“เอ่อ...เรื่องกำแพงโรงแรมที่เสียหายพวกนี้ ฉันไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใช่ป่ะ”
เซี่ยฮุยมองพวกเขาทั้งห้าคนที่ยืนแข็งทื่อเป็นก้อนหิน
พลังปราณขั้น 9 ของเซี่ยฮุยที่ถูกส่งออกมาก่อนหน้านี้ได้หายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้เขาจึงกลับมาเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น
“เอ่อ.... อ๋อ...เรื่องนั้นไม่ต้องหรอก พวกเราจะจัดการปัญหานี้เอง”
จั่วมู่ได้สติกลับมาจากอาการตกตะลึงที่เห็นจางฉี่หลิงถูกจัดการจนสลบเหมือดเป็นคนแรก
“งั้นก็โอเค”
“จะว่าไปฉันช่วยพวกเธอจับหมอนั่นได้แล้ว จะให้ฉันไปรับเงินรางวัลจากที่ไหนล่ะ”
“คุณต้องได้เงินรางวัลนำจับอยู่แล้ว แต่ตอนนี้พวกเราต้องจัดการกับปัญหาบางอย่างก่อน”
“หืม? ปัญหาอะไรเหรอ?”
เซี่ยฮุยยังไม่รู้ตัว จั่วมู่จึงกลอกตามองบนใส่เขา
“เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นผลงานของคุณสินะ”
“อะไร ฉันเคยทำอะไรเหรอ?”
เซี่ยฮุยแสร้งตีหน้าซื่อ จากนั้นก็ทำเป็นพูดจาวกไปวนมา “ฉันไม่เห็นจะเข้าใจที่เธอพูดเลย”
“เหอะ ทำแบบนี้ไม่มีประโยชน์หรอก”
ชายหนุ่มอีกคนที่เพิ่งจะคืนกลับสู่สภาพเดิมหลังจากที่กลายร่างเป็นครึ่งหมาป่าพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “นายหนีจมูกที่ไวต่อกลิ่นของฉันไม่ได้หรอก เมื่อกี้ตอนที่ฉันเห็นนายฉันก็นึกถึงกลิ่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว”
“โอ้โห...แน่ใจนะว่าจมูกนายไม่ได้มีปัญหา บางทีนายอาจจะจำผิดก็ได้นะ?”
เซี่ยฮุยยังคงปฏิเสธ “นักเรียนมัธยมปลายธรรมดา ๆ แบบฉันปฏิบัติตามกฎหมายมาโดยตลอด ฉันไม่เคยทำเรื่องผิดกฎหมายสักครั้งเลยนะ”
“ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่านายทำเรื่องผิดกฎหมาย นี่ร้อนตัวเหรอ?”
ไม่ว่าโม่เสี่ยวฝานจะมองเซี่ยฮุยจากจุดไหน เขาก็รู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้ชายคนนี้เอาเสียเลย
“เสี่ยวฝาน”
จั่วมู่เน้นเสียงและหันไปปรามเขา “เกินไปแล้ว”
โม่เสี่ยวฝานหันไปมองจั่วมู่ เมื่อเห็นว่าหัวหน้าทีมเริ่มมีน้ำโห เขาก็ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับเซี่ยฮุยอีก
เขาพูดเสริม “หัวหน้า ฉันมั่นใจได้ว่าเจ้าหมอนี่คือคนที่ทำให้ภารกิจของพวกเราล่มไม่เป็นท่าทุกครั้ง จมูกของฉันไม่เคยหลอกฉัน” หลังจากโม่เสี่ยวฝานพูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
“เสี่ยวฝาน”
ชายหนุ่มอีกคนเห็นเสี่ยวฝานเดินออกไป เขาก็หันมาพูดกับจั่วมู่ “หัวหน้า เสี่ยวฝานยังเด็ก ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”
หลังจากนั้นเขาก็หันไปพูดกับเซี่ยฮุย “คุณผู้ชาย ยกโทษให้ความไม่มีสัมมาคารวะของเขาด้วยนะครับ”
พูดจบเขาก็รีบเดินตามเสี่ยวฝานออกไป
“เอ่อ...”
จั่วมู่มองเซี่ยฮุยด้วยท่าทางอึดอัดใจ “ว่าแต่...ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ?”
“เซี่ยฮุย”
เซี่ยฮุยโบกไม้โบกมือด้วยท่าทางไม่แยแส จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่า “เรื่องรางวัลล่ะ”
“นี่...ทำไมนายเอาแต่พูดถึงเรื่องรางวัลอยู่ได้เนี่ย?”
แม้ว่าเกาเสียวอวี่จะรู้สึกซาบซึ้งใจที่เซี่ยฮุยช่วยชีวิตเธอไว้ แต่ท่าทางที่แสร้งทำเป็นซื่อบื่อของเขาก็ทำให้เกาเสียวอวี่รู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดแขวะอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
“บอกแล้วไงว่ายังไงก็ต้องให้ นายก็แค่ยอมรับมาตรง ๆ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ใช่ผลงานของนายหรือเปล่า?”
ระหว่างที่พูด เกาเสียวอวี่ก็พูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองอีกครั้ง “นายทำให้ภารกิจของเราล้มเหลวจนชวดเงินรางวัลทุกครั้ง”
“หืม...รางวัลภารกิจเหรอ?”
เซี่ยฮุยใจเต้นแรง เขาย้อนถามด้วยความสนใจ “ภารกิจของพวกเธอได้รางวัลด้วยเหรอ”
“อื้อ”
เกาเสียวอวี่พยักหน้า “รางวัลไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ”
พูดจบเธอก็หันมามองเซี่ยฮุยด้วยความหวังและรอคอยคำตอบอีกครั้ง
เซี่ยฮุยเปล่งเสียงออกมาแค่สั้น ๆ “อ๋อ” หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้เดิมตามเกมของเกาเสียวอวี่
“นาย...”
เกาเสียวอวี่โกรธจนทำแก้มป่องอีกครั้ง
หลังจากนั้นเธอก็หันไปมองเพื่อนร่วมทีมผู้ชายที่ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งคนที่กำลังเดินหิ้วปีกจางฉี่หลิงมาทางนี้
เกาเสียวอวี่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ลุงใหญ่ผาน มีคนรังแกฉัน”
“เหอะ ๆ ยัยหนู ฉันได้ยินหมดแล้วล่ะ”
สือผานโยนร่างของจางฉี่หลิงลงบนพื้น จากนั้นก็หันไปยิ้มให้เกาเสียวอวี่ “พ่อหนุ่มคนนี้ยังไม่ได้รังแกเธอสักหน่อย มีแค่เธอนั่นแหละที่ไปรังแกเขา”
“ลุงใหญ่ผาน...”
เกาเสียวอวี่ยังไม่เลิกทำท่าทางบ๊องแบ้ว “ฉันไม่สนใจพวกนายแล้ว มีแต่คนรังแกฉันทั้งนั้นเลย”
พูดจบเธอก็วิ่งจ้ำอ้าวออกจากห้องไป
“ฮ่า ๆ ยัยเด็กคนนี้นี่จริง ๆ เลย”
สือผานเห็นเกาเสียวอวี่วิ่งหนีออกไป เขาก็หัวเราะร่าออกมาด้วยความชอบใจ หลังจากนั้นรอยยิ้มของเขาก็ค่อย ๆ หุบลงอย่างช้า ๆ
เขาหันไปพูดกับเซี่ยฮุย “พ่อหนุ่ม โทษทีนะที่ทำให้วุ่นวาย”
“พวกเขายังเด็ก บางครั้งก็ชอบแสดงท่าทางขี้งอนเอาแต่ใจออกมา แต่ในฐานะของเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวน เมื่อต้องทำงานจริง ๆ จัง ๆ พวกเขาก็ยังร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี”
“แต่พ่อหนุ่มดูใจเย็นและมีความอดกลั้นสูงมากเลยนะ”
ระหว่างที่พูด จู่ ๆ สือผานก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “นายอาจจะมีความกังวลใจบางอย่าง ถ้าหากไม่อยากจะยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงซะนายก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง ผู้ที่กระทำความชั่วร้ายควรถูกฆ่าถูกต้องแล้วล่ะ”
“นายคงกังวลเรื่องอะไรบางอย่างจึงไม่อยากเปิดเผยตัวเองสินะ”
“ไม่ต้องห่วง พวกเราจะไม่แพร่งพรายเรื่องของนายออกไป เรื่องรางวัลก่อนหน้านี้ช่างมันเถอะ ส่วนรางวัลในครั้งนี้เราจะติดต่อนายอีกครั้งนะ”
“ฮ่า ๆ”
เซี่ยฮุยยังคงไม่ยอมรับเรื่องนี้ เมื่อเห็นว่าสือผานอ่านใจเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เซี่ยฮุยก็เรียกชื่อเขาตามเกาเสียวอวี่ “งั้นรบกวนลุงใหญ่ผานด้วยนะครับ”
พูดจบเซี่ยฮุยก็แลกเบอร์โทรกับสือผานทันที
หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองห้องพักที่กลายเป็นซากปรักหักพังเหล่านั้น
“ดูเหมือนว่าคืนนี้คงนอนที่นี่ไม่ได้แล้ว คงต้องไปเปิดห้องใหม่ วันนี้ก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วด้วย ผมขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ เชิญพวกคุณทำธุระต่อตามสบายเลย”
พูดจบเซี่ยฮุยก็รีบเดินออกจากห้องไปทันที
“ฮ่า ๆ ลุงใหญ่ผานเก่งเหมือนกันนะเนี่ย”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเดินออกจากห้องไปแล้ว จั่วมู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หันไปมองเบอร์โทรศัพท์ของเซี่ยฮุยและยกนิ้วโป้งชื่นชมสือผาน
“จะว่าไปก็เป็นเด็กใจร้อนเหมือนกันนะเนี่ย”
สือผานกดปิดสายรัดข้อมือของตัวเอง เขามองตามหลังเซี่ยฮุยและแสดงความเห็นออกมา
“ติ๊ด ๆ”
ในเวลานี้เอง สายด่วนก็ดังขึ้นผ่านสายรัดข้อมือ
จั่วมู่มองสือผานและกระซิบ “หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนอูหม่า”
พูดจบเธอก็รีบยกแขนขึ้นมาและกดเปิดสายรัดข้อมือ หลังจากนั้น–––––
“จั่วมู่ เดี๋ยวนี้เก่งใหญ่แล้วนะ ถึงกล้าไม่ส่งข้อมูลมารายงานความคืบหน้ากับฉัน”
ปลายสายคือสาวน้อยที่กำลังยืนเท้าสะเอวอยู่บนเก้าอี้และกำลังแผดเสียงด่าจั่วมู่
“ใจเย็น ๆ ก่อนหัวหน้าหยาเหม่ย เมื่อกี้พวกเรากำลังสู้กันอยู่ก็เลยไม่ได้สังเกตเห็นน่ะค่ะ”
จั่วมู่ยื่นแขนออกไปไกล ๆ เพื่อให้ระดับเดซิเบลเสียงของสาวน้อยปลายสายลดลง
“ตอนนี้พวกเราทำภารกิจสำเร็จแล้ว ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้วนะคะ”
“จางฉี่หลิงน่ะเหรอ? พวกเธอแค่ห้าคนจัดการเขาได้แล้วเหรอ?”
เมื่อเห็นจางฉี่หลิงนอนหมดสติอยู่ข้าง ๆ อูหม่าหยาเหม่ยก็เกิดความสงสัย
“แน่นอนว่าไม่ใช่ผลงานของพวกเรา มีผู้มีฝีมือระดับสูงเอาชนะเขาได้จึงทำให้ภารกิจของเราลุล่วงไปได้ด้วยดี”
“ผู้มีฝีมือระดับสูง?”
อูหม่าหยาเหม่ยเลิกคิ้วขึ้น หลังจากหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พูดถึงข้อมูลที่จั่วมู่พยายามจะเก็บซ่อนไว้
“พวกเธอเจอคนคนนั้นแล้วสินะ”
พูดจบอูหม่าหยาเหม่ยก็ถลึงตามองจั่วมู่ อีกฝ่ายใบหน้าถอดสีจึงทำให้เธอมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เธอพูดคือเรื่องจริง
หลังจากนั้น อูหม่าหยาเหม่ยก็ออกคำสั่งกับพวกเธอ “รีบกลับมาที่นี่เดี๋ยวนี้ มารายงานให้ฉันฟังอย่างละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น”
“รับทราบค่ะ”
หลังจากจั่วมู่กดวางสาย เธอก็หันไปสบตาของสือผาน
ดูเหมือนว่าคงเก็บความลับนี้ไม่อยู่แล้วสิ
เมื่อเดาได้ว่าอีกอูหม่าหยาเหม่ยคิดจะทำอะไร ทั้งสองคนก็รู้สึกจนปัญหาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เรื่องนี้คงไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว ปีศาจตัวน้อยคนนั้นเก่งกาจขนาดไหนพวกเธอรู้ดี และพวกเธอก็ไม่มีทางที่จะปิดซ่อนเรื่องนี้ได้แน่ ๆ
คิดเช่นนี้ พวกเธอก็แอบขอโทษเซี่ยฮุยอยู่ภายในใจ เพราะแผนที่คิดไว้ว่าจะปิดบังข้อมูลของเซี่ยฮุยดูเหมือนว่าพวกเขาคงต้องผิดคำพูดเสียแล้ว
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ลากร่างของจางฉี่หลิงออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ