ลู่เฉินเดินออกจากลานที่สนามเพิ่งถูกฉีก ฝ่าเท้ายังมั่น แต่กล้ามเนื้อข้างในสั่นเหมือนรับแรงเกินขีด
ความเจ็บครั้งนี้ไม่เหมือนก่อน
ไม่ใช่เจ็บจากหมัด
ไม่ใช่เจ็บจากกระดูก
มันเป็นความหนัก เหมือนแรงบางอย่างยัง “ค้าง” อยู่ในร่าง เหมือนพื้นที่ยังไม่ยอมคืนสมดุลให้เขา
เขาหยุดเดิน ยกมือกำแน่น เส้นเอ็นที่ข้อมือดึงตึงจนต้องกัดฟัน
“ไม่หาย…”
ลู่เฉินไม่แปลกใจ ตั้งแต่วันที่เขาเลือกยืนเอง ผลลัพธ์ก็ไม่เคยหายไปเฉย ๆ อีกแล้ว
ถนนถัดไปยังมีคนเดิน เสียงเมืองยังดัง แต่บางอย่างผิดจังหวะ
ชายสองคนทะเลาะกันข้างร้านซ่อมเกวียน แค่คำพูด แค่ผลักเบา ๆ
ปกติมันควรจบตรงนั้น
แต่วันนี้— หมัดเดียว เสียงกระดูกแตกดังชัด อีกฝ่ายล้มทั้งยืน เลือดไหลจากปากอย่างไม่สมส่วนกับแรง
คนรอบข้างเงียบ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะ “แรงมันเกินเหตุ”
ลู่เฉินยืนอยู่ห่าง เขาไม่ได้เข้าไป ไม่ได้ยืนในสนาม ไม่ได้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว
แต่เขารู้ทันที
ผลมัน “ถูกคิด” แล้ว
เขาเดินต่อ ทุกก้าวหนักขึ้น เหมือนพื้นดึงแรงจากขาเขาไปใช้ที่อื่น
ตรงหัวมุมถนน เด็กสองคนชนกัน ล้ม หัวฟาดพื้น เสียงดังเกินควร เลือดซึมทันที
แม่เด็กกรีดร้อง คนมุง โกลาหลเล็ก ๆ ปะทุขึ้นโดยไม่มีเหตุ
ลู่เฉินหลับตา หายใจช้า
นี่ไม่ใช่การลงโทษ ไม่ใช่การเตือน
นี่คือ “ดอกเบี้ย”
“เจ้ารู้สึกแล้วใช่ไหม”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ดัง ไม่ใกล้ เหมือนเสียงที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่พื้นที่ยอมให้พูด
ลู่เฉินหันกลับ
ชายคนหนึ่งยืนอยู่ใต้เงากำแพง เสื้อผ้าเรียบ สีหม่น ไม่มีตรา ไม่มีอาวุธ
ท่ายืนไม่ตึง ไม่หลวม เหมือนคนที่ไม่จำเป็นต้องป้องกันตัว
“ข้าไม่ได้เรียกเจ้า” ลู่เฉินพูด เสียงแหบ
ชายคนนั้นพยักหน้า “ใช่” “ข้าไม่ได้มาสู้” “และไม่ได้มาล่า”
เขามองถนน มองคนเจ็บ มองจังหวะเมืองที่เริ่มปั่นป่วน
“ข้ามาแจ้งราคา”
คำคำนั้น หนักกว่าเสียงแตกของกระดูกเมื่อครู่
“ทุกครั้งที่เจ้าตั้งสนาม” ชายคนนั้นพูดต่อ “พื้นที่ต้องคืนสมดุล” “เมืองไม่ชอบสูญเสียแรงไปเปล่า ๆ”
ลู่เฉินกำมือ ความเจ็บแล่นขึ้นแขนทันที เหมือนร่างตอบสนองต่อคำพูดนั้น
“ข้าไม่ได้ขอให้มันเป็นแบบนี้”
“แน่นอน” ชายคนนั้นตอบเรียบ “ไม่มีใครขอ”
“แต่การเลือกของเจ้า ทำให้โลกต้องเลือกวิธีที่ถูกที่สุด”
เขาเงยหน้าขึ้น สบตาลู่เฉินตรง ๆ
“และวิธีที่ถูกที่สุด คือทำให้ความรุนแรง ไหลไปหาที่ที่รับได้ง่ายกว่า”
เสียงทะเลาะดังขึ้นอีกจุด ไกลออกไป ตามด้วยเสียงของอะไรบางอย่างแตก และเสียงร้อง
ไม่ใช่เพราะใครสั่ง ไม่ใช่เพราะใครตั้งใจ
มันเกิด เหมือนน้ำที่ไหลลงที่ต่ำ
ลู่เฉินหายใจแรง หน้าอกแน่น เหมือนมีอะไรทับอยู่ข้างใน
“ถ้าข้าหยุดสู้” เขาถาม เสียงต่ำ
ชายคนนั้นส่ายหน้า “มันก็จะไหลมั่ว”
“ถ้าข้าสู้” ลู่เฉินกัดฟัน “มันก็จะคิดราคา”
“ใช่”
คำตอบนั้น ไม่มีอารมณ์ ไม่มีการขู่ มีแค่ข้อเท็จจริง
“ข้าไม่ได้มาบอกให้เจ้าถอย” ชายคนนั้นพูด “ข้าแค่มาบอกว่า— ตั้งแต่วินาทีที่เจ้าเลือกสนามได้ เจ้าไม่ใช่คนเดียวที่เลือกอีกต่อไป”
เขาขยับถอยหลังหนึ่งก้าว เงากลืนร่างเขาไปครึ่งหนึ่ง
“ถ้าเจ้าจะสู้” “จงรู้ว่าเมืองจะเก็บค่าผ่านทาง”
แล้วเขาก็หายไป เหมือนไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้น
ลู่เฉินยืนอยู่กลางถนน เสียงเมืองยังดัง ชีวิตยังเดิน
แต่เขารู้แล้วว่า ทุกครั้งที่เขายืน พื้นจะจำ ผนังจะจำ และแรงที่ถูกใช้ จะถูกทวงคืนที่ไหนสักแห่ง
เซิ่งอวี่เดินเข้ามา กะเผลกตามเคย หยุดห่างครึ่งช่วงแขน
“เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม” เขาพูด
ลู่เฉินพยักหน้า ช้า ๆ
“งั้นเจ้าจะทำยังไง” เซิ่งอวี่ถาม
ลู่เฉินมองมือของตัวเอง มือที่สั่น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะแบกมากขึ้น
“ข้าจะยังสู้” เขาพูด เสียงนิ่ง แต่หนัก
“แต่สนามต่อไป” เขาเงยหน้า สายตาคมขึ้น
“จะเล็กกว่า” “จบเร็วกว่า” “และกินพื้นที่ให้น้อยที่สุด”
เซิ่งอวี่หัวเราะเบา ๆ ไม่ขำ ไม่ประชด
“งั้นราคาครั้งหน้า” เขาพูด “จะสูงขึ้นอีก”
ลู่เฉินกำหมัด ความเจ็บแล่นขึ้น ชัด จริง ไม่ถูกดึงออก
“ก็ให้มันสูง” เขาตอบ
เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่า
การเลือกยืน
ไม่ใช่แค่เรื่องของหมัด
แต่มันคือการยอมรับว่า
ทุกสนามที่เขาเรียก
จะทิ้งรอยไว้เสมอ
#ขอแนะนำนิยายใหม่
#เรื่องบัญชีเงา

