ข้าคือราชันย์สัตว์ป่า (我是百獸之王)

    บทที่ 9 บุรุษในอาภรณ์ดำ

            ชั่วพริบตากู่อวิ๋นก็ปรากฏตัวขึ้นภายในโพรงดินสิ่งแรกที่เขาเห็นคือเสือสีทองตัวใหญ่ยืนขู่แยกเขี้ยวมองมาอย่างไม่เป็นมิตรสิ่งที่เห็นไม่ได้สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในใจของชายหนุ่มเขาเพียงเดินสำรวจโดยรอบอย่างสงบ

            เป็นอย่างที่คิดไว้โพรงดินนี่เป็นสาเหตุของคลื่นพลังแปรปรวนจริง ๆ ด้วยแต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่ใช่เพราะเจ้าเสือตัวนี้แน่นอนเป็นสิ่งอื่นที่อยู่ข้างในนี้ เพียงมองคร่าว ๆก็รู้แล้วว่าโพรงแห่งนี้เป็นที่อยู่ของใครบางคน

             

            เสี่ยวหู่ไม่ได้เข้าโจมตีผู้มาใหม่เพราะมันรู้ดีว่าสู้ไม่ได้ คนผู้นี้มีพลังสูงส่งเพียงแค่ขยับปลายนิ้วก็อาจทำให้มันต้องตายลงตรงนี้ทั้งที่แน่ใจแล้วว่าโพรงแห่งนี้เหมาะแก่การฝึกพลังของนายท่านพวกคนเก่าคนแก่ก็เตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมคาดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดต้องมาถูกพบเจอเร็วเช่นนี้ เมื่อสู้ไม่ได้ก็ขอเพียงไม่ได้มาร้าย มันก็ไม่มีเหตุผลให้โจมตีดังนั้นแค่ภาวนาให้ชายคนนี้ผ่านทางมาก็พอ...

             

            กู่อวิ๋นสังเกตเห็นอาการปกป้องของเจ้าเสือตัวนี้มันทำเหมือนขีดเส้นเอาไว้ชัดเจนว่าตรงไหนที่เขาสามารถเดินไปได้และตรงไหนที่ห้ามย่างกรายเข้าไปใกล้ยิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งมั่นใจได้ว่าสิ่งที่คิดไม่ผิดแน่

            แค่เสือตัวเดียวไม่สามารถหยุดความอยากรู้ของชายหนุ่มได้เขาสาวเท้าก้าวเข้าหามันอย่างไม่กลัวเกรง ทุกก้าวเดินมั่นคงหนักแน่นท่าทางไม่อนาทรร้อนใจนี้บีบให้เจ้าเสือเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันทีหนึ่งมนุษย์หนึ่งสัตว์ร้ายจ้องตากันไม่มีผู้ใดยอมแพ้ ยิ่งเขาเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่อาการดุร้ายของเสือก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น จนเมื่อมันจนมุมไร้ทางถอยการโจมตีจึงเริ่มต้นขึ้น

            เสี่ยวหู่รู้อยู่แก่ใจว่าสู้ไม่ได้แต่มันก็ไม่อาจปล่อยให้นายท่านตกอยู่ในอันตรายได้เช่นกันหากต้องเลือกระหว่างตัวตายกับนายท่านตกอยู่ในอันตราย มันเลือกอย่างแรกโดยไม่ลังเลเพียงคนแปลกหน้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว เสือตัวใหญ่ก็พุ่งเข้าโจมตีทันทีกรงเล็บแหลมคมถูกกางออกหมายตะปบหน้าศัตรูให้สิ้นซากแต่ความเร็วของมันก็ยังน้อยกว่าชายคนนั้นเพียงถอยก้าวเดียวก็สามารถหลบพ้นการโจมตีไปได้

            จากนั้นในโพรงยักษ์ก็เกิดเงาร่างดำทองเข้าต่อสู้โรมรันกันโดยไม่ลดละเงาสีทองนั้นทุกการเคลื่อนไหวล้วนหมายเอาชีวิตผู้บุกรุก ส่วนเงาสีดำเพียงแค่หลบการโจมตีไปมาราวกับหยอกเย้าคู่ต่อสู้

            กู่อวิ๋นรู้ว่าเพียงแค่เขาดีดนิ้วเสือตัวนี้ก็จะดับดิ้นไปในทันใดแต่ท่าทางปกป้องของมันทำให้เขาแปลกใจ โดยปกติแล้วเสือเป็นสัตว์ดุร้ายและสันโดษใครกันที่สามารถเลี้ยงมันให้เชื่องถึงเพียงนี้ได้ ด้วยความสงสัยเขาจึงยังคงหยอกเย้าเจ้าเสือร้ายให้เป็นฝ่ายไล่ตามอย่างไร้จุดหมายต่อไป

            การต่อสู้ของทั้งสองสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เกิดขึ้นในโพรงกว้างแม้เป็นเช่นนั้นแต่ผู้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็ยังคงไม่รู้สึกตัวชิงชิงดูดซับพลังธรรมชาติอย่างมีความสุขต่อไปขณะเดียวกันก็พยายามหาจุดบกพร่องในร่างกายของตัวเองไปด้วยพลังที่ได้รับคล้ายไม่สามารถกระจายไปได้ทั่วร่างไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่นางจึงก้าวหน้าไปได้ยากมากในแต่ละครั้งที่ฝึกพลังหากเป็นเพราะเหตุผลนี้จริงนางต้องจัดการอย่างไร?

            ระหว่างโจมตีเสี่ยวหู่ก็คอยมองสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของชายแปลกหน้าไปด้วยมันต้องคอยระวังไม่ให้คนผู้นี้พบเห็นนายท่าน ไม่ว่าจุดประสงค์ของผู้มาเป็นอะไรกันไว้ย่อมดีกว่าแก้ ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่ศัตรูรุกเข้าข้างในมากเกินไปเสี่ยวหู่ก็จะเสี่ยงตายเข้ามาขวางแล้วดันออกไปเสมอ

            คล้ายดูการแสดงจนพอแล้วกู่อวิ๋นแน่ใจแล้วว่าเป้าหมายของเขาอยู่ตรงไหนไม่มีเหตุผลให้ละเล่นกับสัตว์หน้าขนต่อไป เขาเพียงสะบัดแขนเสื้อทีหนึ่งยันต์ในแขนเสื้อก็พุ่งเข้าหาเจ้าเสือร้ายจากนั้นจึงกลายสภาพเป็นตาข่ายทองรัดรึงร่างของมันเองไว้กับพื้น

            เสี่ยวหู่พยายามดีดออกจากการจับกุมแต่สิ่งที่อยู่บนตัวคล้ายเป็นตาข่ายที่ทำจากหิน มันหนักเสียจนขยับไม่ได้ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถขยับตาข่ายได้แม้แต่น้อย

            กู่อวิ๋นปรายตามองเจ้าสัตว์แสนภักดีเพียงแวบเดียวจากนั้นเขาก็เดินเข้าหาสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าใครกันที่สามารถดึงพลังจากธรรมชาติมารวมกันไว้ในที่เดียวเช่นนี้ได้ ทั้งที่มีความสามารถถึงเพียงนั้นเจ้าตัวกลับไม่ยอมออกมาสู้ซึ่งหน้า ตลอดเวลาเพียงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องเท่านั้นขนาดในเวลาที่ลูกน้องตกอยู่ในอันตรายก็ยังไม่ออกมา ฮึ! อย่างไรเสียก็ไม่มีทางรอดมือเขาไปได้

            ชายเสื้อคลุมยาวสะบัดตามแรงหันของเจ้าของเพียงไม่กี่ก้าวเดินจากโถงที่ปะทะกับเจ้าเสือร่างยักษ์ชายชุดดำก็มาถึงปากทางเข้าห้องใน กู่อวิ๋นสัมผัสได้ว่าแม้โพรงนี้จะสร้างมานานแล้วแต่ไอพลังของผู้สร้างยังคงอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติทั้งระดับของพลังก็ยังสูงกว่าเขามากทุกก้าวเดินไปจึงไม่ลดการระวังตัวลงเพื่อป้องกันการถูกลอบโจมตี

            เมื่อก้าวมาถึงทางแยกเข้าห้องด้านในสิ่งแรกที่กู่อวิ๋นเห็นคือแสงสีทองเรืองรองรอบกายของเด็กสาวคนหนึ่งนางผู้นั้นนั่งเด่นตระหง่านอยู่บนตั่งกลางห้องโดยไม่ยี่หระต่อการต่อสู้ที่พึ่งจบไปบนหน้านางยังประดับรอยยิ้มเล็กน้อยเอาไว้ด้วย ท่าทางมีความสุขเช่นนั้นดึงดูดสายตาของเขาให้มองนางนานขึ้นแต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจสายตาที่ทอดมองก็กลับมานิ่งสนิท

            เขากลับมาสนใจมวลพลังที่ไหลมาจากทุกทิศอีกครั้งนางกำลังฝึกพลังวิญญาณไม่ผิดแน่แต่เพราะเหตุใดมวลพลังทั้งหมดโดยรอบถึงได้ไหลมาหานางเพียงผู้เดียวเช่นนี้ นางยังอยู่ที่ระดับหนึ่งหรือสองเท่านั้นด้วยความสามารถเพียงเท่านี้นางทำเรื่องนี้ได้อย่างไร?

            เพราะเหตุใดสตรีน้อยคนหนึ่งจึงสามารถดึงเอาพลังจากทุกธาตุมารวมกันที่ตัวนางได้หรือว่า...นางเป็นผู้ใช้สี่ธาตุ ไม่จริง! ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้มาก่อนความสามารถเพียงหนึ่งในทุกผู้เช่นนี้จะมาเกิดในร่างของเด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งได้อย่างไร?

            ยังไม่ทันที่กู่อวิ๋นจะตัดสินใจทำสิ่งใดดวงตาสีดำราวท้องฟ้ายามราตรีก็เปิดออกเสียก่อนฉับพลันบรรยากาศรอบด้านก็เปลี่ยนไปในทันใดมวลพลังที่เคยพุ่งเข้าสู่ร่างของนางเมื่อครู่คลายสลายหายไปในบัดดล ทุกสิ่งรอบตัวกลับมาเป็นปกติในเพียงไม่กี่ชั่วหายใจเร็วยิ่งกว่าการฟื้นฟูครั้งใดที่เขาเคยเห็น เด็กคนนี้...นางเป็นสิ่งใดกันแน่? หรือจะเป็นวิชาของพรรคมาร?

            ชิงชิงหยุดการดูดซับหลังจากฝึกจนพอแล้วการโคจรพลังครั้งนี้ทำให้นางเดาสาเหตุของอาการตีบตันทางการฝึกฝนได้อย่างคร่าว ๆดูเหมือนว่าเส้นชีพจรของนางจะมีปัญหาทุกครั้งที่พลังแล่นไปเหมือนจะถูกบางอย่างขวางเอาไว้จนแล่นไม่สะดวกต้องเป็นเพราะสาเหตุนี้แน่นางถึงได้ก้าวหน้าช้านัก

            เพียงลืมตาขึ้นเดิมชิงชิงคิดว่านางจะได้เห็นท่าทางเหนื่อยหน่ายปนขี้เกียจของเจ้าแมวยักษ์ตัวอ้วนแต่สิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นกลับต่างกับคนละโยชน์ทันทีที่ดวงตาเปิดออกร่างบุรุษสูงโปร่งในชุดสีดำสนิทก็ปรากฏสู่สายตาดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่มองตรงมาหานางนิ่งสนิทปราศจากริ้วของอารมณ์หากแต่ความกดดันที่ส่งมาถึงทำให้นางขนลุกชันไปทั่วตัว ใคร!?

            “ท่านเป็นใคร? เสี่ยวหู่ละ?” สิ่งแรกที่ชิงชิงคิดหลังจากเห็นภาพนั้นคือเจ้าเสือสหายรักของนางตอนนี้อยู่ไหนปกติมันจะนั่งราวกับเป็นผู้พิทักษ์ของนางไม่ยอมห่างไปไหนไม่มีทางที่จะปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าถึงตัวนางเช่นนี้ได้แน่ดวงใจของชิงชิงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม หรือว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเสี่ยวหู่ของนางแล้ว!

            กู่อวิ๋นไม่ได้ตอบคำถามของเด็กสาวเขาเพียงมองนางด้วยสายตาพิจารณา ทั้งที่ตัวเองก็หวาดเกรงอย่างเห็นได้ชัดยังจะถามถึงคนอื่นอยู่อีก คนเช่นนี้จะเรียกว่ารักพวกพ้องหรือไม่เจียมตัวดี?

            ไม่มีการตอบรับจากคนตรงหน้าท่าทางเย้ยหยันของเขาทำให้ความเป็นห่วงมีอานุภาพรุนแรงกว่าความกลัวชิงชิงอาศัยทีเผลอบวกกับความนิ่งเฉยของเขาพุ่งตัวออกมาด้านนอกด้วยความเร็วที่นางมั่นใจว่าดีมากเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ เพียงลมหายใจถัดมานางออกมาด้านนอกได้สำเร็จ

            เมื่อเห็นสภาพของสหายรักน้ำตาที่ไม่เคยหลั่งของเด็กสาวก็หยดลงบนพื้นด้วยความปวดใจเจ้าเสือยักษ์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังนอนลงบนพื้นบนร่างยังมีตาข่ายสีทองกักกันมันเอาไว้ด้วยไม่ว่ามันจะพยายามออกแรงดิ้นมากเพียงไหนก็ไม่อาจทำให้ตาข่ายนั้นขยับได้ดวงตาสีทองที่มองมายังแสดงความไม่ยินยอม ไอ้บ้านั่นทำอะไรเสี่ยวหู่ของนาง?

            “เจ้าเป็นใคร?” ยังไม่ทันที่ชิงชิงจะหันไปเอาเรื่องกับตัวต้นเหตุเงาของร่างสูงก็เคลื่อนเขามาใกล้อย่างเงียบเชียบทันทีที่รู้ตัวเด็กสาวก็หันหน้าเขาหาผู้บุกรุกกางสองแขนออกเพื่อปกป้องเสี่ยวหู่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

            “หึ! ก่อนจะช่วยคนอื่นเอาตัวเองให้รอดก่อนดีหรือไม่?”กู่อวิ๋นยิ้มมุมปากเยาะท่าทางปกป้องห่วงแหนของนางอย่างเปิดเผยก็แค่ระดับสอง เพียงเขาสะบัดแขนครั้งเดียวนางก็ไม่รอดแล้วด้วยความสามารถเพียงเท่านั้นยังหาญกล้าเผชิญหน้ากับเขาเพื่อปกป้องสัตว์ตัวหนึ่งอีก“ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าเป็นใคร?”

            “ทำไมข้าต้องตะ...” ยังไม่ทันจบประโยคคลื่นพลังสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาชิงชิงความรุนแรงของมันทำให้นางคุกเข่าลงกับพื้นทันทีพร้อมกับอาการหายใจไม่ออกชายผู้นั้นมองนางด้วยสายตาเย็นชาราวกับจะบอกว่าเป็นความผิดของนางที่ไม่ตอบคำถามของเขาดวงตาคู่นั้นเย็นชาเสียจนนางหนาวไปทั้งตัว กระนั้นก็ยังฝืนใช้พลังของตัวเองต้านรับคลื่นพลังสายนั้นเอาไว้เสี่ยวหู่ที่อยู่ด้านหลังพลันส่งเสียงคำรามออกมา

            “ไม่เจียมตัว” กู่อวิ๋นมองอาการต่อต้านของเด็กสาวอย่างหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือถอย เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ก็ไม่รู้หรือโง่งมหรือไง? แม้ไม่พอใจแต่เขาก็เก็บพลังกลับมา

            ชิงชิงล้มลงไปกองกับพื้นในทันทีนางรู้สึกเหนื่อยเหมือนพึ่งออกแรงวิ่งอย่างเต็มกำลังมาสักสองสามลี้หยาดเหงื่อไหลออกท่วมตัวจนเสื้อผ้าเปียกไปหมดในระหว่างที่นางก้มหัวหอบหายใจนั่นเอง สมองของนางก็คิดหาทางออกเอาไว้ด้วย

            “ข้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามว่าท่านคือใคร?” ท่าทางเหนื่อยอ่อนของนางไม่ได้อยู่สายตาของกู่อวิ๋นแต่ประโยคที่เจ้าตัวพึ่งพูดออกมานั่นต่างหากที่เริ่มทำให้เขามีน้ำโหนางแค่ตอบว่าตัวเองเป็นใครมันยากมากนักหรือ?

            “ยินดีด้วยเจ้าเด็กโง่ เจ้าทำให้ข้าโมโหจริง ๆ แล้ว” ในขณะที่มือของเขากำลังจะคว้าคอตัวปัญหามาจัดการเสียให้สิ้นซากนางก็เอ่ยคำพูดถัดมาอย่างไม่กลัวตาย

            “ก็มันจริงนิ ท่านบุกเข้ามาที่นี่ ทำร้ายเสี่ยวหู่ของข้าตอนนี้ยังบังคับให้ข้าตอบคำถาม ขอถามท่านสักคำ เรื่องนี้มันถูกต้องแล้วหรือ?”ชิงชิงพยายามแสดงท่าทางถูกรังแกออกมาเต็มที คนผู้นี้น่าจะพอมีเหตุผลอยู่บ้างไม่เช่นนั้นเขาคงฆ่าเสี่ยวหู่กับนางไปแล้วด้วยพลังที่เขามีต่อให้นางทั้งสองรวมกันก็ยังสู้ไม่ได้ พอเขาหยุดมือไว้กลางอากาศนางจึงได้โอกาสพูดต่อ

            “ข้ามั่นใจว่าไม่เคยทำร้ายผู้ใดมาก่อนแล้วท่านอาศัยเหตุผลอะไรมาทำเช่นนี้กับพวกเรา” เห็นเขาไม่ได้ขยับตัวชิงชิงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตามองตรงด้วยความกล้าหาญ

            กู่อวิ๋นมองท่าทางใจกล้าของนางนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดผ่านทางสีหน้ากระนั้นเขาก็ไม่ได้ห้ามหรือคุกคามให้เด็กสาวหยุดสิ่งที่นางกำลังจะทำแล้วเอ่ยตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง “ข้าสามารถฆ่าเจ้าได้นั่นแหละคือเหตุผล”

            “ท่านพูดอะไรออกมาเนี่ย แค่ท่านนึกอยากจะฆ่าก็ฆ่าได้เลยหรือนี่มันไม่ไร้เหตุผลเกินไปหรือไง?” จากที่ทำเพื่อเอาตัวรอดกลายเป็นว่าตอนนี้วิญญาณของคนในโลกแห่งความเท่าเทียมเข้าสิงนางแล้วอีตาบ้านี่พูดคำว่าฆ่าออกมาง่ายดายเหลือเกิน คนนะไม่ใช่ผักใช่ปลา

            “ไม่ต้องมีเหตุผล แค่ ‘สามารถ’ ก็พอ”กู่อวิ๋นยังคงตอบนางด้วยเสียงที่ไม่บอกถึงอารมณ์ในสายตาของเขาเด็กสาวคนนี้ยังเป็นแค่เด็กอมมือไม่เข้าใจโลกคนหนึ่งไม่เช่นนั้นนางคงไม่ตั้งคำถามที่ไร้สาระเช่นนี้บนแผ่นดินต้าลู่ความสามารถก็คือเหตุผล

            “ท่าน!” ชิงชิงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ฟังเหตุผลของเขาที่ไม่เถียงต่อไม่ใช่ว่าไม่อยากเถียง แต่เป็นเพราะเถียงไม่ได้ต่างหากนางรู้สึกเหมือนสิ่งที่เขาพูดก็สมเหตุสมผลอยู่ ถ้าเขาจะฆ่านางในนี้ต่อให้นางไม่ยินยอม เขาก็ ‘สามารถ’ ทำได้จริงๆ “ช่างเถิดก็ได้ข้าจะตอบคำถามท่านทุกคำถามขอเพียงท่านปล่อยเสี่ยวหู่ก่อนได้หรือไม่?”

            มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจเด็กคนนี้ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าท่าทางของกล้าหาญของนางช่างน่าขบขันแม้นางจะมองสบตาเขาตรง ๆ เชิดหน้าพูดจาได้ไม่สะดุด แต่มือที่สั่นน้อย ๆกับเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผากเป็นหลักฐานชั้นดีที่บอกว่านางกำลังโกหกอยู่

            พอได้เห็นรอยยิ้มนั้นขนบนหลังคอของชิงชิงก็ลุกชันอย่างพร้อมเพรียง น่ากลัวชะมัดคนเราสามารถยิ้มมุมปากได้น่ากลัวขนาดนี้เลยหรือแต่เมื่อเห็นเขาไม่ยอมขยับทำตามที่ขอต่อให้กลัวอยู่ชิงชิงก็ยังทำท่าจะอ้าปากพ่นเหตุผลออกมาอีกชุดในจังหวะที่นางกำลังจะอ้าปากนั้นเอง แขนเสือของเจ้าปีศาจเดินดินก็สะบัดทีหนึ่งตาข่ายสีทองบนตัวเสี่ยวหู่ก็หายไปโดยพลัน ชิงชิงลืมสิ่งที่กำลังจะพูดไปจนหมดนางรีบหันไปดูเจ้าเสือยักษ์ที่ดิ้นจนหมดสิ้นเรี่ยวแรงทันที

            “เสี่ยวหู่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” มือน้อย ๆลูบขนของเสี่ยวหู่อย่างปลอบใจ ตัวมันเองก็เลียมือของนางเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นอะไรชิงชิงมองสบตาสื่อความหมายเจ้าเสือยักษ์นิ่งครู่หนึ่งก่อนจะหันมาลุกขึ้นพูดกับเจ้าปีศาจต่อ

            “เมื่อท่านปล่อยเสี่ยวหู่แล้วข้าก็จะบอกว่าข้าเป็นใคร ตามข้ามาสิ” เด็กสาวเปลี่ยนท่าทีเป็นสุขุมแล้วเดินนำชายหนุ่มเข้าห้องด้านในทุกจังหวะการก้าวเดินของนางไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมาแม้เพียงนิด

            ชิงชิงรอจนเขาเดินเข้ามานางถึงเริ่มเล่าทุกอย่างออกไป “ข้าคือเด็กที่ถูกทิ้งกลางป่าโชคดียังดีที่ได้แม่เสือคาบไปเลี้ยงดูพร้อมลูกที่พึ่งคลอดข้าจึงเติบโตขึ้นมาในป่านี้พร้อมกับเสี่ยวหู่ เมื่อโตขึ้นแม่เสือก็จากเราทั้งสองไปข้ากับเสี่ยวหู่จึงช่วยกันขุดที่นี่เป็นโพรงเพื่ออยู่อาศัย คืนหนึ่งเมื่อสามปีก่อนนักพรตท่านหนึ่งผ่านทางมาเห็นข้ากับเสี่ยวหู่เข้าท่านเรียกข้าไปหาพร้อมกับมอบตำราวิเศษให้ นับแต่นั้นข้าก็ฝึกฝนตามตำรามาตลอด”

            “ถูกเสือเก็บไปเลี้ยง? โตมากับเสือ? ยังมีนักพรตกับตำราวิเศษ? หึ เล่านิทานเก่งนิ”กู่อวิ๋นยกมือขึ้นกอดอกมองเด็กสาวตีหน้าตายโกหกออกมาเป็นเรื่องเป็นราว

            “ข้าไม่ได้โกหกนะ ไม่เชื่อท่านก็มาดูตำราพวกนี้สิ” นางเล่าทุกอย่างออกไปจริงแต่ทุกอย่างที่นางเล่านั้นไม่จริง ชิงชิงไม่โง่สักหน่อยขืนบอกไปตามจริงนางก็เดือดร้อนกันพอดีเพื่อให้เรื่องราวสมจริงยิ่งขึ้นชิงชิงจึงสละตำราพี่รหัสที่นางอ่านจนจำได้ถูกตัวอักษรออกมาวางลงตรงหน้าเขา

            พอได้เห็นตำราที่เก่าจนกระดาษเหลืองความสนใจของชายหนุ่มก็พุ่งไปที่ตำรานั้นบางทีในตำรานี่อาจมีต้นเหตุแห่งหายนะที่เขากำลังตามหาไม่รอช้าชายหนุ่มก็เดินเข้าไปดูตำราในหีบเหล็กเก่าทันที

            เห็นเจ้าปีศาจหน้านิ่งเดินเข้ามาดูตำราชิงชิงก็จงใจวางมันคว่ำหน้าลงในหีบ รอจนเขาเดินเข้ามาถึง นางก็ก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ ยิ่งเขาง่วนอยู่กับการอ่านตำรามาเท่าไหร่ ก้าวของชิงชิงก็ยาวขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งมั่นใจว่าพ้นระยะอันตรายแล้วเด็กสาวก็หมุนตัวหันหลังทะยานออกจากโพรงไปทันที จากนั้นก็...ก็วิ่งน่ะสิจะอยู่ทำซากอะไร!

            ส่วนเสี่ยวหู่น่ะหรอเจ้าแมวยักษ์นั่นออกมาจากโพรงก่อนนางอีก ตอนนี้มันก็ออกวิ่งเต็มทีอยู่เช่นกันปลายทางของทั้งสองไม่ใช่ที่อื่นไกลและแน่นอนว่าไม่ใช่หมู่บ้านติงชุนพวกนางออกวิ่งไปที่ชายป่าด้านนอกจากนั้นก็ปฏิบัติการวิ่งวนไปทั่วเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าปีศาจตามมาได้ทั้งวิ่งวน ทั้งหลบซ่อนอยู่ครึ่งค่อนคืนจนเมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วทั้งสองจึงยอมกลับบ้าน

            …..

            อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ

            หอมราตรีกาล

    คล้ายกับเรื่องข้าคือราชันย์สัตว์ป่า (我是百獸之王) ที่คุณอ่าน