บทที่ 24 ไฟดับ!
ถ้าเป็โม่เฟิงในอดีต เขาคงจะตอบตกลงอย่างไม่ลังเล แต่หลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ โม่เฟิงค้นพบว่าความรับผิดชอบในความสัมพันธ์นั้นเป็ส่วนสำคัญ เขาจึงส่ายหัวและพูดว่า “อย่าเลยดีกว่า ดึกป่านนี้แล้ว แถมยังเป็ชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสอง พี่กลับดีกว่า!”
หานเซี่ยวหยิกแขนของโม่เฟิงเบา ๆ แล้วพูดพร้อมกับหัวเราะ “พี่ไม่เชื่อใจหนูเหรอคะ? ถึงพี่จะดูเ้าชู้ แต่พี่ไม่มีทางรังแกน้องสาวอย่างฉันหรอก ฉันเชื่อใจพี่นะ หรือว่าพี่ไม่เชื่อใจตัวเองกันแน่?”
โม่เฟิงรู้สึกชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่คิดว่าในสายตาของหานเซี่ยว เขาจะเป็คนเ้าชู้ขนาดนั้น โม่เฟิงยิ้มแห้ง ๆ แล้วพูดว่า “เซี่ยวเซี่ยว เธอไว้ใจพี่ แต่พี่ไม่ไว้ใจน้องชายตัวเองหรอกนะ ปล่อยพี่ไปเถอะ!”
หานเซี่ยวไม่มีทางปล่อยโม่เฟิงไปง่าย ๆ เธอกอดแขนของโม่เฟิงไว้แน่น แต่เธอก็ไม่ได้สังเกตเลยว่ามือของเธอไปวางอยู่บนอกแกร่งของเขาพอดี ในเวลานี้ เธอไม่ได้สนใจเื่พวกนี้เลย เธอเอาหน้าอกของตัวเองถูไถไปมากับแขนของโม่เฟิงและพูดว่า “พี่เฟิงอยู่เป็เพื่อนเซี่ยวเซี่ยวก่อนนะ ฉันกลัวความมืดจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นฉันจะไม่พูดว่าพี่เ้าชู้แล้วก็ได้ เอาอย่างนี้ไหม? อีกไม่กี่วันฉันจะพาพี่ไปที่มหาลัย พี่เห็นผู้หญิงคนไหนสวย ๆ ฉันจะช่วยพี่จีบพวกเธอเอง”
สุดท้ายภายใต้การบังคับขู่เข็ญของหานเซี่ยว โม่เฟิงจึงเลือกที่จะอยู่ต่อ เพราะคำพูดที่ว่า “พี่เฟิง ฉันเชื่อใจพี่” ของหานเซี่ยว ทำให้โม่เฟิงไม่กล้าทำร้ายจิตใจของเธอได้ลงคอ
แต่โม่เฟิงก็พบว่า บางครั้งการที่คุณไม่อยากทำร้ายคนอื่น มันกลับเป็การทำร้ายตัวเอง ผู้หญิงสวย ๆ คนหนึ่ง สวมชุดนอนนอนอยู่บนเตียง ส่วนคุณนั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วยังต้องคอยส่องไฟฉายไปมา กลิ่นหอม อ่อน ๆ ของหญิงสาว มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายจะอดทนได้ แต่โม่เฟิงก็พยายามอย่างมากที่จะควบคุมตัวเอง เพราะหญิงสาวเชื่อใจเขาถึงขนาดนี้ ถ้าเขาทำร้ายเธอ มันคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของเธอในอนาคตอย่างแน่นอน และเธอก็คงไม่เชื่อใจใครอีก ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้ ภาพเหตุการณ์กับติงหรูจวินยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของโม่เฟิง ทำให้เขาไม่สามารถสลัดมันออกไปได้
นี่เป็ครั้งแรกที่หานเซี่ยวอยู่กับผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อของเธอในห้องสองต่อสอง ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่เป็ไร แต่ในใจก็อดกังวลไม่ได้ ทำให้นอนไม่หลับ เธอจึงพูดขึ้นว่า “พี่เฟิง ตอนที่ฉันให้พี่ช่วยขนของย้ายบ้าน พี่บอกว่าอยากจะช่วยคุณยายข้ามถนน พี่เป็คนมีน้ำใจแบบ นี้ตลอดเลยเหรอคะ?”
ที่จริงตอนนั้น โม่เฟิงแค่พูดเล่น ๆ ไม่คิดว่าเธอจะเชื่อจริง ๆ โม่เฟิงจึงตอบไปว่า “ใช่ พี่คิดว่าคุณยายเ่าั้ ต้องมีหลานสาวที่น่ารักแบบเซี่ยวเซี่ยวแน่ ๆ เลย พี่เลยชอบช่วยเหลืออยู่บ่อย ๆ พอหลังจากนั้นแล้วพวกคุณยายก็จะแนะนำหลานสาวให้พี่รู้จัก ตอนนั้นพี่ก็จะมีโอกาสแล้ว”
หานเซี่ยวหัวเราะคิกคัก เธอแกล้งดุเบา ๆ “คนลามกเ้าเล่ห์ โชคดีนะที่ทำไม่สำเร็จ ไม่งั้นไม่รู้ว่าจะมีเด็กผู้หญิงกี่คนที่ต้องตกเป็เหยื่อของพี่!”
แน่นอนว่าโม่เฟิงได้ยิน เพราะในห้องเงียบมาก ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน อีกทั้งหานเซี่ยวก็ไม่ได้ตั้งใจจะเลี่ยงโม่เฟิงด้วย โม่เฟิงจึงหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า “ใครบอกว่าพี่ทำไม่สำเร็จ พวกคุณยายอยากจะแนะนำหลานสาวให้พี่รู้จัก ต่างก็ยืนรออยู่ข้างถนน เพื่อรอให้พี่ไปช่วยพยุงข้ามถนน”
หานเซี่ยวทำเสียงไม่พอใจในลำคอแล้วพูดว่า “ขี้โม้! พี่ดีขนาดนั้น ทำไมถึงไปเดินห้างคนเดียวล่ะ แถมยังชอบมองผู้หญิงสวย ๆ อยู่ตลอดเวลา อีก เ้าชู้ขนาดนี้ จะมีคุณยายที่ไหนเอาหลานสาวไปให้เสือที่หิวโหยแบบนี้กิน”
โม่เฟิงหัวเราะอย่างเก้อเขิน เขาไม่คิดว่าสายตาที่คิดว่าไม่มีใครสังเกตเห็น จริง ๆ แล้วทุกคนต่างก็รู้ มิน่าถึงไม่เคยเจอเื่ดี ๆ เลย
ทั้งสองคนคุยกันเรื่อยเปื่อย หรือบางครั้งก็แกล้งจิกกัดกัน หานเซี่ยวบอกว่าโม่เฟิงเป็คนเ้าชู้ โม่เฟิงก็บอกว่ารูปร่างของหานเซี่ยวไม่ดี สุดท้ายทั้งสองก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว ตอนที่โม่เฟิงตื่นขึ้นมา ก็เพราะได้ยินเสียงกรีดร้อง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย แล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เสียงดังจัง”
ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว แสงแดดส่องเข้ามาในห้องจนมองเห็นทุกซอกทุกมุม มองเห็นของตกแต่งทุกชิ้นได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น โม่เฟิงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะเขารู้สึกว่าในมือมีอะไรบางอย่างที่นุ่มมาก โม่เฟิงจึงลองบีบดูเบา ๆ เขาก็รู้สึกตัวเต็มที่ รีบชักมือกลับทันที พอเห็นว่าเสื้อผ้าของเขายังอยู่ครบ โม่เฟิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีที่ไม่ได้ทำผิดร้ายแรง
ในตอนนี้หานเซี่ยวหน้าแดงก่ำ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะเื่นี้ก็ไม่ได้โทษโม่เฟิง ทั้งสองคนต่างก็เผลอหลับไป ถือว่าเป็อุบัติเหตุ แถมเขาก็แค่จับนิดหน่อย ไม่น่าจะนับเป็อะไร หานเซี่ยวจึงเลือกที่จะลืมเื่นี้ไป เธอลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมไปเรียน
บรรยากาศที่น่าอึดอัดใจในห้องก็หายไปในพริบตา โม่เฟิงอยากจะตบหน้าตัวเอง ทำไมตอนนอนถึงไม่นอนนิ่ง ๆ ทำให้คนที่ไว้ใจเขาต้องผิดหวังแบบนี้
ตอนนี้หานเซี่ยวคงคิดว่าเขาเป็คนเ้าชู้ไปแล้ว เมื่อคิดถึงเื่นี้ โม่เฟิงก็ไม่กล้าอยู่ต่อ เขารีบจัดเสื้อผ้า พอเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ โม่เฟิงก็เดินออกจากห้องนอนทันที เขาตั้งใจจะไปทำงานเลย เพราะถ้าไม่ไปตอนนี้ จะรอให้เธอมาถามเหรอ? หรือจะปล่อยให้อึดอัดใจกันทั้งสองฝ่าย
ในขณะที่โม่เฟิงเปิดประตู กำลังจะหนีออกไป ทันใดนั้นหานเซี่ยวก็โผล่หน้าออกมาจากห้องครัวพร้อมกับรอยยิ้ม “พี่เฟิงยังไม่ได้กินข้าวเลยนี่คะ รอฉันก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันทำกับข้าวให้กินก่อนค่อยไปก็ได้ค่ะ”
โม่เฟิงอึกอักเล็กน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ จะไปก็ไม่ใช่ จะอยู่ก็ไม่เชิง ในเมื่อเหยื่อยังไม่ได้ว่าอะไร ถ้าเขาชิ่งหนีไปดื้อ ๆ มันก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อีกอย่างในใจของโม่เฟิง เขาก็ไม่อยากเสียเพื่อนอย่างหานเซี่ยวไป ดังนั้น เขาจึงทำได้แค่ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดหนทาง นับเวลาถอยหลังอยู่ในใจ
เสียงดังกุกกักดังออกมาจากในครัว ไม่นานหานเซี่ยวก็ยกจานออกมา สองใบ ปรากฏว่าเพราะไฟดับ ในตู้เย็นจึงเหลือแค่ไข่ไก่ที่ยังกินได้ หานเซี่ยวจึงทอดไข่ให้ในส่วนของเธอกับโม่เฟิงคนละสองสามฟอง แล้วก็ทำบะหมี่ เป็อันเสร็จขั้นตอนการทำอาหารเช้าง่าย ๆ มื้อหนึ่ง
ตลอดมื้อเช้า บรรยากาศช่างแปลกประหลาด เพราะเดิมทีทั้งสองคนมักจะพูดคุยหัวเราะกัน แต่ตอนนี้ต่างก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบ ๆ ความรู้สึกที่ถูกโม่เฟิงััยังคงติดอยู่ในใจของหานเซี่ยว แค่คิดก็ทำให้หน้าแดงขึ้นมาแล้ว ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า ได้แต่ก้มหน้ากินบะหมี่ต่อไป
ส่วนโม่เฟิงไม่ได้เป็แบบนั้น เขาอยากจะรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เขาจึงรีบกินข้าวให้หมด แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “เซี่ยวเซี่ยว พี่ไปทำงานก่อนนะ”
หานเซี่ยวสะดุ้งขึ้นมาทันที มองโม่เฟิงด้วยสีหน้าสงสัย เพราะเธอไม่ได้ยินที่โม่เฟิงพูดเลยสักนิด พอเห็นว่าอาหารในชามของโม่เฟิงว่างเปล่า เธอก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “พี่เฟิง ยังไม่อิ่มใช่ไหมคะ เดี๋ยวฉันไปตักเพิ่มให้”
โม่เฟิงรีบโบกมือ “เซี่ยวเซี่ยว พี่อิ่มแล้ว พี่ต้องไปทำงานแล้ว เธอเองก็รีบกินนะ อย่าลืมไปเรียนล่ะ!”
พูดจบ โม่เฟิงก็รีบวิ่งแจ้นออกไปทันที เพราะบรรยากาศแบบนี้มันน่าอึดอัดเกินไปแล้ว