เช้าวันนี้เจียงหงปินและหลู่ซูเจินมาถึงร้านเวลาตีห้า พวกเขาเริ่มทำความสะอาด เช็ดโต๊ะและกระจกหน้าร้าน หลังจากนั้นเจียงหงปินช่วยจางเฉินอวี้ยกอาหารและจานชามออกวางไว้ที่เคาน์เตอร์ ส่วนหลู่ซูเจินช่วยหลี่เยว่ซินจัดเรียงคัพเค้กและคุ้กกี้ธัญพืชเข้าตู้กระจก เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสี่คนจึงกินอาหารเช้าเพื่อรอเวลาเปิดร้าน
กลิ่นหอมของโจ๊กข้าวฟ่างใส่ฟักทองหมูสับลอยไปทั่ว ผู้คนที่ได้กลิ่นปฏิเสธความหิวนี้ไม่ได้เลย เช้าๆ ช่วงเปิดร้านจะเป็นคุณย่าคุณยายที่หิ้วปิ่นโตหรือกล่องใส่อาหารมาซื้อโจ๊กและซาลาเปากลับไปเตรียมให้ลูกหลานที่บ้าน สายออกมาสักหน่อยจะเป็นกลุ่มคนทำงานที่มานั่งกินที่ร้านและซื้อห่อไปกินในมื้อกลางวัน ทุกวันพวกเขาก็จะมีช่วงเวลายุ่งและช่วงเวลาที่ได้พักอย่างนี้ เวลานี้จางเฉินอวี้และหลี่เยว่ซินมีผู้ช่วยเพิ่มเข้ามา ทำให้พวกเขาให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วขึ้นมาก
ช่วงประมาณไม่เกินสิบโมงเช้าของทุกวัน โจ๊กของพวกเขาก็ขายหมดและเป็นเวลาที่ลูกค้าลดลงแล้ว พวกเขาจะเก็บหม้อโจ๊ก แล้วนำซาลาเปา หมั่นโถว และขนมออกมาเติมให้เต็ม รวมไปถึงนำอาหารสำหรับขายในมื้อกลางวันออกมาตั้งอุ่นไว้ เมนูในวันนี้คือไส้หมูตุ๋นพะโล้และไก่ตุ๋นเกาลัดใส่พริก จางเฉินอวี้เป็นคนเสนอความคิดให้ทำอาหารที่มีรสจืดและอาหารที่มีรสเผ็ดอย่างละหนึ่งรายการ โดยเขาทำอาหารให้มีรสชาติเผ็ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็เป็นที่ถูกใจของลูกค้าเป็นอย่างมาก
ขณะที่จางเฉินอวี้และหลี่เยว่ซินกำลังจัดเตรียมอาหารอยู่นั้น มู่ชงและหลี่เฉินก็เดินเข้ามาในร้าน เมื่อทั้งคู่ได้กลิ่นอาหารก็ถูกความหิวเข้าโจมตี เป็นเวลาเดียวกับที่หลี่เยว่ซินมองเห็นพวกเขาเดินเข้าประตูมาเช่นกัน
“มู่ชง น้องเล็ก! มาที่นี่ได้อย่างไรจ๊ะ” เธอร้องถาม
“ตามกลิ่นอาหารมาอย่างแน่นอนครับ แค่ได้กลิ่นก็หิวจนทนไม่ไหวแล้วครับ” หลี่เฉินพูดพลางทำท่าหิว
“ทั้งสองคนเข้ามานั่งก่อนครับ เดี๋ยวผมไปเตรียมอาหารมาให้” จางเฉินอวี้บอกพวกเขาอย่างใจดี
“ตกลงว่ามาที่นี่ได้อย่างไรจ๊ะ” หลี่เยว่ซินถามย้ำอีกครั้ง
“หลี่เฉินจะเข้าไปสั่งอาหารทะเลแห้งและเข้าไปดูสินค้าใหม่ที่มณฑลน่ะ ฉันก็เลยขอตามเขาไปด้วย” มู่ชงเป็นผู้ตอบคำถาม
“ผมจะแวะมาถามพี่สาวว่าอยากได้อะไรที่มณฑลเป็นพิเศษหรือเปล่าน่ะครับ แล้วก็มาเจอของอร่อยพอดี” หลี่เฉินตอบพร้อมกับเริ่มกินอาหารที่จางเฉินอวี้นำออกมาให้
“ไม่มีอะไรต้องการเป็นพิเศษเลยจ้ะ” หลี่เยว่ซินตอบน้องชาย เธอเดินไปทำงานและปล่อยให้ทั้งคู่กินอาหารต่อ
“เยว่ซิน ฉันเห็นเธอทำขนมแบบใหม่ออกมามันน่ารักและมีหลายแบบมาก เธอไม่สนใจจะทำรายการอาหารแบบมีภาพประกอบบ้างหรือ” มู่ชงเสนอความคิด เขาเห็นขนมที่หลี่เยว่ซินทำมาหลายอย่างแล้ว ทุกอย่างล้วนแต่ดูสวยงามและน่าทาน เขาจึงอยากให้เธอทำออกมาให้ลูกค้าไว้ดู
“ฉันเคยคิดไว้เหมือนกันนะมู่ชง เพียงแต่ฉันยังหาคนวาดภาพให้ไม่ได้ และตอนนี้ฉันก็กำลังคิดว่าอยากจะทำเค้กออกขาย หากมีภาพประกอบคงทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” เธอคิดว่าการวาดภาพและระบายสีจะช่วยทำให้เค้กมองดูน่ารักขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือหากใช้การถ่ายภาพ เธอจะต้องทำเค้กออกมาทุกแบบซึ่งมันลำบากเกินไป และรูปถ่ายในยุคนี้สีสันก็ยังไม่สวยถูกใจเธอ
หลี่เยว่ซินพูดต่อ “และฉันยังอยากทำป้ายแสดงรายการอาหารในแต่ละวันติดไว้ที่ผนังด้วยนะ ฉันรู้สึกว่ามันไม่สะดวกเลยที่ให้เฟยเทียนมาเขียนกระดานหน้าร้านให้ทุกวัน”
“เพื่อนของฉันมีญาติที่เรียนวาดภาพอยู่นะ ฉันจะไปสอบถามให้เธอเอง” มู่ชงเสนอ หลังจากนั้นเขาและหลี่เฉินก็เดินทางไปมณฑลต่อ
เมนูเค้กของหลี่เยว่ซินได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะรสชาตินุ่มละมุน แป้งเค้กฟูนุ่ม และการแต่งหน้าเค้กมีความสวยงาม วันนี้มีลูกค้ามาสั่งทำเค้กสำหรับงานเลี้ยงวันเกิด ขณะที่หลี่เยว่ซินกำลังอธิบายลูกค้าถึงการตกแต่งหน้าเค้กที่เธอจะทำให้กับลูกค้าอยู่นั้น มู่ชงก็พาหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามาและนั่งรอเธอคุยกับลูกค้าจนเสร็จ
“เยว่ซินนี่คือฮุ่ยหลิงเพื่อนที่เรียนที่วิทยาลัยกับฉัน ส่วนนี่คือลู่เสียนคนที่ฉันแนะนำมาวาดรูปให้กับเธอ” มู่ชงแนะนำเพื่อนทั้งสอง
“เชิญทานน้ำและอาหารว่างก่อนค่ะ” หลี่เยว่ซินเชิญพวกเขา ขณะที่หลู่ซูเจินก็ยกน้ำและขนมออกมาต้อนรับ
“มู่ชงเล่าถึงรายละเอียดงานให้ผมฟังคร่าวๆ แล้วล่ะครับ ผมเคยรับงานวาดภาพและทำป้ายร้านอาหารมาบ้าง” ลู่เสียนพูดพรางหยิบสมุดวาดภาพของเขาขึ้นมาแล้วยื่นให้หลี่เยว่ซิน “นี่คือตัวอย่างภาพวาดของผมครับ”
หลี่เยว่ซินและจางเฉินอวี้พลิกดูภาพวาดของเขาโดยค่อยๆ เปิดไปทีละหน้า หลังจากนั้นก็พูดกับลู่เสียนว่า “ภาพวาดและการลงสีของคุณสวยงามมากเลยค่ะ ฉันตกลงให้คุณวาดภาพให้ งานแรกฉันอยากให้คุณเขียนป้ายแสดงรายการอาหารในแต่ละวันให้ก่อนค่ะ งานนี้ไม่ต้องวาดภาพประกอบ เพียงแต่คุณต้องออกแบบตัวหนังสือและองค์ประกอบของป้ายให้ดูสวยงามและเข้ากับการตกแต่งร้านค่ะ คุณคิดว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่คะ”
“งานนี้ไม่มีภาพประกอบ เขียนเฉพาะรายการอาหารเท่านั้น ผมคิดว่าจะใช้เวลาไม่เกินสองสัปดาห์ครับ” ลู่เสียนตอบเธอหลังจากนั่งคิดแล้ว
“ส่วนงานที่ต้องวาดภาพประกอบ ฉันลองเขียนบรรยายไว้อย่างนี้ คุณลองวาดแบบร่างให้ฉันดูได้ไหมคะ” เธอยื่นสมุดที่เธอเขียนอธิบายถึงเค้กหน้าต่างๆ ให้เขา เพราะเธอไม่สามารถนำหนังสือของเธอออกมาให้เขาดูได้ มันทันสมัยเกินไป
ลู่เสียนเปิดอ่านและลองร่างแบบตามคำอธิบายที่เธอเขียนไว้ ซึ่งเขาวาดออกมาได้ดีมากทีเดียว หลี่เยว่ซินนึกชื่นชมในความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก
“คุณลู่เสียน คุณวาดออกมาได้ดีมากเลยล่ะค่ะ” เธอกล่าวชมและพูดต่อ “คุณลงสีและเขียนขนาดของเค้กกำกับไว้ในแต่ละภาพตามที่ฉันเขียนอธิบายไว้ได้เลยนะคะ”
โดยเธออธิบายเขาเพิ่มเติมถึงขนาดของกระดาษในแต่ละภาพ และเธอไม่ลืมย้ำเขาอีกรอบหนึ่งในเรื่องของการเขียนกำกับในแต่ละภาพว่าเค้กแต่ละแบบสามารถทำได้กี่ขนาด
ลู่เสียนนัดวันส่งงานชิ้นแรกในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า หลังจากนั้นลู่เสียนและฮุ่ยหลิงก็ขอตัวกลับ โดยที่มู่ชงยังคงนั่งอยู่ที่ร้านต่อ
“เธอมีอะไรจะพูดกับฉันหรือ” มู่ชงถามขึ้นหลังจากที่เห็นหลี่เยว่ซินนั่งมองหน้าเขา
“ฮุ่ยหลิงคือ…” เธอทำน้ำเสียงลังเลที่จะถาม แต่เธอก็อยากรู้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคน
“กำลังศึกษากันอยู่ เธอนิสัยดี ร่าเริง ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่กับเธอแล้วสบายใจ” มู่ชงตอบเธอยิ้มๆ
“ฉันยินดีกับเธอด้วยนะ ฉันก็คิดว่าฮุ่ยหลิงเหมาะกับเธอมาก” หลี่เยว่ซินยิ้มอย่างยินดีกับเพื่อน ถึงแม้เธอเคยคิดที่จะจับคู่มู่ชงกับหลินเสี่ยวเหม่ย แต่เมื่อนึกดูให้ดีแล้ว ฮุ่ยหลิงก็เหมาะสมกับมู่ชงจริงๆ เพราะมู่ชงเป็นคนพูดน้อย บางครั้งก็เงียบขรึมจนเกินไป การได้คบกับคนที่มีความร่าเริงสดใสแบบนี้คงจะเหมาะกับเขามากกว่า
หลี่เยว่ซินนึกคุ้นกับชื่อของฮุ่ยหลิง จนเธอมานึกขึ้นได้ว่าเพื่อนของเธอเมื่อภพที่แล้วก็ชื่อฮุ่ยหลิง สองคนนี้ท่าทางและนิสัยช่างเหมือนกันจริงๆ เธอหัวเราะออกมาเบาๆ