ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 29 บ้านหัวหน้าห้อง

    ตอนที่ 29 บ้านหัวหน้าห้องในเวลานี้หยางเจียอิ่งกำลังเรียนรู้ด้วยตนเองในห้องเรียนอยู่ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่น ๆ ทำไมวันนี้เธอถึงไม่มีกะจิตกะใจที่จะอ่านหนังสือเลยแม้แต่น้อยตอนนี้หวังซินมีเรื่องของตัวเองที่จะต้องทำ การหาเงินจากการถ่ายละครโทรทัศน์ ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ไม่เลว ถึงแม้จะไม่รู้ว่าละครโทรทัศน์ที่เขาถ่ายสามารถทำเงินได้เท่าไหร่ แต่นี่ก็ถือว่าเป็นอาชีพของตัวเขาเองแล้วใช่ไหม?เมื่อนึกถึงตรงนี้ หยางเจียอิ่งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย วิชาวิทยาศาสตร์ของหวังซินถือว่าเก่งมากเลยทีเดียว ภายใต้การโดดเรียนที่เป็นปกติ ทุกครั้งที่สอบก็สามารถติดอันดับหนึ่งในสิบของระดับชั้นปี นี่จึงเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าหวังซินมีหัวสมองที่ชาญฉลาดแต่ว่าคนที่มีหัวไวต่อหลักวิชาวิทยาศาสตร์ได้ถึงขนาดนี้แต่ในตอนที่จะแบ่งสายในการเรียนถึงกับคิดไม่ถึงว่าจะไปเลือกเรียนสายศิลป์ นี่ก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ตอนนี้ยังไปขอพักการเรียนที่ห้องวิชาการอีก หรือว่าหลังจากนี้เขาจะละทิ้งการเรียนของตัวเองไปแบบนี้งั้นเหรอ?การเรียนกับการถ่ายละครโทรทัศน์ ที่จริงแล้วสิ่งไหนสำคัญกว่ากันแน่?ในใจของหยางเจียอิ่งครุ่นคิดมาเป็นเวลานาน แต่ก็คิดไม่ออกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้เมื่อนึกถึงคำชวนที่หลินชงให้ตัวเองเข้าร่วมทีมละครเมื่อตอนกลางวัน ถึงแม้ว่าหยางเจียอิ่งจะหวั่นไหว แต่ก็กลับต้องปฏิเสธไปเธอรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเองในปัจจุบันคืออะไร ซึ่งก็คือการเรียน โดยไม่สามารถทำร้ายจิตใจของแม่ได้ ในทุกวันแม่ทำงานหาเงินเหนื่อยขนาดนั้น ก็ไม่ใช่เพราะว่าเพื่อให้ตัวเองได้เรียนหนังสือสูง ๆ งั้นเหรอ?ถึงแม้ว่าปกติแล้วตอนที่ดูละครโทรทัศน์ ก็จะอิจฉานักแสดงที่อยู่ในละครพวกนั้น แต่ว่าก็ยังเรียนไม่จบหลักสูตร ซึ่งเธอก็ไม่อยากละทิ้งการเรียนเพียงเพราะงานการแสดงในเวลานี้เธอจะไปรู้ได้ไงว่านักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ในยุคหลังจะโด่งดังขนาดนั้น?การจะเป็นที่ต้องตาผู้กำกับได้ในแม้ยังอยู่ในวัยที่ยังเรียนอยู่ แทบจะไม่ได้มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามอะไร  ก็จะสามารถเป็นนักแสดงได้ทันที นี่จึงถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากเป็นอย่างยิ่งส่วนอีกด้านหนึ่ง ตอนที่หวังซินตามมา ก็ไม่พบเงาของหยางเจียอิ่ง จึงได้แค่รอหยางเจียอิ่งที่หน้าประตูโรงเรียนเท่านั้นเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนวิชาเรียนรู้ด้วยตนเองตอนเย็น ก็เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว ช่วงเวลานี้กลุ่มคนที่เลิกเรียนเดินสลับกันไปมาในโรงเรียนจึงทำให้หวังซินมองแล้วตาลายไปหมด เขาได้มองหาเงาของหยางเจียอิ่งอย่างละเอียดในท่ามกลางฝูงคนมากมาย แต่ก็ไม่พบหยางเจียอิ่ง จะเห็นก็แค่เพื่อนสนิทของหยางเจียอิ่งที่ปกติแล้วชอบเล่นด้วยกันเสมอหรือว่าหยางเจียอิ่งจะกลับไปแล้วงั้นเหรอ?ด้วยความสงสัย หวังซินจึงมาที่ด้านข้างของหลี่ซือฉี เพื่อขวางหลี่ซือฉีไว้“อั้ยยะ นี่ไม่ใช่เทพโดดเรียนเหรอ ท่านเทพ ไม่ทราบว่าที่คุณขวางสาวน้อยไว้ มีเรื่องสำคัญอะไรงั้นเหรอ?” เสียงที่แปลกประหลาดของหลี่ซือฉีที่ฟังแล้วทำให้หวังซินขมวดคิ้วทันที“หยางเจียอิ่งล่ะ? ทำไมไม่เห็นเธอเลย?”หลี่ซือฉีได้ยินคำพูดนี้ของหวังซิน จึงรีบมองหวังซินอย่างระมัดระวัง แล้วถามว่า: “นายหาหยางเจียอิ่งทำไม?”“มีเรื่องที่ต้องการให้เธอช่วยนิดหน่อย เธอบอกฉันได้ไหมว่าหยางเจียอิ่งอยู่ที่ไหน?” หวังซินไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เมื่อพูดถึงหยางเจียอิ่ง ทำไมหลี่ซือฉีคนนี้จะต้องระวังตัวเองขนาดนี้ด้วยนะ“เหอะเหอะ คิดแผนการไม่ดีกับหยางเจียอิ่งสินะ นายเลิกล้มซะเถอะ ฉันไม่บอกนายหรอก” หลี่ซือฉีส่งสายตาที่เย่อหยิ่งแก่หวังซิน แล้วเดินไปข้างหน้าต่อ“เฮ้ เธอ ที่ฉันตามหาหยางเจียอิ่งคือมีธุระจริง ๆ นะ” เขาตะโกนตามหลังหลี่ซือฉีที่กำลังจากไป“มีธุระอะไรก็ไปหาตอนกลางวันที่โรงเรียนสิ” เมื่อหลี่ซือฉีพูดจบ ก็ไม่ได้สนใจหวังซินอีก แล้วเดินตรงไปข้างหน้าเรื่อย ๆ “เพื่อน ที่ฉันตามหาเขาก็เพราะมีธุระจะต้องพูดจริง ๆ เรื่องนี้ก็สำคัญมากสำหรับหยางเจียอิ่งด้วย” หวังซินแอบได้ยินมาว่าฐานะทางบ้านของหัวหน้าห้องก็ค่อนข้างยากจน ถ้าให้เธอมาร่วมแสดงภาพยนตร์ ก็พอจะหาเงินได้บ้าง เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวสักหน่อย ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย“พอ!” คำตอบที่หวังซินได้ก็คือสายตาที่ว่างเปล่า ภายใต้สถานการณ์ที่ไร้ทางเลือกหวังซินก็ได้แค่ไปถามที่คุณครูประจำชั้นจากการถามคุณครูประจำชั้นแล้วจึงได้ทราบที่อยู่ของบ้านหยางเจียอิ่ง จากนั้นหวังซินก็รีบมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่อยู่บ้านของหยางเจียอิ่งทันทีบ้านของหยางเจียอิ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านกลางเมืองในเขตใจกลางเมือง เธอและแม่อาศัยอยู่ในห้องเก็บฟืนห้องหนึ่งที่มีพื้นที่ไม่ถึง 20 ตารางเมตร ซึ่งฐานะทางบ้านยากจนมาก ถึงขั้นที่พูดได้ว่ายากจนข้นแค้นเมื่อหวังซินไปตามที่อยู่บ้านที่คุณครูประจำชั้นให้มา เดินค้นหาจนทั่วหมู่บ้านกลางเมืองมาเกือบครึ่งวัน ถึงจะหาบ้านของหยางเจียอิ่งเจอในเวลานี้หยางเจียอิ่งกำลังทำอาหารอยู่ในห้อง ทุกวันหลังเลิกเรียนวิชาเรียนรู้ด้วยตนเองในตอนเย็น เธอก็จะเตรียมอาหารเย็นให้แม่อยู่ที่บ้าน ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่หยางเจียอิ่งต้องทำมาตั้งแต่ตอนที่เป็นเด็กแล้วเธอกับแม่ใช้ชีวิตมาด้วยกัน แม่เป็นคนงานธรรมดาในโรงงานฟืนที่อยู่ไม่ไกลจากใจกลางหมู่บ้าน ทุกวันทำงานค่อนข้างหนัก ทุกเย็นก็จะทำงานล่วงเวลาจนถึงสี่ทุ่ม วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ในทุก ๆ เดือนก็ยังได้เงินแค่สามสี่ร้อยหยวนเท่านั้น ซึ่งในทุก ๆ เดือนก็ทำได้แค่ประคับประคองชีวิตครอบครัวให้อยู่รอดเท่านั้นภายในบ้าน ร่างที่ดูบอบบางของหยางเจียอิ่งกำลังก่อฟืนทำอาหาร บนเตาไฟเล็ก ๆ ด้านข้างมีท่อนไม้ที่ผ่าแล้วกองอยู่ สภาพของการระบายควันของปล่องไฟก็ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ หน้าต่างที่เปิดไว้อยู่ ควันจากการทำอาหารทั้งหมดก็ได้ลอยออกไปทางหน้าต่าง ซึ่งทั่วห้องก็อบอวลไปด้วยควันดำจากการทำอาหาร โดยตอนที่หยางเจียอิ่งทำอาหารอยู่นั้นน้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด ทั่วทุกพื้นที่ได้ปกคลุมด้วยควันจากการทำอาหารหวังซินเคยได้ยินมาว่าฐานะทางครอบครัวของหยางเจียอิ่งค่อนข้างยากลำบาก แต่คิดไม่ถึงว่าฐานะทางครอบครัวของหยางเจียอิ่งจะยากลำบากได้ขนาดนี้เมื่อยืนอยู่ที่หน้าต่างอีกบานของบ้านหยางเจียอิ่ง ก็ได้สังเกตสภาพแวดล้อมภายในห้อง ซึ่งมีแค่ตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้และเตียงคู่หนึ่งเตียง นอกจากนั้นแล้วก็มีโต๊ะที่ทำจากไม้หนึ่งตัวและม้านั่งยาวสองตัว และอาหารที่หยางเจียอิ่งได้เตรียมไว้ตอนนี้ก็ได้วางอยู่บนโต๊ะการจัดวางของพวกนี้ก็เกือบจะเต็มพื้นที่ห้องแล้ว ทำให้ภายในห้องดูเหมือนว่าจะไม่มีช่องว่างใดอีกเลย“เด็กสาวในห้องเรียนที่ปกติแล้วมักจะเย็นชาเหมือนน้ำแข็งคนนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าบ้านของเธอจะยากลำบากได้ขนาดนี้” ในใจของหวังซินหดหู่เล็กน้อย แม้ว่าในปีนี้จะเป็นปี 1993 ซึ่งสภาพการเป็นอยู่แบบนี้ก็นับว่าแย่ที่สุดแล้วหยางเจียอิ่งไม่รู้ว่าหวังซินกำลังสังเกตตัวเองอยู่ที่ด้านนอกของบ้าน ซึ่งหลังจากที่เขาเตรียมอาหารเย็นเสร็จแล้ว ก็ได้กลับมารอแม่อยู่ในห้องในเวลาสี่ทุ่มยี่สิบ ภายในห้องก็มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งได้ปรากฏตัวอยู่ เธออายุประมาณ 40 ปี รูปร่างคล้ายกับหยางเจียอิ่งถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แม้ว่าอายุจะล่วงเลยไปตามกาลเวลา แต่ก็สามารถมองเห็นร่องรอยความสวยจากร่างในช่วงวัยรุ่นได้จากใบหน้าของเธอ“แม่คะ แม่กลับมาแล้ว!” ใบหน้าของหยางเจียอิ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข อาหารที่ทำรอแม่กลับมาทาน น้ำร้อนที่ต้มไว้รอแม่กลับมาล้างหน้าบ้วนปาก การใช้ชีวิตกับแม่ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสุขมากเมื่อเทน้ำร้อนเสร็จแล้ว หยางเจียอิ่งก็รีบมาที่ข้างแม่เพื่อรับเอากระเป๋าผ้าในมือมา แล้วจึงหยิบอาหารอื่น ๆ ออกมาด้วยเมื่อหวังซินเห็นอาหารที่อยู่ในกระเป๋าผ้าก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย มีผักกาดขาวหนึ่งหัวและมะเขือเทศสองลูก ไม่มีเนื้อสัตว์ แม้ว่าในยุคนี้เนื้อสัตว์ครึ่งกิโลกรัมจะราคาไม่ถึงสองหยวนก็ตามแม่ของหยางเจียอิ่งได้มองหยางเจียอิ่งที่เป็นเด็กดี ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข หลังจากที่สามีหนีไป ลูกสาวก็กลายเป็นความหวังเดียวของเธอลูกสาวหยางเจียอิ่งเป็นคนว่านอนสอนง่ายตั้งแต่เล็ก สมัยยังเด็กก็รู้จักช่วยตัวเธอทำงานบ้าน ในตอนแรกก็ไม่ได้ให้ลูกสาวทำงานบ้าน ด้วยความเคยชินมาจนถึงตอนนี้ กลับทำให้เธอรู้สึกปวดใจความปวดใจนี้เธอทำได้แค่ฝังมันไว้ในใจเท่านั้น การทำงานหาเงินอยู่ที่โรงงานฟืน แล้วส่งเสียลูกเรียนหนังสือ ได้ปลูกฝังให้ลูกสาวเห็นถึงความสำคัญของการเรียน เมื่อเวลาผ่านไปนานวัน หยางเจียอิ่งก็เอาเรื่องเรียนมาเป็นอันดับที่หนึ่งเสมอ สำหรับเรื่องอื่นแล้ว เธอก็ไม่เคยคิดมาสักพักแล้วอาหารที่สองแม่ลูกทานไม่มีเนื้อสัตว์เลย หวังซินก็ทนดูอยู่นอกหน้าต่างไม่ไหวแล้ว เมื่อก่อนเขารู้แค่บ้านของหยางเจียอิ่งยากจน แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าในตอนนี้จะยากจนได้ถึงขนาดนี้“เสี่ยวอิ่ง ตอนนี้ลูกก็อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าแล้ว ในด้านการเรียนก็ลำบากมากแล้ว ต่อจากนี้ไปกลับบ้านมาแล้วแม่จะทำอาหารให้เอง ลูกแค่ตั้งใจเรียนอย่างเดียวก็พอ” ที่โต๊ะอาหาร แม่ของหยางเจียอิ่งก็คีบผักกาดขาวใส่ในถ้วยของหยางเจียอิ่งแล้วพูดออกมา“แม่คะ เรื่องการเรียนสำหรับหนูแล้วง่ายมากเลยค่ะ ไม่เหนื่อยเลยแม้แต่นิดเดียว แต่แม่ทำงานที่โรงงานฟืนลำบากขนาดนี้แล้ว หนูจะทนให้แม่มาเหนื่อยเรื่องของหนูได้ยังไงกันล่ะคะ” หยางเจียอิ่งกินผักกาดขาวที่แม่คีบให้ตัวเอง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขในความยากลำบากนั้นก็ยังมีความสุข เธอเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้ หยางเจียอิ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากแล้ว แต่ไม่สามารถทำลายความคาดหวังของแม่ที่มีต่อตนเองได้ ดังนั้นการเรียนจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของหยางเจียอิ่งในตอนนี้“ฮะฮะ เด็กคนนี้ โรงงานฟืนเป็นงานที่ต้องใช้มือทั้งหมด ไม่เหนื่อยแม้แต่นิดเดียวเลย” แม่ของหยางเจียอิ่งยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า กินข้าวไปด้วยแล้วก็พูดเรื่องการเรียนกับหยางเจียอิ่งไปด้วยเมื่อหวังซินที่อยู่นอกหน้าต่างเห็นฉากนี้มาตลอด ในใจก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะดึงหยางเจียอิ่งเข้ามาในทีมละครด้วยให้ได้อย่างน้อยหลังจากที่หยางเจียอิ่งเข้าร่วมทีมละครแล้ว ถ้าได้แสดงบทเป็น ‘เสี่ยวเส่ว์’ จริง เมื่อถ่ายเสร็จหนึ่งตอน อย่างน้อยที่สุดก็จะได้เงินสองสามร้อยหยวน มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงฐานะทางบ้านก็พอแล้ว“พรุ่งนี้ลองหาเวลา คุยเรื่องนี้กับเธอสักหน่อยแล้วกัน” หวังซินถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แล้วหันตัวเตรียมออกไปหยางเจียอิ่งที่กำลังกินข้าวอยู่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากนอกบ้านขึ้น เมื่อหันกลับไปมอง ทิศทางตรงข้ามหลังของตัวเอง อาศัยแสงจันทร์ที่เลือนราง เธอก็มองเห็นเงาของคนที่คุ้นเคยคนหนึ่งภายในระยะเวลาอันสั้นนี้ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นขาวซีด ฐานะทางครอบครัวถือเป็นความเจ็บปวดที่อยู่ภายในใจเขามาโดยตลอด ตามปกติตอนอยู่ที่โรงเรียนถึงแม้ว่าจะเย็นชาจนเป็นน้ำแข็ง แต่นี่ก็กลับเป็นสิ่งที่เธอแสร้งทำขึ้นมาเพื่อใช้ปกป้องตัวเองอีกชั้นหนึ่งเกาะป้องกันชั้นนี้มีแค่เพื่อนสนิทของตัวเองและแม่เท่านั้นที่รู้ แต่ที่คนอื่นได้เห็นทั้งหมดนั้น ก็มีแค่เจ้าหญิงน้ำแข็งที่มาจากการแสร้งทำขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองไว้เท่านั้นโดยทั่วไปถึงแม้ว่าเธอจะแสดงออกมาอย่างเย็นชา แต่ลึกลงไปข้างในจิตใจของเธอแล้วจะต้องเข้มแข็งมาก หรืออาจจะเป็นเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ไม่อยากเอาส่วนที่แย่ที่สุดของตัวเองไปแสดงให้เพื่อนร่วมห้องเห็นในตอนนี้เธอนึกไม่ถึงว่าหวังซินจะปรากฏตัวอยู่ที่ด้านนอกห้องตัวเอง เรื่องในใจที่ตัวเองไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมห้องเห็นมากที่สุด ซึ่งได้ถูกหวังซินพบเข้าแล้วในเวลานี้เกาะป้องกันของเธอถูกทำลายลง ตอนนี้ความเข้มแข็งทั้งหมดที่เคยมีก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย เธอมีความลนลานที่ไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไร“เสี่ยวอิ่ง ลูกเป็นอะไรไป?” เมื่อเห็นสีหน้าของลูกสาวที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนไปจนผิดธรรมชาติขึ้นมา แม่ของหยางเจียอิ่งจึงรีบถามแสงไฟจากหลอดไฟภายในห้องไม่ค่อยสว่าง ซึ่งทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่ขาวซีดและท่าทางที่ตกตะลึงของลูกสาวขึ้นมาได้ทันที“ห๊ะ?แม่คะ หนูไม่ได้เป็นอะไรค่ะ” หยางเจียอิ่งได้ฝืนยิ้มออกมา และยัดข้าวคำใหญ่สองสามคำใส่ในปาก แล้วพูดออกมาอย่างตะกุกตะกักเมื่อเห็นท่าทางของลูกสาวแล้ว แม่ของหยางเจียอิ่งก็ขมวดคิ้ว แล้วมองไปที่นอกหน้าต่าง แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย“กินช้า ๆ หน่อย เดี๋ยวก็สำลักเอาหรอก” เมื่อแม่ของหยางเจียอิ่งพูดจบ ก็ยืนขึ้นเตรียมออกไปข้างนอก...