ภายในสุสานกระบี่
การทดสอบของสำนักไผ่เขียว คือการให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบเข้าไปด้านในสุดของสุสานแล้วนำเอาป้ายสิทธ์ภายในนั้นออกมา1 ชิ้น ดูเหมือนจะเป็การทดสอบง่ายๆ แต่ภายในสุสานนั้นเต็มไปด้วยอันตราย เมื่อหลินเฟยเข้ามาจึงเดินตรงเข้าไปด้านในสุสานทันทีหวังว่าที่ด้านในสุดจะมีพลังปราณหนาแน่นมากพอฟื้นฟูแหวนกลืนปราณยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งเส้นทางซับซ้อน เสียงปะทะกันระหว่างผู้เข้าร่วมทดสอบต่อสู้กับสัตว์อสูรดังก้องไปทั่วบริเวณด้วยพลังของเสื้อคลุมภูติราตรี หลินเฟยจึงผ่านไปได้อย่างง่ายดายไม่มีอุปสรรคอันใด
ผ่านไป 1 วัน หลินเฟยเข้ามาถึงด้านในสุดของสุสานกระบี่อย่างไม่ยากเย็นนักผู้เข้าทดสอบที่เข้ามาก่อนหลินเฟยยังไม่สามารถมาถึงที่นี่เลยแม้แต่คนเดียวเห็นเช่นนั้นหลินเฟย จึงรีบนำแหวนกลืนปราณอออกมาค่อยๆดูดกลืนพลังปราณโดยรอบเพราะดูเหมือนจะเป็ที่ๆพลังปราณหนาแน่นที่สุดแล้วของสุสานแห่งนี้
“แปลกมาก นั่นมันอะไรกันเมื่อตอนเข้ามาข้ายังไม่เห็นเส้นทางนั้น แต่ตอนนี้มันโผล่มาจากไหน”เมื่อหลินเฟยทำการดูดซับฟลังปราณโดยรอบไปซักระยะหนึ่งอยู่ๆก็สังเกตุเห็นเส้นทางสายหนึ่งโผล่ออกมา ตามความเข้าใจของหลินเฟย เส้นทางนี้อาจถูกปิดบังไว้ด้วยกลไกลที่ใช้พลังปราณโดยรอบในการปิดบังแต่เมื่อพลังปราณส่วนใหญ่โดยรอบถูกดูดซับไปจึงเผยให้เห็นเส้นทางที่ซ่อนอยู่นี้หลินเฟยเห็นดังนั้นจึงคิดเดินเข้าไปสำรวจดู พบว่ามีมีค่ายกลอะไรบางอย่างคล้ายกลับว่าค่ายกลอันนี้ปิดผนึกเส้นทางบางอย่างไว้อยู่ด้านข้างมีกระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งปักอยู่ แผ่จิตสังหารออกมาอย่างรุนแรงทำให้พลังปราณโดยรอบปั่นป่วน
หลินเฟยไม่รีรอดึงกระบี่เล่มนั้นออกมาถ้าเป็ผู้ใช้ปราณธรรมดาไม่อาจเข้าใกล้กระบี่ได้แน่เพราะตัวกระบี่ส่งผลให้พลังปราณปั่นป่วนยากควบควมหากพื้นฐานไม่มั่นคงอาจถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้โดยง่ายแต่มันไม่ใช่กับหลินเฟย ไร้ปราณ ไร้พื้นฐาน ธาตุไฟจะเข้าแทรกได้อย่างไรพริบตาที่กระบี่หลุดออกจากค่ายกล แสงส่างสาดส่องไปทั่วบริเวณ ปรากฏทางเข้าลงใต้ดินในสายตาของหลินเฟยพลังหยินมหาศาลรวมทั้งจิตสังหารโพยพุ่งออกมาจากทางเข้านั้น ดูเหมือนว่า จิตสังหารจากตัวกระบี่ไม่ได้มีมาั้แ่แรกแต่เพราะมันคงอยู่ที่นี่มาอย่างยาวยาวจึงค่อยๆซึมซับจิตสังหารเข้าไป เพียงแค่พริบตาเดียวพลังงานด้านลบและจิตสังหารไหลทลักออกไปครอบคลุมไปเกือบทั่วบริเวณสุสานด้านนอกแล้ว
“ทางเข้านี้จะนำไปสู่ที่ใดกันหรือว่าสุสานกระบี่ทั้งหมดนี่แท้จริงเป็เพียงทางเข้าถ้าทางเข้ายังกว้างใหญ่เพียงนี้แล้วตัวสุสานจริงๆจะกว้างใหญ่ถึงเพียงไหน”หลินเฟยครุ่นคิดว่าควรถอยกลับไป หรือว่าจะเดินลงสำรวจด้านในดี แต่จากสภาพการแล้วเด็กหนุ่มถูกดึงดูดด้วยพลังปราณจำนวนมหาศาลที่โพยพุ่งออกมาแหวนกลืนปราณ้าปลังปราณมหาศาลเพื่อกระตุ้นให้มันกลับมาทำงานได้หลินเฟยจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไป ถึงแม้มันจะอันตรายก็ตามที่ ถ้าไม่เสี่ยงแล้วจะได้รับสิ่งที่ดีได้อย่างไร
ด้านในนั้นแตกต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิงไร้วี่แววของสัตว์อสูรมีพียงพลังงานด้านลบและจิตสังหารที่ทำให้พลังปราณปั่นป่วนขณะที่เดินลึกเข้าไปหลินเฟยก็ได้ใช้แหวนดูดกลืนพลังปราณไปด้วยถึงจะเป็พลังปราณด้านลบแต่พลังปราณยังไงก็คือพลังปราณวันยังค่ำแต่อยู่ๆหลินเฟยกลับได้ยินเสียงแ่เบาแว่วข้ามาในหู “มาหาข้า เข้ามาหาข้า”หลินเฟยหยุดฝีเท้าลงทันทีแววตาเปลี่ยนเป็เ็าเขาซ่อนตัวอยู่ในผ้าคลุมราตรีชัดเจนว่ามันเป็ของวิเศษระดับสูงไม่น่าจะมีใครเจอตัวเขาได้ แล้วทำไมถึงเหมือนมีคนกระซิบข้างหูเขาได้ มีเพียง 2อย่างที่หลินเฟยคิดออกในตอนนี้ หนึ่งคือเสียงนี้เป็เสียงแบบสุ่มๆที่หลินเฟยบังเอิญมาได้ยิน หรืออีกทางถ้าเ้าของเสียงนี้จงใจพูกับเขา ซึ่งถ้าเป็จริงละก็ หลินเฟยสั่นกลัว
“ข้างในสุสานที่ผนึกไว้อย่างลึกลับและท่าทางเก่าแก่มากแบบนี้จะยังมีใครมีชีวิตอยู่ด้านในนี้ได้ หรือว่าจะเป็ ผี!!” หลินเฟยสูดอากาศเข้าไปเต็มปอด“คงไม่ใช่ผีหรอกมั้ง” หลินเฟยเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็เตรียมตัวหนีโดยเตรียมเปิดใช้งานการเคลื่อนที่ทางไกลแบบสุ่มของผ้าคลุมภูติราตรีที่จะทำการเคลื่อนย้ายไปในระทางหนึ่งแต่เป็การสุ่มไม่สามารถกำหนดสถานที่ได้เผลอแปปเดียวไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร หลินเฟยเดินมาถึงใจกลางสุสานยิ่งเข้าใกล้ใจกลางหลินเฟยก็ยิ่งได้ยินเสียงเรียกชัดเจนยิ่งขึ้น เป็ที่ชัดเจนแล้วหลินเฟยเข้าใจว่าเ้าของเสียงนั้นจงใจพูดกับเขาหลินเฟยคล้ายกับถูกชักจูงมาที่นี่ด้วยเสียงนั้นทั้งๆที่เส้นทางด้านในสลับซับซ้อนแถมยังกว้างใหญ่ยิ่งกว่าภายนอกแต่กลับมาถึงใจกลางได้อย่างง่ายดายในเวลานี้ดวงตาเด็กหนุ่มนั้นว่างเปล่าไร้สติคล้ายกับถูกภูติผีเข้าสิง
ใจกลางสุสานนั้นมีโลงศพโลกหนึ่งวางอยู่กลางห้องอย่างเรียบง่ายด้านข้างมีกระบี่วิเศษมากมายพร้อมด้วยคัมถีร์อีกจำนวนหนึ่ง แต่บรรยากาศกลับมืดครึ้มน่าอึดอัดมีแต่กลิ่นอายความตายจิตสังหารแรงอาคาตหลินเฟยเดินเข้าหาโลงศพนั้นด้วยสีหน้าว่างเปล่า ฝ่ามือทาบลงบนโลงศพวาดสัญญาลักประหลาดลงไป คล้ายกับกำลังปลดผนึกค่ายกลอะไรบางอย่างพริบตาต่อมาหลังจากสัญญาลักษณ์หายไปทั้งหมดฝาโลงพลันะเิออกสั่งร่างหลินเฟยปลิวกระเด็นไปแต่ยังไม่ทันลอยไปถึงไหนเงากระบี่สีดำพุ่งทะลุผ่านร่างเด็กหนุ่มทะลวงร่างออกไปทั้งๆที่สวมใส่ผ้าคลุมราตรีอยู่แต่เงากระบี่สีดำนั่นกลับทะลวงร่างหลินเฟยอย่างง่ายดายหลินเฟยพลันได้สติกลับมาพร้อมกับความเ็ปอย่างมหาศาลที่พุ่งถาโถมเข้าใส่
“ส่งกระบี่มา”เสียงๆหนึ่งดึงขึ้นเป็เสียงเดียวกับที่หลินเฟยได้ยินตอนแรกนั้นเองหลินเฟยนอนกองอยู่กับพื้นด้วยความเ็ปและงงงวย ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแต่รู้ได้โดยสัณชาตญาณเลยว่าเงาสีดำที่อยู่ตรงหน้าอันตรายอย่างมากสาเหตุที่มันยังไม่ฆ่าเขาคงเพราะ้ากระบี่ที่ว่านี้มันคงไม่สามารถเขาออกมาจากแหวนมิติของหลินเฟยเองได้ คิดได้ดังนั้นหลินเฟยจึงถามกลับไป“เ้ามันเป็ตัวอะไรกันแน่” แต่สิ่งนั้นนิ่งไปครู่หนึ่งแต่กลับไปตอบคำพูดเพียง“ส่งกระบี่มา”แล้วกระบี่สีดำก็พุ่งตรงมายังหลินเฟยอีกครั้ง หลินเฟยไม่พยายามหลบแต่เพียงเปิดใช้งานเสื้อคลุมภูติราตรีเคลื่อยย้ายหนีออกไปในทันทีถึงพลังการป้องกันจะต่ำมากแต่การพลางตัวและการเคลื่อนย้ายนั้นไม่ได้กระจอกเหมือนพลังป้องกัน
“อ๊ากกกกกกกกกกกก” เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความโกรธดังไปทั่วทั้งสุสานจนส่งผลให้ทั่วทั้งบริเวณสั่นสท้านมันไม่คิดว่ามนุษย์ตัวกระจ้อยอย่างหลินเฟยที่อยู่ในกำมือมันเเล้วจะหนีรอดออกไปได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
อีกฝากหนึ่งหลินเฟยลุกขึ้นกุมาแด้วยสีหน้าเ็ปพร้อมกับนำยารักษาแผลออกมากินเข้าไปเขาต้องรีบหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด หลังจากเคลื่อนย้ายมาพลังในการพลางตัวของเสื้อคลุมภูติราตรีก็หายไปคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟูซักครู่หนึ่งเพราะการเคลื่อนย้ายเหมือนจะใช้พลังงานอย่างมหาศาล แต่ก็ไม่น่าจะมากมายขนาดนั้นเหตุผลนี่จะเป็เพราะต้องใช้พลังในการทลวงผ่านเขตุแดนที่ป้องกันไม่ให้ใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลได้หลินเฟยเองก็ไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนแต่เมื่อเดินไปซักระยะหนึ่งก็พบกับชายหญิงสองคนเดินเคียงคู่กันมา หลินเฟยคาดว่าทั้งคู่คงเป็ศิษย์จากสำนักไหนซักแห่งบริเวณนี้จึงเข้าไปซักถาม
“พวกท่านทั้งสองช้าก่อน”หลินเฟยตรงเข้าไปทาทั้งสองในทันที แต่หลังจากถามคำถามไปชายหนุ่มพลันมองมาทางหลินเฟยด้วยสายตาดูถูกไม่ตอบคำแต่หญิงสาวเมื่อมองเห็นสภาพอันน่าสงสารรวมถึงาแรอบตัวของหลินเฟยกลับยิ้มให้แล้วตอบกลับมาอย่างสุภาพ
“เ้ามีเื่อันใดจะสอบถามพวกข้าหรือ”
“คือเื่มีอยู่ว่าข้าโดนพวกโจรทำร้ายแล้วโชคดีหนีมาได้แต่ข้ากลับหลงทาง ไม่ทราบว่าที่นี้คือที่ใด แล้วพวกท่านพอจะรู้ทางไปป่าหมอกเขียวหรือไม่”หลินเฟยได้โอกาศเลยสอบถามออกไป
“ศิษย์น้องเ้าจะสนใจชีวิตมนุษย์ธรรมดาไปทำไมพวกเราต้องรีบเดินทางอย่าไปเสียเวลากับมันเลย” แต่ชายที่มาด้วยกันดูเหมือนจะเป็ศิษย์พี่กล่าวขัดขึ้นมา
“ไม่เป็ไรหรอกศิษย์พี่มีคนเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือซิ”
หลินเฟยไม่ใส่ใจกับคำพูดของชายหนุ่มนักเพราะเป็ธรรมดาที่ผู้ใช้ปราณนั้นทำตัวเย่อหยิ่งไม่สนใจผู้ที่อ่อนแอแต่ก็แปลกใจอยู่บ้างที่เด็กสาวคนนี้กลับดูเป็คนมีน้ำใจขัดกับท่าทีที่ดูเ็าของนางอย่างมาก
“ที่นี่คือป่าเขียวขจี ห่างกับป่าหมอกเขียวไม่มากถ้าเดินเท้าคงใช้เวลาครึ่งเดือนก็ถึงแล้ว แต่ข้าแนะนำเ้าอย่าเพิ่งไปจะดีกว่า”
“ทำไมหรือขอรับคุณหนู”หลินเฟยถามกลับไปด้วยท่าทสงสัยหรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นในขณะที่เขาอยู่ด้านในสุสานนั่น
“เมื่อครึ่งเดือนก่อนพลังงานหยินด้านลบแพร่ออกมาจากสุสานกนะบี่ครอบคลุมบริเวณนั้นไว้ ทำให้มีสัตว์ร้ายออกอาละวาด พวกข้ากำลังรีบไปตรวจสอบ”
“ขอบคุณขอรับงั้นข้าขอตัว” หลินเฟยลอบตะลึงอยู่ในใจครึ่งเดือนมันเป็เวลาครึ่งเดือนหลังจากข้าเข้าไปในสุสานนั่นหลังจากข้าเข้าไปรู้ตัวอีกทีข้าก็อยู่ใจกลางสุสานแล้วนี่ข้าใช้เวลาถึงครึ่งเดือนเลยหรอเนี่ยหลินเฟยคาดการว่าเื่ของสุสานด้านในนั้นคงไปถึงหูหลายสำนักแล้ว คงมีการส่งคนมาสำรวจข้างในเป็แน่อย่างเช่นสองคนนั้นถึงหลินเฟยจะไม่รับรู้ถึงพลังฝึกตนของสองคนนั้นแต่ความรู้สึกบอกว่าเด็กสาวคนนั้นแข่งแกร่งอย่างมากถึงจะอายุเท่าๆกับเขาแต่อาจจะแข็งแกร่งเกินกว่าตัวเขาเองเมื่อครั้งอดีตเสียด้วยซ้ำหลินเฟยไม่เข้าใจถึงพื้นฐานของโลกนี้จึงไม่รู้ว่าระดับฝึกตนของเด็กสาวนั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอถ้าเทียบกับคนอื่นในโลกนี้ แต่ถ้าเทียบกับเ้าสิ่งนั้นที่อยู่ในสุสานมันไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ที่เขารอดมาได้เพราะมันไม่ตั้งใจสังหารเขาเพียงแค่อยากได้กระบี่ที่เขามี
“ข้าคงต้องรีบขาทางทำอะไรซักอย่างแล้วชัดเจนว่าเ้าสิ่งนั้น้ากระบี่ที่อยู่กับข้าเมื่อมันหลุดออกมาได้ข้าคงไม่รอดเป็แน่”