพื้นที่เป็นของตัวเองมากพอ จะทำเรื่องขอเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายตรงเลยก็ย่อมได้ วิธีการก็ยังคงเป็นเช่นเดิมอยากได้ของเขาก็ต้องแย่งเขามา มีเพียงแค่ตำแหน่งศิษย์ผู้สืบทอดตำแหน่งเดียวเท่านั้น ที่จะได้รับพื้นที่ภายใต้ควบคุมของอาวุโสระดับสูงมาครอบครองโดยตรง เนื่องจากเหล่าศิษย์ทั้งหลายในอนาคตเมื่อจบไปก็ย่อมต้องมีผู้ที่อยากกลายเป็นอาวุโส และการจะเป็นได้ก็วัดมาจากคุณสมบัติเมื่อครั้งยังเรียนอยู่เป็นเกณฑ์เริ่มต้น



            โครงสร้างของที่นี่ไล่จากบอสใหญ่ท่านผู้นำที่เรียกตัวเองว่าเฟรเกีย เป็นผู้ปกครองและควบคุมความเป็นไปของเขตเมืองหลวงชั้นนอกทั้งหมดของอาณาจักรแทนลายัส ถัดมาเป็นผู้อาวุโสระดับสูงลำดับที่ 1 ถึง 5 ผู้เป็น 5 มังกร และ 4 พยัคฆ์ผู้เป็นลำดับที่ 6 ถึง 9 แต่ละคนจะมีกลุ่มในสังกัดคนละ 10 กลุ่ม ส่วนผู้อาวุโสที่เหลือก็จะมีกลุ่มใต้สังกัดของตัวเองลดหลั่นกันมาตามความสามารถ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มที่อยู่ภายใต้การดูแลของศิษย์สายตรง หรือไม่ก็ศิษย์สายใน ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าที่วังมรณะสาบสูญและทั่วเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ไร้กฎเกณฑ์ไร้พันธะผูกมัดใด



            แต่นั่นไม่เกี่ยวกับส่วนกลางใต้มือผู้ปกครอง ที่ยังคงมีกฎระเบียบอยู่เล็กน้อย เรียกได้ว่าเบื้องนอกขุ่นมัวแต่ข้างในกลับสดใสก็ว่าได้ การพูดคุยหัวเราะอารมณ์ดียังคงมีอยู่ จนกระทั่งรถม้าทั้งสองวิ่งมาหยุดลงตรงบ้านหลังใหญ่ชั้นเดียว สถานที่ซึ่งกินอาณาเขตกว้างขวางล้อมรอบไปด้วยกำแพงทั้งสี่ทิศ บริเวณกำแพงประตูหลักยืนไว้ด้วยบุรุษร่างกายกำยำสองคน เมื่อเดินลงมาจากรถม้าก็เจอผู้คนมากมายยืนตรงเรียงแถวหน้ากระดานยาวจนไปถึงประตูบ้าน พวกมันก้มหัวโค้งตัวเอ่ยรายงานเสียงดังฟังชัด



            "ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว อาหาร เครื่องดื่ม สุรา นารี และนักดนตรีพร้อมแสดง เชิญลูกพี่พักผ่อนให้สบายใจขอรับ"



            "ดี!... ไปกันมิเนอร์วาวันนี้ข้าจะสอนเส้นทางลูกผู้ชายให้เจ้าในฐานะศิษย์พี่ก็แล้วกัน ฮ่าๆ ๆๆ"



            เจสันกอดคอมิเนอร์วาเดินเข้าไปข้างในอย่างสนิทสนม ห้องกว้างโล่งที่อีกฟากเปิดกว้างเอาไว้เผยให้เห็นทางเดินขนาดเล็กและสนามหญ้า พร้อมทั้งลานน้ำพุจำลอง บนพื้นไม้มีโต๊ะขนาดไม่ใหญ่มากถูกวางเอาไว้ในลักษณะเป็นแถวยาวด้านละ 5 โต๊ะ มีหัวโต๊ะ และท้ายโต๊ะ รวมเป็น 12 โต๊ะ เยื้องไปด้านหลังของแต่ละโต๊ะก็จะเป็นเบาะผ้าขนาดใหญ่ พร้อมผ้าบางสำหรับกันหนาว ทุกคนแยกย้ายกันไปนั่งที่ของตัวเองโดยมีมิเนอร์วาที่นั่งทางโต๊ะทิศใต้ของห้องแห่งนี้ และมีเจสันนั่งอยู่ทางโต๊ะทิศเหนือ ทางด้านขวามือจึงจะเป็นลานน้ำพุจำลอง ที่มีเสียงตกกระทบของกระบอกไม้ไผ่อยู่เป็นระยะ



            ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ก็มีกลุ่มสตรีเดินถือถาดอาหารเครื่องดื่มเรียงแถวเข้ามาพร้อมกันหลายคน อาหารและเครื่องดื่มถูกนำไปวางบริการไว้บนโต๊ะของแต่ละคนอย่างเรียบร้อย เสียงดนตรีจากเครื่องดีดไร้ที่มาบรรเลงขึ้นเหล่าโฉมสะคราญงามล่มเมืองในชุดผ้าบางหลากสีสันอวดสัดส่วนโค้งเว้าของร่างกาย เดินหัวเราะคิกคักเข้ามานั่งข้างกายเหล่าบุรุษ เสียงจังหวะรัวกลองและเครื่องสีก็ดังขึ้นผสมเสียงเครื่องดีด จังหวะดนตรีได้เปลี่ยนไปตามเลือดลมภายในร่างของเหล่าบุรุษที่สูบฉีดแรง เป็นเจสันที่โอบคว้าเอาสตรีสองนางเข้ามากอด มันหัวเราะเสียงดังอารมณ์ดีนั่งอยู่บนเบาะนุ่มใบใหญ่


    "ถูกใจคนไหน เจ้าเลือกได้เลยจะ 1 คน 2 คนหรือ 3 คนย่อมไม่ใช่ปัญหา"


    หญิงงามสองคนนั้นไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน ไม่พอยังเป็นฝ่ายเสนอตัวคอยเอาอกเอาใจ ป้อนอาหารสุราให้แก่เจสันด้วยตัวเอง คนหนึ่งก็เอาร่างกายกอดแขนพันขาเอ่ยออดอ้อนอย่างน่าหลงใหล ส่วนอีกคนก็ใช้ปากป้อนผลไม้พลางใช้สัดส่วนร่างกายขนาดใหญ่ป้อนสุรา สองแขนของเจสันก็เลื้อยพันราวกับเถาวัลย์ไร้นัยน์ตา มันหรี่ตาอมยิ้มจ้องมองดูปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กหนุ่มไม่ให้พลาดแม้เพียงวินาที


    เรื่องนี้ไม่ผิดจากที่แอสคลีเพียสคาดเอาไว้มากนัก ดังนั้นแล้วมิเนอร์วาย่อมต้องมีแผนสำรอง เหล่าลูกน้องของเจสันยังคงนั่งรอคอยอย่างอดทน บ้างก็บ่นอิดออดที่เด็กหนุ่มไม่ยอมเลือกสักที ปล่อยให้พวกมันต้องรอคอยนานเสียเวลา แต่พวกมันก็ทำได้เพียงแค่นั้น ไม่กล้าแสดงออกมาผ่านการกระทำ พวกระดับสูงของกลุ่มใบไม้หอมย่อมไม่ใช่คนโง่ พวกมันรู้กันหมดแล้วว่าเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งฉลองพร้อมกันในครั้งนี้ ในอนาคตย่อมมีทางเดินที่ไม่ธรรมดา เป็นตัวตนที่อาจจะสามารถก้าวขึ้นมาเทียบเท่าลูกพี่ของตนได้ จึงรู้สึกยำเกรงและต้องการประจบเอาใจรอคอยอย่างอดทน มิเนอร์วาเหล่ตามองซ้ายทีขวาที มองไปยังลูกน้องทั้ง 10 ของเจสัน ก่อนจะมองตรงไปยังเจสันด้วยดวงตาหวานฉ่ำ


    "ไม่เป็นไร ข้ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว ขอรับไว้แค่น้ำใจก็พอ"


    เด็กหนุ่มตอบปฏิเสธแบบอ้อมๆ ไม่อยากหักหน้าอีกฝ่ายให้เสียน้ำใจจนเกิดการบาดหมาง


    "ฮ่าๆ ๆ มิเนอร์วาเจ้าอาจจะยังไม่รู้อะไร ถึงศิษย์สายในระดับสูงเช่นพวกข้าจะทำตัวเยี่ยงโจรผู้ร้าย แต่กลุ่มใบไม้หอมของข้าก็ไม่เคยบังคับกดดันให้สตรีต้องทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจ พวกนางที่อยู่ที่นี่ล้วนทำไปเพราะค่าจ้างเลี้ยงปากท้อง"


    "พวกท่านเชิญเลือกกันตามสบาย สตรีที่เหลือค่าจ่ายค่าจ้างให้เอง"


    มิเนอร์วายังคงยืนกรานไม่ขอรับบริการจากเหล่าสตรีที่ถูกจ้างมา เจสันก็คิดไม่ถึงว่าจิตใจของเด็กอ่อนต่อโลกคนหนึ่งจะมั่นคงถึงปานนี้


    "เอาล่ะๆ… งั้นก็เอาตามนี้ พวกเจ้าก็เลือกซะสิ ดูสิว่ามีสตรีที่เหมาะสมกับพวกเจ้าบ้างหรือไม่"


    เจสันตบมือแปะๆ ส่งสายตากดดันไปให้เหล่าลูกน้องที่ก้มหน้างุดไม่กล้าเงยหน้ามอง พวกมันเอียงหัวส่งสายตาอ้อนวอนให้เด็กหนุ่มรีบๆ เลือกซะที พวกมันจะได้ดื่มด่ำไปกับความสุขตรงหน้าที่รออยู่เสียที


    "ฮ่าๆ ๆ เจ้าเห็นหรือไม่ในที่นี้ไม่มีสตรีที่เหมาะสมกับพวกมันเลยสักคน เจ้าจะปล่อยให้ดอกไม้งามมากมายต้องนั่งเหี่ยวเฉารอเจ้ากินดื่มหรืออย่างไร หรือเจ้าเป็นจำพวกที่ชอบเหยียบย่ำจิตใจของเหล่าสตรีด้วยใบหน้านั่น?"


    "ข้ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว"


    "ข้าไม่ได้บอกให้เจ้ารักพวกนางซะหน่อย ก็แค่ปล่อยให้พวกนางปรนนิบัติเจ้าไปตามหน้าที่ก็พอแล้ว"


    ยอดบุรุษมักเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าอิสตรี สาวงามหลายคนส่งสายตาเว้าวอนยั่วยวนไปทางเด็กหนุ่ม จะมีใครบ้างในละแวกนี้ที่ไม่รู้จักยอดมวยอย่างมิเนอร์วา เสียงออดอ้อนเชิญชวนของเหล่าสตรีทำเอาเลือดลมสูบฉีด ความประหม่าเขินอายสะสมปนเปจนไม่รู้ว่าจะต้องวางตัวเช่นไร


    "เช่นนั้นท่านก็เลือกให้ข้าก็แล้วกัน"


    "ฮ่าๆ ๆ ๆ ย่อมได้ เซดร้า! เฟดร้า! ต้อนรับแขก"


    "ฮิๆ ๆ เจ้าค่ะ"


    สองโฉมงามที่มีหน้าตาราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกัน พวกนางหัวเราะคิกคักบิดสะโพกแอ่นไหล่ พยายามอวดโอ่สัดส่วนที่ไม่ธรรมดาบนร่างกาย เดินเยื้องย่างมานั่งขนาบซ้ายขวาทั้งสองด้านอย่างรู้งาน คอยเกาะแขนออดอ้อนเป็นบางครั้ง บางคราก็ทำเป็นน้อยใจกับท่าทีตอบสนองของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มที่ไม่เคยรับมือกับการใกล้ชิดสตรีคราวละมากๆ นั่งหน้าแดงตาแดงทำตัวไม่ถูกตัวแข็งประหนึ่งรูปปั้นหิน


    ลูกน้องทั้ง 10 คนที่ก้มหน้างุดอยู่นานสองนานพากันถอนหายใจยาว ราวกับระฆังสวรรค์ส่งสัญญาณให้พวกมันได้รับรางวัลที่ยอมอดทน พวกมันพยักหน้าให้กันด้วยความรู้ใจ อิสตรีนุ่งน้อยห่มน้อยทั้งหลาย ถูกเลือกไปนั่งปรนนิบัติดูแลตามโต๊ะที่ยังว่างอยู่ทั้ง 10 ตัว เสียงดนตรีเปลี่ยนจังหวะอีกครั้ง เมื่องานฉลองถูกเตรียมพร้อมเสร็จ เสียงหัวเราะเฮฮาสนุกสนานไปกับงานฉลองก็ดังขึ้นตามมา โดยมีเจสันเป็นผู้นำ ก่อนที่ผู้อื่นจะหัวเราะตาม มิเนอร์วาที่นั่งนิ่งทำเพียงคอยอ้าปากงับอาหารที่ถูกป้อนทีละนิดทีละน้อย ถึงแม้จะมีประสบการณ์ในการเอาเปรียบสตรี แต่ก็เป็นการฉวยโอกาสกับคนที่ตัวเองแอบชอบ


    ประสบการณ์ที่เคยนอนกอดกับเกรเซียเรียกได้ว่าเป็นที่สุดในเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว ถ้าเทียบกับเด็กในรุ่นเดียวกันที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองหลวงชั้นในและใจกลาง แต่ประสบการณ์นั้นยังน้อยนักถ้าเทียบกับโลกของผู้ใหญ่ที่แท้จริง การแทะโลมของพี่น้องฝาแฝดเซดร้าและเฟดร้าย่อมแตกต่างกับการหลับนอนกอดกันนิ่งๆ


    "ศิษย์ข้า เจ้ารู้หรือไม่ ในสงครามเป็นตาย ผู้ที่อยู่รอดเป็นคนสุดท้ายไม่ใช่คนที่ต่อสู้เก่งที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนกระแสฉกชิงความได้เปรียบมาไว้ในกำมือต่างหากเล่า ถึงจะสามารถอยู่รอดเป็นผู้ชนะได้ หากเจ้ายังนั่งนิ่งอยู่แบบนี้พวกมันจะด้อยค่าเจ้าอย่างแน่นอน หมุนทวนกระแสซะ! ฉกชิงความได้เปรียบนั้นมาจากพวกมันซะ!"


    แอสคลีเพียสที่เห็นท่าไม่ดีรีบเอ่ยสั่งสอนศิษย์ และสิ่งที่แพทย์เทวะพูดย่อมเป็นความจริง บนโลกอันโหดร้ายใบนี้ย่อมไม่มีการให้ใดที่ไม่หวังการตอบแทน งานเลี้ยงที่จัดขึ้นครั้งนี้ก็เช่นกันกลุ่มใบไม้หอมล้วนใช้โอกาสนี้ในการผูกสัมพันธ์และประเมินบุคลิกนิสัยไปในตัว


    ถ้าแสดงด้านที่อ่อนแอออกมา นั่นหมายความว่าในอนาคตพวกมันย่อม ฉกฉวยเอารัดเอาเปรียบเด็กหนุ่มนิดหน่อยได้ แต่พวกมันคงคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าที่พวกมันจ้องสำรวจดันมีเบื้องหลังลึกลับมากเกินกว่าที่พวกมันจินตนาการเอาไว้


    'อา… ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สั่งสอน เป็นข้าตื่นเต้นมากเกินไปเอง จนเผลอเอาตัวเองไปต้านกระแสน้ำเชี่ยว'


    เมื่อปรับสภาพจิตใจได้ทุกสิ่งก็ง่ายลง โฉมงามผมดำขลับทั้งคู่กำลังหลงระเริงที่สามารถคุมเกมในการเย้าแหย่เป็นต้องสะดุ้งเฮือกตกใจทันที แม้แต่เจสันและเหล่าลูกน้องก็เหลือบตาเหล่มอง เป็นตุ๊กตาหน้าหล่อที่นั่งนิ่งมานานกำลังขยับตัว สองแขนคว้ากอดสาวงามทั้งสองเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งคู่ที่ถูกแรงดึงก็ได้แต่เซตัวเข้ามาเกาะไหล่ด้วยความประหม่า


    กระแสน้ำได้ไหลย้อนกลับ ลมเมฆพัดหวนคืน ทิศทางควบคุมบงการถูกเปลี่ยนมือ จากผู้ถูกกระทำดันกลายเป็นพญามัจฉาโจนทะยานไปเสียได้ ขยับตัวสะบัดหนึ่งทีสายน้ำเชี่ยวก็ไม่อาจทำอะไรได้อีกต่อไป ปล่อยร่างกายให้ไหลไปตามกระแสเลิกต้านทาน เท่านั้นยังไม่พอหมอกสวรรค์อนธการเบาบางก็ถูกแผ่กระจายออกมารอบกาย ยิ่งเสริมให้บรรยากาศรอบตัวเด็กหนุ่มดูลึกลับน่าค้นหา ดวงตาสีเขียวคู่นั้นที่สตรีใดได้จ้องมองก็เป็นต้องใจสั่นอ่อนระทวย ดั่งดอกไม้งามที่อ่อนไหว เซดร้าและเฟดร้าเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ริมฝีปากแดงถูกเลื่อนไปจ่อบริเวณติ่งหูสตรีในอ้อมแขนทางด้านข้าง กระซิบเสียงแผ่วเบาจนอีกฝ่ายหน้าแดงใจเต้นตึกตัก พยักหน้าหงึกๆ รีบลุกเดินจากไป ทิ้งน้องสาวเฟดร้าให้นั่งบิดกระมิดกระเมี้ยนประหม่าหน้าแดงอยู่ในอ้อมแขนอีกข้างของเด็กหนุ่ม เจสันหรี่ตามองถามทันที


    "ดูท่าแล้วยอดมวยของเราก็เจนจัดในเรื่องผู้หญิงพอสมควร แต่เจ้าบอกว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้วไม่ใช่รึไง? ไม่กลัวนางรู้เข้าแล้วจะเสียใจ?"


    "ฮ่าๆ ๆ ท่านชมข้าเกินไปแล้ว ถูกแล้วข้ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่ตัวข้าถือคติถึงไม่รักไม่ชอบดอกไม้ใด แต่ก็ไม่เคยคิดเหยียบย่ำทำลายด้วยการเด็ดกลับมาแล้วไม่เชยชม โยนทิ้งดั่งตัวโง่งม"


    มิเนอร์วาตอบกลับง่ายๆ ราวกับท่าทีอ่อนโลกเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้น ฝ่ายเซดร้าที่ลุกออกไปก็เดินกลับเข้ามานั่งขนาบข้างเช่นดังเดิมพร้อมกับบ้องไม้ไผ่ ทำหน้าที่บริการเอาใจอย่างเต็มที่ วีดในโหลถูกนำออกมาแจกจ่ายให้กับทุกคนภายในห้อง เปลวไฟแดงฉานในหลุมไม้ไผ่ถูกจุดขึ้นพร้อมกับเสียงอากาศถูกดูดผ่านน้ำ มิเนอร์วาเติมเพิ่มไปอีก 2 หลุม เอ่ยปากพูดแสร้งทำเป็นล่องลอยสุดขีด แต่ในความเป็นจริงถึงแม้จะอยู่ในอาการนั้นแต่สมองยังคงมีความคิดเป็นเหตุเป็นผล เพียงแค่อารมณ์ดียิ้มง่ายมากกว่าปกติก็เท่านั้น


    "อันที่จริงแล้วข้ามีของอยู่มากกว่าที่เคยบอก 2,000 กรัม เห็นแก่ที่ท่านจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเช่นนี้ดูแลข้า ข้าจะลองไปเอ่ยขอท่านอาจารย์ให้"


    มิเนอร์วายังคงหยอกล้อทำไม้เล่นมือกับแฝดสาวไปพูดไป ราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่โต บ้องไม้ไผ่ถูกเวียนไปเรื่อยๆ เป็นวงกลม จนกระทั่งมาหยุดลงที่เจสัน


    "ฮ่าๆ ๆ ๆ นั่นเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่รึไง หักค่าธรรมเนียมอัตราพิเศษแล้วก็ขายทั้งหมดนั่น เจ้าก็เตรียมเป็นมหาเศรษฐีได้เลย เงินจำนวนหลายเหรียญทองย่อมทำให้เจ้าอยู่สบายไปได้ทั้งชาติ"


    พูดจบมันก็ก้มหน้างุดลงไปหากระบอกไม้ในมือสาวงามข้างกาย


    "ศิษย์พี่ในเมื่อเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันดังนั้นแล้วงานเทศกาลแลกเปลี่ยนประจำปีที่จะมาถึงนี้ หวังว่าถ้าข้าเดินไปสะดุดอะไรเข้า ท่านจะยอมออกหน้าให้ความช่วยเหลือ"


    มิเนอร์วาตาลอยพูดถึงเทศกาลที่ใกล้เข้ามา การมีผู้คนคอยช่วยเหลือย่อมดีกว่าการออกไปพบเจอมรสุมเพียงลำพัง โลดแล่นในท้องทะเลคลั่งยิ่งต้องมีสหายติดตัวไว้ให้อุ่นใจ


    "นั่นจะนับเป็นอะไรได้ งานเทศกาลก็จัดแค่ระดับศิษย์สายนอกและสายในเท่านั้น ส่วนงานหลักของศิษย์สายตรงและศิษย์สืบทอดอีก 6 เดือนให้หลังนั่นต่างหากคือของจริง เจ้าอย่ากังวลไปเลย"


    "จริงด้วยสินะ… เป็นข้ากังวลเกินไปเอง รบกวนแล้วฮ่าๆ ๆ"


    หลังตกลงธุรกิจที่แท้จริงกันได้งานเลี้ยงที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น ความสนุกสนานยังคงดำเนินต่อไป เมื่อเห็นว่าดึกมากแล้วเด็กหนุ่มจึงขอตัวกลับโดยมีเซดร้าและเฟดร้าสองสาวงามในอ้อมแขนเดินมาส่งที่รถม้า ทั้งคู่ยืนมองรถม้าด้วยสายตาอาลัย ที่ค่อยๆ วิ่งจากไปเหลือทิ้งไว้เพียงภาพจำของเด็กหนุ่มหน้าตาดีลึกลับมีเสน่ห์ที่ขัดกับเสียงวิจารณ์นินทาที่เคยได้ยินมา


    "เป็นคนดีจริงๆ"


    "ใช่เป็นคนดีจริงๆ ข้าล่ะอิจฉานางคนนั้นที่เด็กนั่นแอบชอบเสียจริง ไปกันเถอะน้องข้า อัศวินได้ขี่ม้าผ่านไปแล้ว"


    เซดร้าและเฟดร้าบ่นด้วยความเสียดายปนอิจฉา ตลอดงานเลี้ยงถึงแม้ทั้งคู่จะถูกโอบกอดแต่ก็ไม่เคยถูกเด็กหนุ่มฉวยโอกาสล่วงเกินอันใดอีก อีกทั้งยังถูกว่าจ้างเพิ่มเติมให้สองพี่น้องเล่นละครตามน้ำ


    มิเนอร์วานั้นเข้าใจดีว่าการใช้ชีวิตในที่แห่งนี้นั้นยากลำบากเพียงไหน ขนาดตนเองยังพบเจอปัญหามากมาย แล้วสตรีบอบบางสองคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานแข็งแกร่งอะไรมากนักจะเอาปัญญาที่ไหนมาคุ้มครองตัวเอง การเพิ่มเงินให้พวกนางได้ว่าจ้างจ่ายค่าคุ้มครองของตนเองย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยง นั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มเลือกทำและมันก็ส่งผลดีกับทุกฝ่าย

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน