หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่4 บทที่ 127 รูกลางอก

    ท่ามกลางเสียงโอดครวญเหล่านั้น มู่เสวี่ยจ้องมองไปยังหนิงเทียนอย่างไม่ว่างตา นางมองลึกลงไปในดวงตาคู่ที่คุ้นเคย

    ภายในใจของนางมั่นใจอยู่แปด8ใน10สิบส่วนถึงตัวตนของซือหม่าหนิงเทียนผู้นี้ ความรู้สึกอันมากล้นถาโถมเข้ามาภายในจิตใจของนางเพียงเพราะบุรุษที่นางกำลังสงสัยและจ้องมองอยู่นั้น คือสามีในอนาคตของตัวเอง

    “บัดซบเอ้ยเอ๊ย มู่ผวน ไอ้คนขี้ขลาด ไม่เห็นหรือไงเจ้าเด็กหนิงเทียนหน้าอกเป็นรูขนาดนั้น มันจะยืนหยัดสู้ได้นานแค่ไหนกันเชียว แล้วข้าจะทำอย่างไรกับหนี้สิ้นที่ต้องจ่าย!!!”

    “ใช่ ไอ้ลูกสองพ่อมู่ผวน อย่าให้ข้าได้เจอหน้ามันอีกครั้ง ว่าแต่ข้าจะทำอย่างไรดี??? ข้านำโสมไม้รำพันที่จะช่วยให้ข้าทะลวงเข้าสู่แดนปราชญ์ไปเดิมพันข้างนิกายหอกโลหิต”

    “ข้าก็ไม่ต่างกัน 10สิบหยกนิลที่ข้าทำงานอย่างหนักมาตลอด50ห้าสิบปี วันนี้ได้สูญสิ้นหมดแล้ว”

    “พวกเจ้ายังดี ข้านั้นแย่กว่ามากนัก ข้าได้นำทักษะบ่มเพาะของตระกูลไปใช้เดิมพันครั้งนี้”

    “ไอ้พวกโง่เอ้ยเอ๊ย หมดตัวไปก็สมควรแล้ว” จินเหล่าต้าตะโกนออกมาด้วยความสะใจและทันใดนั้นเองขอทานสองคนที่แต่งกายซ่อมซ่อได้วิ่งเข้ามาในที่นั่งของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรด้วยแววตาตื่นตระหนก

    เห็นได้ชัดว่ามือของขอทานทั้งสองนั้นสั่นอย่างไม่หยุด พวกมันวิ่งมาหยุดยืนด้านหน้าของจินเหล่าต้า

    จินเหล่าต้าเห็นเช่นนั้นดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกใจ มันหรี่ตาพร้อมสะบัดหน้าไปมาเช่นนี้อยู่สองถึงสามครั้ง แต่ดูเหมือนว่าขอทานทั้งสองจะไม่เข้าใจถึงความหมายที่มันต้องการสื่อ

    ทั้งสองจึงกล่าวออกมาว่า “คุณชายจิน พวกเราได้ทำตามที่ท่านสั่งแล้ว นี่้คือหยกนิลที่ท่านได้สั่งให้พวกเรานำมันไปเดิมพันตั้งแต่รอบแรกของการประลอง

    พวกเราได้มันมามากถึงสามร้อย300หยกนิล นี่้ยังไม่รวมถึงการประลองรอบสุดท้ายที่เราจะได้รับมันอีกสอง2เท่า” พร้อมคำกล่าวถุงเงินสองใบถูกวางไว้ด้านหน้าของจินเหล่าต้า

    คำกล่าวรายงานของขอทานทั้งสองนั้นเรียกหลวนคุน หยูหยูและหยูหยินที่กำลังจะเดินออกไปทำหน้าที่ของพวกมัน ให้หันมาจ้องมองจินเหล่าต้าอย่างพร้อมเพียงพร้อมเพรียง

    จินเหล่าต้ายกยิ้มแห้งๆๆ พร้อมหัวเราะออกมากลบเกลื่อน “แฮะๆ ๆ ข้าเพียงแค่อยากร่วมสนุกด้วยเท่านั้นเอง”

    หยูหยูที่กำลังก้าวเท้าออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง หันกลับมาพร้อมเดินตรงไปทางจินเหล่าต้าอย่างรวดเร็ว มืออันขาวเนียนของนางวางทับไว้ที่ถุงเงินทั้งสอง

    “คุณชายจิน ท่านทำผิดกฎ เช่นนั้นถุงเงินทั้งสองนี้ หยูหยูขอเก็บมันคืนนะเจ้าค่ะ”

    จินเหล่าต้าปั่นหน้าปั้นหน้ายิ้มพร้อมใช้ออกด้วยเสียงสอง “ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นแม่นางหยูหยู ไม่เพียงแต่ถุงเงินทั้งสองที่ท่านเอาไปได้ แม้แต่หมู่ตึกตระกูลจินของข้าก็ยินยอมที่จะยกให้ท่านเพื่อใช้เป็นสินสอดระหว่างเรา”

    คำกล่าวของจินเหล่าต้านั้นสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ทุกคนได้ไม่น้อย ซึ่งมันแตกต่างจากน้ำเสียงของหนิงเทียนที่เปล่งออกมาเรียกความสนใจของทุกคนให้หันกลับไปมอง

    “มู่ผวน เจ้ากำลังจะไปไหน??? เจ้าคิดว่าข้านั้นโง่เขลาเบาปัญญามากหรืออย่างไร ถึงจะปล่อยให้เจ้ากลับไปสุมฟืนให้เกิดไฟ คำพูดใดบ้างล่ะที่เจ้าจะกลับไปรายงานต่อผู้นำนิกายของเจ้า”

    หนิงเทียนกล่าวออกด้วยใบหน้าคงเดิม แต่ทว่าครั้งนี้น้ำเสียงของมันเริ่มที่จะสั่นไหวเล็กน้อยด้วยอาการบาดเจ็บที่เป็นอยู่

    “มะ...ไม่มี ไม่มีแน่นอน ข้าไม่เคยเห็นหรือไม่เคยได้ยินอะไรมา ก่อน ไม่สิ ข้าไม่เคยมายังที่แห่งนี้เลยด้วยซ้ำ” มู่ผวนปฎิเสธปฏิเสธด้วยท่าทีลนลาน

    “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา เจ้ากลับไปได้.......เจ้าคงคิดว่าข้าจะตอบเจ้าแบบนี้หรือไงกัน? แต่ตัวข้าเองก็ไม่ได้ชื่นชอบการมอบความตายให้แก่ใคร เอาเถอะข้าจะปราณีปรานีเจ้าเล็กน้อย...

    จิงหนาน ตัดลิ้นของมันออกมาและทำลายตันเถียนมันซะ ข้าจะปล่อยให้เจ้าได้มีโอกาสดูโลกนี้ต่อไป”

    ความตายสำหรับหนิงเทียนนั้นช่างเป็นสิ่งที่ง่ายดายและราบเรียบมันจึงไม่เคยคิดจะมอบความเรียบง่ายเช่นนี้ให้แก่ศัตรูที่คิดร้ายกับมันเลย สำหรับมันแล้ว การมีชีวิตอยู่ที่ยิ่งกว่าตายต่างหากคือความทรมานอย่างแท้จริง

    จั่วจิงหนานได้ยินคำสั่งดังนั้นมันเพียงแต่โค้งรับคำ พร้อมพุ่งร่างตรงไปยังมู่ผวน แต่ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงที่เย็นเยือกเสียดลึกได้กล่าวออกมาว่า “หยุดมือ!!!”

    ด้วยนิสัยของจั่วจิงหนานแล้ว มันจะไม่หยุดมือเด็ดขาดนอกเสียว่าจะเป็นคำสั่งของหนิงเทียน แต่ทว่าด้วยประโยคสั้่นๆๆ เพียงสองคำเท่านั้น กลับทำให้ร่างของพยัคฆ์แดงผู้เกรียงไกรสิ้นฤทธิ์ลง

    ตัวของมันแข็งทื่อ ขนทั่วกายลุกชันขึ้นมา ราวกับว่ามันถูกคำพูดนั้นสะกดข่มไม่ให้ขยับเขยื้อนตัวไปไหนได้อีก

    พร้อมกันนั้นร่างของบุรุษหนุ่มสองคนก็ทะยานออกมาหยุดยืนอยู่หน้าหนิงเทียน ทั้งสองมันสวมใส่ชุดคลุมยาวลายครามขลิบขาว ใบหน้าของทั้งสองนั้นหนิงเทียนรู้จักเป็นอย่างดี

    “เจ้าเด็กนี้เจ้าเด็กนี่หยิ่งผยองจริงๆ ๆ แต่เอาเถอะ ข้าก็ไม่ได้เกลียดคนเช่นเจ้า ถ้ารีบลงไปจากเวทีเสียตอนนี้ข้าจะไว้ชีวิตของเจ้า” ผู้ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ใครอื่น มันคือซูเหวินแห่งนิกายท่องนภานั่้นเอง

    จิงอวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวออกด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ศิษย์พี่ อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย ข้านั้นสงสารเด็กคนนี้มากกว่า มันรึโอส่าอุตส่าห์ต่อสู้จนเกือบจะสิ้นชีพไปแต่สุดท้ายกลับต้องพลาดในสิ่งที่หวัง”

    เห็นได้ชัดว่าพวกมันทั้งสองต่างจำหนิงเทียนไม่ได้ ในคราวนั้นพวกมันรู้จักรูปลักษณ์ของหนิงเทียนในคาบในคราบข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์หยางกวง

    ถ้าจิงอวี้รู้ว่าหยางกวงผู้นั้นคือซือหม่า หนิงเทียนซือหม่าหนิงเทียนที่ยืนต่อหน้ามันล่ะก็คำพูดพวกนี้คงจะไม่หลุดออกจากปากมันเป็นแน่

    “นะ...นั่้นมันนิกายท่องนภา ใช่หรือไใหม่ แล้วพวกมันมาที่นี่้ได้อย่างไรกัน”

    “นิกายระดับบันไดสวรรค์ขั้นที่สอง มันมีธุระอะไรถึงได้ลดตัวมายังดินแดนรอบนอกเช่นนี้ หรือว่าจะเป็น…” ผู้ชมคนหนึ่งกล่าวออกมา พร้อมหันหน้ามองไปยังมู่เสวี่ย

    “ใช่ ความงามเช่นนี้ แม้แต่นิกายท่องนภายังต้องให้ความสนใจ แต่ว่าการประลองมันได้จบลงไปแล้วไม่ใช่หรือ???”

    “นิกายท่องนภา!!! นั่้นคือนิกายท่องนภาเชียวน่ะ!!!! เจ้าคิดว่าพวกเขาจะทำตามกฎที่มดตัวเล็กๆๆ เช่นพวกเราตั้งขึ้นหรืออย่างไร”

    หนิงเทียนนั้นไม่ได้ให้ความสนใจคำพูดของซูเหวินและจิงอวี้ มันเพียงแต่ปลายตาปรายตามองไปรอบๆๆ ราวกับว่ากำลังหาผู้ใดอยู่ ดวงตาของมันหรี่ลงในทันทีเมื่อไม่สามารถสัมผัสได้ถึงผู้มาเยือน

    นี่้แสดงให้เห็นว่าระดับพลังของพวกมันทั้งสองคนต่างกันมากเกินไป ระดับพลังของคนผู้นี้จะต้องสูงกว่าถงจื่อโหยวหลายขั้นนัก

    คิดได้เช่นหนิงเทียนจึงเปิดปากขึ้นมา “ในเมื่อส่งเสียงออกมาแล้วเหตุใดถึงยังไม่ปรากฎปรากฏตัวอีก”

    “ฮ่าๆ ๆ ไม่เลวนี่้ ข้านั้นจงใจส่งเสียงออกเพื่อหยุดการโจมตีอันป่าเถื่อนของคนรับใช้เจ้าเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงว่า เสียงที่ตั้งใจเปล่งออกให้ได้ยินเพียงคนเดียวกลับถูกเด็กอย่างเจ้าสัมผัสถึงมันได้”

    เมื่อเสียงนั้นกล่าวจบ ร่างของบุรุษหนุ่มอีกคนหนึ่งปรากฏขึ้นดุจภูตผี มันหยุดยืนคั่้นกลางระหว่างจิงอวี้และซูเหวิน

    ใบหน้าของบุรุษผู้นี้แม้จะอ่อนเยาว์คล้ายกับคนที่มีอายุเพียงสามสิบ30ปี แต่น้ำเสียงที่มันเปล่งออกมาราวกับว่ามันได้ผ่านโลกมานับร้อยปีแล้ว

    สิ่งที่ทำให้ใบหน้าของมันดูสะดุดตาก็คือคิ้วสีขาวโพลนอันขัดกับรูปลักษณ์ที่เยาว์วัยมากนัก

    หนิงเทียนไม่กล้าที่จะประมาทอีกต่อไป สัญชาตญาณของมันบอกว่าบุรุษผู้นี้คือตัวอันตรายอย่างแท้จริง

    “อู๋ชาง อู๋ชาง ออกมา”

    ได้ยินเสียงเรียกถึงสองครั้ง ราชาภูตรีบส่งเสียงตอบกลับ พร้อมกับขยับร่างอยู่ภายในแขนเสื้อของหนิง มันไม่ต้องรอให้นายของมันกล่าวถาม มันเพียงแต่มองไปยังบุรุษตรงหน้าและกล่าวออกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “คุณชาย มนุษย์ผู้นี้อยู่ในขั้นที่8ขั้นที่แปดแห่งแดนทรราช”

    ด้วยตัวตนระดับนี้เห็นจะมีเพียงแต่หลวนคุนเท่านั้นที่มีสิทธิ์เปิดปากออกมาได้

    “ไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสลำดับที่สองแห่งนิกายท่องนภา จะมาเยือนเมืองเล็กๆๆ อย่างฉางผิงด้วยตัวเอง”

    “หืมม์หืม ท่านคงจะเป็นผู้จัดการสมาคมการค้าจ้าวสมุทรของเมืองฉางผิงสิน่ะ ข้ามีนามว่าซูหยาง ต้องการทำธุระสักเรื่องสองเรื่องในเมืองแห่งนี้

    ข้าคิดว่าสมาคมการค้าจ้าวสมุทรที่มีความเป็นกลางจะไม่ยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายธุระของพวกเราหรอกใช่หรือไม่”

    ซูหยางกล่าวแนะนำตัวเองออกมา แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความเหย่อหยิ่งเย่อหยิ่งแต่น้ำเสียงที่กล่าวออกแก่หลวนคุนนั้นได้ลดทอนความยโสไปมากนัก

     

    ถึงระดับการบ่มเพาะของหลวนคุนจะไม่ได้มากไปกว่าตัวมันก็ตาม แต่ทว่า คนที่จะเป็น ผู้จัดการของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรได้นั้นจะต้องเป็นคนที่มีแซ่หนานกง อันเป็นแซ่เดียวกับจักรพรรดิผู้ปกครองทุกสาขาในสมาคมการค้าจ้าวสมุทรเท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้มันเองก็ไม่มีความกล้าที่จะลบหลู่หลวนคุนแต่อย่างใด มันเพียงแต่ยกกฎความเป็นกลางของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรออกมาเพื่อป้องกันการสอดมือเข้ายุ่ง

    หลวนคุนยกยิ้มออกมาพร้อมกล่าวต่อไปว่า “นักฆ่าคิ้วขาว ซูหยาง ได้พบตัวจริงวันนี้นับว่าไม่ต่างจากคำเล่าลือจริงๆๆ

    ท่านไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราสมาคมการค้าจ้าวสมุทรสามารถมีสาขาได้ทั่วทั้งสี่ทวีปเพียงเพราะพวกเรายึดกฎเหล็กคือความเป็นกลาง”

    “ได้ยินเช่นนั้น ข้าซูหยางเองก็สบายใจ” มันกล่าวออกพร้อมยกสองมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงความเคารพแก่แซ่หนานกง

    จากนั้นมันประกาศออกมาเสียงดัง “ที่ข้ามาวันนี้เพราะธุระสองเรื่อง หนึ่งคือป้ายเหล็กท่องนภาของเราถูกคนตระกูลมู่ขโมยไป

    และสองหลานชายของข้าชื่นชอบความงดงามของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ เหตุนี้ข้าจึงมานำตัวนางไปปรนนิบัติรับใช้หลานชายของข้าที่นิกายท่องนภา

    สิ่งนี้นับเป็นเกรียติเกียรติอย่างสูงสุดของตระกูลเล็กๆๆ แห่งนี้แล้ว

    และพวกเจ้าไม่ต้องห่วง ถึงแม้นางจะไม่ได้ตบแต่งเป็นสะใภ้ของตระกูลซูก็ตาม แต่ข้าซูหยางของรับปากว่า ใครที่คิดเป็นศัตรูกับตระกูลมู่ก็เท่ากับเป็นศัตรูของพวกเราตระกูลซูด้วย”

    คำพูดของซูหยางนั้นไม่มีแม้กระทั่งเสียงของลมหายใจดังขึ้นมาขัดจังหวะ ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวสิ่งใดคัดค้านออกมา

    แม้ว่าการกระทำของมันนั้นจะเป็นการแย่งชิงเจ้าสาวจากคนอื่นก็ตาม แต่กระนั้นกลับไม่มีเสียงกล่าวว่าใดออกมาจากปากของผู้คนนับพันเลยแม้แต่คำเดียว

    แต่แล้วเสียงของคนผู้หนึ่งได้ดังขึ้นมา มันทำให้ผู้คนนับพันล้วนตกตะลึงในความกล้าบ้าเลือดครั้งนี้

    “ไม่มีทาง!!! การประลองเลือกคู่นั้นจบไปแล้ว พวกเจ้ามาทีหลัง คิดจะมาแย่งชิงพี่สะใภ้ของข้าได้อย่างไรกัน!!!” จินเหล่าต้ากล่าวออกอย่างไม่กลัวฟ้าดิน ดูเหมือนว่าโทสะของมันจะบดบังความกลัวไปจนหมดสิ้น จึงได้กล่าววาจาเช่นนี้ออกมา

    ดวงตาของซูหยางหรี่ลง “สามห้าว ที่นี่้ไม่ใช่สนามเด็กเล่นให้เจ้าแสดงตัวออกมา” กล่าวจบซูหยางผิวปากเรียกลมออกมาสายหนึ่ง มันค่อยๆๆ ก่อตัวเป็นเข็มอันเล็กแหลมที่เกิดขึ้นจากมวลของอากาศพุ่งตรงไปยังร่างของจินเหล่าต้า

    “เหล่าต้าหลบเร็ว” หนิงเทียนที่อยู่ใกล้สุดเปล่งเสียงเตือนออกมา ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี สายลมอันเล็กแหลมก็ปรากฏห่างจากร่างของจินเหล่าต้าไม่ถึงสองก้าว

    เพล้ง!!!! สายลมที่ซูหยางพ่นออกมานั้นถูกสะกัดด้วยกระบี่ยาวที่สร้างขึ้นจากธาตุวารีของหลวนคุน แรงปะทะกันของตัวตนในแดนทรราชส่งให้ร่างของจินเหล่าต้ากระเด็นถอยหลังออกไปนับสิบก้าว

    ถ้าเกิดว่าหลวนคุนไม่ได้หยุดสายลมที่แฝงไปด้วยพลังปราณนั้นไว้ก่อนล่ะก็ เวลานี้จินเหล่าต้าคงจะเหลือเพียงแต่ชื่อเท่านั้น

    “นี่้หมายความว่าอย่างไรกัน ผู้อาวุโสหลวนคุน!!!” ซูหยางเปิดปากถามออกด้วยโทสะ

    “ขออภัยท่านซู แต่ว่าสำหรับนายน้อยจินนั้น ตาแก่ผู้นี้หมายมั่นว่าจะรับเข้าเป็นศิษย์ จึงไม่สามารถยอมให้ใครมาทำร้ายเขาได้เด็ดขาด” หลวนคุนกล่าวด้วยเสียงเย็น

    จินเหล่าต้าที่กระเด็นออกด้วยแรงลมของการปะทะนั้น ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด มันเพียงลุกขึ้นมาด้วยความมึนงงพร้อมกับยกนิ้วชี้ไปที่ตัวเอง “เอ๋...ข้านะหรือน่ะหรือ???”

     

     

    จากการปะทะกันเมื่อครู่นั้นหนิงเทียนสามารถบอกได้เลยว่า ซูหยางนั้นแข็งแกร่งกว่าหลวนคุนอยู่เล็กน้อย การโจมตีของซูหยางนั้นเป็นเพียงการผิวปากเบาๆๆ แต่ทว่าการป้องกันของหลวนคุนนั้นมันต้องหลอมกระบี่จากธาตุวารีขึ้นมาปัดป้อง

    “เห๊อเฮ้อ… ถ้าผู้อาวุโสหลวนคุนบอกว่า ทุกคนในที่แห่งนี้คือศิษย์ของท่านหมด ข้าเองก็ไม่สามารถจัดการเรื่องของข้าได้เลยสิน่ะ

    แต่ว่าข้านั้นขอบังอาจเตือนท่านไว้สักข้อ ท่านอย่าได้ลืมกฎของพวกท่านเอง ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของเบื้องบนล่ะก็ ข้าเกรงว่าแม้แต่ตำแหน่งของท่านก็คงจะกระเด็นหลุดได้ไม่ยาก”

    แม้ซูหยางจะไม่กล้าลงมือกับหลวนคุน แต่มันนั้นหาได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ทำให้มันไม่แสดงความเหย่อหยิ่งเย่อหยิ่งต่อหน้าหลวนคุนนั้น คงจะมีเพียงแต่แซ่หนานกงที่ประดับอยู่หน้าชื่อเท่านั้น

    หลวนคุนเข้าใจคำกล่าวของซูหยางได้เป็นอย่างดี เวลานี้สิ่งที่มันทำก็เกือบที่จะขัดกับกฎเหล็กของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรมากแล้ว มันทำได้แต่ระบายลมหายใจออกมา

    “ท่านซู ตัวข้านั้นตั้งใจจะรับเด็กหนุ่มแซ่จินเป็นศิษย์เพียงผู้เดียว สำหรับคนอื่นๆๆ แล้วข้าคงจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้อีก ขอให้ผู้ที่คิดจะทำสิ่งใดโปรดนึกถึงความปลอดภัยด้วย”

    คำกล่าวของหลวนคุนนั้นแม้มันจะพูดออกแก่ซูหยาง แต่แท้จริงมันต้องการจะสื่อความให้กับหนิงเทียนว่ามันไม่สามารถยื่นมือเข้าปกป้องได้อีกแล้ว และมันยังใช้ประโยคสุดท้ายเพื่อจะกล่าวห้ามปรามบหนิงเทียนอีกด้วย

    ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น เสียงของหนิงเทียนได้ดังแทรกขึ้นมา

    “เอาเถอะ ดูเหมือนว่าเรื่องราวของตระกูลใคร มันผู้นั้นจะต้องสะสางด้วยตัวเอง การที่จะช่วยเหลือตระกูลมู่นั้น เกินกว่าความสามารถของข้าในตอนนี้แล้ว”

    เมื่อทุกคนมองไปยังสภาพของหนิงเทียน มันไม่สามารถก่นด่าหรือกล่าวตำหนิอะไรหนิงเทียนได้เลยที่คิดจะทอดทิ้งตระกูลมู่เพื่อเอาตัวรอด

    เวลานี้หน้าผากของหนิงเทียนชุ่มไปด้วยเหงื่อ ปากแผลที่เคยปกคลุมด้วยน้ำแข็งเริ่มที่จะละลายออก เสื้อผ้าของมันเริ่มที่จะซึมซับรอยเลือดสีแดงเข้มให้เห็นกันได้อย่างชัดตา

    การที่มันสามารถยืนพูดพร้อมกับรูโหว่กลางหน้าอกได้นั้น นับว่าเป็นปาฎิหาริย์ปาฏิหาริย์มากพอแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน